หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เส้นทางนิราศ-เส้นทางการค้า
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 เม.ย. 2545, 10:27 น.
เข้าชมแล้ว 15608 ครั้ง

เส้นทางนิราศ-เส้นทางการค้า

 

๑. แผนที่บริเวณอ่าวไทยตอนบนและบ้านเมืองในเขตลุ่มเจ้าพระยา จากเอกสารของจอห์น ครอฟอร์ด ทูตอังกฤษที่เดินทางเข้ามาในสมัยปลายรัชกาลที่ ๒ ได้ระบุตำแหน่งยี่สารไว้ด้วย จาก  Jounal of an Embassy from the Governor-General of India to the Courts of Siam and Cochin-China

 

ลักษณะที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาแวดล้อมไปด้วยแม่น้ำลำคลอง สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางน้ำสายหลักออกสู่ทะเลได้สะดวก ทั้งติดต่อกับบ้านเมืองภายในได้อย่างง่ายดาย แตกต่างไปจากลักษณะการตั้งถิ่นฐานของบ้านเมืองแต่เดิมที่อยู่ลึกเข้ามาภายในแผ่นดิน ด้วยการเป็นศูนย์กลางคมนาคมทั้งภายในและภายนอกนี่เอง การสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓ ทำให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นเมืองท่าภายในที่สำคัญแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เส้นทางเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันตกบริเวณ "หัวเมืองปากใต้"ตลอดจน "การค้าสำเภาและการเดินเรือเลียบชายฝั่ง" มีความสำคัญต่อกรุงศรีอยุธยาหรือแม้แต่กรุงรัตนโกสินทร์อย่างยิ่ง นอกจากร่องรอยตามรายทางแล้วยังมีบันทึกของชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งกล่าวถึงเส้นทางเหล่านี้ไว้ แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ "วรรณคดีประเภทนิราศ"  หลายๆ เรื่องก็ใช้เส้นทางเดียวกัน ทำให้เห็นว่า มีความคุ้นเคยในการเดินทางสืบทอดกันมายาวนาน แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่มีการใช้งานผู้คนในปัจจุบันก็อาจไม่เข้าใจว่า เส้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวมีลักษณะเป็นอย่างไร

 

ในบทความนี้พยายามเสนอเส้นทางเดินทางดังกล่าว และผลพลอยได้ก็จะตอบคำถามแบบกว้างๆ อีกสองข้อ คือ

 

การพบซากเรือจมทางชายฝั่งตะวันออก แถบเกาะสีชัง เกาะคราม สัตหีบ และจันทบุรี จำนวนมาก นำมาสู่ความสงสัยว่า ทำไมจึงมีเรือจมทางชายฝั่งตะวันออกมากกว่าทางชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย

 

รวมถึงคำกล่าวที่ว่า เมืองเพชรบุรีคืออยุธยาที่ยังมีชีวิตเนื่องจากเต็มไปด้วยร่องรอยของความรุ่งเรืองและการคงอยู่ของศิลปกรรมสมัยอยุธยาจำนวนมาก เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร 

 

เส้นทางการค้า

ปากใต้คือหัวเมืองฝ่ายตะวันตกที่อยู่ใต้กรุงศรีอยุธยาลงไป ได้แก่ เมืองนนทบุรี เมืองธนบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองสาครบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี และเมืองสมุทรปราการ เป็นต้นทางไปสู่บ้านเมืองชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมลายูและหัวเมืองทางฝั่งตะวันตกของเทือกเขาตะนาวศรี หัวเมืองปากใต้มีความสำคัญต่อกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพมหานครฯ เพราะตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นปากประตูไปสู่บ้านเมืองโพ้นทะเลและสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นดินตะกอนปลายลุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์ติดกับชายฝั่งทะเล เป็นฐานสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจภายในและการค้าโพ้นทะเลของราชอาณาจักรทั้งสองแห่ง

 

เส้นทางโบราณระหว่างกรุงศรีอยุธยาหรือกรุงเทพฯ สู่เมืองเพชรบุรีเป็นเส้นทางสำคัญที่กรุงศรีอยุธยาจะติดต่อหัวเมืองฝั่งตะวันตก  สรุปอย่างรวบรัดคือ

จากกรุงศรีอยุธยาหรือกรุงเทพมหานครฯ ใช้เส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาตามลำน้ำสายเดิมหรือที่มีการขุดลัด แยกเข้าคลองด่านช่วงแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่าหรือคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวงที่ฝั่งธนบุรี ผ่านบางขุนเทียน จอมทอง ท่าข้าม แสมดำ แยกเข้าคลองโคกขามก่อนมีการขุดคลองมหาชัย ต่อกับคลองมหาชัยไปออกที่มหาชัยหรือเมืองท่าจีน ข้ามแม่น้ำท่าจีนแล้วขึ้นเหนือเล็กน้อย เข้าคลองสามสิบสองคุ้ง ต่อคลองสุนัขหอน ออกแม่น้ำแม่กลองขึ้นทางขวาแยกไปบางช้าง ราชบุรี กาญจนบุรีตามลำน้ำแม่กลอง ส่วนแยกทางซ้ายออกทะเล ตัดออกปากอ่าวข้ามทะเลเข้าคลองช่อง ลัดตามคลองเล็กๆ สายใน ผ่านคลองยี่สาร เข้าคลองบางตะบูน ผ่านวัดคุ้งตำหนัก เข้าคลองบางครกผ่านเขาตะเครา แล้วเข้าแม่น้ำเพชรบุรีสู่เมืองเพชรบุรี เส้นทางสายนี้สุนทรภู่บรรยายไว้ในนิราศเมืองเพชร ใช้เป็นเส้นทางหลักที่ใช้กันในสมัยอยุธยาเรื่อยมา เป็นทางที่พุ่งตรงไปสู่หัวเมืองหลักๆ ที่ท่าจีน แม่กลอง และเพชรบุรีทีเดียว

 

ภายหลังเมื่อขุดคลองภาษีเจริญและคลองดำเนินสะดวกเมื่อปลายรัชกาลที่ ๔ ต่อรัชกาลที่ ๕ แล้ว มีเส้นทางสำหรับการเดินทางภายในที่สืบเนื่องมาจากความต้องการส่งผลผลิตเพื่อการส่งออก จากแม่น้ำเจ้าพระยาตัดเข้าคลองภาษีเจริญแถบคลองบางกอกใหญ่มาออกแม่น้ำท่าจีนแถบอำเภอกระทุ่มแบน เข้าคลองดำเนินสะดวกออกแม่น้ำแม่กลองแถวๆ บางนกแขวก แล้วจะเลือกเข้าคลองวัดประดู่ผ่านไปสู่คลองสายในเพื่อเข้าแม่น้ำเพชรบุรีก็ได้แต่ไม่นิยมนัก หรือจะคลองบางลี่ที่เรียกภายหลังว่าคลองประชาชมชื่น(คนเก่าบางคนเรียกคลองพระยาชมชื่น) ต่อกับคลองขุดยี่สาน ผ่านยี่สาน ออกบางตะบูน แล้วลัดเลาะเข้าสู่แม่น้ำเพชรบุรีอีกทีหนึ่ง  ก.ศ.ร.กุหลาบ ไปเที่ยวยี่สารก็เดินทางสายนี้

 

อย่างไรก็ตาม นักเดินทางจะเลือกเดินทางเส้นใดก็แล้วแต่ความถนัดของผู้นำทาง ความชำนาญ รู้จักธรรมชาติน้ำขึ้นน้ำลง และขนาดของเรือที่โดยสารว่าเหมาะสมกับเส้นทางเช่นไร

 

เมืองเพชรบุรีคือจุดเปลี่ยนจากการเดินทางน้ำเป็นการเดินทางบก เป็นศูนย์กลางการคมนาคมจากบ้านเมืองภายในสู่เมืองท่าชายฝั่งทางมะริดหรือตะนาวศรีและบ้านเมืองในแถบคาบสมุทรภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยอยุธยาตอนปลาย

 

๒. แผนที่จากเอกสารของสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ปรากฏเวลาในแผนที่คือ พ.ศ.๒๓๙๗ แสดงให้เห็นตำแหน่งของ “ยี่สาร” ซึ่งเขียนไว้ว่า “Isan” โดยใช้สัญลักษณ์ของเมืองขนาดเล็ก [Petiles Villes] จาก Description du royaume Thai ou Siam: presente et adapte par M. Dasse 

 

มีจดหมายเหตุชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายและเผยแพร่ศาสนา ในสมัยแห่งความรุ่งเรืองของการค้าทางทะเล ช่วงสมเด็จพระนารายณ์ฯ ต่อเนื่องกับรัชกาลของสมเด็จพระเพทราชา บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า ผู้สำเร็จราชการเมืองตะนาวศรีและมะริดเป็นแขกมัวร์หรือบ้างเรียกแขกเปอร์เซีย หัวเมืองที่เป็นทางผ่านมาอยุธยาก็เป็นแขกเปอร์เซีย เช่น เพชรบุรี ปราณบุรี กุยบุรี นายเรือของกษัตริย์ที่ใช้ใบจากตะนาวศรีไปยังมะเกาและเบงกอลก็เป็นแขกเปอร์เซีย นายห้างดูแลธุระค้าขายก็เป็นแขกเปอร์เซีย เส้นทางจากเมืองเบงกอลและมาสุลีปาตัมมายังมะริดและตะนาวศรีแล้วขึ้นบกเดินทางมายังอยุธยาตกในมือขุนนางเปอร์เซียทั้งสิ้น แสดงถึงการให้ความสำคัญกับหัวเมืองดังกล่าวในฐานะเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยขุนนางผู้ชำนาญการ (เช่น สินค้าจำพวกเนื้อไม้หอม ซึ่งส่งไปขายถึงเมืองเมดีนา เมืองเมกกะ เมืองโมกาในทะเลแดง เพื่อจุดบูชาพะมะหะมัดของกษัตริย์ดำเนินการค้าโดยขุนนางเชื้อสายเปอร์เซีย ส่วนไม้ฝางมีชุกชุมและเป็นสินค้าที่ส่งออกไปขายแก่จีนและญี่ปุ่นจำนวนมากๆ ทุกปี นำไปใช้เพื่อทำสีย้อม มีมากในเขตป่าเขาเขาตะวันตก)    

 

การเดินทางข้ามคาบสมุทรตอนบนสุดระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ใช้เป็นเส้นทางการค้าโบราณโดยเฉพาะช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ โดยปกติการเดินทางจากมะริดไปอยุธยาจะใช้เวลาประมาณ ๑๐–๑๖ วัน เส้นทางดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้

 

  • จากมะริดเดินทางบกข้ามแม่น้ำตะนาวศรี ผ่านคลองสาราวะ [sarawa] ข้ามเทือกเขาสู่ชะอำ (ซึ่งมีเขาเจ้าลายเป็นจุดสังเกตในการเดินเรือเลียบชายฝั่ง) แล้วเดินทางบกสู่ที่ราบของเมืองเพชร ลัดเลาะเข้าเส้นทางน้ำภายในสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

 

  • จากมะริดผ่านแม่น้ำตะนาวศรี เข้าคลองสาราวะล่องตามคลองสาราวะ แล้วแยกเป็นสองทาง สู่ลำน้ำปราณที่เมืองปราณซึ่งเป็นเมืองท่าจอดเรือได้แห่งเดียวก่อนที่จะถึงลำน้ำเพชร จะเลือกลงเรือไปสู่กรุงศรีอยุธยาที่นี่ก็ได้ หรือแยกเข้าลำน้ำกุยสู่เมืองกุยซึ่งเป็นที่ตั้งของเขาสามร้อยยอด และธรรมเนียมการเดินเรือเลียบชายฝั่งสมัยโบราณจะเป็นที่สุดท้ายสำหรับแวะเติมน้ำจืด ก่อนชักใบแล่นตัดข้ามอ่าวไปชายฝั่งแถบตะวันออก จากกุยเดินทางบกถึงปราณจึงเข้าเพชรบุรี   

 

  • จากมะริดเข้าแม่น้ำใหญ่สู่เมืองตะนาวศรีใช้เส้นทางคลองตะนาวศรีน้อย แล้วเข้าคลองสิงขรผ่านเมืองเก่าจะลิงคะ[Jalinga] หรือท่าพริก เข้าด่านสิงขรไปที่บางนางรมหรือประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน

 

ตัวอย่าง คือ การเดินทางของสังฆราชแห่งเบริท มองซิเออร์เซเบเรต์ที่เข้ามาพร้อมกับคณะของลาลูแบร์และการเดินทางของนายไวท์ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ แม้กระทั่งการเดินทางของนายนริทรธิเบศ (อิน)  เป็นต้น

 

การเดินเรือเลียบชายฝั่งการค้าต่างประเทศในสมัยกรุงศรีอยุธยา ใช้เรือสำเภาเป็นหลัก จะค้าขายกันเป็นฤดูกาลเข้าและออกให้ทันฤดูมรสุม เช่น จะต้องมาให้ทันลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในเดือนตุลาคมถึงมีนาคม(ลมสินค้า-ขาเข้า) และกลับให้ทันลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในเดือนเมษายนถึงกันยายน(ลมตะเภา-ขาออก) โดยเฉพาะเรือสำเภาจีนที่บันทึกไว้ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จะนำสินค้าเข้ามาในเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน และออกไปราวปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงกรกฎาคม

 

การเดินเรือเลียบชายฝั่งสมัยโบราณ นอกจากเรือของคนท้องถิ่นแล้ว ก็ไม่นิยมเลียบอ่าวโคลนด้านตะวันตกที่เป็นชะวากเว้าเข้าด้านในเพราะพื้นน้ำเต็มไปด้วยโคลนตมต้องอาศัยความชำนาญร่องน้ำ เมื่อเดินทางจากปากน้ำเจ้าพระยาออกทะเลจะตัดตรงไปพักที่เกาะสีชัง เกาะคราม หรือเกาะไผ่ ทางฝั่งตะวันออก แล้วชักใบแล่นตัดข้ามอ่าวไปที่เขาเจ้าลายบริเวณชายฝั่งชะอำ หรือต่ำลงมาแถวเขาสามร้อยยอดแถบเมืองกุย ทั้งสองแห่งมีเทือกเขาโดดเด่นเป็นจุดสังเกตได้ง่าย หลังจากนั้นจึงเดินเรือเลียบชายฝั่งลงใต้ต่อไป หรือหากต้องการไปทางอ่าวตังเกี๋ยเลียบชายฝั่งกัมพูชา ก็จะเดินเรือสลับฟันปลา จากปากน้ำไปที่เกาะสีชังแล้วข้ามอ่าวมาที่สามร้อยยอดหรือเมืองกุย แล้วจึงข้ามอ่าวมุ่งไปทางตะวันออกมีที่หมายที่เกาะ

 

ในทางกลับกัน หากเดินเรือเลียบชายฝั่งจากทางคาบสมุทรมลายูจะแวะเติมน้ำจืดหรือหลบลมที่สามร้อยยอดเมืองกุยบุรี เลียบชายฝั่งผ่านเขาเจ้าลายจนถึงแหลมหลวงหรือแหลมผักเบี้ย จากบริเวณนี้จะแล่นห่างฝั่งโคลนตัดตรงไปปากน้ำเจ้าพระยา หากไม่เข้าปากน้ำก็ชักใบใช้ลมตัดข้ามอ่าว มีที่หมายอยู่แถวเกาะลักษณะแคบยาว Pulipanjung และเกาะ Puli ubi และ Puli Condor  ชายฝั่งกัมพูชา แล้วแล่นต่อไปยังชายฝั่งเวียดนาม และจีนต่อไป

 

การรู้จักกระแสลมคือความรู้สำคัญในการเดินเรือเลียบชายฝั่ง จะมีช่วงเวลาในการเดินทางเข้าออกในรอบปี เช่น ช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธุ์-มีนาคม จะเป็นลมอุตราหรือลมอุกาหรือลมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นลมมรสุมที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทางตะวันตกเฉียงใต้จะพัดร่วมกับลมเหนือหรือลมว่าวหรือบางครั้งจะพัดร่วมกับลมตะวันออกและลมหัวเขา เป็นช่วงซึ่งเรือสำเภาจะเข้ามายังอ่าวภายใน 

 

ลมสลาตันคือลมมรสุมพัดจากทิศใต้ขึ้นไปทางเหนือ พัดร่วมกับลมพัทธยาคือลมที่พัดจากและทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และลมตะเภาที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ช่วงในราวเดือนเมษายน-พฤษภาคมจนถึงกันยายน และลมพัดหลวงหรือลมตะโก้พัดจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็จะพัดในช่วงปลายฤดูฝน

 

นอกจากชาวประมงพื้นถิ่นภายในอ่าวไทยแล้ว ความรู้เรื่องลมต่างๆ เหล่านี้ค่อยๆ เลือนหายไป เพราะการค้าสำเภาหลวงเปลี่ยนมาใช้เรือกำปั่นแบบตะวันตกเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๘ และเปลี่ยนมาเป็นเรือกลไฟซึ่งสามารถสร้างได้ในสยามเอง เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๘ ทำให้การใช้สำเภาเดินเรือเลียบชายฝั่งแบบเดิมตามฤดูกาลในแถบคาบสมุทรค่อยๆ หมดไป

 

๓. แผนที่แสดงเส้นทางเดินทางข้ามคาบสมุทรตอนบน มะริด-ตะนาวศรี-เพชรบุรี และเส้นทางเดินเรือเลียบชายฝั่ง ซึ่งทั้งสองเส้นทางนี้เป็นหัวใจของเส้นทางเดินทางแบบโบราณข้ามภูมิภาคที่เข้าถึงกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ ตอนต้น จนสามารถอธิบายถึงความสำคัญของเมืองเพชรบุรีและเส้นทางการค้าภายในที่ต้องผ่าน “บ้านยี่สาร” เป็นเหตุผลว่าทำไมหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ึงสำคัญไม่น้อยในสมัยโบราณ

 

เส้นทางนิราศ

การเดินเรือสำเภาโดยใช้เส้นทางตัดข้ามอ่าวปรากฏในวรรณคดีนิราศหลายเรื่องที่ต้องอาศัยการเดินทางโดยเรือใบขนาดใหญ่หรือไปเป็นกองเรือในขบวนทัพ เช่น ใน กำศรวลศรีปราชญ์หรือกำศรวลสมุทรสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นก่อนสมเด็จพระชัยราชาขุดคลองลัดระหว่างบางกอกน้อยและบางกอกใหญ่ เรือขทิงทองเดินทางผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม เลี้ยวเข้าคลองด่านผ่านคลองดาวคนองสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน ผ่านบางผึ้งก่อนถึงราษฎร์บูรณะ แล้วออกสู่ทะเลที่ปากพระวาลซึ่งก็น่าจะเป็นปากน้ำเจ้าพระยา แล้วมุ่งหน้าไปทางตะวันออกผ่านเขาสามมุก ไปที่เกาะสีชังและเกาะไผ่ ตัดข้ามอ่าวน่าจะไปแถวๆ สามร้อยยอด สถานที่หลายแห่งต่อจากนี้ยังหาไม่ได้ว่าควรอยู่ที่ใด มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า ออกเดินทางในเดือนยี่หน้าหนาว ช่วงนี้เป็นช่วงสำเภาเข้า แต่บรรยายถึงลมสลาตัน ลมตะเภา ลมเสือ ซึ่งเป็นลมใต้ช่วงหน้าฝน อันเป็นเวลาของการเดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยาตามปกติ

 

โคลงนิราศพระยาตรัง แต่งเมื่อคราวไปทัพรบพม่าที่ถลาง ลงสำเภาผ่านสถานที่ต่างๆ รวมทั้งบางผึ้ง ออกทางปากน้ำเจ้าพระยา เห็นเกาะสีชังทางทิศตะวันออก สามมุข เกาะคราม เกาะไผ่ เกาะส้ม ตัดผ่านข้ามอ่าว ถึงเขาเจ้าลายที่ชะอำ ผ่านปราณบุรี เขากะโหลก เกาะนมสาว สามร้อยยอด  เขาม่องล่าย เขานางรำพึง เกาะทะลุ เขาหมอน เกาะโทน แหลมไทร  ในเนื้อความไม่ได้บอกทั้งช่วงเวลาที่เดินทางและชื่อลม

 

โคลงนิราศชุมพรของพระพิพิธสาลี  เขียนเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานรวมทั้งไม่ได้ระบุสาเหตุของการเดินทาง ออกจากกรุงเทพฯ มาตามแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านสถานที่ต่างๆ รวมทั้งบางผึ้งที่มีชื่ออยู่ในโคลงกำศรวล ออกปากแม่น้ำเจ้าพระยา ไปยังเกาะสีชัง เขาสามมุข เกาะคราม เกาะไผ่ เกาะส้ม ตัดข้ามอ่าวไปที่แหลมหลวงหรือแหลมผักเบี้ย เขาเจ้าลายที่ชายฝั่งชะอำ เขากะโหลก เขานมสาว สามร้อยยอด เขาม่องล่าย เกาะแรด บางนางรม คลองวาฬ เกาะจาน บางสะพาน ประทิว เกาะโทน ชุมพร และหลังสวน

 

เมื่อใกล้ถึงปากน้ำเจ้าพระยาก็กล่าวถึงลมว่าว เมื่อออกทะเลก็กล่าวถึงลมอุตราหรือลมอุกา และเมื่อไปถึงชุมพรเป็นฤดูสารทเดือนสิบ ทั้งฤดูและช่วงเวลาก็ดูจะตรงกันดี แต่ช่วงเวลานี้หากใช้เกณฑ์ลมมรสุมก็จะเป็นช่วงสำเภาขาเข้ามากกว่าออก

 

ส่วนเส้นทางเดินทางไปทางหัวเมืองตะวันตกพบในนิราศหลายเรื่อง เช่น โคลงนิราศนรินทร์ของนายอินสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นโดยนายนรินทร์ธิเบศร์ชื่ออิน ตำแหน่งข้าราชการวังหน้า เมื่อคราวไปทัพรบพม่าที่ชุมพรและถลาง โดยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พรรณนาถึงการเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองกำเนิดนพคุณหรือบางสะพานและเมืองตะนาวศรี  ใช้เส้นทางเข้าคลองบางกอกใหญ่ คลองด่าน ผ่านบางขุนเทียน บางบอน โคกขาม มหาชัย ท่าจีน  นาขวาง สามสิบสองคุ้ง ย่านซื่อ ปากน้ำแม่กลอง ตัดทะเลเข้าบ้านแหลม น่าจะใช้แม่น้ำเพชรสู่เมืองเพชรบุรี แล้วเปลี่ยนเป็นเดินทางบก ผ่านปราณบุรี สามร้อยยอด อ่าวบางนางรม บางสะพาน ข้ามช่องเขาแล้วใช้เรือเข้าแม่น้ำตะนาวศรีน้อยไปที่เมืองตะนาวศรี

 

ทั้งโคลงกำศรวลสมุทร โคลงนิราศพระยาตรัง โคลงนิราศพระพิพิธสาลี และโคลงนิราศนรินทร์ นอกจะให้ภาพของการเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาไปสู่หัวเมืองคาบสมุทรแล้ว ยังเป็นวรรณคดีสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นชั้นยอดจัดให้เป็นผลงานชั้นครู ดังพระนิพนธ์ของกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ในโคลงนิราศพระประธมว่า

 

          กำสรวลศรีปราชญ์ทั้ง   ทวาทศ มาสฤา 
อีกพิพิธสาลีพจน์  พร่ำพร้อง
ตรังนิราศนรินทร์รจ  เรขเรื่อง ครวญพ่อ
สารโศกเรียมแรมน้อง  ยิ่งถ้อยทั้งมวล 

 

ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองมหาชัยแต่ยังไม่แล้วเสร็จ มาเสร็จในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ โดยการเกณฑ์ไพร่จากหัวเมืองปากใต้มาขุดคลองลัดจากคลองด่านไปออกแม่น้ำท่าจีน เรียกว่าคลองมหาชัย ทำให้การเดินทางบริเวณนี้สะดวกขึ้น และหนึ่งในทั้งสองพระองค์นั้นน่าจะเป็นผู้สร้างพระตำหนักไว้ที่วัดคุ้งตำหนัก ใกล้ปากอ่าวบางตะบูน

 

การเดินทางภายในจากกรุงเทพฯ ไปเพชรบุรี ยังเห็นได้จากนิราศคำกลอนต่างๆ เช่น นิราศเมืองเพชรสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นเมื่อระหว่าง พ.ศ.๒๓๘๘–พ.ศ.๒๓๙๒ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สุนทรภู่บรรยายการเดินทางอย่างละเอียดจากเมืองหลวงลัดเลาะเข้าลำคลองสายต่างๆ ไปสู่เมืองเพชรบุรี ท่านกล่าวถึงสิ่งที่พบเห็นรวมทั้งสภาพนิเวศน์ที่อุดมสมบูรณ์ของเขตป่าชายเลนและชีวิตของผู้คนไว้ได้อย่างถี่ถ้วน 

 

นิราศเกาะจาน รวมพิมพ์อยู่ในวรรณกรรมของสุนทรภู่ แต่ยังไม่มีการลงความเห็นแน่ชัดว่าสุนทรภู่เป็นผู้แต่งหรือไม่ บรรยายถึงการเดินทางตามเสด็จเจ้านายเป็นขบวนใหญ่ไปที่เกาะจาน เพื่อเตรียมสร้างพลับพลาที่ประทับบริเวณคลองวาฬ ตรงข้ามเกาะจานพอดี น่าจะเพื่อเตรียมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑ การเดินทางต้องใช้เส้นทางเดียวกันกับสุนทรภู่ไปเมืองเพชร แต่ออกจากปากน้ำแม่กลองก็ลัดเลาะชายฝั่งไปจนถึงเกาะจาน  

 

 

๔. แผนที่แสดงเส้นทางน้ำเศรษฐกิจสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีการขุดคลองเชื่อมเพื่อนำสินค้าจากภายในสู่พระนคร โดยแต่เดิมมีเพียงคลองด่านและคลองสุนัขหอน  

 

นิราศยี่สาร ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ นายกุหลาบคิดจะไปท่องเที่ยวตากอากาศและไหว้พระที่เขายี่สารพร้อมบุตรสาว แต่ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ มีการขุดคลองลัด เช่นคลองภาษีเจริญ คลองดำเนินสะดวก และคลองลัดประชาชมชื่นหรือคลองบางลี่ รวมถึงคลองลัดยี่สารด้วย ทำให้การเดินทางของก.ศ.ร.กุหลาบ ต่างไปจากผู้อื่นที่กล่าวมาแล้วบ้างเล็กน้อย เส้นทางที่ ก.ศ.ร.กุหลาบใช้นี้ เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านยี่สารต่อมาใช้ติดต่อกับทางอัมพวาหรือแม่กลองจนกระทั่งเลิกไปเมื่อมีการเดินทางบกที่สะดวกกว่า

 

นอกจากโคลงกลอนนิราศต่างๆ แล้ว ยังพบในบันทึกการเดินทางของนายแพทย์อิงเกิลเบิตร์ แกมเฟอร์ เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๓ ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา เดินทางจากเมืองปัตตาเวียไปสยามที่กรุงศรีอยุธยาและบรรยายสิ่งต่างๆ ที่พบเห็น ตอนหนึ่งกล่าวถึงการเดินทางโดยพ่อค้าคนไทยเป็นผู้บอกระยะทางช่วงจากเมืองนครศรีธรรมราช ต้องผ่านชายฝั่งเมืองกุยแถบสามร้อยยอด ผ่านเมืองปราณ ต่อจากนั้น คือ ชะอำ เหนือเข้าไปคือเมืองเพชรบุรี ผ่านยี่สานแม่กลอง ท่าจีน จากนั้นจึงถึงปากน้ำเจ้าพระยา ส่วนขากลับ ก็ออกเดินทางในช่วงฤดูฝน จากปากน้ำเจ้าพระยาไปที่เกาะสีชัง ข้ามอ่าวไปแถวๆ สามร้อยยอด แล้วตัดข้ามอ่าวอีกที จุดหมายที่เกาะ Pulipanjung และเกาะ Puli ubi และ Puli Condor ปลายแหลมกัมพูชา ต่อจากนั้นจึงเลียบชายฝั่งญวน จนถึงกวางตุ้ง

 

ในบันทึกการเดินทางของคณะทูตจากอังกฤษ จอห์น ครอฟอร์ด เข้ามาสยามและเขียนบันทึกพร้อมแผนที่เมื่อราว พ.ศ. ๒๓๖๕ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ การเดินทางทั้งขาเข้าและขาออก ก็ใช้เส้นทางเดียวกับหมอแกมเฟอร์

 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ชายทะเลแถบเพชรบุรีที่ติดต่อกับเขตทะเลตมแถวบ้านแหลมยังเป็นที่นิยมเสด็จประพาสตากอากาศของพระมหากษัตริย์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ ทรงประชวร จึงเสด็จมาพักผ่อนที่ชายหาดบ้านบางทะลุ เหนือตำบลโตนดหลวงราว ๑๕ กิโลเมตร ภายหลังพระองค์พระราชทานนามใหม่เป็น “หาดเจ้าสำราญ”

 

ราว พ.ศ.๒๔๑๔–พ.ศ.๒๔๑๕ เมืองเพชรบุรีเป็นที่นิยมสำหรับชาวยุโรปซึ่งอาศัยอยู่ในบางกอก เป็นสถานที่สำหรับเปลี่ยนอากาศหรือตากอากาศยามหน้าร้อน ก็จะใช้เส้นทางจากกรุงเทพฯไปสู่ท่าจีนและแม่กลอง จากนั้นเดินทางผ่านคลองและคลองขุดสายต่างๆ เข้าๆ ออกๆ อยู่ ๖ ครั้ง จึงจะถึงเมืองเพชรบุรี การเดินทางยังใช้เส้นทางสายเดิมที่เคยใช้กันมาไม่เปลี่ยนแปลง

 

แต่ในจดหมายเหตุบันทึกเรื่องราวต่างๆ ขณะเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อ ร.ศ.๑๑๗, ๑๑๙ (พ.ศ.๒๔๔๒, พ.ศ.๒๔๔๔) ทรงบรรยายกล่าวถึงการเดินทางจากราชบุรี ล่องลงมาถึงอัมพวาตามลำน้ำแม่กลอง เข้าเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒  พระองค์จึงเสด็จจากราชบุรีออกปากน้ำแม่กลองที่สมุทรสงคราม ข้ามอ่าวเลียบชายฝั่งไปสู่เมืองเพชรบุรี ว่า

 

“ไปทะเลทางนี้ออกรู้สึกว่าไปอย่างผู้หลักผู้ใหญ่ท่านไปกันแต่ก่อนดังถ้อยคำที่กล่าวในนิราศ นรินทรอินทรแลนิราศสุนทรภู่ไปเมืองเพ็ชร เปนต้น ดูเปนการใหญ่การยากต้องจอดรอให้คลื่นลมสงบต่อเช้ามืดจึงออกทะเลแลเวิ้งว้างน่ากลัวเพราะเรือเล็ก ถ้าคลื่นลมมีจริงก็เห็นจะต้องขึ้นป่าแสมแต่ระดูนี้ไม่มีคลื่นลมในเวลาเช้า เรือน้อยเรือใหญ่ไปมาในระหว่างเมืองเพ็ชรบุรีกับสมุทสงคราม ข้ามอ่าวในเวลานี้ทุกๆวัน วันละหลายๆ สิบลำ เปนเรือทุกขนาดแลชนิด ตั้งแต่เรือสำปั้นพายเดียวไปจนเรือพลู ซึ่งค้าขายของสวนแจวพายตามกันเรื่อยไปเปนแถว มาเห็นเรือเหล่านั้นที่ในทะเลน่าดูยิ่งนัก"

 

ช่วงนั้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-เพชรบุรีกำลังใกล้แล้วเสร็จ ใน พ.ศ.๒๔๔๖ ส่วนการค้าสำเภาหลวงเริ่มเปลี่ยนมาใช้เป็นเรือกำปั่นแบบตะวันตกเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๘ และเปลี่ยนมาเป็นเรือกลไฟซึ่งสามารถสร้างได้ในสยามเอง เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๘ ทำให้การใช้สำเภาเดินเรือเลียบชายฝั่งแบบเดิมในแถบคาบสมุทรค่อยๆ หมดไป

 

เห็นได้จากแผนที่ประเทศสยาม เมื่อต้นรัชกาลที่ ๖ เส้นทางเดินเรือกลไฟ ก็ได้ใช้จุดพักสำคัญเช่นในอดีต เช่นที่เกาะสีชังหรือสามร้อยยอด แต่เป็นจุดพักอื่นๆ แทน

 

สำหรับความสำคัญของเมืองท่าตะนาวศรีและเมืองท่ามะริดในปี พ.ศ.๒๔๓๘ สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้หมดความสำคัญลงอย่างสิ้นเชิง เจ้ากรมโลหะกิจซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ให้ข้อคิดเห็นว่า เกิดจากเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาของพม่าเมื่อสงครามเสียกรุงฯและช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เพราะมะริดและตะนาวศรีคือเมืองต้นทางการข้ามช่องเขามาสู่อยุธยา หลังจากนั้นก็ไม่สามารถฟื้นตัวและกอบกู้บ้านเมืองได้อีกเลย

 

อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการเติบโตของอังกฤษในช่องแคบมะละกาได้ปราบพวกโจรสลัดซึ่งเคยมีชุกชุม การทำการค้ากับสิงคโปร์และปีนังทำให้มีความสะดวกสำหรับการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา การเข้ามีอิทธิพลของอังกฤษต่อพม่า อีกส่วนหนึ่งมาจากพัฒนาการการเดินเรือกลไฟ ซึ่งสามารถเดินเรือตลอดชายฝั่งได้โดยไม่ต้องรอลมมรสุม เส้นทางเหล่านี้จึงถูกละเลยจนแทบไม่มีใครรู้จักนอกจากพวกที่อยู่บนเทือกเขาแถบชายแดนและชาวประมงพื้นถิ่น

 

หัวเมืองทางกุยบุรี ปราณบุรี และโดยเฉพาะเพชรบุรี ซึ่งเป็นชุมทางเดินทางบกและทางน้ำ จึงหมดความสำคัญในฐานะเป็นหัวเมืองที่ควบคุมการเดินทางของผู้คนและสินค้าตามเส้นทางดังกล่าว

 

คำถามในตอนต้นว่าทำไมจึงมีเรือจมบริเวณเกาะสีชัง เกาะคราม เกาะไผ่ คงพอเห็นภาพได้ว่า เนื่องมาจากอยู่ในเส้นทางเดินทางอันเป็นเส้นทางเศรษฐกิจของการเดินเรือเลียบชายฝั่งนั่นเอง

 

ส่วนเพชรบุรีคืออยุธยาที่มีชีวิต สาเหตุมาจากการเป็นเมืองสำคัญเป็นชุมทางและจุดเปลี่ยนระหว่างการเดินทางบกและทางน้ำของการเดินทางข้ามคาบสมุทรตอนบนสุด จากเมืองท่าชายฝั่งเช่น มะริดและตะนาวศรีสู่กรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในช่วงหลังรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯลงมา เพชรบุรีจึงเต็มไปด้วยตำรา สมุดไทย ใบลาน ตลอดจนศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายมากมาย

 

บรรณานุกรม

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. จดหมายเหตุระยะทางเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเสด็จตรวจราชการหัวเมืองใน ร.ศ.๑๑๗, ๑๑๙, พระนคร, พิมพ์ครั้งที่ ๒ ในงานทำบุญอายุครบ ๖๐ ปี ของพระเทพสุเมธี, ๒๕๑๕

ธนัญญา ทองซ้อนกลีบ แปล รวมเรื่องแปลและเอกสารทางประวัติศาสตร์ ชุดที่ ๑ศิลปากร,กรม ๒๕๓๙ 

พ.ณ ประมวญมารค. กำสรวลศรีปราชญ์-นิราศนรินทร์แพร่พิทยา กรุงเทพฯ,๒๕๑๕

            สำนักพิมพ์ศิลปบรรณาคาร. โคลงนิราศพระยาตรังวรรณกรรมพระยาตรัง, ๒๕๑๕

ศิลปากร, กรม. โคลงนิราศนรินทร์พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางเพ็ญแข พิทักษ์มนูศาสตร์, พระนคร, ๒๕๑๒

ศิลปากร, กรม. ชีวิตและงานของสุนทรภู่กรุงเทพฯ,องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๒๐

ศิลปากร, กรม. โคลงนิราศพระพิพิธสาลี กรุงเทพฯ, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, ๒๕๔๒

            ศิลปบรรณาคาร. นิราศเกาะจานรวมวรรณกรรมของสุนทรภู่, พระนคร, ๒๕๑๓

 

วลัยลักษณ์  ทรงศิริ : เคยพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เดือนเมษายน ๒๕๔๕

อัพเดทล่าสุด 27 ก.พ. 2561, 10:27 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.