หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“หัวพญานาคลักเขต” ความผิดพลาดซ้ำซากของการพัฒนาที่หนองหารหลวง
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ธ.ค. 2543, 10:38 น.
เข้าชมแล้ว 2443 ครั้ง

“หัวพญานาคลักเขต” ความผิดพลาดซ้ำซากของการพัฒนาที่หนองหารหลวง

 

 

ผืนน้ำเหนือหนองหารแห่งสกลนครขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เกือบเท่าตัว หลังจากกรมประมงเริ่มสร้างประตูระบายน้ำกั้นลำน้ำก่ำมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ แต่มาเสร็จเอาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ จุดมุ่งหมายหลักเพียงคิดจะทำให้หนองหาร เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของภาคอีสาน และเก็บน้ำไว้สำหรับชุมชนรอบหนองหาร เพื่อเกษตรกรรม

 

กว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะไม่ลุวัตถุประสงค์ตามที่มุ่งหวัง กลับก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงต่อสภาพแวดล้อม รวมไปถึงชีวิตวัฒนธรรมแก่ชุมชนและผู้คนรอบหนองหารเกินกว่าจะคาดคิด

 

เป็นอีกหนึ่งโครงการ พัฒนา ของรัฐ ที่พิสูจน์ว่า ใช่จะศักดิ์สิทธิ์และถูกต้องเสมอไป

 

สภาพของหนองหารแต่เดิม คือแอ่งรับน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชายขอบบางส่วนเป็นท้องนาและทุ่งหญ้า มีที่ดอนเป็นเกาะในหนองน้ำอยู่หลายแห่ง แต่ละแห่งมีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่มาก เป็นแหล่งรวมของนกหลากชนิด สายน้ำลำห้วยกว่า ๑๔ สายต่างไหลลงหนองหาร ซึ่งมีลำน้ำพุงจากเทือกเขาภูพานเป็นต้นน้ำสำคัญที่สุด หนองหารติดต่อกับแม่น้ำโขงด้วยลำน้ำก่ำ ซึ่งมีปากน้ำอยู่ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นเส้นทางนำพันธุ์ปลาหลากหลายจากแม่น้ำโขงเข้ามาวางไข่ในแหล่งน้ำภายใน

 

ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติในหนองหาร ด้วยการควบคุมปริมาณ และการไหลเวียนของสายน้ำต่างๆ ในหนองหารมีฤดูกาลน้ำขึ้นน้ำลง ช่วงฝนตกใหม่ๆ ราวพฤษภาคม ลำน้ำพุงที่ไหลจากภูพาน จะทำให้น้ำในหนองมีสีแดงขุ่น ปลาหลากพันธุ์ทั้งจากลำน้ำโขง และสายน้ำอื่น จะว่ายทวนน้ำก่ำ เพื่อมาวางไข่ในหนองหาร เช่น ปลาโด ปลาค้อ ปลาเคิง ปลาค้าว ปลาโจก ปลาอีจน ปลาแมว ปลาเพี้ย ปลาอีกุ่ม ปลาหมากผาง ปลาเซือม ปลาซวย ปลานาง ปลายอน ปลายี่สก ปลาเสือ ปลาดุก ปลาช่อน ฯลฯ

 

 

ย่างเข้าเดือนสิงหาคมและกันยายน น้ำจะเต็มหนองหาร หากปีไหนน้ำมาก ก็จะท่วมถึงนาและชายหมู่บ้าน กลายเป็นทะเลสาบตามธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่นาของชุมชนรอบหนองหาร จะมีทั้งนาที่ดอน ที่เรียกว่า นาโคก นาที่ลุ่ม ที่เรียกว่า นาท่ง และนาริมฝั่งหนอง เรียกว่า นาตีนน้ำ ทั้งนี้ชาวบ้านมักมีนาหลายๆ แบบเพื่อประกันว่า จะได้มีข้าวกินทั้งในยามน้ำมากและน้ำน้อย

 

เมื่อถึงหน้าแล้งน้ำจะลดระดับห่างออกไปกว่า ๒-๓ กิโลเมตร เกิดเป็นหาดสวยงามหลายๆ แห่ง ชาวบ้านที่อยู่รอบหนองหาร จะขูดดินเอียดหรือดินขี้ทา มาใช้สำหรับต้มเกลือ เพื่อไว้ทำปลาแดก ที่ได้จากปลาในหนองไว้กินในครัวเรือน แต่ละบ้านทำปลาแดกไว้เพียงพอกิน ปีละสองสามไหเท่านั้น ดอนกลางหนองที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ ก็สามารถนำวัวควายไปเลี้ยง หาเห็ดผึ้ง เห็ดปลวก เห็ดดิน หน่อไม้ป่า กลับมากินได้

 

แม้หนองหารจะเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่เริ่มสร้างประตูกั้นลำน้ำก่ำ ในสายตาของชาวบ้าน แต่ พ.ศ. ๒๕๓๖ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หนองหารวันนี้ ประสบภาวะวิกฤตอย่างเห็นได้ชัด จากที่กรมประมงสร้างประตูน้ำใหม่ที่ชื่อ ประตูสุรัสวดี สร้างคันดินกั้นน้ำ และอาคารรับน้ำอีกห้าแห่ง วัตถุประสงค์ที่ให้ไว้ก็เพื่อป้องกันน้ำท่วม ในพื้นที่ลุ่มรอบหนองหาร 

 

หน้าที่ของหนองหารแต่เดิมที่วางไว้เพื่อเพาะพันธุ์ และส่งเสริมการเลี้ยงปลาให้มากขึ้น และเพื่อทำการเกษตร ต่อมามีการใช้น้ำ เพื่อการประปาในตัวเมืองสกลนคร เมื่อชุมชนเมืองขยายตัวมากขึ้น ก็ใช้เป็นแหล่งรองรับน้ำเสียจากชุมชนโดยรอบ อีกทั้งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค ตามโครงการพัฒนาหนองหาร ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๗

 

ผลจากการ พัฒนา นับแต่ปี ๒๕๓๖ เป็นต้นมา รวมถึงการขยายตัวทั้งจำนวนประชากร และด้านกายภาพของชุมชนรอบหนองหาร ทำให้หนองหารวันนี้ เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงด้านนิเวศอย่างพลิกผัน 

 

การปิดประตูน้ำเพื่อเพิ่มระดับการกักเก็บน้ำ ที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตชุมชนรอบหนองหารกว่า ๓๒ แห่ง ทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินทำกินรอบหนองหาร ทั้งที่มีโฉนด และเอกสารสิทธิ์ต่างๆ เมื่อระดับน้ำขึ้นถึงที่ใด กรมประมงก็จะนำหลักเขตที่มีสัญลักษณ์เป็น หัวพญานาค ไปปักไว้ ทำให้พื้นที่อย่างเป็นทางการหนองหาร ขยายเพิ่มมากขึ้นจากเดิมราว ๔๘,๖๐๐ ไร่ มาเป็นราว ๗๗,๐๑๖ ไร่ 

 

 

ที่นาตีนน้ำของชาวบ้านหลายแห่ง ที่อยู่อาศัยกันมาหลายร้อยปี ถูกริบเป็นเขตของกรมประมง จนชาวบ้านท่าวัด ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่คู่กับหนองหาร มีโบราณวัตถุโบราณสถานมากมาย รวมถึงจารึกภาษาลาวที่เก่าที่สุดในอีสาน กล่าวว่า รัฐสร้าง หัวพญานาคลักเขต ที่ดินของชาวบ้าน บางคนสงสัยว่า เป็นการปิดเขื่อนเพื่อไล่ที่

 

ระดับน้ำที่คงที่ แม้จะมีน้ำมากแต่ก็เป็นน้ำนิ่ง การกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ทำให้น้ำในหนองหาร เน่า เกิดวัชพืชหนาแน่น เป็นดงลอยน้ำที่เรียกกันว่า ขี้สนม และมีผักตบชวามากมหาศาลที่กำจัดไม่หมด แม้จะมีเรือกำจัดอยู่สองลำ แต่ก็สู้กำลังไม่ไหว 

 

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ (นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๑๙๐ เดือนธันวาคม ๒๕๔๓

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ค. 2559, 10:38 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.