หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ย่านเก่าและชุมชนเมืองกรุงเทพมหานคร ต่อสู้การไล่รื้อชุมชนท่ามกลางกระแสท่องเที่ยวแบบหวนหาอดีต
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 27 เม.ย. 2559, 11:16 น.
เข้าชมแล้ว 9208 ครั้ง

 

วัดกัลยาณมิตรที่กำลังมีปัญหาในการไล่รื้อชุมชนในพื้นที่

 

ในระยะหลายปีหลังที่ผ่านมา เหตุการณ์ไล่รื้อชุมชนที่เคยเป็นย่านสำคัญของกรุงเทพมหานครปรากฏข่าวเป็นระยะๆ บางกรณีเป็นข่าวต่อเนื่องยาวนานและเกือบจะเกิดความรุนแรงจากการต่อต้านของคนในพื้นที่ก็หลายครั้ง เช่น เรื่องของบ้านครัว ชุมชนเก่าแก่ของชาวจามอาสา ย่านทอผ้าไหมชื่อดังในอดีต ชุมชนหลังป้อมมหากาฬ ย่านบ้านเก่า “ชานพระนคร” แห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ จนถึงการทุบตึกแถวบนที่ดินของวัดยานนาวาของชุมชนซอยหวั่งหลี ไล่ผู้อาศัยที่อยู่มากว่า ๓-๔ ชั่วคนออกไป ตามความประสงค์ของวัดที่กลายเป็นนิติบุคคล และปัจจุบันก็ไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากไปกว่าจัดตลาดนัดให้คนมาค้าขายชั่วคราว

               

ปัญหาของการไล่รื้อชุมชนในเมืองหลวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามมูลค่าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่ต่างๆ ตามราคาประเมินของการจัดผังเมืองและพื้นที่ประเมินทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ล่วงหน้า และแทบทุกพื้นที่ตัดทิ้งมูลค่าของผู้คนที่อยู่อาศัย อาชีพ วิถีชีวิตที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน แม้จะต่อเนื่องบ้างหรือไม่ต่อเนื่องเลยก็ตาม ในกรณีของผู้คนจากชนบทที่อพยพเข้ามาทำมาหากินในเมือง เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของเมืองใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ไม่มีการคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้แต่อย่างไร

               

คนในเมืองและย่านต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่จึงกลายเป็นผู้รับเคราะห์กรรมของการจัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเมินโดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่กี่คน และการโยนหรือโอนพื้นที่สำคัญที่มีคุณค่าของเมืองหลวงเก่านี้ให้กับองค์กรธุรกิจหรือนิติบุคคลที่เคยเป็นที่พึ่งพาโดยธรรมชาติแก่ชาวบ้านรอบๆ เช่น “วัด” องค์กรที่ดูแลพื้นที่สาธารณะที่เคยเป็นของหลวง ดังนั้นการตัดสินใจจึงเป็นไปเฉพาะประโยชน์ตนเสียมากจากบุคคลที่มีอำนาจการตัดสินใจในช่วงเวลานั้นๆ

               

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, สำนักพระคลังข้างที่, กรุงเทพมหานคร, วัดต่างๆ เจ้าของที่ดินตระกูลใหญ่ในราชสกุลบางกลุ่ม กลายเป็นกลุ่มที่มีบทบาทต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่การใช้สอยของเมืองกรุงเทพฯ ในยุคนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตย่านเก่าของเมืองหลวงที่ยังไม่มีกำหนดขอบเขตและนิยามให้ชัดเจน

               

ปัญหาเรื่องที่ดินหมักหมมไว้นาน โดยทั้งประเทศมีปัญหาเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ไม่ทันต่อความต้องการและการเปลี่ยนมือ ขณะที่องค์กรหน่วยงานที่อ้างสิทธิ์ในการครอบครองพื้นที่ออกประกาศพระราชกฤษฎีกาต่างๆ จนชาวบ้านจำนวนมหาศาลในประเทศนี้กลายเป็นผู้บุกรุกทั้งหมดโดยไม่มีการยกเว้น ทั้งผู้บุกรุกใหม่และผู้ที่อยู่อาศัยมาแต่เดิม ปัญหาการใช้งานที่ดินต่างๆ จึงกลายเป็นดินพอกหางหมู ยากที่จะสางแก้ไข

    

           ภาพเก่าของวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดเล่งเน่ยยี่ ที่เป็นย่านของชุมชนชาวจีนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ

 

การยึดแต่กฎหมายในการถือสิทธิ์นั้นขัดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างยิ่ง ยิ่งปรากฏกระบวนการใช้กฎหมายเข้าบีบบังคับกลุ่มชาวบ้านที่อยู่มาแต่เดิม ตึกอาคาร เจดีย์ที่ระลึกในวัด ตึกแถวที่เคยทำการค้า ย่านธุรกิจเก่าแก่ สร้างผลกระทบจนถึงขั้นทำลายรากฐานความเป็น “พระนคร” และ “เมืองหลวง” อันมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปีนี้อย่างชัดเจน

               

รากฐานของพระนครทางกายภาพนั้นกำลังถูกบ่อนทำลายไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันการสร้างกระแสอนุรักษ์  “ย่าน” “บ้านเก่า” “วัดวาอาราม” “วัง” “ตึกอาคารร้านค้า” ที่ผ่านมานั้น มีวิธีคิดที่ไม่ได้ล้ำลึกเข้าไปถึงปัญหาของผู้คนที่ยังมีการอยู่อาศัย บางกรณีเมื่อเห็นว่าดูออกจะรกรุงรัง แผนแม่บทเกาะรัตนโกสินทร์ในช่วงเวลาหนึ่งไม่สนใจจนถึงขั้นลบออกไปจากแผนที่อย่างง่ายๆ

               

สังคมในเมืองหลวงเก่าแก่แห่งนี้ถูกมองว่าผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ดั้งเดิมนั้นไม่มีความเป็น “ชุมชน” เหลืออยู่ แต่ถูกมองจากสภาพเสื่อมโทรมของอาคารต่างๆ ที่ถูกทิ้งไม่ได้ซ่อมแซมหรือบูรณะให้มีความสวยงามแก่สายตา เพราะคนเก่าๆ ตระกูลเก่าแก่ เจ้าของเดิมต่างขายทิ้งหรืออพยพโยกย้ายเมื่อกลายเป็นครอบครัวใหญ่ขึ้น หรือออกไปรับราชการ ทำมาหากินในพื้นที่อื่นๆ ตามการขยายตัวของเมืองที่กระจายออกไปทั่วทุกทิศ เกิดการเคลื่อนย้ายจนเมืองหรือชุมชนหรือย่านต่างๆ แทบไม่หลงเหลือผู้คนเดิมๆ ตั้งแต่เมื่อแรกสร้างอย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงมีชีวิตของชาวบ้านย่านเก่าต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่ แต่รวยรินจนแทบขาดช่วง และการ “มีอยู่” ก็เหมือนเป็นการหลบๆ ซ่อนๆ จากสายตาของผู้คน เพราะภาพของตึกอาคารสมัยใหม่บดบังไว้เสียสิ้น

 

พื้นที่ชุมชนวัดกัลยาณ์ที่ถูกไล่รื้อและพื้นที่ติดกับชุมชนถูกสร้างเป็นสถานีรถไฟฟ้า

               

นิยามของความเป็น “ชุมชน” ในเมือง โดยเฉพาะย่านเก่าแก่ควรแก่การอนุรักษ์ ไม่ใช่เพราะว่าเคยเป็นวัดหรือวัง แต่ต้องเห็นถึงความมีชีวิตและชีพจรที่ยังเต้นอยู่ของการค้า แม้แต่จะเป็นแบบดั้งเดิม แต่นี่คือเสน่ห์ที่หายากของ “ความเป็นย่านเก่า” ที่เมืองเก่าทั่วโลกพยายามเสาะรักษาไว้ แม้จะทำได้แบบมีชีวิตบ้าง หรือเหลือแต่ตึกเก่าที่ปรับปรุงใหม่บ้าง แต่นิยามดังกล่าวยังไม่ปรากฏในการอ้างอิงถึงอย่างชัดเจน เพราะนำไปเปรียบเทียบกับความเป็น “ชุมชน” ในชนบท ดังนั้นความกว้างขวางของนัยในเรื่อง “ชุมชน” [Communities] ที่บางแห่งไปไกลเกินกว่าทางกายภาพ เช่นชุมชนในเชิงจินตนาการกันแล้ว ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบถึงรูปแบบของปัญหาจากการไล่รื้อชุมชน ทรัพย์สินส่วนรวมของคนเมืองให้เป็นที่ยอมรับได้ เมื่อมีการนำปัญหาเหล่านี้ไปถึงศาลต่างๆ ในประเทศไทยปัจจุบัน

               

ในกระแสของการท่องเที่ยวที่ระบาดไปทั่วทุกหนแห่งของประเทศนี้ เมืองแบบกรุงเทพมหานคร เสนอการท่องเที่ยวแบบตลาดน้ำให้ชาวบ้านในหลายแห่ง บ้างกลางสวน บ้างกลางหมู่บ้านจัดสรร บ้างกลางเมืองไปแล้ว มีพื้นที่นำเสนอสิ่งที่เหลืออยู่ได้พอประมาณ แต่ก็กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวค้าขายเพื่อตอบสนองการท่องเที่ยวของคนเมืองในการรำลึกถึงอดีตอย่างชัดเจน แต่เป็นเพียงอดีตที่ไม่เห็นทางว่าจะย้อนกลับหรือปรับปรุงสร้างเงื่อนไขการอยู่อาศัยของผู้คนให้ดีขึ้นได้อย่างไร

               

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นทั้งย่านเก่าที่กลายเป็นย่านธุรกิจหลายๆ แห่งก็ปรับตัวรับมือ หาวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่การไล่รื้อแต่เพียงอย่างเดียว แต่พยายามปรับพื้นที่ไปพร้อมๆ กับให้ชาวบ้านที่ยังคงอยู่มีส่วนร่วม สร้างมูลค่าของพื้นที่ย่านเก่าให้กลายเป็นพื้นที่ชุมชนหรือย่านที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ตอบสนองความต้องการท่องเที่ยวของคนชั้นกลางในเมืองที่ยังรำลึกถึงความสุขในวัยเยาว์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังเป็นไปได้ไม่ถึงชั่วคนเสียด้วยซ้ำ

               

ความทรงจำในพื้นที่แห่งความสุขของคนที่มีรากเหง้าในความเป็นคนกรุงเทพฯ สร้างสุขและโอกาสในการแสวงหาข้อมูลความรู้เพื่อการท่องเที่ยวอย่างขนานใหญ่ แต่ไม่อาจตอบโจทย์ของ “การไล่รื้อ” จัดระเบียบเพื่อความสวยงามของวัดต่างๆ ขององค์กรเพื่อดูแลผลประโยชน์แบบนิติบุคคลบางแห่งไว้ได้

 

การท่องเที่ยวในย่านเก่า ตลาดเก่า แม่น้ำลำคลอง กลายเป็นกระแสนิยมของการท่องเที่ยวในรูปแบบหวนหาอดีต 

 

น่าประหลาดที่กระแสการท่องเที่ยว ท่องวัด ชมวัง มุดรั้ว เดินตรอก ล่องคลอง ฯลฯ กำลังมีอยู่อย่างคึกคักไปพร้อมๆ กับการเผชิญปัญหาการฟ้องร้องไล่ที่ การฟ้องร้องเพื่อทุบทำลาย การบีบบังคับให้ชาวบ้านย้ายออกไปจากพื้นที่เพื่อจัดภูมิทัศน์ให้งดงามรองรับการท่องเที่ยวและความพอใจของพระของเจ้าหน้าที่บางส่วน

               

ความมีชีวิตของย่านเก่า ชุมชนเดิม ไม่สามารถมองเห็นได้จากนิทรรศการที่เน้นแต่นำเสนอรูปแบบ เช่น “วิถีไทย” ในการจัดแสดง หรือเห็นเพียงวัด วัง การเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สร้างภาพเพื่อขายแก่การท่องเที่ยวได้อย่างหวือหวา ทั้งกรณีนิทรรศน์รัตนโกสินทร์จนถึงพิพิธภัณฑ์สยามที่ท่าเตียน ทั้งสองแห่งอยู่ในย่านเก่าที่นิทรรศการภายในไม่ได้แสดงให้เห็นคนที่มีลมหายใจในปัจจุบันว่ากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดบ้างและอย่างไร

               

การต่อสู้ดิ้นรนของผู้คนกลุ่มหนึ่งในการรักษาพื้นที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินส่วนรวม [Common Property] ที่มีมาอย่างยาวนาน กับการชื่นชมและสัมผัสถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวที่นำไปสู่การหวนไห้อาลัยอดีตที่กำลังเป็นที่นิยมกันในเมืองเก่า โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนั้นจะมีทางบรรจบกันอย่างไร หรือเพราะทุกวันนี้เป็นยุคสมัยแห่งความพึงใจในปัญหาใครปัญหามัน หากเช่นนี้จะดูไม่แปลกแยกยอกย้อนต่อประเด็นการพัฒนาเมืองที่ควรจะเป็นและควรทำกันไปหน่อยหรือ

               

หรือเราจะเดินตามนโยบายการท่องเที่ยวแบบที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนไว้ในบทความหนึ่งว่า

“อนิจจาสยามประเทศ ร่ำรวยในวัฒนธรรมเพื่อขาย แต่ล้มละลายในชีวิตวัฒนธรรม”

                                                                                                                                                         

ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๕ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๕)

 

อัพเดทล่าสุด 7 มี.ค. 2561, 11:16 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.