หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
มองปราสาทหินจากมุมสูง
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.ค. 2543, 11:36 น.
เข้าชมแล้ว 4506 ครั้ง

มองปราสาทหินจากมุมสูง

 

1. ปราสาทพนมรุ้ง

 

เมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมาเยือนไทย เพื่อหาเสียงสนับสนุนในการเป็นตัวแทนเอเชียสำหรับการประชุมจีแปดซึ่งจะจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นปีนี้ มีกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมที่น่าประทับใจและทำให้คนไทยรู้สึกสนิทใจ ๒ อย่างคือ ร่วมอวยพรคู่บ่าวสาวในโรงแรมที่เข้าพักโดยไม่ได้รับเชิญและกล่าวว่าเจ้าบ่าวคงทำบุญร่วมชาติกับตนมาเมื่อชาติก่อน อีกเหตุการณ์หนึ่งคือไปตอบข้อซักถามของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเป็นกันเอง ทั้งสองเหตุการณ์ต้องอาศัยการวางแผนโดยผู้ซึ่งเข้าใจและรู้จักวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี

 

กลยุทธ์ทางการทูตโดยใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ เสมือนขนมหวานสำหรับประเทศไทยตลอดมา ผลลัพธ์ของการรับประทานโดยไม่รู้เท่าทันก็เป็นดังเช่นอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เปรียบเปรยไว้ว่า

 

“ประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีปัญญาเป็นนักเลงโต และไม่รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมในทางการฑูตจึงเป็นเพียงเบี้ยให้คนอื่นเขาจับเดิน”เท่านั้น (นิธิ เอียวศรีวงศ์. วัฒนธรรมและนักเลงโต : มติชนสุดสัปดาห์, ๒๕ มกราคม ๒๕๔๓)

 

การเสียปราสาทพระวิหารแก่กัมพูชาเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ เป็นเหตุการณ์ที่แสดงถึงการขาดความรู้เรื่องคุณค่าของวัฒนธรรมในทางการฑูตครั้งสำคัญที่สุดเช่นเดียวกัน

 

เมื่อฝรั่งเศสได้จุดชนวนปัญหาเรื่องเขาพระวิหารใน พ.ศ.๒๔๙๒ ก่อนกัมพูชาได้รับเอกราชหนึ่งปี โดยประท้วงที่รัฐบาลไทยเข้าครอบครองปราสาทพระวิหาร ต่อมารัฐบาลโดยการนำของเจ้าสีหนุยื่นฟ้องต่อศาลโลก ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียปราสาทพระวิหารในที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ได้ประท้วงแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา พ.ศ.๒๔๔๗ และ พ.ศ.๒๔๕๐ ทั้งๆ ที่อยู่ภายในเขตสันปันน้ำฝั่งไทยซึ่งถือว่าเป็นหลักการแบ่งเขตแดนสากล

 

กรณีปราสาทพระวิหารนี้ มีแต่นักเดินทางและนักวิชาการชาวฝรั่งเศสเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของกัมพูชาอันเป็นอาณานิคมของพวกตน ความเข้าใจทางวัฒนธรรมที่มีต่ออาณานิคมของตนอย่างลึกซึ้งและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของรัฐบาลไทยในอดีต คือคำตอบสำหรับการสูญเสียปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชา ทั้งที่ความเป็นจริงจะตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทยก็ตาม

 

จักรวรรดินิยมอย่างฝรั่งเศส พยายามเข้าใจบ้านเมืองที่ตนต้องการเข้าไปครอบงำและปกครองทั้งทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งสำคัญกว่าการใช้เพียงกำลังทหารและอาวุธเท่านั้น จึงมีการจัดตั้งสถาบันทางวิชาการอย่างเป็นทางการ โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ศึกษาทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี และชาติพันธุ์วรรณา ส่งนักวิชาการสาขาต่างๆ เข้ามาศึกษาค้นคว้า พิมพ์ผลงานอย่างเป็นระบบ และจัดตั้ง “สถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ” [BEFEO] ซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

 

บุคคลที่มีบทบาทในการศึกษา สำรวจ ถ่ายภาพ เสก็ตช์ ทำแผนผัง ปราสาทหินในเขมร ลาว และไทย ดังเช่น นายเอเตียน แอมมอนิเยร์   พันเอกเอเตียน เอ็ดมองค์ ลูเนต์ เดอลาจองกิแยร์ รวมถึง ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึก จนสามารถลำดับกษัตริย์ขอมสมัยก่อนและหลังเมืองพระนครได้น่าเชื่อถือกว่าผู้อื่น จนเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา

 

ด้วยการให้ความสำคัญและความเข้าใจทางประวัติศาสตร์โบราณคดี สังคมวัฒนธรรมดังกล่าวนี่เอง เมื่อเกิดกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร กัมพูชาจึงใช้ข้อมูลเหล่านี้จากนักวิชาการฝรั่งเศสสร้างความได้เปรียบให้กับตน ในขณะที่ฝ่ายไทยมองไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาทางสังคมวัฒนธรรมและการใช้เพื่อการเมืองและการฑูตนัก

 

แนวทางของนักวิชาการจากสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศส่งผลกระทบอย่างมากต่อการศึกษาด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน เพราะนักวิชาการไทยยุคแรกๆ ได้บุกเบิกการเรียนการสอนโดยเฉพาะในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในแนวทางเดียวกับที่นักวิชาการจากสำนักนี้ได้เริ่มต้นไว้อย่างมั่นคง และถ่ายทอดสู่นักศึกษารุ่นต่อมาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแนวทางหลักของการเรียนการสอน และการทำงานทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย

 

แต่ดูเหมือนเราจะได้เทคนิคและวิธีการศึกษามามากว่าจะทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สังคมและการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดในการเข้าใจวัฒนธรรมอย่างถึงแก่นไม่ติดเพียงเปลือกนอก

 

ผลงานการศึกษาและบูรณะปราสาทหินต่างๆ ในประเทศไทยเป็นพยานถึงอิทธิพลดังกล่าวได้ดี เพราะข้อมูลที่ได้จากปราสาทหินแต่ละแห่งจะเกี่ยวข้องกับการศึกษาจารึก รูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปกรรมที่มีการกำหนดอายุอย่างแน่นอนของกษัตริย์สมัยก่อนและหลังเมืองพระนคร การศึกษาลวดลายแกะสลักเรื่องราวจากมหากาพย์รามายณะ มหาภารตะ ตลอดจนเทพในนิกายความเชื่อต่างๆที่ปรากฏอยู่ตามทับหลัง หน้าบัน ประติมากรรมรูปเคารพ หรือการทำความเข้าใจความหมายเชิงปรัชญาขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ

 

กล่าวได้ว่า เป็นข้อมูลที่มีมากที่สุด โดยไม่ให้ความสำคัญแก่ผู้คนที่เคยเป็นเจ้าของดินแดนแห่งปราสาทหินเหล่านั้น

 

เราให้ความสำคัญต่อปราสาทหินในแอ่งอารยธรรมอีสานของเราอย่างมากที่สุดก็คือ การสร้าง “อุทยานประวัติศาสตร์” ซึ่งเน้นความสวยงามของภูมิทัศน์รอบๆ ตัวปราสาท นับเป็นการหาประโยชน์เฉพาะหน้าเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น

 

ปราสาทหินทุกแห่งควรได้รับการพิจารณาในมุมกว้าง ไม่เน้นแต่เฉพาะโบราณสถานแต่เพียงอย่างเดียว

 

แอ่งอารยธรรมอีสาน

บริเวณที่ราบสูงภาคอีสานของไทยได้ชื่อว่าเป็นแอ่งอารยธรรมมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะทางภูมิศาสตร์แบ่งเป็น ๒ เขต คือ แอ่งสกลนครทางตอนบน และแอ่งโคราชทางตอนล่าง โดยมีเทือกเขาภูพานคั่นกลาง ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรทำให้ผู้คนทั้งสองแห่งมีรายละเอียดทางวัฒนธรรมต่างกันไปด้วย ดังปรากฏจากรูปแบบของภาชนะดินเผาในประเพณีการฝังศพ ตลอดจนลักษณะทางศิลปกรรมภายหลังปรับรับระบบความเชื่อจากภายนอกแล้ว

 

เมื่ออิทธิพลทางพุทธศาสนาแพร่จากอินเดียเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้ชุมชนดั้งเดิมในภูมิภาคนี้เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไปอย่างเห็นได้ชัด พัฒนาเป็นบ้านเมืองและรัฐเนื่องในวัฒนธรรมทวารวดีอันมีช่วงเวลาอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๖  วัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางไเแพร่ข้ามเขตภูมิศาสตร์สู่ดินแดนในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมจนกลายเป็นวัฒนธรรมทวารวดีแบบท้องถิ่น

 

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อิทธิพลทางศาสนาจากอินเดียได้แพร่เข้าสู่ชุมชนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงด้วย เกิดลักษณะทางศิลปกรรมทางพุทธศาสนาแบบฟูนัน และฮินดูแบบเจนละอันเป็นต้นเค้าของศิลปกรรมขอมบริเวณเหนือทะเลสาบเขมร

 

ดังนั้น ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๓ ลงมา ผู้คนในแถบอีสานจึงมีระบบความเชื่อทั้งที่เป็นการนับถือผีซึ่งเป็นวัฒนธรรมในชุมชนดั้งเดิม การนับถือพุทธศาสนา และศาสนาฮินดูควบคู่กันไป

 

วัฒนธรรมขอมจากกัมพูชา ส่งผลกระทบทางสังคมและการเมืองต่อชุมชนในเขตอีสานโดยเฉพาะในแอ่งโคราชช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖– ๑๙ เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นจากศาสนสถานต่างๆที่สร้างขึ้นในคติความเชื่อทางศาสนาฮินดูและพุทธมหายาน ประติมากรรมรูปเคารพ ตลอดจนข้อความจารึก ลักษณะการวางผังเมืองรูปสี่เหลี่ยม เทคโนโลยีการชลประทาน กล่าวได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลทางการเมืองจากศูนย์กลางอำนาจที่เมืองพระนคร

 

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเมืองขึ้นของราชอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองพระนครดังที่มักเข้าใจสับสนกับวิธีการล่าเมืองขึ้นในสมัยอาณานิคมตลอดมา เพราะพบจารึกในอีสานหลายหลักที่เอ่ยพระนามของกษัตริย์ที่ไม่ได้ครองราชย์ในเมืองพระนครแต่เป็นญาติกับกษัตริย์แห่งเมืองพระนคร  กล่าวได้ว่า ขอมในภาคอีสานเป็นเพียงขอมชายขอบนั่นเอง 

 

การนับถือศาสนาจากภายนอกนี้ น่าจะถูกเผยแพร่ผ่านพระสงฆ์ ฤาษี นักบวช ที่ออกจาริกแสวงบุญเผยแพร่คำสอน ดังปรากฏในตำนานต่างๆ กลุ่มชนชั้นที่รับระบบความเชื่อเช่นนี้ได้อย่างรวดเร็วคือ พวกกษัตริย์และชนชั้นปกครองซึ่งคงนับถือศาสนาฮินดูหรือพุทธศาสนาแบบมหายาน เพราะรูปแบบความเชื่อเช่นนี้ ทำให้เกิดการจัดการปกครองแบบนครรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประชาชนทั่วไปคงนับถือพุทธศาสนาและมีบางส่วนคงนับถือผีตามเดิม

 

หากเปรียบไปแล้ว ภาพถ่ายจากมุมสูงที่เห็นถึงแผนผังอันใหญ่โตของศาสนสถานตลอดจนสภาพแวดล้อมบริเวณรอบๆ เสมือนแรงบันดาลใจอันแจ่มชัดต่อการพิจารณาบริบทแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมในการเกิดขึ้นของปราสาทหิน มากกว่าการศึกษาศิลปกรรมและประติมานวิทยาเฉพาะตัวปราสาทดังที่เป็นอยู่

 

2.ปราสาทพระวิหาร

3.ปราสาทพนมรุ้ง

4ปราสาทสระกำแพงใหญ่

 

 

การศึกษาปราสาทหินในมุมสูงทำให้เราได้เห็น

บริเวณที่ตั้งของปราสาทหินหลายแห่งปรากฏความต่อเนื่องในการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

เมืองพิมายอยู่ทางตอนบนของลุ่มน้ำมูลในแอ่งโคราช มีมนุษย์อยู่อาศัยกันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในเขตอำเภอโนนสูงและอำเภอพิมายมีลักษณะเป็นที่ราบ เรียกว่า “ทุ่งสัมฤทธิ์” มีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ค่อนข้างหนาแน่นเรียกกันโดยมากว่า ชุมชนในวัฒนธรรมทุ่งสัมฤทธิ์

 

แหล่งโบราณคดีที่สำคัญคือ “บ้านปราสาท” ห่างจากเมืองพิมายราว ๑๒ กิโลเมตร   มีการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่เมื่อราว ๓,๐๐๐-๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ใช้ภาชนะลักษณะเด่นแบบปากแตร ต่อมาใช้ภาชนะสีดำขัดมันหรือแบบพิมายดำ ซึ่งใช้เรื่อยมาจนถึงสมัยทวารวดีที่แรกรับพุทธศาสนา   บริเวณเมืองพิมายก็มีภาชนะแบบพิมายดำอยู่ด้วย

 

จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ ๑๓–๑๔ มีการรับพุทธศาสนาแบบมหายานเข้ามาเป็นศาสนาประจำถิ่น กลายเป็นเมืองศูนย์กลางในลุ่มน้ำมูล เนื่องจากตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค ผ่านไปยังพนมดงรักข้ามช่องเขาสู่เขมรต่ำในกลุ่มเมืองพระนคร ขึ้นไปทางเหนือเข้าลุ่มน้ำชีและแอ่งสกลนครและลุ่มน้ำโขง ทางตะวันตกข้ามดงพญาเย็นแถบลำสนธิสู่เมืองศรีเทพและลพบุรี

 

ต่อมาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ได้ต่อเติมเปลี่ยนแปลงปราสาทหินและสร้างอาคารศาสนสถานเพิ่มเติม

 

เมื่อมีการขยายตัวของชุมชนหนาแน่นขึ้น จากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์กลายเป็นเมืองที่มีความซับซ้อน เป็นเมืองที่มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยการขุดคูน้ำชั้นเดียว มีปราสาทพิมายเป็นศูนย์กลาง ต่อมาได้ขยายเมืองไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะเป็นชุมชนเมืองที่จัดสร้างขึ้นตามรูปแบบอิทธิพลจากเมืองพระนคร โอบล้อมด้วยลำน้ำหลายสาย คือ ลำน้ำมูล ลำจักราช และลำน้ำเค็ม ในรัศมี ๒๐ กิโลเมตรของเมืองพิมายแวดล้อมไปด้วยชุมชนบริวารซึ่งเป็นที่ลุ่มทำการเกษตรได้ดี

 

เมืองพิมายคือศูนย์กลางแห่งศิลปวัฒนธรรมและการปกครองของกลุ่มบ้านเมืองในลุ่มน้ำมูลตอนบน ที่พัฒนาขึ้นมากจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่นับถือพุทธศาสนาแบบมหายานเป็นหลักในขณะที่ขอมเมืองพระนครนับถือฮินดู อันแสดงให้เห็นความแตกต่างทางความเชื่อและทางการเมืองของกลุ่มคนทั้งสองแห่งอย่างชัดเจน

               

ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนกลายเป็นที่ตั้งศาสนสถานบนยอดเขา

มนุษย์มีความเชื่อดั้งเดิมคล้ายคลึงกันทุกกลุ่มชาติพันธุ์ว่า ยอดเขาคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสามารถติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติได้ ยอดเขาบางแห่งที่สูงและห่างไกลปกคลุมด้วยหิมะหรือความหนาวเย็นกลายเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้า หลายๆแห่งคือสถานที่จาริกแสวงบุญของผู้คนซึ่งเชื่อว่าการไปถึงยอดเขาจะสามารถติดต่อและใกล้ชิดกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้มากที่สุด

 

ความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อปรับรับระบบความเชื่อทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูมาเป็นของตน ปรัชญาเกี่ยวกับระบบจักรวาลที่มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของโลกและยอดเขาคือสถานที่สถิตย์ของเทพเจ้าสอดคล้องกับความเชื่อเดิมในท้องถิ่น ดังนั้น เราจึงพบการคัดเลือกยอดเขาที่มีความสวยงามหรือแปลกกว่ายอดเขาบริเวณใกล้เคียง และการปรับเปลี่ยนยอดเขาอันศักดิ์สิทธิ์แต่เดิมให้กลายเป็นศาสนสถานสำคัญของชุมชน

 

ในบรรดาศาสนสถานขนาดใหญ่บนยอดเขา ปราสาทพระวิหารมีความโดดเด่นที่สุด ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรักกั้นระหว่างเขตเขมรต่ำกลุ่มเมืองพระนครและเขมรสูงในภาคอีสานของไทย บริเวณกลุ่มปราสาทหันหน้าสู่เขตเขมรสูงลาดต่ำจากเหนือไปใต้ ความสูงต่างกันราว ๑๒๐ เมตร ลักษณะเป็นที่ราบหน้ากระดานบนยอดเขา บริเวณหน้าผาชันเรียกกันว่า เป้ยตาดี หากชาวขอมโบราณจากเมืองพระนครต้องการมาแสวงบุญที่ปราสาทพระวิหารจะต้องเข้ามาทางช่องเขาบริเวณใกล้เคียงหรือปีนหน้าผาสูงชันที่ช่องบันไดหัก

 

กล่าวกันว่าปราสาทพระวิหารคือการแสดงอำนาจของกษัตริย์แห่งเมืองพระนครที่เน้นความเชื่อเรื่องเทวราชา อันหมายถึงกษัตริย์คืออวตารหนึ่งของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ศูนย์รวมแห่งคติความเชื่อคือการสร้างมหาปราสาทประดิษฐานศิวลึงค์อันเป็นสัญลักษณ์แทนพระศิวะและพระมหากษัตริย์ ดังนั้น จึงมีการต่อเติมจากกษัตริย์แห่งเมืองพระนครหลายยุคหลายสมัย

 

การเติบโตของชุมชนบริเวณใกล้เคียงเขาพระวิหาร สัมพันธ์กับช่องเขาติดต่อระหว่างบ้านเมืองทั้งสองเขตของเทือกเขาพนมดงรัก เส้นทางผ่านช่องเขาคือมีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยทวารวดีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นชุมชนที่สืบเนื่องจากอิทธิพลขอมสมัยเมืองพระนครไปแล้ว จึงพบปราสาทขนาดใหญ่และเล็กอยู่ทั่วไป ที่สำคัญและมีขนาดใหญ่เช่น ปราสาทสระกำแพงใหญ่ และ ปราสาทพนมรุ้ง

 

ปราสาทสระกำแพงใหญ่เป็นปราสาทขนาดใหญ่และฝีมือช่างชั้นสูง สะท้อนให้เห็นว่าน่าจะเป็นปราสาทที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค ที่สร้างขึ้นในบริเวณเมืองที่อยู่ในตำแหน่งที่มีความสำคัญทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในขณะนั้น และควรเป็นปราสาทที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์หรือเจ้านายท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับกษัตริย์แห่งเมืองพระนครอยู่บ้าง จึงมีการซ่อมต่อเติมหลายสมัย อีกทั้งได้พบเทวรูปสำริดขนาดใหญ่ฝีมือคล้ายกับที่พบในเมืองพระนครด้วย

 

ทางใต้ของแม่น้ำมูลซึ่งเป็นที่ราบลุ่มและที่สูง มีภูเขาขนาดเล็กจำนวนหนึ่งซึ่งเคยเป็นภูเขาไฟในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ บริเวณยอดภูพนมรุ้งเป็นที่ตั้งของปราสาทพนมรุ้งซึ่งคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่น จึงมีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่บนยอดภูเขาไฟซึ่งดับแล้ว

 

ปราสาทพนมรุ้งเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ มีความงามเทียบเท่าฝีมือช่างจากศูนย์กลางที่เมืองพระนคร จึงคงไม่เป็นเพียงศาสนสถานภายในท้องถิ่นเท่านั้น แต่มีความสัมพันธ์กับกษัตริย์จากเมืองพระนคร เพราะพนมรุ้งคือแหล่งกำเนิดผู้นำท้องถิ่นสำคัญซึ่งจารึกระบุว่าเป็นพระญาติผู้ใหญ่ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทนครวัด

 

การเปลี่ยนแปลงฐานะของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่นกลายเป็นเทวาลัยของพระศิวะในที่สุด  

 

ที่ตั้งของปราสาทอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของภูเขา ต่ำลงไปเป็นบริเวณแอ่งซึ่งคือปากปล่องภูเขาไฟ ส่วนหนึ่งคืออ่างเก็บน้ำ มีลำน้ำที่ไหลลงจากเขาสู่ที่ราบลุ่มสู่ชุมชนซึ่งมีศาสนสถาน ไร่นา สระน้ำ และอ่างเก็บน้ำกระจายอยู่ทั่วไป มีแนวคันชักน้ำไปที่ปราสาทเมืองต่ำซึ่งขุดบารายขนาดใหญ่รอรับน้ำที่ไหลมาจากภูพนมรุ้ง

 

นอกจากนี้ ภูอังคารและภูปลายบัต ซึ่งเป็นภูเขาในบริเวณใกล้เคียงก็มีศาสนสถานอยู่บนเขาเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ใหญ่และงดงามเท่าภูพนมรุ้ง

 

กลุ่มปราสาทตาเมือนอยู่ในเขตเทือกเขาพนมดงรัก ใกล้ช่องตาเมือนอันเป็นช่องเขาติดต่อระหว่างเขตเขมรสูงและเขมรต่ำ ประกอบด้วยปราสาท ๓ กลุ่ม คือ ปราสาทตาเมือนคือธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทาง และปราสาทตาเมือนโต๊ดลักษณะเป็นอโรคยศาล ซึ่งปราสาททั้งสองกลุ่มสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ส่วนปราสาทตาเมือนธมเป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุด เลือกสถานที่บนพื้นของภูเขาในส่วนที่เป็นพื้นหินธรรมชาติ

 

สิ่งที่ทำให้ปราสาทตาเมือนธมเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนได้ คือภายในปราสาทประธานประดิษฐานศิวลึงค์ที่ใช้แท่งหินทรายธรรมชาติ ซึ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของการเลือกพื้นที่ในการสร้างศาสนสถานได้อย่างดี

 

 

5. ปราสาทตาเมือน

 6. ปราสาทพิมาย

 

ปราสาทหินคือศูนย์กลางของเมืองที่มีระบบชลประทานชั้นยอดในเขตแห้งแล้ง

ระบบชลประทานที่เป็นการขุดสระน้ำขนาดใหญ่รับอิทธิพลมาจากอินเดียใต้และศรีลังกา เป็นแม่แบบให้อารยธรรมขอมและส่งอิทธิพลต่อมาสู่ดินแดนในภาคอีสาน ความแตกต่างคือบารายในกัมพูชาและเมืองไทยควบคุมโดยรัฐ แต่อินเดียและศรีลังกาควบคุมด้วยชุมชนท้องถิ่น

 

พื้นที่บริเวณอีสานส่วนใหญ่เป็นเขตที่ขาดแคลนน้ำธรรมชาติในช่วงหน้าแล้ง ความต้องการน้ำใช้ตลอดทั้งปีทำให้วิธีการกักเก็บน้ำเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง 

 

พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐาน ในยุคแรกจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่นสระ ลำห้วยแม่น้ำ ภายหลังจึงมีการขุดคูน้ำล้อมรอบศาสนสถานหรือชุมชน ต่อมาจึงสามารถจัดการน้ำโดยการขุดสระขนาดใหญ่กักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ ลักษณะดังกล่าวแสดงถึงพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างดี

 

สระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า บาราย”สัมพันธ์อย่างชัดเจนกับอิทธิพลวัฒนธรรมขอมจากเมืองพระนครโดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ บารายหรือสระน้ำขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเมืองหรือที่เรียกว่าปุระตั้งอยู่ด้วย เพราะต้องอาศัยกำลังคนจำนวนมากในการขุดสระเพื่อรองรับประชากรจำนวนมากในระดับเมืองหรือปุระนั่นเอง ดังนั้น จึงต้องได้รับการอุปถัมภ์หรือควบคุมโดยกษัตริย์หรือชนชั้นสูง 

 

ชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมขอม สามารถพัฒนาการตั้งถิ่นฐานในเขตแห้งแล้งได้ทั้งปี โดยการกักเก็บน้ำไว้ในบาราย อ่างเก็บน้ำหรือบารายขนาดใหญ่ที่สุดในเขตอีสานขนาดราว ๑,๒๐๐ x ๗๐๐ เมตร

 

สระน้ำขนาดเล็กในบริเวณศาสนสถาน คือสัญลักษณ์ของมหาสมุทรทั้งสี่ทิศที่มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง ไม่ใช่บารายซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่สำหรับใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคของผู้คนทั้งชุมชน

 

จากภูพนมรุ้งมีแนวคันชักน้ำไปที่บารายรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ใกล้กับปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ราบไม่ไกลจากพนมรุ้งนัก  เป็นศาสนสถานที่อยู่ในคติความเชื่อเดียวกัน ปราสาทเมืองต่ำมีแผนผังที่งดงามสมมาตรและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาล

 

ศาสนสถานเนื่องในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาสร้างตามปรัชญาความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาล ดังนั้น องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจึงเป็นสัญลักษณ์แทนความเชื่อเรื่องจักรวาล การสร้างปราสาทหินมีปราสาทประทานแทนเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของโลก  สระน้ำทั้งสี่ทิศแทนมหานทีสีทันดร มีการแกะสลักสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ตามเชิงเขาพระสุเมรุประกอบตามที่ต่างๆ

 

บารายหรืออ่างเก็บน้ำของปราสาทสระกำแพงใหญ่ อยู่ทางด้านตะวันออกของตัวปราสาท น่าเสียดายที่ขอบด้านหนึ่งถูกทางรถไฟตัดไป แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ซึ่งพ้องกับฝีมือช่างชั้นเยี่ยมในการสร้างปราสาทและโบราณวัตถุสำคัญที่พบ

 

อย่างไรก็ตาม บารายในสมัยโบราณได้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่ยังคงใช้กันมาถึงปัจจุบัน แม้บางแห่งจะถูกทำให้เป็นอ่างเก็บน้ำยุคใหม่ทับซ้อนบารายเดิม บางแห่งขุดขยายเพิ่มเติมจนไม่ใช่รูปสี่เหลี่ยมไปบ้าง

 

แต่ก็ทำให้เห็นว่า ความสำคัญของการกักเก็บน้ำในภาคอีสานยังคงมีความจำเป็นเสมอมา

           

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของบริบทในการศึกษาสังคมวัฒนธรรมของผู้สร้างปราสาทหินที่ไม่ได้ถูกนำมาคิดมามองเท่าไหร่นัก หากเราพยายามทำความเข้าใจโบราณสถานโดยปราศจากอคติครอบงำทางความคิดที่เวียนวนแต่เฉพาะความงาม ลักษณะทางศิลปกรรม และประติมานวิทยาเพียงอย่างเดียว เราจะพบว่า มิติในการศึกษาจากมุมสูงที่เข้าใจไปถึงสังคมและวัฒนธรรมของผู้สร้าง จะเปลี่ยนมุมมองที่เคยเห็นไปได้อย่างกว้างไกลและคาดไม่ถึงทีเดียว

 

เมื่อถึงเวลาใช้งานจะได้รู้เท่าทัน และไม่กลายเป็นเบี้ยให้คนอื่นเขาจับเดินอยู่ร่ำไป

 

บรรณานุกรม

ศรีศักร วัลลิโภดม. แอ่งอารยธรรมอีสานสำนักพิมพ์มติชน, กรุงเทพฯ, ๒๕๓๓

 

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ (เคยพิมพ์ในนิตยสารสารคดี กรกฏาคม ๒๕๔๓)

(ขอขอบคุณภาพจากบริษัทวิริยะธุรกิจและนิตยสารสารคดี)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 11:36 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.