หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ความสุขประชาชาติของชาวภูฏาน กับเศรษฐกิจพอเพียงของคนไทย
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 เม.ย. 2551, 15:18 น.
เข้าชมแล้ว 18134 ครั้ง

 

 

ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๓๐ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีโอกาสเดินทางไปภูฏานร่วมกับคณะนักวิชาการของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เพื่อประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางด้านสังคม – วัฒนธรรม กับศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติที่นครทิมปู ภูฏาน ในการนี้ได้ร่วมถึงการออกไปสังเกตการณ์ทางภูมิศาสตร์ บ้านเมืองและประเพณีพิธีกรรมของคนท้องถิ่นที่อยู่ทางภาคกลางของประเทศด้วย นับว่าน่าประทับใจ และทำให้ได้ความรู้ความคิดใหม่ๆ มาก

 

แต่สิ่งที่จะพูดถึงในที่นี้ ขอจำกัดอยู่เพียงเรื่องความสุขประชาชาติ [Natural gross happiness] เรื่องเดียวก่อน เพราะเป็นสิ่งที่คนไทยเคยได้ยินได้ฟัง และมีอะไรคล้ายกับเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

ความคล้ายคลึงกันระหว่างความสุขประชาชาติกับเศรษฐกิจพอเพียงที่สำคัญก็คือ เป็นความคิดที่เป็นอุดมการณ์ของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขของประเทศ เกี่ยวกับการพัฒนา [Development] เศรษฐกิจและสังคมซึ่งแตกต่างไปจากตำรับตำราแบบตะวันตกที่แพร่หลายในกระแสโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน นับเป็นการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมมากกว่าเศรษฐกิจ

 

แต่ความต่างกันของความสุขประชาชาติและเศรษฐกิจพอเพียงในความรับรู้ของคนในสังคมของทั้งสองประเทศนั้น อยู่ที่คนภูฏานรู้ว่าความสุขนั้นสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอย่างไร

 

ในขณะที่คนไทยกลับมองไม่ออกว่า เศรษฐกิจพอเพียงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอย่างไร เลยเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็คือความคิดและการกระทำทางเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง จึงเกิดมีบรรดาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการทางเศรษฐกิจและการพัฒนาออกมาวิสัชนาอบรมสั่งสอนใครต่อใครกันอยู่ทุกบ่อยในทุกวันนี้

 

เหตุที่แลไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงกับวัฒนธรรม น่าจะมาจากการรับรู้ของคนไทยเกี่ยวกับคำว่าวัฒนธรรม ที่แปลมาจากคำว่า Culture ในภาษาอังกฤษ ตั้งแต่แรกเริ่มในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นวัฒนธรรมที่ไม่เห็นคน เป็นเรื่องของความดีงามที่เกิดจากการปลูกฝัง และแสดงออกในรูปแบบของศิลปวัฒนธรรม แต่ความหมายอันเป็นองค์รวมของคำว่า Culture ในลักษณะที่เป็นวิถีชีวิต [Way of life] ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดนั้นกลับไม่มีความเข้าใจ

 

การมองว่าวัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของกลุ่มชนนั้น ก็คือการมองวัฒนธรรมที่แลเห็นคน ซึ่งบรรดานักมานุษยวิทยาจะใช้คำว่าสังคม – วัฒนธรรม ดังนั้น คำว่าสังคม – วัฒนธรรม จึงไม่เคยอยู่ในปทานุกรมของคนไทยส่วนใหญ่เลย ยกเว้นนักวิชาการทางสังคมศาสตร์บางสาขาที่เป็นชนกลุ่มน้อยเท่านั้น

 

แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระทัยในเรื่องสังคม – วัฒนธรรมอย่างดียิ่ง

 

เมื่อครั้งทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะที่เป็นปรัชญานั้น ข้าพเจ้าในฐานะนักศึกษาทางสังคม – วัฒนธรรมก็เข้าใจว่า พระองค์ท่านทรงหมายถึงเศรษฐกิจพอเพียงในวิถีชีวิตของกลุ่มชนนั่นเอง เพราะในช่วงพระชนมายุของพระองค์จวบจน ๘๐ กว่าพระพรรษานี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นชีวิตของคนไทยที่พอเพียงและมีความสุขก่อนความพินาศฉิบหายจะมาเยือนในช่วงสมัยการพัฒนาเศรษฐกิจ – การเมืองที่เน้นการมีรายได้ประชาชาติ ตั้งแต่รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา

 

นับเป็นเวลาร่วมกึ่งศตวรรษ ที่คนรุ่นใหม่ คือรุ่นพ่อกับรุ่นลูกในปัจจุบันนี้ แทบไม่เคยเห็นวิถีชีวิตที่มีความสุขอันเกิดจากเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นลักษณะสำคัญของกลุ่มชนในสังคมชาวนา [Peasant society] คงจะมีแต่คนรุ่นปู่ย่าตายายเท่านั้นที่เคยได้เห็นและสัมผัส จนเกิดอาการโหยหาอดีตที่เคยมีความสุข [Nostalgia] และเฝ้าพร่ำบ่นกับบรรดาลูกหลานที่อยู่ในสังคมอุตสาหกรรม ที่เน้นแต่การทำงานเพื่อเงินจนไม่มีเวลาพักผ่อน ตลอดจนพอใจแต่เฉพาะในสิ่งที่เป็นวัตถุและการบริโภคนิยมเพื่อตัวเองเป็นสำคัญ

 

วิถีชีวิตของคนไทยในสังคมชาวนา [Peasant society] เป็นชีวิตเรียบง่ายที่มีโลกทัศน์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างมีดุลยภาพ มีการอยู่ร่วมกันในลักษณะที่เสมอภาค พึ่งพิง และแบ่งปันซึ่งกันและกัน ในตอนนั้น ความต้องการทางวัตถุยังไม่ใช่สิ่งสำคัญของชีวิต

 

ความสุขที่สำคัญนั้นอยู่ลึกลงไปในมิติทางจิตวิญญาณ อันเป็นเรื่องของคนกับอำนาจเหนือธรรมชาติ ที่แสดงออกโดยความเชื่อมั่นในการศาสนาและพิธีกรรม อย่างเช่นการทำบุญและกิริยาบุญที่ปรากฏทั้งในชีวิตประจำวันและฤดูกาลในรอบปี

 

สังคมชาวนาเป็นสังคมตามประเพณี [Tradition oriented society] ที่ผู้คนไม่ค่อยคิดอะไรแบบแหกคอกอย่างขาดสติและไร้จริยธรรมแบบคนในสังคมอุตสาหกรรม

 

ทุกวันนี้ สังคมชาวนาแทบขาดหายไปจากสังคมไทย ซึ่งแลเห็นได้จากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนที่เคยอยู่เป็นกลุ่มเป็นเหล่า มาเป็นความเป็นอยู่แบบปัจเจก ความสัมพันธ์กับธรรมชาติที่มีความกลมกลืน มาเป็นการแบ่งแยกและทำลาย และสร้างสภาพแวดล้อมเทียมๆ ขึ้นมาแทน ส่วนความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติก็เน้นแต่ไสยศาสตร์ และความเชื่อที่ขาดจริยธรรมและศีลธรรม

 

คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนพุทธปนไสยไปหมด การพัฒนาประเทศก็มุ่งแต่เศรษฐกิจเพื่อให้เกิดรายได้ประชาชาติ โดยไม่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อทางศาสนาในมิติของจิตวิญญาณแม้แต่น้อย

 

ที่น่าประหลาดก็คือ มักจะมีการนำคำว่า “วัฒนธรรม” เข้ามาไว้ในการวางแผนการพัฒนาฉบับหลังๆ เป็นประจำ แต่ก็มองไม่เห็นว่าวัฒนธรรมที่อยู่ในแผนนั้นเป็นอย่างไร ดูเป็นคำหลอกๆ เล่นแบบมีคำว่าสังคมอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แต่แท้จริงมีแต่การเมืองแทน

 

ในเมืองไทยทุกวันนี้ ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจไปหมด ที่ไหนเป็นเมืองก็เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างใหญ่โตเป็นป่าคอนกรีต แทบจะไม่มีอะไรให้สิ่งที่เป็นธรรมชาติได้หายใจ ส่วนในชนบทนั้น ทุ่งนา หนองน้ำ ลำคลอง ล้วนถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นที่ผลิตสินค้านานาชนิดเพื่อการส่งออกที่พวกต่างชาติและข้ามชาติเข้ามายึดครองเป็นเจ้าของ โดยใช้คนไทยที่เป็นคนท้องถิ่นเป็นทรัพยากรมนุษย์ เพื่อประโยชน์ด้านผลิตผลทางเศรษฐกิจ

 

 

ในปัจจุบัน คนไทยเลยดูกลายเป็นทาสติดที่ดินให้กับคนต่างชาติและข้ามชาติที่เป็นเจ้าของกิจกรรทางอุตสาหกรรมไป

 

แต่ที่ภูฏานเมื่อแรกย่างเข้าไป ข้าพเจ้าแลเห็นลังคมชาวนาอย่างที่เคยได้เห็นมาในสังคมไทยเมื่อห้าสิบปีที่แล้วมา บ้านเรือนและผู้คนไม่อยู่กันอย่างแออัด แลเห็นรูปแบบของความเป็นภูฏานที่คล้ายคลึงกันแทบทุกแห่ง ความเจริญทางวัตถุแบบสังคมอุตสาหกรรมปรากฏอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ เช่น ทิมปู และบางส่วนของเมืองใหญ่บางแห่งเท่านั้น

 

สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ลำน้ำ ลำห้วย ที่ราบ และป่าเขายังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะป่าเขานั้นหลากหลายไปด้วยพืชพันธุ์จากระดับต่ำจนถึงระดับสูงบนยอดเขาเทียมเมฆ ที่เป็นลักษณะพิเศษของดินแดนที่เรียกว่า “โลกหิมาลัย” [Himalayan world] ป่าเขาเช่นนี้แหละที่ในวรรณคดีไทยเรียกว่า “ป่าหิมพานต์” เป็นป่าที่เขียวชอุ่มในฤดูฝน แต่มีหิมะปกคลุมในฤดูหนาว

 

ในภูฏานแทบทุกหนแห่งดูไม่มีการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติด้วยการสร้างศาสนสถานที่ใหญ่โตรุงรังแบบล้างผลาญธรรมชาติ (แบบวัดทางพุทธศาสนาในเมืองไทยขณะนี้ ที่เน้นรูปแบบความใหญ่โตโอ่อ่าที่กลวงๆ และทุเรศ) แต่เป็นเรื่องของการสร้างแหล่งสัญลักษณ์เล็กๆ ให้มีความหมาย และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

 

บนเส้นทางที่ผ่านขึ้นเขาและลงห้วย มักพบการสลักมนตรา “โอม มณี ปัทเม หุม” บนผนังภูเขา ทั้งมีการปักธงมนต์สลับสี [Prayer flag] บนพระสถูป และกำแพงสวด [Prayer wall] ตามถิ่นต่างๆ

 

แต่ที่สำคัญก็คือ ณ ที่ใดที่มีน้ำตกหรือทางน้ำไหลลงจากที่สูง ก็จะมีการสร้างมณฑปเล็กๆ ให้น้ำลอดเข้ามาปั่นล้อมนต์ [Prayer wheel] ให้หมุนรอบ เพื่อผู้ผ่านไปมาได้ใช้บริโภค พร้อมกับท่องมนต์ โอม มณี ปัทเม หุม เพื่อความเบิกบานของจิตใจและความหลุดพ้นในความโลภและกิเลสต่างๆ นับเป็นการกำหนดปัจจุบันให้เกิดสติ ทำนองเดียวกันกับที่คนมุสลิมต้องมีเวลาทำละหมาด ๕ ครั้งต่อวัน

 

ตามมณฑปเหล่านี้มักมีซุ้มทิศที่ประดิษฐานรูปเคารพและภาพเขียนสัญลักษณ์ อีกทั้งเป็นที่ซึ่งผู้คนน่าเอาสถูปดินดิบมาบูชา เป็นสถูปแบบที่พบเห็นตามศาสนสถานพุทธมหายานครั้งศรีวิชัยที่พบทั้งในเขตภาคใต้ของประเทศไทย และดินแดนชวา มลายู ผู้รู้บอกว่า สถูปเหล่านี้มีส่วนผสมของอัฐิและเถ้ากระดูกของคนตายรวมอยู่ด้วย

 

วัดอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนอันเป็นแหล่งประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นที่อยู่ของลามะ พระและเณร มีอยู่แทบทุกท้องถิ่น ในขณะที่ชุมชนที่เป็นเมืองใหญ่จะมีซ้ง [Dzong] อันเป็นทั้งศูนย์กลางทางศาสนาและการปกครองท้องถิ่น เป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ภายในกำแพงล้อมที่ป้องกันการรุกล้ำจากคนภายนอก

 

แม้ว่าพุทธมหายานแบบตันตริก หรือวัชรยาน จะเป็นศาสนาหลักอันเป็นที่สุดของคนภูฏานและบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในโลกหิมาลายันที่ได้รับมาจากทิเบต แต่คนภูฏานก็เหมือนกับคนไทย คนพม่า ลาว และเขมรที่นับถือศาสนาผีอันเป็นความเชื่อในเรื่องวิญญาณเป็นศาสนารองลงมาด้วย เพราะตามท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าแหล่งน้ำ โขดหิน หรือใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ โดยเฉพาะต้นไซปรัส มักมีศาลเล็กๆ หรือแท่นบูชา มีธงปัก มีแท่งหินหรือก้อนหินแสดงให้เห็นว่าเป็นที่สถิตของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว

 

ผีเจ้าที่อันเป็นที่เคารพและเกรงกลัวของผู้คนก็คือนาค ซึ่งสถิตอยู่ใต้ดินและตามแหล่งน้ำต่างๆ ทั้งศาสนา ผีและพุทธอยู่ด้วยกันได้อย่างไม่เดือดร้อน เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้คนที่ประพฤติชอบและอยู่ในขนบประเพณี ผีนั้นช่วยเรื่องความเป็นอยู่ของคนในโลกนี้ ส่วนพุทธนั้นเพื่อโลกหน้า ดังนั้น การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามวันและเดือนต่างๆ ในรอบปี จึงมีรวมกันทั้งพุทธและผี ในลักษณะที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน

 

ในทัศนะของข้าพเจ้า ผีดูเหมือนมีอำนาจแรงมากในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และเป็นกลไกที่สำคัญในการรักษาดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติทีเดียว

 

ความต่างกันระหว่างคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาเถรวาทกับคนภูฏานที่นับถือพุทธมหายานก็คือ สำหรับคนไทย ศาสนาเป็นเศษเสี้ยวในชีวิตของผู้คนในสังคม แต่สำหรับคนภูฏาน ศาสนาคือวิถีชีวิต [Way of life] เฉกเช่นคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะคนไทยท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เน้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มพูนรายได้ประชาชาตินั้น แทบไม่มีกาละและเทศะ [Time and space] ให้แก่ความเชื่อและพิธีกรรมในทางศาสนาเลย (ยกเว้น ไสยศาสตร์เพื่อตัวเองและพรรคพวก) แต่คนภูฏานยังให้ความสำคัญอยู่ตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน ประจำเดือน และประจำปี

 

การเดินทางไปภูฏานครั้งนี้ต้องขึ้นเขา ผ่านเหว และลงห้วยตามเส้นทางที่คดเคี้ยวราว ๙ ชั่วโมง เพื่อไปร่วมประเพณีพิธีกรรมในรอบปีแห่งหนึ่งที่เมืองบุมตัง อันเป็นเมืองสำคัญทางตอนกลางของภูฏาน

 

ศาสนสถานอันเป็นที่ประกอบพิธีกรรมดูคล้ายกับวัดพระธาตุดอยสุเทพของคนเชียงใหม่ เพราะตั้งอยู่บนดอยสูงอยู่เหนือที่ราบลุ่มอันเป็นที่ตั้งของเมือง จึงเป็นเสมือนแหล่งจาริกแสวงบุญของคนที่อยู่ห่างไกล และเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในเมืองและหมู่บ้านแทบทุกท้องถิ่นทุกสารทิศต้องพากันมาประกอบพิธีกรรมร่วมกัน เพื่อขอพรจากอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่แห่งนั้น

 

 

พิธีกรรมในรอบปี ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองเช่นนี้ ถ้าเป็นเมืองไทย ก็แน่นอนว่าจะต้องโอ่อ่าอลังการด้วยการโหมโฆษณาให้ผู้คนไปเที่ยวชมโดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ ท.ท.ท. และบริษัทท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อให้มีรายได้ทางเศรษฐกิจมาเพิ่มพูนรายได้ประชาชาติ [GDP] นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรายได้ที่มาจากคนนอก

 

แต่สำหรับคนภูฏาน ดูไม่ยี่หระกับคนข้างนอกที่จะมาเที่ยวเพื่อการปลดปล่อย แต่กลับเน้นเพื่อคนในบ้านในเมืองเป็นสำคัญ ดังเห็นได้จากการเดินทางขึ้นไปยังแหล่งพิธีกรรมนั้นแทบไม่มีอะไรอำนวยความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยวเลย หนทางที่ไปก็ลำบากและอันตราย

 

คนภูฏานจากทุกสารทิศ ทั้งคนแก่ ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว และลูกเล็กเด็กแดง ส่วนใหญ่เดินด้วยเท้า ปีนป่ายขึ้นมาในลักษณะที่เป็นกลุ่มเหล่าทางสังคม เช่น มากับครอบครัว เพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมรุ่น อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน

 

ตามเส้นทางแม้ว่าจะยากลำบาก แต่ก็เห็นความงามและความร่มเย็นทางธรรมชาติ อันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ มีการหยุดพักผ่อนเป็นกลุ่มๆ ตามแหล่งศักดิ์สิทธิ์บนเส้นทางที่มีสถูปกำแพงสวด และมณฑปน้ำ เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ

 

แหล่งพิธีกรรมอันเป็นวัดบนยอดเขาก็กลายเป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนทุกเพศทุกวัน และทุกระดับชั้นในสังคม โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นประมุขทางฝ่ายบ้านเมืองและประมุขทางศาสนา ทำให้เกิดการสังสรรค์ทางสังคมที่สนุกสนานและน่ายินดี เพราะขั้นตอนในการประกอบประเพณีพิธีกรรมนั้นมีกาละและเทศะที่มีทั้งความศักดิ์สิทธิ์และสาธารณ์ระคนกันไป เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด มีการร่ายรำระบำกลองที่เป็นศิลปะอันชวนตื่นตาตื่นใจของคนทั้งหลาย

 

 

งานในวันแรกเป็นวันที่ผู้คนค่อยๆ ทยอยมาสมทบ เพราะคนรุ่นใหม่อาจไม่สนใจเรื่องการละเล่นและการแสดงเท่าใดนัก แต่ในวันที่สอง อันเป็นวันสุดท้าย ในช่วงการขอพรและให้พรนั้นแออัดและโกลาหล เพราะนับเป็นสิ่งที่ปรารถนาและเวลาที่ปรารถนาของทุกผู้คน เป็นวาระที่แสดงถึงความต้องการทางจิตใจและความสุขทางจิตวิญญาณที่อยู่เหนือความต้องการใดๆ ทางวัตถุอันเป็นเรื่องของบริโภคนิยม

 

กิจกรรมเพื่อให้มีรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งน้อยนิด เพราะไม่มีการออกร้านออกโรงขายสินค้าฟุ่มเฟือยนานาชนิดอย่างที่พบเห็นในงานประเพณีของคนไทย ก็คงมีแต่สถานที่แห่งหนึ่งในเขตวัด สำหรับพ่อค้า แม่ค้าที่หาสินค้าที่จำเป็นแก่ชีวิตมาวางขายแบบแบกะดิน อย่างที่เคยพบเห็นในสังคมไทยตั้งแต่สมัยห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา

 

ภูฏานยังไม่มีโรงแรมใหญ่ๆ ทันสมัย และศูนย์การค้า ร้านค้า ภัตตาคาร ร้านอาหาร ตลอดจนแหล่งบันเทิงทางโลกีย์ ที่มีการพัฒนากิจกรรมในด้านการบริการกันอย่างใหญ่โต จึงไม่ค่อยมีอะไรที่จะได้ชอปปิ้งกัน แม้แต่การไปนั่งกินอาหารมื้อหนึ่งๆ ก็ต้องรอกันไม่ต่ำกว่าชั่วโมงจึงจะได้กิน ทว่าคนที่เป็นเจ้าของภัตตาคารก็อยู่ได้ ไม่ล้มละลาย

 

แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนที่ไปภูฏานอาจสังเกตและสัมผัสได้ก็คือ คนภูฏานทั้งในเมืองและชนบทไม่โกง ไม่ขโมย เลยอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากมีนักท่องเที่ยวที่เป็นนักลงทุนของคนไทยผ่านเข้าไปแล้ว ก็คงแสดงกิริยาเหยียดหยามว่าคนภูฏานโง่เขลา ไม่ทันโลก (โลกาภิวัตน์) อย่างแน่นอน

 

แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสและเรียนรู้จากการร่วมสัมมนาทางวิชาการกับคนภูฏานก็คือ คนภูฏานเป็นคนช้าๆ แต่หนักแน่น ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์มากกว่าหลงใหลในทฤษฎีตะวันตกแบบคนไทย

 

คนภูฏานกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็เต็มไปด้วยสติ ที่แลเห็นว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อความร่ำรวยจากรายได้ประชาชาตินั้นเป็นหนทางที่นำไปสู่ความหายนะมากกว่าความสุขที่มนุษย์ชาติพึงมี พระมหากษัตริย์ของภูฏานจึงได้กำหนดให้การมีความสุขประชาชาติเป็นอุดมการณ์ของชาติ เพื่อต่อรองกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่เน้นรายได้ประชาชาติเป็นเรื่องใหญ่

 

จากการที่ได้เห็นและสัมผัส ข้าพเจ้าคิดว่าคนภูฏานให้ความสนใจกับกระบวนการท้องถิ่นวัฒนา [Localization] เพื่อต่อรองกับกระแสโลกาภิวัตน์ และหัวใจของกระบวนการท้องถิ่นวัฒนาก็คือการไม่ทิ้งรากเดิมทางสังคม-วัฒนธรรมของสังคมชาวนา [Peasant society] ที่ยังเหลืออยู่ เพราะเป็นสิ่งที่แลเห็นความสุขได้ชัดเจนในขณะนี้

 

ดังนั้น การให้ความสำคัญกับมิติทางศาสนาและจิตวิญญาณ อันเป็นเรื่องของคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติจึงดำรงอยู่

สังคมชาวนาเป็นสังคมที่คนอยู่ติดที่ ไม่เร่ร่อนเคลื่อนย้ายไปอยู่ตามที่ต่างๆ อย่างไม่มีหัวนอนปลายตีนแบบคนในสังคมอุตสาหกรรมของไทยในปัจจุบัน เพราะการอยู่ติดที่เป็นถิ่นเป็นฐานนั้นคือฐานของความมั่นคงของมนุษย์ เป็นสิ่งที่แลเห็นทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ

 

สิ่งเหล่านี้ก็คือฐานความจริงที่อยู่เบื้องหลังเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

แต่นับว่าน่าเสียดาย และน่าสงสัยว่าคนไทยสมัยใหม่ รุ่นใหม่ จะเข้าใจในสิ่งนี้หรือไม่ ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาร่วมกึ่งศตวรรษได้พิสูจน์แล้วว่า ความทันสมัย [Modernity] นั้นคือความหายนะ [Calamity]

 

ศรีศักร  วัลลิโภดม : บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๔ ฉ. ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๑)

 

อัพเดทล่าสุด 5 มี.ค. 2561, 15:18 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.