หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
แหล่งผลิตเกลือสมัยโบราณลุ่มน้ำสงคราม
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2539, 09:23 น.
เข้าชมแล้ว 15754 ครั้ง

แหล่งผลิตเกลือสมัยโบราณลุ่มน้ำสงคราม

 

แผนที่แสดงแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ในลุ่มน้ำสงคราม

 

ลุ่มน้ำสงครามตั้งอยู่ในแอ่งสกลนคร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสกลนคร หนองคาย และนครพนม โดยมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บ้านไชยบุรี จังหวัดนครพนม ลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่บริเวณนี้ประกอบไปด้วยหินชุดต่าง ๆ ซึ่งจัดแบ่งอยู่ในมหายุคมีโสโซอิคและมหายุคซีโนโซอิค

 

หินในมหายุคมีโสโซอิคหรือที่เรียกว่าหินชุดโคราช ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมด ประกอบไปด้วยหินทราย  หินทรายแป้ง และหินดินดาน  แบ่งออกได้เป็นหลายหมวดหิน คือ หมวดหินภูกระดึง  หมวดหินพระวิหาร หมวดหินเสาขัว หมวดหินภูพาน หมวดหินโคกกรวด หมวดหินมหาสารคามหรือหมวดหินเกลือ  และหมวดหินที่ยังไม่ได้จำแนก

 

หินในมหายุคซีโนโซอิคเป็นเพียงชั้นตะกอน ซึ่งเป็นชั้นดิน อยู่ในบริเวณน้ำท่วมถึง ตลอดสองฝั่งแม่น้ำ ประกอบไปด้วยชั้นตะกอนอายุ โฮโลซีน และชั้นตะกอนอายุไพลสโตซีน

 

หมวดหินชุดสำคัญในบริเวณลุ่มน้ำสงครามนี้คือ หมวดหินมหาสารคามหรือหมวดหินเกลือ ซึ่งมีแร่โพแทชและเกลือหินที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรม และหากไม่มีการควบคุมและระมัดระวัง อาจจะมีผลกระทบในทางเศรษฐกิจและนิเวศวิทยาได้

 

ชั้นดินส่วนหนึ่งที่โพนส้มโฮง บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

มีร่องรอยของชั้นดินเผาไฟและชั้นทับถมของเศษภาชนะดินเผา

 

ลักษณะของหมวดหินมหาสารคาม คือ เป็นชั้นหินที่วางตัวอยู่ในระดับราบหรือเอียงเทเล็กน้อย ประกอบด้วยหินทราย หินโคลน และมีชั้นเกลือหินแทรกอยู่ข้างล่างเป็นแหล่ง ๆ ประกอบด้วย เกลือหิน ๓ ชั้น ในระดับความลึกต่าง ๆ แต่ในบางบริเวณจะพบเพียง ๒ ชั้น หรือชั้นเดียว และจะมีชั้นดินเหนียวคั่นอยู่ระหว่างชั้นเกลือหิน และมีแร่แอนไฮไดรต์ชั้นบางๆแทรกอยู่เล็กน้อย

 

ชั้นเกลือหิน  มีอยู่ด้วยกัน ๓ ชั้น และมีความหนาต่าง ๆ กัน โดยมีความลึกประมาณ ๒๐๐-๕๐๐ เมตร จากพื้นดิน ยกเว้นบริเวณขอบแอ่ง เช่นบริเวณตะวันตกของจังหวัดอุดรธานี หนองคาย ตามแนวถนนอุดรธานี-สกลนคร-นครพนม และบริเวณที่มีโครงสร้างโดมเกลือหิน [1] เช่น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี อำเภอบ้านม่วง  อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร อำเภอโพนพิสัย อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ซึ่งมีชั้นเกลือหินอยู่ในระดับตื้น คือ ๕๐-๑๐๐ เมตร [2]

 

ก่อนที่ผู้คนในปัจจุบันจะคิดถึงคุณค่าของเกลือหินในแง่เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในบริเวณแอ่งสกลนคร โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีชั้นเกลือหินต่ำจากผิวดิน ราว ๕๐-๑๐๐ เมตร มีการทำเกลือจากผิวดินและจากน้ำบ่อ โดยนำมาต้มเป็นเกลือผงใช้สำหรับบริโภค ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

แหล่งโบราณคดีที่ทำเกลือในสมัยโบราณแหล่งใหญ่ที่สุดในแอ่งสกลนคร ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่าง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนครและอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ใกล้กับหางน้ำของลำน้ำสาขาน้ำอูน เป็นแหล่งโบราณคดีซึ่งเกิดจากการผลิตเกลือ จนเป็นเนินดินขนาดใหญ่ ๙ แห่ง และยังมีการผลิตกันอยู่ในปัจจุบัน

 

ส่วนแหล่งผลิตเกลือ ซึ่งมีความสำคัญในอดีตและสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน และยังมีการทำเกลือเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมกันอยู่ อยู่บริเวณบ่อหัวแฮด เกาะกลางลำน้ำสงคราม บ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย และบ้านหนองผือ อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

 

นอกจากนี้ ยังพบการทำเกลือที่ใช้สำหรับบริโภคในครัวเรือน ตามหมู่บ้านต่างๆ ในช่วงหน้าแล้ง เช่น ท้องนาบริเวณรอบหนองหาน จังหวัดสกลนคร เป็นต้น

 

 

บริเวณทำเกลือใกล้เนินดินวัดโพนสวรรค์ ทำโดยใช้วิธีนำน้ำเกลือในบ่อผสมกับดินขี้ทา 

ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนแล้วจึงนำน้ำนั้นมาต้ม

 

รงต้มเกลือริมแม่น้ำสงคราม บ้านท่าสะอาด ใช้น้ำเกลือบรรทุกมาจากบ่อหัวแฮด

 

แหล่งโบราณคดีผลิตเกลือระดับอุตสาหกรรมในลุ่มน้ำสงคราม             

แหล่งโบราณคดีนี้ ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของบริเวณเขตการปกครองอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม อยู่ในพิกัดระหว่าง เส้นรุ้งที่ ๑๗ องศา ๓๐ ลิปดา ถึง ๑๗ องศา ๓๔ ลิปดา เหนือ และเส้นแวงที่ ๑๐๔ องศา ๐๑ ลิปดา ถึง ๑๐๔ องศา ๐๕ ลิปดา ตะวันออก (แผนที่ของกรมแผนที่ทหาร มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระวาง ๕๘๔๔ III)

 

สภาพภูมิประเทศโดยรอบของแหล่งโบราณคดี พื้นที่นี้ตั้งอยู่ระหว่างลำน้ำอูนกับลำน้ำยาม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำสงคราม มีลักษณะเป็นที่ราบทุ่งนากว้าง  โดยปัจจุบันมีหนองน้ำที่เกิดจาก การสร้างอ่างเก็บน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำบ่อตาอาด,อ่างเก็บน้ำบ่อกอก และอ่างเก็บน้ำหนองฝายท่าเรือ ซึ่งจะมีลำห้วยไหลไปเชื่อมกับห้วยคอกช้างและห้วยน้ำอูนทางทิศตะวันออก ซึ่งปีใดที่ฝนตกชุกจะมีน้ำท่วมอยู่เสมอ

 

บุ่ง ทาม คือที่ลุ่มน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก เป็นบริเวณกว้างในเขตลุ่มน้ำสงครามตอนบน

 

เนื้อดิน มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ระบายน้ำได้ไม่ดี พบว่าเป็นดินเค็มมาก คือ มีคราบเกลือมากกว่า ๕๐ % ของพื้นที่ และดินเค็มปานกลางมีคราบเกลือ ๑๐-๕๐ % ของพื้นที่ [3]

 

เนื่องจากบริเวณนี้ มีการขุดบ่อน้ำเค็มใต้ดินในสมัยโบราณ อีกทั้งชั้นเกลือก็อยู่ในระดับตื้น  การสร้างอ่างเก็บน้ำ เช่นที่ อ่างเก็บน้ำหนองฝายท่าเรือ ซึ่งกินอาณาเขตดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายตัวของน้ำเค็มที่ทำให้เกิดภาวะดินเค็มเพิ่มขึ้น

 

แหล่งโบราณคดี คือ พื้นที่ทำกิจกรรมต้มเกลือในสมัยโบราณ มีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่คล้ายเนินเขาขนาดย่อม ที่อยู่ในพื้นที่ราบ  กระจายตัวห่างๆกันในพื้นที่กว่า ๕ ตารางกิโลเมตร โดยจะอยู่เป็นกลุ่มใกล้ๆกัน ๗ เนิน และอยู่ห่างออกไปราว ๑ กิโลเมตร อีก ๒ เนิน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

๑. วัดโพนสวรรค์ บ้านเม่นใหญ่ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

วัดโพนสวรรค์เป็นวัดร้างตั้งอยู่บนเนินดินสูงประมาณ ๗-๑๐ เมตร  เพิ่งร้างไปเมื่อราว ๑๐กว่าปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเม่นใหญ่ เรียกเนินดินนี้ว่า โพนสูง ส่วนชาวบ้านท่าเรือเรียกว่า โพนขาว สภาพโดยรอบเนินล้อมด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จนดูเหมือนเป็นเกาะกลางน้ำ มีเส้นทางติดต่อกับบ้านเม่นใหญ่โดยใช้ถนนลูกรังที่เป็นฝายน้ำล้นด้วย  ในช่วงหน้าแล้งโดยรอบเนินจะปรากฏคราบเกลือขาวตามผิวดินทั่วไป และมีเนินดินเตี้ยๆและบ่อน้ำเค็มใกล้ๆเนินแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเม่นใหญ่ ๓-๔ รายจะมาทำเกลือกันใช้ในครัวเรือนเป็นประจำทุกปี  บางส่วนของเนินพบเศษภาชนะดินเผาทับถมจำนวนมหาศาลตลอดทั่วผิวดินและรอยตัดผนังดิน และรอยกัดเซาะของหนองน้ำรอบๆเนินทำให้เห็นร่องรอยของแนวดินเผาไฟและคราบเกลือในบางส่วน

 

 ร่องรอยซากเตาต้มเกลือเมื่อราว ๕๐ ปีมาแล้ว ในยุคที่ชาวบ้านจากที่ต่างๆ เข้ามาต้มเกลือในบริเวณโพนช้างขาวอย่างมากมาย

 

๒. สำนักสงฆ์โพนช้างขาวสันติธรรม บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม  

สำนักสงฆ์โพนช้างขาวสันติธรรม ตั้งอยู่บนเนินดินห่างจากวัดโพนสวรรค์มาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๑-๒ กิโลเมตร ลักษณะของแหล่งโบราณคดี เป็นเนินดินขนาดใหญ่ สูงประมาณ ๘-๙ เมตร ตอนบนของเนินเป็นที่ราบ รูปทรงของเนินมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ โดยรอบเป็นทุ่งนากว้าง และมีหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออก ชาวบ้านท่าเรือเรียกเนินนี้ว่า เนินสูง ส่วนชาวบ้านเม่นใหญ่เรียกว่า โพนขาว สลับกับเนินดินวัดโพนสวรรค์  เนินดินที่พบมีการตัดผนังชั้นดินเพื่อทำถนนขึ้นไปสู่สำนักสงฆ์ พบว่ามีการทับถมของเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินหนาแน่น และพบเศษภาชนะดินเผาโดยรอบทั้งเนิน

 

๓.โพนส้มโฮง บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

โพนส้มโฮงเป็นเนินดินร้าง สูงประมาณ ๕-๖ เมตร ตั้งอยู่ห่างจากวัดโพนสวรรค์มาทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๓๐๐ เมตร ตัวเนินปกคลุมด้วยไม้มีหนามและพืชทนเค็ม พวกหนามพุงดอและหนามแดง มีร่องรอยของการทำเกลือในบริเวณติดกับหนองน้ำทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเนิน  พบเศษภาชนะดินเผา ซึ่งมีการทับถมอย่างหนาแน่นตั้งแต่ตอนบนจนถึงตอนล่างของเนิน โดยสังเกตได้จากแนวตัดผนังด้านตะวันตกของเนิน เศษภาชนะที่พบส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่และตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ นอกจากนั้นยังพบชั้นดินที่มีร่องรอยของการเผาไหม้อีกด้วย

 

๔.โพนแต้ บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

โพนแต้ เป็นเนินดินร้าง สูงประมาณ ๔-๕ เมตร ตัวเนินปกคลุมไปด้วยเศษไม้และใบไม้ พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งนากว้าง จากการสำรวจบริเวณรอบ ๆ เนิน พบโบราณวัตถุในปริมาณน้อยมาก

 

โพนกอก บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นเนินดินขนาดเล็กที่สุดในจำนวนเนินดินทั้งหมด

 

๕.โพนกอก บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

โพนกอกเป็นเนินดินที่เล็กที่สุด สูงประมาณ ๒-๓ เมตร พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งนา ส่วนหนึ่งของเนินถูกเจ้าของที่นาขุดไปเพื่อใช้ในการถมที่ ทำให้พบเศษภาชนะดินเผากระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณนั้น

 

๖.โพนตุ่น บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

โพนตุ่นหรือโพนกะตุ่น ตั้งอยู่ห่างจากบ้านบะหว้ามาทางตะวันตก ประมาณ ๕๐๐ เมตร มีลักษณะเป็นเนินดินร้าง สูงประมาณ ๖-๗ เมตร พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งนากว้าง มีสระน้ำขนาดเล็กอยู่ทางด้านข้างของตัวเนิน จำนวน ๒ สระ ตัวเนินถูกปกคลุมไปด้วยเศษไม้และใบไม้ และไม่ถูกรบกวน จึงทำให้พบเศษภาชนะดินเผาปริมาณน้อยมาก

 

๗.โพนจุลณี บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

โพนจุลณีหรือที่ชาวบ้านเม่นใหญ่เรียกว่า โพนน้ำดับ ตั้งอยู่ใกล้กับโพนตุ่น มีลักษณะคล้ายกันคือ เป็นเนินดินร้าง สูงประมาณ ๕-๖ เมตร ปกคลุมด้วยเศษไม้และใบไม้อย่างหนาแน่น

 

๘.วัดโพธิ์เครือ บ้านเสียว ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

วัดโพธิ์เครือตั้งอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่  ห่างจากบ้านเสียวมาทางใต้ประมาณ ๔๐๐ เมตร ชาวบ้านเสียวเรียกเนินดินนี้ว่า โพนตูม วัดโพธิ์เครือนี้ สร้างขึ้นมาราว ๕๐ ปีแล้ว  ลักษณะของเนินดินมีการทับถมของเศษภาชนะดินเผาอย่างหนาแน่นตลอดทั้งเนิน เนินนี้มีการปรับระดับของเนินดินและมีสิ่งก่อสร้างต่างๆจำนวนมาก

 

๙.สำนักสงฆ์โพนหัวแข้สันติธรรม บ้านเสียว ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม 

สำนักสงฆ์โพนหัวแข้สันติธรรม ตั้งอยู่บนเนินดินห่างจากวัดโพธิ์เครือมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ปริมาณ ๑,๒๐๐ เมตร ชาวบ้านเสียวเรียกเนินดินนี้ว่า โพนบ้านเก่า เพราะเคยเป็นสถานที่ตั้งชุมชนมาก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านเสียวในปัจจุบันนี้ สำนักสงฆ์นี้ สร้างมาได้ราว ๓ ปีแล้ว

 

แผนที่แสดงที่ตั้งแหล่งผลิตเกลือโบราณ บ้านเม่นใหญ่ อำเภออากาศอำนวย 

บ้านท่าเรือ บ้านบะหว้า บ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

 

จากการศึกษาทางชาติพันธ์วรรณา [Ethnography] [4] ของกลุ่มคนโดยรอบแหล่งโบราณคดีนี้ จำนวน ๔ หมู่บ้าน พบว่า ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านเป็นกลุ่มคนที่อพยพหนีความแห้งแล้งและกันดารมาจากที่ต่าง ๆ มาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ เมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ประกอบไปด้วยกลุ่มคนต่าง ๆ  ดังนี้

๑. บ้านเม่นใหญ่ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ในบ้านเม่นใหญ่นี้เป็นคนกลุ่มย้อ อพยพมาจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

 

๒. บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ชาวบ้านท่าเรือส่วนมากเป็นคนกลุ่มไทยอีสานหรือไทยลาว อพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานี

 

๓. บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นคนกลุ่มแสก มักเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านบะหว้าแสก” อพยพมาจากตำบลอาจสามารถอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

 

๔. บ้านเสียว ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม กลุ่มคนบ้านเสียวเป็นกลุ่มคนย้อ อพยพมาจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เช่นเดียวกับบ้านเม่นใหญ่

 

ในบริเวณพื้นที่ราบรอบๆเนินดินโบราณ เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว เคยเป็นแหล่งทำเกลือขนาดใหญ่มาก่อน หนองน้ำที่เห็นในปัจจุบัน แต่ก่อนมีสภาพเป็นที่ราบน้ำท่วมในฤดูฝน เมื่อเริ่มเข้าฤดูแล้ง น้ำลด จะมีคราบเกลือจับอยู่ตามผิวดิน ชาวบ้านจากที่ต่างๆจะพากันมาสร้างเพิงชั่วคราว เพื่อทำเกลือในบริเวณนี้เป็นจำนวนหลายร้อยครัวเรือน จนเมื่อราว ๒๐ ปีที่แล้วจึงเลิกทำไป เพราะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำต่างๆ  ในส่วนที่น้ำไม่ท่วม จึงคงมีซากเตา และบ่อน้ำเกลือ เหลือร่องรอยไว้ให้เห็นบ้าง

 

ปัจจุบัน ในช่วงฤดูแล้งยังคงมีชาวบ้านเพียง ๔-๕ รายเท่านั้นที่มาทำเกลือบริเวณใกล้เนินดินวัดโพนสวรรค์ติดกับหนองน้ำ  และเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๘ ที่ผ่านมา หมู่บ้านท่าเรือ ได้ทำการขุดลอกสระน้ำหนองเรือ ซึ่งมีขนาดใหญ่ ประมาณ ๓๐๐ x ๕๐๐ เมตร เมื่อขุดลึกลงไปประมาณ ๑.๕๐ เมตร ก็พบน้ำเค็มซึมขึ้นมา ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงพากันมาตักน้ำที่สระน้ำนี้ไปต้มที่บ้านของตนเอง ความเค็มของน้ำจะลดลงจนไม่สามารถนำไปต้มได้อีกเมื่อเข้าฤดูฝน  สระน้ำที่มีไว้เพื่อการอุปโภค บริโภค  จึงเปลี่ยนวัตถุประสงค์และประสบปัญหาน้ำเค็มในที่สุด

 

    

เตาต้มเกลือขนาดใหญ่ที่บ้านท่าสะอาด

 

 การต้มเกลือโดยการกรองน้ำเกลือจากดินขี้ทาในท้องนาริมหนองหาน 

เพื่อใช้ในครัวเรือนบ้านป่าหว้าน ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

 

ลักษณะและวิธีการทำเกลือในอดีตเมื่อราว ๕๐ ปีที่แล้วมา

ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านที่เคยทำเกลือเมื่อราว ๕๐ ปีมาแล้ว การทำเกลือในสมัยนั้นถือเป็นอาชีพหักของชุมชน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนกระทั่งถึงต้นฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี สามารถให้ภาพลักษณะและวิธีทำเกลือของชาวบ้านในพื้นที่รอบโพนเกลือ ซึ่งนำมาเปรียบเทียบลักษณะวิธีการผลิตเกลือในสมัยโบราณได้ในระดับหนึ่ง

 

ในช่วงฤดูฝนพื้นที่บริเวณนี้จะถูกน้ำท่วม จนเมื่อเริ่มเข้าฤดูแล้งน้ำจะเริ่มแห้ง พร้อมกับปรากฏคราบเกลือขาวจับอยู่ตามผิวหน้าดิน ชาวบ้านจากที่ต่างๆทั้งจากหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านนาซ่อม บ้านบะหว้าแสก บ้านท่าเรือ บ้านเม่นใหญ่ และจากพื้นที่ห่างไกลในเขตจังหวัดสกลนครและนครพนม ก็เริ่มอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่และตั้งถิ่นฐานชั่วคราวเพื่อทำเกลือในบริเวณแหล่งเกลือนี้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในเขตบ้านเม่นใหญ่ บ้านท่าเรือ ไปจนถึงบ้านเสียว

 

ลักษณะของที่พักอาศัยชั่วคราว  ชาวบ้านที่เข้ามาต้มเกลือ มักจะครัวเรือนละ ๒-๓ คนขึ้นไป บางรายก็พากันมาทั้งครอบครัว โดยจะสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวขึ้น มีลักษณะเป็นเพิงไม้ ยกพื้น หลังคามุงด้วยหญ้าแห้ง คล้ายกับเพิงพักชั่วคราวที่ทำเกลือในปัจจุบัน ขนาดของเพิงขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่อาศัย ซึ่งบางรายจะทำหลังคาคลุมพื้นที่ทำเกลือของตนไว้ด้วย

 

บ่อน้ำเกลือ  บ่อน้ำเกลือ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “บ่อน้ำสร้าง” เป็นบ่อที่ใช้ร่วมกันระหว่างชาวบ้าน และช่วยกันขุดขึ้น ขนาดของบ่อโดยทั่วไปกว้างยาวราว ๒ x ๒ เมตร ลึกประมาณ ๒ เมตร ความลึกของบ่อน้ำเกลือนี้ ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างชั้นน้ำเกลือใต้ดินกับผิวหน้าดิน ซึ่งบางพื้นที่ทำการขุดลึกลงไปประมาณ ๑.๕๐ เมตรก็จะพบน้ำเค็มซึมขึ้นมา แต่ในบางพื้นที่ เช่นในเขตบ้านเสียว จะต้องขุดลึกลงไปประมาณ ๕-๖ เมตรจึงจะพบน้ำเค็ม

 

ลานเกลือ มีลักษณะเป็นลานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีคันดินสูงล้อมรอบ ลานภายในเป็นพื้นที่สำหรับผสมน้ำเกลือกับดินที่มีคราบเกลืออยู่ ชาวบ้านเรียกว่า “ดินขี้ทา” เพื่อเพิ่มความเค็มของน้ำเกลือให้มากยิ่งขึ้น ขนาดของลานเกลือมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาด ๓ x ๓ เมตร จนถึงขนาด ๑๐ x ๑๐ เมตร ขึ้นอยู่กับกำลังของผู้ทำเกลือแต่ละราย ด้านหนึ่งของลานเกลือจะมีท่อไม้ไผ่ ไปต่อกับบ่อพักน้ำเกลือ เมื่อดินในลานเกลือตกตะกอนจนน้ำใส ก็จะปล่อยน้ำเกลือไหลมาตามท่อไม้ไผ่ลงสู่บ่อพักน้ำเกลือต่อไป

 

บ่อพักน้ำเกลือ เป็นบ่อหรือแอ่ง ที่มีขนาดเล็ก อยู่ด้านข้างของลานเกลือ เป็นบ่อสำหรับเก็บน้ำเกลือที่ได้จากการผสมน้ำเกลือกับดินขี้ทาในลานเกลือก่อนที่จะนำไปต้ม

 

ภาชนะที่ใช้ในการต้มเกลือ  ในสมัยนั้น นิยมใช้ถังน้ำมันขนาด ๒๐๐ ลิตร นำมาผ่าครึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ถังแดง โดยปกติ จะมีอายุการใช้งาน ๑-๒ เดือน

 

เตาต้มเกลือ  เตาที่ใช้ในการต้มเกลือ มีลักษณะเป็นร่องดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยจะขุดดินลงไปเป็นร่องยาว มีความลึกพอสมควร ขนาดของร่องโดยทั่วไปกว้างประมาณ ๑ เมตร ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับจำนวนของถังแดงที่ใช้ ส่วนใหญ่จะเรียงกัน ๔ ใบ โดยจะใส่ฟืนเข้าไปทางแนวกว้างทั้ง ๒ ข้างของร่องเตา

 

เชื้อเพลิง  เชื้อเพลิงที่ใช้ในการต้มเกลือ คือ ไม้ฟืน โดยจะตัดเอาจากต้นไม้ในบริเวณรอบๆแหล่งทำเกลือ

 

อุปกรณ์ที่ใช้ในการต้มเกลือ

-ไม้คาดทา หรือไม้กวาดขี้ทา  มีลักษณะคล้ายคราด ด้ามทำด้วยไม้ไผ่ มีความยาว มากว่า ๒ เมตรขึ้นไป ปลายข้างหนึ่งต่อเข้ากับไม้ มีลักษณะแบน รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้สำหรับขูดหน้าดินที่มีคราบเกลือจับอยู่หรือดินขี้ทามารวมกัน  และใช้เป็นไม้กวนในขั้นตอนการผสมน้ำเกลือกับดินขี้ทาให้เข้ากันที่ลานเกลืออีกด้วย

 

-สาด  คือเสื่อสานด้วยไม้ไผ่ วางอยู่บนหลุมเล็กๆใช้สำหรับตากเกลือ และรองน้ำในหลุมนั้นมารวมต้มอีกครั้งหนึ่ง

 

-กระทอ  เป็นไม้ไผ่สานคล้ายตะกร้าหรือกระบุง  ภายในกะทอจะรองด้วยใบตองชาดหรือใบตองกุม ใช้สำหรับใส่เกลือที่ตากจนแห้งแล้วเพื่อรอการขาย กะทอหนึ่งใส่เกลือได้น้ำหนักราว ๑๒ กิโลกรัม

 

วิธีการต้มเกลือ  การทำเกลือในแหล่งนี้ ใช้วิธีผสมน้ำเกลือกับดินขี้ทาเพื่อเพิ่มความเค็มของน้ำเกลือให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ได้เม็ดเกลือจากการต้มมากขึ้นด้วยเช่นกัน 

 

โรงต้มเกลือขนาดใหญ่ที่ใช้การสูบน้ำเกลือแบบสูบน้ำบาดาล ซึ่งเริ่มทำเมื่อไม่กี่ปีมานี้

บริเวณตำบลกุดเรือคำ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร

 

โดยในขั้นแรกชาวบ้านจะใช้ไม้กวาดขี้ทามากองรวมกันไว้ จากนั้นจึงตักเอาน้ำเกลือจากบ่อน้ำเกลือหรือบ่อน้ำสร้างมาผสมกับดินขี้ทาในลานเกลือ โดยจะใช้ถังตักน้ำเกลือจากบ่อ เทลงไปจนได้ระดับน้ำครึ่งหนึ่งของขอบลานเกลือ แล้วจึงเทดินขี้ทาตามลงไป อัตราส่วนระหว่างน้ำเกลือกับดินขี้ทาที่ผสมกันนี้ไม่มีความแน่นอนขึ้นอยู่กับผู้ทำ แต่โดยปกติแล้ว มักจะใช้อัตราส่วน ๑ : ๑ ถัง ใช้ไม้คาดทา กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ ๓-๔ ชั่วโมง เพื่อให้ดินตกตะกอนจนน้ำใส แล้วจึงปล่อยน้ำผ่านท่อไม้ไผ่ลงไปในบ่อพักน้ำเกลือ ส่วนดินจืดที่เหลือที่เหลือจากการตกตะกอนจะถูกนำมาพอกกับคันลานเกลือ เพื่อให้หนาขึ้น

 

การต้มเกลือ จะตักน้ำเกลือที่เก็บไว้ในบ่อพักน้ำเกลือเทลงไปในถังแดงที่วางเรียงกัน ใส่ฟืนและคอยดูความร้อนให้สม่ำเสมอ ระยะเวลาที่ใช้ในการต้มเกลือแต่ละครั้งประมาณ ๖ ชั่วโมง น้ำเกลือจะค่อย ๆ งวดลงจนเกลือตกผลึก แล้วจึงตักเม็ดเกลือใส่ในสาดที่วางอยู่บนหลุมเล็ก ๆ น้ำเกลือที่ตกค้างอยู่จะไหลลงสู่หลุมเล็ก และจะถูกนำกลับมาต้มอีกครั้งหนึ่ง 

 

ในสมัยนั้น การต้มเกลือจะทำตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยจะแบ่งช่วงเวลาในการต้มออกเป็น ๔ ช่วง คือเช้า-เที่ยงวัน  เที่ยงวัน-เย็น เย็น-เที่ยงคืน  เที่ยงคืน-เช้า  ในระหว่างนั้น จะมีการผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าเตาต้มเกลือ หลังจากนั้นจะมีพ่อค้ามารับซื้อเกลือที่บรรจุใส่กระทอไว้รอการขาย

 

ส่วนการทำเกลือในปัจจุบัน ก็มีวิธีการทำเช่นเดียวกับในอดีต แต่จะแตกต่างที่ภาชนะในการต้มเกลือ จะใช้ถังสังกะสีทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทนถังแดง หรือบางแห่งก็ยังคงใช้ถังแดงอยู่ ส่วนการต้มที่ใช้วิธีการตักน้ำโดยตรงมาต้ม (จากบ่อในอ่างเก็บน้ำหนองเรือ) ปริมาณที่ได้จากการต้มในแต่ละครั้งจะได้ปริมาณน้อยกว่า การต้มที่ผสมดินขี้ทา

 

เนินดินวัดโพนช้าง(ร้าง) บ้านเม่นใหญ่ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

 

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีผลิตเกลือในลุ่มน้ำสงคราม 

เนื่องจากยังไม่มีการขุดค้นศึกษาเนินผลิตเกลือโบราณแห่งนี้ จึงยังไม่สามารถทราบรายละเอียดของกรรมวิธีการผลิต การใช้พื้นที่กิจกรรมจนเกิดเป็นเนินดินขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ ตลอดจนอายุสมัยและช่วงเวลาของการผลิตเกลือที่มีขนาดการผลิตระดับอุตสาหกรรม ข้อมูลจากการสำรวจเบื้องต้น จึงเป็นพื้นฐานของงานศึกษาโบราณคดี การผลิตเกลือในแอ่งสกลนครเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานการศึกษา การผลิต ณ แหล่งผลิตเกลือโบราณ โนนทุ่งผีโพนบ้านงุ้ยใหม่  ตำบลบ้านงุ้ยเก่า  อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา  ในเขตลุ่มน้ำมูลตอนบน โดย Eiji Nitta  นักโบราณคดีชาวญี่ปุ่น โดยวิเคราะห์การผลิตเกลือดังนี้ [5]

 

เนินทุ่งผีโพนเป็นเนินดินขนาดเล็ก เชื่อมต่อกัน ๒ เนิน วัดขนาดได้ประมาณ ๑๒๕ เมตร ในแนว เหนือ-ใต้ และ ๗๐ เมตร ในแนวตะวันออก-ตะวันตก สูงประมาณ ๖ เมตร โดยรอบเป็นทุ่งนา ในช่วงหน้าแล้งจะมีคราบเกลือจับอยู่ตามผิวหน้าดินรอบตัวเนิน ภาชนะดินเผาส่วนมากมีร่องรอยของการกัดกร่อนและเผาไหม้ จากการขุดค้นได้พบร่องรอยของกิจกรรมการทำเกลือ ๙ ชั้น และหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการทำเกลือคือ

 

-บ่อเก็บน้ำ เป็นที่เก็บน้ำที่นำมาจากบ่อหรือแหล่งน้ำอื่น  ๆ มีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังและพื้นฉาบด้วนดินเหนียวเป็นชั้นบาง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมออก

 

-แอ่งกรองน้ำ  สำหรับกรองน้ำเกลือ ประกอบด้วยหลุม หรือ บ่อ ๒ บ่อ ฉาบด้วยดินเหนียวผสมกับฟางข้าวหรือพืชชนิดอื่นเป็นชั้นหนา และมีการเผาไหม้เพื่อเพิ่มความแข็งของผนัง มีหลุมเล็กๆขุดไว้ตรงกลาง ด้านนอกของผนังใต้แอ่งน้ำ ซึ่งบางครั้งจะพบภาชนะดินเผาสมบูรณ์หรือเศษภาชนะดินเผาขนาดใหญ่อยู่ภายในหลุม  ดินที่มีคราบเกลือ (ดินขี้ทา) จะถูกใส่ไว้ในหลุมแล้วเทน้ำลงไป เกลือจะละลายและไหลผ่านฟางข้าวลงสู่ภาชนะ  ซึ่งตั้งอยู่อีกหลุมหนึ่ง จากนั้น จึงนำน้ำนี้ไปต้มบนเตา  จนได้เม็ดเกลือ

 

โบราณวัตถุอื่นที่พบก็คือ เตาดิน เศษภาชนะที่ใช้ในการต้มเกลือทรงชามครึ่งวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว ๒๐-๓๐ เซนติเมตร และหม้อทรงกลม กระดูกสัตว์ต่างๆ และหลุมเสา ที่เคยใช้ปักเพิงพักอาศัย

 

การกำหนดอายุและช่วงเวลาที่ทำ ทำเป็นฤดูกาลเฉพาะหน้าแล้ง กำหนดอายุได้ราว ๑,๙๐๐ ปีมาแล้ว หรือประมาณ คริสต์ศตวรรษที่ ๒-๓  และการเกิดขึ้นของเนินควรเป็นระยะเวลาสั้นๆประมาณ ๑๐ ปี

 

จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้ว  สามารถเปรียบเทียบลักษณะและวิธีการผลิตในอดีตและปัจจุบันได้  และอาจนำมาใช้เป็นแบบจำลอง [Model] สำหรับวิเคราะห์ศึกษา กระบวนการผลิต ณ แหล่งผลิตเกลือโบราณในแอ่งสกลนครได้อย่างดี

 

ข้อสังเกตจากการวิเคราะห์ทางโบราณคดี กล่าวได้ว่า

-มีความคล้ายคลึงในเรื่อง กระบวนการผลิตเกลือ ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์โนนทุ่งผีโพน) และสมัยปัจจุบัน (รอบๆเนินวัดโพนสวรรค์) คือ มีบ่อพักน้ำ [Water Tank] ซึ่งอาจจะใส่น้ำเกลือ หรือน้ำธรรมดา  แอ่งกรองน้ำ(โนนทุ่งผีโพน)หรือ ลานเกลือ(รอบเนินวัดโพนสวรรค์) [Trough] ซึ่งเป็นลานหรือแอ่งสำหรับกรองน้ำเกลือจากดินขี้ทา โดยให้น้ำเค็มที่ผ่านการกรองมาแล้ว พักไว้ในบ่อหรือแอ่งอีกด้านหนึ่ง

 

ในขณะที่ การทำเกลือจากดินขี้ทาในปัจจุบัน ใช้ความสะดวกสบาย โดยนำดินขี้ทามาจากท้องนามากรองและต้มที่บ้าน โดยใช้ถังน้ำมันขนาดใหญ่ วางอยู่บนยกพื้น ใส่ฟางข้าวและดิน เติมน้ำ กรองจนได้น้ำเค็ม แล้วจึงนำมาต้ม [6]

 

สิ่งที่แตกต่างระหว่างการผลิตทั้ง ๒ แหล่ง คือ บ่อพักน้ำเกลือ

ที่รอบเนินวัดโพนสวรรค์ มีบ่อน้ำเกลือ หรือที่เรียกว่า บ่อน้ำสร้าง ขุดลึกลงไปใต้ดิน น้ำเค็มจะขึ้นมา หากต้มโดยใช้น้ำเค็มอย่างเดียว ปริมาณที่ได้แต่ละครั้งจะได้น้อย  และถ้าต้มโดยใช้ดินขี้ทากรองน้ำเค็มอย่างเดียวก็จะเสียเวลาและได้ปริมาณน้อยเช่นกัน  ชาวบ้านจึงใช้วิธีใช้ดินขี้ทา ๑ ส่วน ผสมกับน้ำเค็มจากบ่อ ๑ ส่วน ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจนน้ำใส จึงปล่อยน้ำผ่านท่อไม้ไผ่ลงไปในแอ่งหรือบ่อพักน้ำเกลือ เพื่อรอการต้มต่อไป

 

ส่วนที่โนนทุ่งผีโพน ไม่พบรายงานว่ามี บ่อน้ำเกลือในบริเวณใกล้เคียง (ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็เป็นได้)  สันนิษฐานว่า การต้มเกลือที่นี่ ใช้การต้มจากดินขี้ทาเป็นหลัก เนินดินที่ปรากฏจึงเกิดจากดินขี้ทาที่ผ่านการกรองแล้ว ทับถมจนเป็นเนินขนาดใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม เทคนิควิธีการนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความเค็มของน้ำเกลือ จากชั้นเกลือหินเป็นหลัก  บริเวณรอบวัดโพนสวรรค์ หากขุดลงไปเพียง ๑ - ๒ เมตร ก็อาจจะพบน้ำเค็มได้ไม่ยากนัก  ส่วนโนนทุ่งผีโพน หากมีลักษณะคล้ายกัน ก็น่าจะมีบ่อน้ำเค็มอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แต่สำรวจไม่พบก็อาจจะเป็นได้

 

-แหล่งโบราณคดีทำเกลือกลุ่มใหญ่นี้  น่าจะมีการสร้างตัว [Formation] ของเนินขยะจากการผลิต เช่นเดียวกับที่เนินทุ่งผีโพน เพราะมีลักษณะโดยทั่วไปไม่แตกต่างกันมากนัก โดยแต่ละเนินจะมีชั้นของเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินชนิดหยาบ ๆ จำนวนมหาศาล  ชิ้นส่วนหินดุ  ซึ่งบอกได้ว่า มีการผลิตภาชนะดินเผาในบริเวณเดียวกัน  กระดูกสัตว์  เปลือกหอย และเป็นเนินรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ขนาดสูงใหญ่ ในบริเวณใกล้เคียงกันถึง ๗ เนิน และห่างออกไปราว ๒ กิโลเมตรอีก ๒ เนิน หากมีการขุดค้นทางโบราณคดีในโอกาสต่อไปแล้ว ก็จะได้ข้อมูลที่สำคัญของกระบวนการผลิตเกลือในระดับอุตสาหกรรมสมัยโบราณ  เป็นการสร้างภาพสังคมในอดีตให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

-อายุสมัยของแหล่งโบราณคดีกลุ่มนี้  สันนิษฐานว่า ไม่น่าจะเก่าไปจนถึงช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์ เช่นที่โนนทุ่งผีโพน จังหวัดนครราชสีมา เพราะไม่ปรากฏว่าพบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง หรืออาณาบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งโบราณคดีดังกล่าว กลุ่มแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคเหล็กตอนปลายนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างไกลจากแหล่งผลิตเกลือนี้มาก ในรัศมีราวๆ ๕๐-๖๐ กิโลเมตร และนอกจากนี้ ยังพบเศษภาชนะเนื้อแกร่งจากเตาลุ่มน้ำสงคราม กระจัดกระจายตามเนินต่างๆ ซึ่งหากมีการศึกษาทางโบราณคดีอย่างจริงจัง ก็น่าจะบอกเรื่องราวได้มากขึ้น

 

ดังนั้น การกำหนดอายุแหล่งโบราณคดีในที่นี้ จึงอาจอยู่ในช่วงสมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งมีชุมชนสร้างบ้านเมืองมั่นคงอยู่ทางฟากเมืองเวียงจันทน์  เมืองท่าแขกและทางพระธาตุพนม ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๓ ซึ่งอาจร่วมสมัยเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในแหล่งเตาลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก

 

อย่างไรก็ตาม เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาแหล่งโบราณคดีทั้ง ๙ แห่งโดยละเอียดจึงจะสามารถตัดสินได้ว่า แหล่งผลิตเกลือขนาดใหญ่ดังกล่าว มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับชุมชนในช่วงยุคสมัยใด

 

แหล่งผลิตเกลือบ่อหัวแฮด บ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย

บ่อหัวแฮด เป็นบ่อน้ำเค็ม อยู่บนเกาะกลางลำน้ำสงคราม ในตำบลท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย ชาวบ้านท่าสะอาดซึ่งอยู่ห่างจากบ่อน้ำเค็มกลางแม่น้ำนี้ราว 1-2 กิโลเมตร ผลิตเกลือเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่เริ่มสร้างหมู่บ้าน

 

หมู่บ้านท่าสะอาด เดิมชื่อบ้านเลิงเปือย  ตั้งเป็นหมู่มบ้านขึ้นราว พ.ศ.2465 เป็นกลุ่มคนจากที่ต่างๆที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าเกลือ เดินทางมาต้มเกลือ เมื่อได้เกลือแล้วก็นำออกไปขายโดยทางเรือ ล่องตามแม่น้ำสงครามไปออกแม่น้ำโขง หรือไม่เมื่อได้เกลือแล้ว ก็กลับบ้านเดิม เกลือหมดก็มาอีก ทำอย่างนี้เป็นเวลานาน จนตัดสินใจอพยพมาตั้งบ้านเรือนขึ้น [7]

 

กล่าวได้ว่า หมู่บ้านท่าสะอาด เกิดขึ้นจากการต้มเกลือ และเป็นบริเวณที่เหมาะสมแก่การทำมาหากินในลักษณะต่างๆ จึงได้กลายเป็นชุมชนใหญ่ในเวลาต่อมา

 

การบรรทุกน้ำเกลือจากบ่อหัวแฮดซึ่งเป็นเกาะอยู่กลางแม่น้ำสงคราม ต้องบรรทุกใส่เรือกระแชงลำใหญ่แล้วจึงนำมาต้ม

ที่บ้านท่าสะอาด เพราะในช่วงหน้าน้ำ น้ำท่วมเกาะไม่สามารถต้มที่บ่อเกลือได้เช่นในหน้าแล้ง

 

บ่อหัวแฮด เป็นบ่อเกลือที่มีการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในแอ่งสกลนคร ไม่นับการผลิตเกลือสมัยโบราณที่กลุ่มเนินเกลือ 9 แห่งในอำเภออากาศอำนวยและอำเภอนาหว้า และแหล่งผลิตเกลือจากการสูบน้ำเค็มในเขตอำเภอบ้านม่วง,วานรนิวาส,บ้านดุง ที่เพิ่งจะมีการทำเป็นกิจการใหญ่เมื่อไม่นานมานี้

 

บ่อเกลือ ขุดลึกลงไปบนเกาะกลางแม่น้ำสงคราม ในหน้าแล้ง เมื่อน้ำในแม่น้ำลด เกาะกลางแม่น้ำจะโผล่ มีพื้นที่พอจะไปต้มเกลือที่บนเกาะได้ เมื่อได้เกลือมาแล้ว บ้างก็นำมาเก็บไว้ที่โรงเกลือบ้านท่าสะอาด  หากถึงช่วงน้ำขึ้นเข้าหน้าฝน น้ำท่วมเกาะ จะมีท่อหรือถังกันน้ำเค็มและน้ำจึดไว้ ชาวบ้านจะไปสูบน้ำเค็มใส่เรือกะแชงลำใหญ่มาเก็บไว้ที่บ่อพักในโรงต้มเกลือที่บ้านท่าสะอาด ซึ่งมีโรงต้มเกลือจำนวนมาก เรียงรายตามริมฝั่งน้ำ

 

บ่อหัวแฮด มีนิทานท้องถิ่นอธิบายชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับบ่อเกลือ ชื่อบ่อหัวแฮด หมายถึง บ่อหัวแรด เล่ากันว่า เจ้าพ่อคำแดง ผู้ที่พบแหล่งเกลือตามล่าแรดจนมาถึงที่แห่งนี้ ตัดหัวแรดคลุกกับดินเค็มเก็บไว้ไม่เน่าเปื่อย จึงพบว่าที่นี่เป็นแหล่งเกลือ และยังแล่เนื้อแรดไปตากแดด บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า “บ้านหนองหิ้ง” ในปัจจุบัน ที่บริเวณบ่อหัวแฮด ก็มีศาลเจ้าพ่อคำแดงอยู่ ชาวบ้านมีพิธีกราบไหว้บูชาเป็นปกติทุกปี

 

การค้าเกลือที่บ้านท่าสะอาด จากคำบอกเล่าของชาวบ้านตั้งแต่แรกเริ่ม [8] กล่าวว่า มีพ่อค้ามาจากศรีสงคราม,ไชยบุรี,นครพนม,มุกดาหาร ใช้เรือฉลอมหรือเรื่อกะแชง ถ่อเรือไปตามลำน้ำสงคราม ขายสินค้าที่นำมาด้วย เมื่อถึง บ่อหัวแฮด ก็ทำการต้มเกลือหรือซื้อเกลือจากชาวบ้านที่ต้มไว้แล้ว จึงกลับ อีกส่วนหนึ่งมาค้าเกลือโดยเฉพาะ เป็นพวกมาจากปากยาม,ท่าอุเทน และนครพนม พอฤดูน้ำก็ถ่อเรือมาตามลำน้ำสงคราม หรือใช้เรือกลไฟลากมา พอต้มหรือซื้อเกลือเต็มลำ ก็ล่องลงไปขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้า บริเวณสองฟากแม่น้ำสงครามและแม่น้ำโขง

 

แหล่งเกลือจากบ่อหัวแฮดจึงเป็นแหล่งสำคัญ ที่เลี้ยงชุมชนในแถบแม่น้ำสงคราม ตลอดจนสองฝั่งโขง จนถึงนครพนมและมุกดาหารทีเดียว

 

แหล่งผลิตเกลือขนาดเล็กในหมู่บ้านหนองผือ ตำบลบ้านเอื้อง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

บ้านหนองผือ อยู่ในตำบลบ้านเอื้อง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม บริเวณท้องนานอกหมู่บ้าน มีบ่อเกลือขนาดย่อม และมีสภาพผิวดิน เป็นดินร่วนปนทรายละเอียดที่มีคราบเกลือเกาะอยู่ ในหน้าแล้ง ชาวบ้านหนองผือต้มเกลือโดยใช้วิธีตักน้ำจากบ่อผสมกับดินขี้ทาแล้วนำมาพักไว้จนตกตะกอน จึงปล่อยลงแอ่ง หรือบ่อพักน้ำเค็ม แล้วจึงนำมาต้ม

 

ชาวบ้านต้มเกลือบริเวณโดยรอบบ่อเกลือในท้องนา ซึ่งจะถูกน้ำท่วมเมื่อเริ่มเข้าฤดูฝนและต้องหยุดการผลิตไว้จนกว่าจะถึงหน้าแล้ง เกลือที่ได้ มีปริมาณเพียงพอที่จะใช้ภายในหมู่บ้าน และจะเหลือขายบ้างเพียงเล็กน้อย

 

แหล่งผลิตเกลือในบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง นับว่ามีความสำคัญต่อชุมชนที่ชีวิตจะขาดเกลือเสียมิได้  และมีพื้นที่ที่จะผลิตเกลือได้พอเพียงกับความต้องการทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมโดยรวมมากนัก

 

ทุกวันนี้ การขาดแคลนเกลือไม่ใช่เป็นปัญหา แต่การผลิตเกลือที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์โดยการสูบน้ำเค็มจากใต้ดินขึ้นมาใช้ทั้งต้มเกลือและทำนาเกลือ บริเวณอำเภอบ้านม่วง, บ้านดุง และวานรนิวาส กลับจะเป็นปัญหาใหญ่ ที่อาจเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อชุมชนบริเวณนี้ได้ในอนาคต

 

บรรณานุกรม

กรมพัฒนาที่ดิน.แผนการใช้ที่ดินจังหวัดนครพนมกองวางแผนการใช้ที่ดิน,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,๒๕๓๓.

ธวัช จาปะเกษตร์.การสำรวจแร่เกลือหินและโพแทชภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ,ธรณีวิทยาและการพัฒนาทรัพยากรธรณีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี,มหาวิทยาลัยขอนแก่น,๒๕๒๘.

สุธีร์ วีรวรรณ.การศึกษาเปรียบเทียบชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีเกี่ยวกับการทำเกลือโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสารนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต(โบราณคดี)   คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗.

สุวิทย์ ธีรศาสวัต และคณะ.การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในชุมชนลุ่มน้ำสงครามตั้งแต่พ.ศ.๒๔๗๕ ถึงปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ,๒๕๓๐.

สำนักงานพลังงานแห่งชาติ,การศึกษาความเหมาะสมโครงการน้ำสงคราม รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมกระทรวงวิทยาศาสตร์,เทคโนโลยีและการพลังงาน,๒๕๓๕.

Nitta,Eiji. Iron-smelting and Salt-making Industries in Northeast ThailandThe 15thIPPA  Congress, Chiangmai,       Thailand, Jan 1,1994.

 


[1] โดมเกลือหิน [Salt Dome] คือชั้นหินที่ถูกบีบอัดจากรอบด้าน ทำให้ดันตัวขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่ง ใต้เปลือกโลก จนเป็นรูปทรงกะทะคว่ำ

[2] รายงานการสำรวจใน บทที่ ๕ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ การศึกษาความเหมาะสมโครงการน้ำสงคราม รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม,๒๕๓๕

[3] แผนการใช้ที่ดินจังหวัดนครพนม,กรมพัฒนาที่ดิน,๒๕๓๓

[4] สุธีร์ วีรวรรณ การศึกษาเปรียบเทียบชาติพันธ์วิทยาทางโบราณคดีเกี่ยวกับการทำเกลือโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต(โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗

[5] Nitta,Eiji. Iron-smelting and salt- making industies in Northeast Thailand.  The 15th IPPA Congress,Chiang Mai,Thailand,Jan 1 ,1994

[6] ทำกันส่วนมากบริเวณท้องนาริมหนองหานในหมู่บ้านป่าหว้าน ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร

[7] รายงานการวิจัยเรื่อง การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในชุมชนลุ่มน้ำสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบันโดยสุวิทย์ ธีรศาศวัต และคณะ ,2530

[8] อ้างแล้ว

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ : เคยพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๔ (ต.ค.-ธ.ค. ๒๕๓๙) 

อัพเดทล่าสุด 9 เม.ย. 2561, 09:23 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.