หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ใบชากับชีวิตปกากะญอบ้านห้วยหินลาดใน
บทความโดย ปาริสุทธิ์ เลิศคชาธาร
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.ย. 2546, 10:11 น.
เข้าชมแล้ว 3839 ครั้ง

 

 

ต้นเมี่ยงในสวนเมี่ยงบนดอยสูง ที่อยู่ปะปนกับต้นไม้นานาพรรณ 

 

ตามเส้นทางถนนที่ตัดผ่านขุนเขาจากอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ไปยังอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ราว ๑๙ กิโลเมตรบนทางลาดยางและแยกเข้าถนนธรรมชาติสายเล็กๆ อีก ๒ กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านห้วยหินลาดใน ในตำบลบ้านโป่ง ซึ่งเป็นชุมชนปกากะญอขนาดเล็กราว ๒๐ หลังคาเรือน ซุกตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขาและป่าทึบ มีลำห้วยหินลาดอันใสเย็นไหลผ่านหมู่บ้านและมีระบบประปาภูเขา ด้วยเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า หากชุมชนปกากะญออยู่อาศัยร่วมกับป่าผืนใด ป่าผืนนั้นย่อมอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนระบบนิเวศก็เป็นไปอย่างสมดุล ดังที่ปกากะญอส่วนใหญ่มักกล่าวอยู่เสมอว่า ได้กินจากป่าก็ต้องรักษาป่า ได้กินจากน้ำก็ต้องรักษาน้ำ หมู่บ้านห้วยหินลาดในก็เป็นเยี่ยงนี้ด้วยเช่นกัน

 

คุณสะเน๊าะและคุณสะแน๊ะ ผู้นำหมู่บ้านห้วยหินลาดใน ได้เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีมีชาวปกากะญอจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่มาตั้งรกรากที่หมู่บ้านแห่งนี้ราว ๑๐ ครอบครัว เมื่อกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว หรือราว ๔ ชั่วอายุคน ต่อมาประชากรเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีคนในหมู่บ้านแยกตัวออกไปตั้งชุมชนห้วยหินลาดนอกเพื่อบุกเบิกการทำไร่ แต่ก็ยังพึ่งพิงป่าในการดำรงชีพดังเดิม

 

พื้นที่บริเวณหมู่บ้านห้วยหินลาดใน มีต้นชาหรือต้นเมี่ยงขึ้นอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ ประกอบกับการขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น ชาวบ้านจึงมีรายได้หลักจากการเก็บใบชาสดและใบชาตากและคั่วแห้งส่งขายภายนอก แต่ก่อนนี้จะนำใบชาไปส่งที่ไร่ชาระมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ม้าต่างบรรทุกไป แต่ต่อมาถูกผู้ไม่ประสงค์ดีกลั่นแกล้งโดยการเอาใบไม้อื่นๆ ผสมลงไป ทางไร่ชาระมิงจึงหยุดการสั่งซื้อ ในปัจจุบันจะส่งขายที่แม่ขะจานและแม่สรวย

 

ชาวบ้านสามารถเก็บใบชาได้ถึงวันละ ๑-๒ ตัน ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่เก็บใบชาได้มากที่สุด ราคาของใบยอดซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่มีคุณภาพที่สุดตกกิโลกรัมละ ๘-๙ บาทซึ่งเป็นราคาที่ออกจากหมู่บ้าน ส่วนใบชาแก่หรือใบชาส่วนอื่นๆ สามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายใบชาตลอดทั้งปีราว ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท ต่อครอบครัว และเมื่อสมัยก่อนก็เคยนำใบชาไปแลกข้าวที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

 

ชาเป็นพันธุ์ไม้พุ่มและไม้ยืนต้นขนาดกลางและมีหลายพันธุ์ การปลูกชาในที่สูงจะได้ใบชาที่มีรสชาติ ต้นชาชอบดินที่มีความชื้นสูงแต่ระบายน้ำได้ดี อันตรงกับสภาพภูมิประเทศและอากาศของหมู่บ้านห้วยหินลาดใน ซึ่งความชุ่มชื้นของดินล้วนมาจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าบริเวณหมู่บ้าน ต้นชาที่ขึ้นเองท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์และการปลูกขยายพันธุ์อย่างเหมาะสมเหล่านี้ ทำให้ได้ใบชาที่สะอาดและหอมกรุ่น

 

ต้องเก็บใบส่วนยอดเพียงสามใบ แล้วนำมาตากแห้ง

 

กระบวนการทำใบชาแห้งเพื่อนำมาเป็นเครื่องดื่มของชาวบ้านก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือและเทคโนโลยีราคาแพง เพียงแต่นำใบชาสดมาตากแห้งเพื่อลดความชื้น จากนั้นนำไปคั่วเล็กน้อยก่อนที่จะนำไปโม่หรือนวดเพื่อย่อยใบ และเพื่อให้เซลล์ใบแตก ให้สารต่างๆ ภายในเซลล์ออกมาทำปฏิกิริยา (ตามหลักวิทยาศาสตร์) และจะทำให้ใบชาม้วนตัวสวยงาม จากนั้นนำไปตากและคั่วอีกครั้งโดยต้องพลิกหรือคนใบชาตลอดเวลา กลิ่นใบชาแห้งคั่วจึงหอมตลบอบอวลอยู่ในโรงคั่วและโรงโม่ที่สร้างจากฝาฟากหลังคามุงหญ้า เท่านี้ก็เสร็จกระบวนการ เมื่อนำใบชาแห้งเพียงเล็กน้อยมาชงกับน้ำร้อนจัดก็ย่อมได้น้ำชาหรือ นอเม้อที ที่หอมนุ่มชุ่มคอผสมกลิ่นอายแห่งป่าอันชื่นใจ บริสุทธิ์โดยปราศจากสารเคมีปรุงแต่งใดๆ

 

หากไปขอซื้อถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านจะนำใบชาที่ตากแห้งในขั้นตอนแรกมาผ่านกรรมวิธีต่างๆ ดังกล่าวให้เห็นกันเดี๋ยวนั้นเลย พร้อมทั้งยินดีอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้ฟังอย่างละเอียด และขายในราคามิตรภาพจริงๆ ในกิโลกรัมละ ๖๐ บาท (ลองนึกภาพใบชาแห้ง เบาๆ ที่หนัก ๑ กิโลกรัม จะได้ปริมาณมากมายแค่ไหน) รสชาติและคุณค่าชาธรรมชาติแท้ๆ นี้ ไม่ต่างอะไรจากใบชาราคาแพงหลายร้อยหรือนับพันบาท นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มประจำวันและใช้รับรองผู้มาเยือนด้วยไมตรีของปกากะญอที่นี่แล้ว น้ำชายังมีสรรพคุณทางยาอีกหลายประการ เช่น ลดอาการท้องร่วง ลดคอเลสเตอรอล บรรเทาโรคเบาหวาน แก้อาการเมาค้าง ฯลฯ

 

 

เมื่อจะนำไปชงดื่มเป็นน้ำชา ต้องนำมาคั่วให้ใบม้วนและสีเข้มขึ้น เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสชา

 

อย่างไรก็ตาม เราคงจะไม่ได้ลิ้มรสน้ำชาธรรมชาติจากป่าอันอุดมจากบริเวณหมู่บ้านห้วยหินลาดใน หากชาวบ้านไม่รวมตัวกันเพื่อทวงสิทธิความชอบธรรมในการอยู่อาศัยร่วมกับผืนป่าแห่งนี้ เนื่องจากใน พ.ศ. ๒๕๓๘ กรมป่าไม้ได้ประกาศให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติขุนแจ๋ ตามนโยบายดั้งเดิมของกรมฯ ว่า คนไม่สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ หรือ ชาวเขาเป็นตัวการใหญ่ในการทำลายป่า เป็นต้น ผู้นำชุมชนและชาวบ้านจึงได้ร่วมกันต่อสู้อย่างสันติด้วยเหตุผล ตลอดจนพิสูจน์ให้ทางการเห็นว่าพวกเขาสามารถจัดการและดูแลรักษาป่า ตลอดจนแก้ปัญหาได้ดีกว่า

 

ในที่สุดปกากะญอแห่งบ้านห้วยหินลาดในจึงปลอดภัยจากนโยบายที่ไม่เป็นธรรมของทางการ แต่จะได้นานแค่ไหนนั้น ไม่ทราบ ?

 

แม้ว่าจะมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการขายใบชาสดและแห้ง รวมทั้งหน่อไม้และน้ำผึ้งป่าแท้ๆ อีกเล็กน้อยที่เหลือจากการบริโภค ปกากะญอแห่งหมู่บ้านห้วยหินลาดในก็ยังคงทำไร่หมุนเวียนและพึ่งพาป่าเพียงเพื่อยังชีพเป็นหลัก ดังจะเห็นได้ว่าพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของหมู่บ้านมีเพียง ๒ ไร่เท่านั้น และใช้ระบบหมุนเวียน ๗ ปี ผลผลิตที่ได้จึงเพียงแค่พอกินในหมู่บ้านเท่านั้น และไม่คิดที่จะขยายพื้นที่ทำไร่อีก เพราะนั่นหมายถึงการบุกรุกและไม่เคารพป่า อย่างไรก็ตาม ไม่มีชาวบ้านคนใดออกไปรับจ้างภายนอกเลย อันแสดงให้เห็นถึงความพอใจในความเป็นอยู่ ความสามัคคี และความรักในผืนแผ่นดินอาศัย สมกับวิถีชีวิตที่เกื้อกูลกันระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาติของปกากะญอ ซึ่งมีความหมายว่า เราคือคน

 

ขอบขอบคุณ คุณปรีชา ศิริ (สะเน๊าะ) และคุณชัยประเสริฐ โพคะ (สะแน๊ะ) ผู้นำหมู่บ้านห้วยหินลาดใน ที่ได้กรุณาให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับหมู่บ้านนี้, กราบขอบพระคุณเจ้าอธิการบรรพต คัมภีโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส ตำบลเวียง อำเภอเวียงป่าเป้า และ ขอขอบคุณคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักวิชาการประจำมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

 

ปาริสุทธิ์ เลิศคชาธาร

สาขาการอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและชุมชน

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ. ๔๓ (กรกฎาคม–สิงหาคม ๒๕๔๖)

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 10:11 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.