หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
หอยเบี้ย : เงินตราจากท้องทะเล
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2539, 14:58 น.
เข้าชมแล้ว 11387 ครั้ง

   

ภาพหอยเบี้ยจากการบันทึกของราชทูตชาวฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์

 

ในพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปลือกหอยทะเลเป็นวัสดุที่ถูกใช้นำมาทำเป็นเครื่องประดับหรืออาจจะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในช่วงยุคก่อนเหล็ก เรื่อยมาจนถึงยุคเหล็ก และหมดความนิยมไปเมื่อเข้าสู่สมัยทวารวดี เปลือกหอยทะเลดังกล่าว ได้แก่ เปลือกหอยมือเสือ เปลือกหอยมุก เปลือกหอยสังข์ และเปลือกหอยเบี้ย

 

แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ เราพบเครื่องประดับที่ทำจากหอยในหลุมฝังศพหลายๆ ที่ เช่นเปลือกหอยแครงและหอยขมเจาะรูจากการขุดค้นที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี  ส่วนที่ท่าแค จังหวัดลพบุรี พบว่า มีกระบวนการทำเครื่องประดับจากเปลือกหอยทะเล ซึ่งทำจากเปลือกหอยสองชนิด คือ หอยกาบขนาดใหญ่หรือหอยมือเสือในพันธุ์ Tridacna และหอยมุก พันธุ์ Trochus ซึ่งอยู่ในประเภทหอยสองฝา  และสร้างแบบจำลองขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การตัดออกมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยม  ขัดฝนให้เป็นแท่งทรงกระบอก  เจาะแท่งทรงกระบอกที่กึ่งกลางจากหัวและท้าย โดยอาจจะใช้โลหะหรือไม้ไผ่เป็นสว่าน  เลื่อยขอบนอกให้เป็นวงส่วนวงในนำไปใช้ทำลูกปัดหรือต่างหูที่มีขนาดเล็กได้อีก  ขัดฝนกำไลเปลือกหอยกับแท่นหินทรายให้เรียบและโค้งมนตามต้องการ ด้วยวิธีการผลิตเช่นนี้ ทำให้เข้าใจว่าน่าจะมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการผลิตโลหะ [Ciarla, Roberto 1992]

 

ในแหล่งโบราณคดีโดยเฉพาะในลุ่มลพบุรี ภาคกลางของประเทศไทย พบเครื่องประดับที่ทำจากเปลือกหอยทะเลฝังอยู่ในหลุมศพ โดยเฉพาะหอยมือเสือซึ่งมีขนาดใหญ่  แยกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้จำนวนมาก จากรายงานการศึกษาทางโบราณคดีโดยการขุดค้นในบริเวณนี้ กล่าวว่ากำไลลูกปัด และต่างหู ที่ทำจากเปลือกหอยทะเลปรากฏตั้งแต่ในช่วงวัฒนธรรมยุคแรกก่อนมีการใช้โลหะ และใช้อยู่ในช่วงวัฒนธรรมยุคที่ มีการผลิตทองแดงระดับอุตสาหกรรมแถบเขาวงพระจันทร์และอยู่ในช่วงยุคสำริดในประเทศไทย ในขณะที่เมื่อเข้าสู่ยุคเหล็กก็ยังมีการใช้เปลือกหอยทะเลอยู่  แต่หลังจากนั้นไม่พบว่ามีการใช้วัสดุจากเปลือกหอยทะเลมาทำลูกปัดหรือกำไลข้อมือ แต่เปลี่ยนวัสดุเป็นหินและแก้วแทน (สุรพล นาถะพินธุ  ๒๕๓๙)  ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า ยุคแรก ๆ ที่ยังไม่ปรากฏการใช้โลหะ  เครื่องประดับทำจากเปลือกหอยมือเสือถูกทำขึ้นด้วยวิธีเช่นไร ในเมื่อแบบจำลองการผลิตเครื่องประดับจากเปลือกหอยของ Ciarla คาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับการผลิตโลหะ เพราะอาจจะใช้เครื่องมือโลหะแยกย่อยชิ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งควรเป็นวิธีการผลิตที่ง่ายกว่า เช่น การเลื่อยแยกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ  ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะมีเทคนิคการผลิตที่ไม่ใช้เลื่อยหรือสว่านโลหะ

 

กำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่พบเป็นจำนวนมาก  สีขาวเนื้อละเอียด แม้จะแข็งแต่เปราะแตกหักง่าย ดังนั้นจังพบว่า กำไลเปลือกหอยมักแตกหักเสียหายและมีไม่ครบชิ้น ในส่วนที่หักจะมีการเจาะรูที่ปลายทั้งสองด้าน เพื่อประกอบเข้าด้วยกันใหม่  ดังนั้น  กล่าวได้ว่ากำไลหอยมือเสือหรือหอยทะเลอื่น ๆ เป็นสิ่งของหายากและมีค่า  มีการซ่อมและนำมาใช้ใหม่แสดงถึงอายุการใช้งานของแต่ละชิ้นอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ยังมีการพบกำไลหินที่ศพร่างหนึ่งในแหล่งโบราณคดีบ้านใหม่ชัยมงคล ที่ช่วยยืนยันความสำคัญและคุณค่าของเปลือกหอยทะเล เพราะกำไลหินอ่อนนี้ทำรูปทรงเลียนแบบกำไลเปลือกหอยสังข์ทะเล และเหมือนกับกำไลเปลือกหอยสังข์ทะเลชิ้นหนึ่งที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านพุน้อย

 

ลูกปัดเปลือกหอยวงกลมแบนขนาดเล็ก ๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๔ และ ๐.๖  เซนติเมตร ความหนาราว ๐.๑ เซนติเมตร ความพิเศษของลูกปัดแบบนี้คือ ลูกปัดเล็ก ๆ แต่ละชิ้นจำนวนมากมายมหาศาลนี้มีขนาดเท่ากันและเกือบเท่ากันทั้งสิ้น  ใช้เทคนิคการทำลูกปัดจากเปลือกหอยทะเลที่เชื่อว่าเป็นวิธีการสากลที่ใช้กันทั่วโลก ตั้งแต่ยุคหินในอินเดีย  ยุคเหล็กในอินเดียใต้ ชาวหมู่เกาะในโอเชียเนีย หรือในไต้หวัน ทำลูกปัดเปลือกไข่นกกระจอกเทศในทะเลทรายคาลาฮารี เรียกกันว่า วิธีการแบบ heishi  ซึ่งเป็นชื่อเรียกลูกปัดเปลือกหอยที่พวกอินเดียนใน ซานโต โดมิงโก นิวเม็กซิโก ใช้กัน  วิธีการทำคือ ทำเปลือกหอยให้เป็นแผ่นแบนเรียบ แล้วตัดออกเป็นแผ่นวงกลมเล็ก ๆ เจาะรูตรงกลาง หลังจากได้จำนวนมากพอใช้เชือกหนา ๆ ร้อยทั้งหมดไว้ด้วยกัน แล้วนำมาขัดฝนกับแผ่นหินหรือร่องหินในคราวเดียวกัน ก็จะได้ลูกปัดวงกลมที่มีขนาดเดียวกันทั้งหมด [Francis, Peter.Jr. 1990] จากการพบลูกปัดเปลือกหอยขนาดเล็ก ๆ แต่เกือบทั้งหมดมีขนาดเท่ากันในแหล่งโบราณคดีลุ่มลพบุรี - ป่าสัก เทคนิคการทำให้มีขนาดเท่ากันเช่นนี้น่าจะยอมรับได้ว่าใช้วิธีการเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น

 

นอกจากนี้ ยังมีลูกปัดเปลือกหอยขนาดพอ ๆ กับกระดุมที่ใช้กันในสมัยนี้ เส้นผ่าศูนย์กลางมีตั้งแต่ ๑.๐ - ๑.๒ เซนติเมตร ส่วนความหนาไม่เท่ากัน ตั้งแต่ ๑.๕ - ๒.๕ เซนติเมตร วิธีการผลิตอาจจะใช้เช่นเดียวกับเทคนิค heishi     และยังมีการทำต่างหูจากเปลือกหอยทะเล ที่มีลักษณะประณีต เช่นต่างหูคู่หนึ่งที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านหนองใหญ่ เป็นแผ่นแบนเรียบ ขอบนอกเป็นรูปวงกลม มีหยักหนึ่งหยัก ขอบในทำขอบเป็นครึ่งวงกลมสวยงาม ซึ่งมีการแตกหักเสียหาย แต่ผู้ขุดพบยืนยันว่ามีการต่อเชื่อม ด้วยตัวประสานจนยึดติดกันแน่นด้วยฝีมือละเอียดอย่างยิ่ง ต่างหูชิ้นนี้ยืนยันสมมุติฐานของการผลิตว่าควรจะใช้เส้นลวดหรือเลื่อยโลหะสำหรับงานที่มีความเปราะบางและมีเส้นสายของรูปทรงที่ละเอียดประณีต  และต่างหูขนาดเล็กมีการออกแบบสำหรับใส่ในช่องที่เจาะซึ่งควรมีรูใหญ่ราว ๒.๐ เซนติเมตร รูปร่างเป็นแท่งทรงกลมปลายบานออกเล็กน้อย ความละเมียดละไมของเครื่องประดับชิ้นนี้คือ มีการทำเส้นคาดเส้นเล็ก ๆ ประดับบนแกนต่างหูอยู่ด้วย แน่นอนว่า เปลือกหอยทะเลเป็นวัสดุธรรมชาติที่ไม่อยู่ในท้องถิ่น แต่ถูกนำมาจากแดนไกลบริเวณชายฝั่งทะเลแหล่งโบราณคดีที่โคกพนมดี เป็นชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลนัก กำหนดอายุอยู่ในช่วง ๒,๐๐๐ BC. - ๑,๕๐๐ BC. มีลูกปัดทำจากเปลือกหอยทะเลรูปทรงคล้ายตัว H [H beads] เหมือนกับที่พบในหลุมขุดค้นในแถบเขาวงพระจันทร์ [Higham 1996 : 258] แสดงถึงการติดต่อระหว่างชุมชนทั้งสองพื้นที่

 

เปลือกหอยทะเลเป็นสิ่งของที่นำมาใช้ทำเครื่องประดับตกแต่งเพื่อความสวยงาม ทั้งยังบ่งบอกสถานภาพของผู้ครอบครองได้ด้วย ในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก และแอ่งอีสานเหนือ ผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ให้คุณค่าของเปลือกหอยทะเลไว้อย่างสูงยิ่ง หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ก็อาจเทียบเคียงคุณค่าได้ใกล้เคียงกับเครื่องประดับสำริดในรุ่นต่อมา   หรือเครื่องประดับทองคำเมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสมัยประวัติศาสตร์

 

หอยเบี้ย : เงินตราจากท้องทะเล

หอยเบี้ย หรือ cowry เป็นหอยทะเลอยู่ในวงศ์ Cypraeidae พบบริเวณชายฝั่งทะเลน้ำอุ่นในส่วนต่าง ๆ ของโลกโดยเฉพาะในมหาสมุทรอินเดีย มีมากในหมู่เกาะมัลดีฟ และมหาสมุทรแปซิฟิคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ รูปทรงสวยงาม ลักษณะเปลือกหนา ด้านบนโป่งโค้ง แบนด้านล่าง ผิวเคลือบมันขึ้นเงาและมีสีสันต่าง ๆ ตามแต่ละชนิด ซึ่งมีอยู่มากกว่า ๒๐๐ ชนิด  การนำเอาหอยเบี้ยมาใช้น่าจะเกิดจากรูปทรงความงดงามและผิวที่มีสีสันความมันวาว เป็นสิ่งดึงดูดใจ ทั้งเป็นของหายากที่มาจากแดนไกล จึงกลายเป็นสิ่งของที่มีคุณค่าในตัวเอง  กระทั่งในปัจจุบันก็ยังเป็นหอยที่มีผู้สะสมกันมากที่สุด หน้าที่ใช้งานของหอยเบี้ยอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการใช้เป็นเครื่องประดับ  เป็นเครื่องลาง หรือทำหน้าที่ทางด้านความเชื่ออื่นๆ ผสมผสานกันจนยากที่จะแยกแยะ และต้องใช้การพิจารณาจากรายละเอียดในแต่ละสังคมไป

 

cowry กล่าวกันว่า เป็นคำมาจากภาษา ฮินดีและอูรดู “kauri”  สันสกฤต “kaparda” และมีชื่อเรียกอีกมากมายตามที่ต่างๆ เช่นในอาณาจักรโรมันใช้ชื่อที่ให้ความหมายว่า “littel pig” และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมความอุดมสมบูรณ์ ในภาษาฝรั่งเศสยุคแรกๆ เรียกว่า porcelaine และภาษาอังกฤษเรียกว่า cowry ซึ่งภายหลังก็ใช้เรียกชื่อหอยอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในวงศ์นี้ด้วย [Quiggin : 1979]

 

หอยเบี้ยขนาดเล็ก  ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน [currency] ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในสังคมดั้งเดิมทั่วโลก ก่อนที่จะมีการนำเอาโลหะเช่นเงิน ทอง หรือ โลหะผสมอื่นๆ แทนที่ในฐานะเงินตรา ดังนั้นจึงและมีการใช้เป็นเครื่องประดับ  เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะ  และเงินตราในการแลกเปลี่ยนสินค้าในหมู่ผู้คนมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงเมื่อมีการแทนที่ด้วยเหรียญโลหะและธนบัตร เริ่มจากอินเดีย ได้แพร่ไปสู่อัฟกานิสถาน ไปสู่เปอร์เซีย แล้วจึงเข้าสู่ยุโรป ในแถบรอบทะเลสาบแคสเปียน เยอรมัน ลิธัวเนีย ชายฝั่งทวีปอเมริกัน  อินโด - แปซิฟิค  ทะเลแดง อียิปต์โบราณ และแอฟริกาในภาคพื้นทวีป  มีการใช้หอยเบี้ยชนิด  Cypraea moneta linne หรือที่เรียกกันว่า money cowries  ซึ่งเป็นหอยเบี้ยขนาดเล็ก ขนาดโดยเฉลี่ยราว ๑ นิ้ว ผิวสีขาวนวลหรือมีแถบเหลือง และหอยเบี้ยชนิด Cypraea annulus หรือที่เรียกกันว่า  gold - ring cowries 

 

หมู่เกาะมัลดีฟในมหาสมุทรอินเดียเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของการเก็บหอยเบี้ย โดยมีศูนย์กลางการแพร่กระจายอยู่ที่แคว้นเบงกอล ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากการเดินเรือของกษัตริย์สุไลมานชาวอาหรับตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๙ กล่าวถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้คนและความร่ำรวยของราชินีแห่งมัลดีฟไว้ว่า  “ในมัลดีฟ หอยเบี้ยใช้เป็นเงินตราชนิดเดียวเท่านั้น และเมื่อสมบัติของราชวงศ์หมดลง ราชินีแห่งมัลดีฟสั่งให้ผู้หญิงตัดเอาทางมะพร้าวมาขว้างไปในทะเล สัตว์ต่างๆ ก็จะเกาะตามมาและกระจัดกระจายอยู่ตามชายฝั่ง พวกเธอจะเก็บเปลือกหอยจนหมด เพื่อมาใส่คลังของราชินี”(อ้างใน A survay of Primitive money : Quiggin ,1979)

 

ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ นักเดินทาง  ชื่อ Pyrard de Laval ได้มาอยู่ที่มัลดีฟเป็นเวลา ๒ ปีบันทึกไว้ว่า พวกเขาเรียก (หอยเบี้ย) ว่า boly และส่งออกไปยังที่ต่างๆ อย่างไม่มีจำกัด ในหนึ่งปี มีเรือ ๓๐-๔๐ ลำ มาบรรทุกเอาหอยเบี้ยเหล่านี้โดยไม่เอาสินค้าอื่นใดไปส่งที่เบงกอล ซึ่งจะกลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงมาก ผู้คนที่เบงกอลจะใช้เป็นเงินตราแม้ว่าจะมีเงินและทองหรือโลหะต่างๆมากมาย และที่น่าสนใจก็คือ กษัตริย์และขุนนางผู้ใหญ่จะมีคลังที่สร้างขึ้นไว้เป็นพิเศษสำหรับเก็บหอยเบี้ยเสมือนเป็นสมบัติมีค่าอื่นๆ  ส่วนเรือสินค้าของโปรตุเกสจะบรรทุกข้าวจากโคชิน เพื่อมาแลกกับหอยเบี้ยที่ตลาดเบงกอล ใส่ตระกร้าที่ทำจากทางมะพร้าวใบละ ๑๒,๐๐๐ ตัว เป็นการค้าที่ทำกำไรมหาศาลเพราะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง ๓ หรือ ๔ เท่าทีเดียว

 

หอยเบี้ยจะทวีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่ออยู่พื้นที่ห่างไกลแหล่งกำเนิด บริเวณหมู่เกาะแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดียใช้หอยเบี้ยเป็นเครื่องประดับมากกว่าจะใช้แทนเงินตรา ต่างจากบริเวณภาคพื้นทวีป [inland] ที่จะเพิ่มมูลค่ามากขึ้น

 

หอยเบี้ยที่พบจากแหล่งโบราณคดีเช่นในประเทศไทย หรือจากบันทึกและภาพประกอบของนักสำรวจในสังคมดั้งเดิมต่างๆ มักจะพบว่ามีการตัดหลังเพื่อความสะดวกสำหรับร้อยเชือกนับจำนวนหรือเก็บรักษา ในปริมาณมากๆ จากแหล่งผลิตแถบชายทะเล แต่ก็พบเป็นจำนวนมากเช่นกันที่ไม่ได้ตัดหลังออก  

 

 

 

 หอยเบี้ยที่ขุดค้นพบจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ย่านที่อยู่อาศัย บ้านยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

 

ในจีน พบว่ามีการใช้หอยเบี้ยมาก่อนหน้าที่จะมีการบันทึกถึงอุตสาหกรรมส่งออกในมัลดีฟ มาก่อนอาจจะถึงพันปี เช่นการพบหอยเบี้ยที่หลุมฝังศพกลุ่มวัฒนธรรมเตียน ในยูนนานอายุราว ๒๐๐ BC. ซึ่งอยู่ร่วมกับเครื่องมือสำริดจำนวนมาก  แสดงถึงสถานะของทางสังคมและมีหน้าที่ในทางความเชื่อด้วย ในหลุมศพที่ร่ำรวยที่ซือไจ้ซาน  มีการพบหอยเบี้ยใส่ในกลองสำริดหรือภาชนะสำริด บางแห่งมีมากกว่า ๒๐,๐๐๐ ตัว  ที่ลีไจ้ชาน ในหลุมฝังศพ ๕ หลุม มีมากกว่า ๑๕๐ กิโลกรัม เส้นทางของการนำหอยเบี้ยน่าจะมาจากชายฝั่งทะเลน้ำอุ่น  ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นมหาสมุทรอินเดีย หรือในฟิลิปปินส์ มากกว่าที่จะเป็นชายฝั่งทะเลจีนและเวียดนาม  มีการใช้หอยเบี้ยในยูนนานเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนต่อเนื่องมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗   [Pirazzoli-t’Serstevens, Michele : 1990] ทั้งนี้ข้อมูลที่สนับสนุนมาจากบันทึกของมาร์โคโปโล กล่าวถึงการนำหอยเบี้ยจากอินเดียมาใช้ที่ Carajan หรือยูนนานในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ อีกทั้งการใช้หอยเบี้ยนี้มีบันทึกไว้ว่าน่าจะใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนยุคแรกๆ ของญี่ปุ่นและเกาหลีด้วย 

 

ในแอฟริกา ปรากฏอยู่ทั่วไปว่ามีการใช้หอยเบี้ยเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนตลอดชายฝั่งจนถึงพื้นที่ภายใน ในทวีปอเมริกาไม่ปรากฏการใช้หอยเบี้ยในฐานะเงินตราก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามา มีเพียงการใช้ในพิธีแรกรับและพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าพื้นเมือง

 

ในอินเดีย บริเวณชายฝั่งของแคว้นเบงกอล เป็นศูนย์กลางการรับซื้อหอยเบี้ยจากหมู่เกาะมัลดีฟ เพื่อส่งขายไปสู่พื้นที่ภายในและภาคพื้นอื่นๆ น่าจะเริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา และนักเดินทางทางทะเลยุคแรกๆ ทั้งเปอร์เซียและโปรตุเกสกล่าวถึงการนำหอยเบี้ยจากบริเวณหมู่เกาะมัลดีฟออกไปขายโดยมีศูนย์กลางอยู่แถบบริเวณชายฝั่งของอ่าวเบงกอล  และเมื่อปี ค.ศ.๑๘๔๕  มีการบันทึกไว้ว่า หนึ่งรูเปีย เท่ากับหอยเบี้ย ๖,๕๐๐ ตัว มีการใช้หอยเบี้ยทั้งในพม่า ไทย และจีน และในหลายแห่งเมื่อเริ่มมีเงินเหรียญโลหะใช้กันแล้วก็มักจะทำเลียนแบบหอยเบี้ย หรือประทับตราลงบนผิว ความสำคัญของหอยเบี้ยจึงยังคงปรากฏอยู่ตลอดมา [Edwards, Amy : 1996]

 

ส่วนประเทศไทย  มีการใช้หอยเบี้ยต่อเนื่องยาวนานอยู่ทั่วทุกภูมิภาค หอยเบี้ยที่อุทิศให้ศพในวัฒนธรรมลุ่มลพบุรี - ป่าสัก ไม่แน่ใจว่าจะมีหน้าที่เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือเป็นเครื่องประดับ เนื่องจากหอยเบี้ยที่พบมีการตัดหรือขัดฝนด้านโป่งออก ข้อสันนิษฐานการตัดหรือขัดฝนด้านที่โป่งออก ถูกวางไว้ที่ด้านข้างของศพเพียงชิ้นหรือสองชิ้นในลักษณะที่ไม่ได้เป็นการร้อยเป็นเครื่องประดับ (แหล่งบ้านใหม่ชัยมงคล ใกล้กับจันเสน จังหวัดนครสวรรค์) แต่ในกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่บ้านนาดี พบว่า มีการร้อยหอยเบี้ยเป็นสร้อยคอ  ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่า หอยเบี้ยน่าจะใช้เป็นเครื่องประดับมีค่าและเป็นของหายากจากแดนไกลมาก่อนที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งหมายถึงมีระบบตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว  

 

จดหมายเหตุลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ อธิบายเกี่ยวกับการใช้เงินตราของชาวสยาม รวมทั้งวาดภาพประกอบเงินตราที่เป็นเงินพดด้วง และหอยเบี้ย กล่าวว่าเงินย่อยที่ใช้กันทั่วไปคือ ”หอยเบี้ย” ฝรั่งที่อยู่ในสยามเรียกว่าเคารี แต่ชาวสยามเรียก เบี้ย นำมาจากหมู่เกาะมัลดีฟ มีส่วนน้อยที่นำมาจากฟิลิปปินส์ อ้างว่าหอยเบี้ยใช้กันทั่วไปในเมืองต่างๆ ของอินเดีย และเกือบจะทั้งหมดในเขตแอฟริกา มีการนำหอยเบี้ยบรรทุกใส่เรือเข้ามาทีละมากๆ เหมือนเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ราคาตามธรรมดาในตลาด ๑ เฟื้องจะเท่ากับ ๗๐๐-๘๐๐ เบี้ย หากเบี้ยราคาถูกหรือมีจำนวนมาก นั่นคือเครื่องหมายแสดงว่าสินค้าต่างๆ ในตลาดมีราคาถูกลง

 

ของที่ใช้ตวงข้าวหรือเหล้า เรียกว่าทนาน ทำจากกะลามะพร้าว การวัดขนาดปริมาตรของทนาน ใช้หอยเบี้ยตัวเท่าๆ กัน ตวงความจุ ขนาดของความจุไม่เท่ากัน แต่ที่นิยมเรียกว่า “ทนาน ๘๓๐” นั่นหมายถึงจุหอยเบี้ยได้ ๘๓๐ ตัว

 

การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณเกาะเมืองอยุธยา การพบหอยเบี้ยนับเป็นเรื่องปกติเพราะมีการใช้เป็นเงินตราในสมัยนั้น รวมถึงแหล่งโบราณคดีที่ร่วมสมัยกัน เช่นบริเวณบ้านเขายี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ที่เป็นชุมชนเมืองท่าภายนอกขนาดเล็กๆ  มีการพบหอยเบี้ยในทุกระดับชั้นวัฒนธรรม ตั้งแต่ชั้นแรกสุดเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔  จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ทีเดียว เบี้ยที่พบมีทั้งที่ตัดหลังแต่ไม่ได้ตัดหลัง ส่วนใหญ่เคลือบมันที่ผิวจะหมดไปเหลือเพียงเนื้อสีขาว มีเป็นส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีเคลือบผิวเป็นมันและมีเส้นรอบวงสีเหลือง

 

หอยเบี้ยที่พบในภาคเหนือในยุคสมัยราชวงศ์มังราย ลักษณะเป็นหอยเบี้ยหลังตัดเช่นเดียวกับที่พบในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ผิวที่เคลือบมันหรือมีสีสันเหลือเพียงเนื้อเปลือกหอยสีขาว ทำให้ไม่ทราบชนิดของหอยเบี้ย   ฝังไว้ในไหจากกลุ่มเตาล้านนา (คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗) พบที่บ้านนาขาม อยู่ทางทิศเหนือของบ่อลิกไนต์ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง  ซึ่งใช้เป็นเงินตราที่ถูกฝังเก็บไว้แน่นอน (กองโบราณคดี  ๒๕๓๑)  

 

ร่องรอยในภาษาไทยที่กล่าวถึงเบี้ย แสดงนัยะว่าเป็นเงินตรามาตั้งแต่โบราณ เช่นคำว่า เบี้ยหวัด เบี้ยบำนาญ เบี้ยทำขวัญ  ดอกเบี้ย  เบี้ยเลี้ยง เบี้ยน้อยหอยน้อย เบี้ยหัวแตก เป็นต้น  ในอักขราภิธาน ศรับท์ ของหมดบรัดเลย์ ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ เบี้ยแปดร้อยตัวเป็นหนึ่งเฟื้อง ทั้งเสนอว่า คำว่า ”เบี้ย” น่าจะมาจาก”รูเปีย” ที่เป็นหน่วยการนับเงินในอินเดีย 

 

มีการใช้หอยเบี้ยพันธุ์ต่าง ๆ โดยมีชื่อเรียกต่างกันไป  เช่น เบี้ยแก้(ผิวดำมันเนื้อหนามีลายจุด) เบี้ยจั่น(รูปร่างแบน ด้านหลังมีเม็ดทั้งซ้ายและขวา) เบี้ยไท(สีเส้นสีเหลืองเป็นวงบนหลัง)  เบี้ยตุ้ม (เป็นเบี้ยตัวสั้นๆ สำหรับใช้เล่นกำถั่ว)เบี้ยโป่ง (เบี้ยขนาดใหญ่เท่ากำมือเด็ก มีลายเป็นกระจุก) เบี้ยผู้(มีเส้นเหลืองเป็นวงรอบผิวสีขาวเลื่อม)เบี้ยหมู(รูปร่างยาวสีเขียวไม่มีเส้นสีเหลืองที่หลัง) เบี้ยฝอย(คือเบี้ยเล็กเบี้ยน้อยสารพัดชนิดปนกันอยู่) (แบรดเลย์ ๒๕๑๔)

 

หอยเบี้ยและหินอ่อนที่แกะเป็นรูปหอยเบี้ยใช้แทนเงินตรา พบที่เมือง Shang-Zhou อายุราว ๑,๔๐๐- ๙๐๐ BC.

 

ปัจจุบันในบางท้องถิ่น ยังมีความเชื่อว่าให้ใส่หอยเบี้ยรวมกับขี้ผึ้งเก็บไว้ในหม้อขนาดเล็กๆ เรียกว่า “หม้อตายอดตายาย” สำหรับหญิงสาวที่ออกเรือนและมีลูกคนแรก จะต้องมีการตั้งหม้อของตนเองประจำไว้ในบ้าน และนำมาทำความสะอาดด้วยเครื่องหอมทุกตรุษสงกรานต์ (บ้านเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์) ส่วนบางแห่งใช้หอยเบี้ยแขวนคอให้เด็กเล็กๆ เสมือนเป็นเครื่องรางที่เชื่อว่าป้องกันฟันผุได้ หอยเบี้ยในแง่มุมของการเป็นเครื่องรางหรือสัญลักษณ์เหล่านี้ มีการกล่าวถึงไม่มากนัก และเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง

 

กล่าวได้ว่า การใช้หอยเบี้ยในดินแดนประเทศไทยปรากฏเริ่มแรกในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงยุคโลหะราว ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว อาจใช้เป็นเครื่องประดับมากกว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ เรายังไม่สามารถหาข้อยุติที่แน่ชัดเกี่ยวกับร่องรอยการค้าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบในแง่มุมเหล่านี้ การปรากฏของหอยเบี้ยสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีอยู่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับหอยทะเลที่นำมาใช้เป็นเครื่องประดับ (ซึ่งอาจรวมถึงการมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนด้วย) หอยเบี้ยยังไม่เป็นของสำคัญในยุคก่อนประวัติศาสตร์

 

ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคการเป็นบ้านเป็นเมืองในสมัยทวารวดี เราก็ยังไม่พบว่ามีการใช้หอยเบี้ยแทนเงินตรา และแทบจะไม่พบหอยเบี้ยในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีเลย แต่มีการพบเหรียญเงินที่ทำจากโลหะเงินและโลหะผสมทั้งแบบที่มีตราประทับและแบบที่เป็นแผ่นเงินเรียบๆ ขนาดเล็กๆ ฝังอยู่ในหม้อไห ซึ่งแน่ใจได้ว่าเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนอย่างแน่นอน

 

 

 หอยเบี้ยถือเป็นสิ่งของใช้แทนเงินตราและเป็นเครื่องประดับมีค่าทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ภาพที่หญิงชาว Kikuyu ในแอฟริกาตะวันตกใช้เป็นเครื่องประดับ

 

หอยเบี้ยที่ใช้แทนเงินตราปรากฏชัดว่าเป็นสื่อที่นำมาใช้กันทั่วไปเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ทั้งในเขตล้านนา และในภาคกลาง และเขตคาบสมุทรสมัยอยุธยา หอยเบี้ยเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ว่านำมาจากหมู่เกาะมัลดีฟในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมส่งออกขนาดใหญ่ และมีการใช้เป็นเงินตราอยู่ทั่วไปในภูมิภาคนี้ แม้จะมีเงินเหรียญหรือเงินตราที่ทำจากโลหะประเภทต่างๆ อยู่ก็ตาม  เงินเบี้ยเหล่านี้ใช้กันสืบเนื่องมาจนเมื่อราวสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังปรากฏว่ามีมูลค่าอยู่

 

หอยเบี้ยเป็นสิ่งของสากล มีช่วงการใช้ที่ยาวนานนับพันปีในท้องที่เกือบทั่วโลก  และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะเป็นของหายากจากแดนไกล นิยมใช้เริ่มแรกโดยเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของตั้งแต่ก่อนมีการนำโลหะมาใช้แทนเงินตรา จนเมื่อมีเหรียญกษาปณ์ใช้แล้ว หอยเบี้ยก็ยังมีหน้าที่ใช้งานอยู่ ระยะเวลาของการใช้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงเมื่อไม่นานมานี้

 

หอยเบี้ยจึงนับเป็นเงินตราจากท้องทะเลที่เป็นสากลในโลกสมัยโบราณโดยแท้

 

บรรณานุกรม

กองโบราณคดี. เหมืองแม่เมาะ ออบหลวง บ้านยางทองใต้. ฝ่ายวิชาการ กรมศิลปากร ,๒๕๓๑

แบรดเลย์,แดนบีช.ดร. อักขราภิธานศรับท์. โรงพิมพ์คุรุสภา กรุงเทพฯ ๒๕๑๔

พิมาน แจ่มจรัส. ชุมชนุจดหมายเหตุฝรั่งในเมืองไทย, สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา, ๒๕๑๐

สุรพล นาถะพินธุ.วัฒนธรรมสมัยโบราณที่บ้านใหม่ชัยมงคลและข้อคิดเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคกลางของประเทศไทย.สังคมและวัฒนธรรมจันเสน เมืองแรกเริ่มในลุ่มลพบุรี-ป่าสักโรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์  ๒๕๓๙

Ciarla, Roberto. The Thai-Italian Lopburi region archaeology project : preliminary results. Souyheast Asian Archaeology 1990. Centre for South East Asian Studies, University of Hull, Great Britain ,1992

Edward, Amy. Molluscs and man. http//museum.nhm.uga.edu/gssc/newsletr/jun97.html

Francis, Peter.Jr. Two bead strands from Andhra Pradesh, India.Asian PerspectivesVol.29        no.1, 1990

Higam, Charles. The Bronze Age of Southeast Asia. Cambridge University Press,1996

Pirazzoli-t’Serstevens, Michele. Cowry and Chinese copper cash as prestige good in Dian. Souyheast Asian Archaeology 1990. Centre for South East Asian Studies, University of Hull, Great Britain ,1992

Quiggin, Alison Hingston. A survay of Primitive Money.Methuen, London.1979

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ : เคยพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๔ ฉ.๔ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๔๑)

อัพเดทล่าสุด 5 มิ.ย. 2561, 14:58 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.