หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ฤาสิ้นพรรษา สิมนี้จะสิ้นสูญ
บทความโดย สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2546, 11:35 น.
เข้าชมแล้ว 3418 ครั้ง

ฤาสิ้นพรรษา  สิมนี้จะสิ้นสูญ

                                                                                     

 

มีข่าวที่ฟังแล้วน่าใจหายแก่ผู้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอยู่ข่าวหนึ่ง ข่าวนั้นคือเมื่อสิ้นออกพรรษาปีนี้ จะมีการรื้อสิม (โบสถ์ : ภาษาอีสาน) เก่าแห่งหนึ่งลง เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของสิมกีดขวางผังบริเวณโดยรวมของวัด ซึ่งได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ไว้ในตำแหน่งอื่นเรียบร้อยแล้ว

 

สิมที่ว่านี้คือ สิมวัดชูประศาสนาราม อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

 

จากหนังสือสิมอีสานที่เขียนโดยอาจารย์วิโรจน์ ศรีสุโร ปรมาจารย์ทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานแห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (หน้า ๑๖๐-๑๖๓) ได้บันทึกไว้ว่า

 

“สิม หลังนี้สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยพระครูอดุลพัฒนาประสิทธิ์ อดีตเจ้าอาวาสเป็นผู้ออกแบบ โดยช่างไม้เอามาจากในเมืองสุรินทร์ ลูกมือผู้ช่วยเป็นชาวบ้านศรีตะวัน ...สิม นี้มีลักษณะแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ขนาดกว้าง ๕.๔๐ เมตร ยาว ๙.๖๐ เมตร ฐานแอวขัน (เอวขัณฑ์) สูง ๑.๗๐ เมตร หลังคาซ้อน ๓ ตับ ลดมุขหน้าหลัง มีช่อฟ้าบนสันหลังคา โหง่เหนือไก่ ลำยองนาคและหางหงส์ เป็นไม้แกะสลักครบถ้วนตามลักษณะศิลปะพื้นบ้าน (ปัจจุบันชำรุดหลุดหายไปบางส่วน) ผนังเป็นไม้ตีทับแนวทางนอนตลอดทั้ง ๔ ด้าน และเลยขึ้นไปตลอดหน้าบันทั้ง ๒ ด้าน ทรวดทรงค่อนข้างชะลูดสูง ประตูหน้าต่างเป็นบานเปิดคู่แบบลูกฟักซึ่งเป็นที่นิยมใช้ตามบ้านเรือนในสมัยนั้น วัสดุที่เป็นไม้ เสาใช้ไม้มะค่าแต้ เครื่องบนหลังคาใช้ไม้ตะเคียนและไม้ยาง ส่วนฐานก่ออิฐ โดยชาวบ้านขุดดินจากสระด้านทิศเหนือบริเวณกลางหมู่บ้านมาปั้นอิฐและเผาเอง หลังคามุงด้วยสังกะสีมาแต่เดิม สิมหลังนี้นับเป็นสิมทึบที่สร้างด้วยไม้อีกหลังหนึ่งของอีสานที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในอีสานส่วนอื่น ถึงแม้จะไม่มีศิลปะตกแต่งมากมายนัก แต่ก็นับได้ว่าเป็นรูปแบบที่น่าศึกษาอีกประเภทหนึ่ง..”

 

ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ สิมหลังนี้ได้ถูกขออนุญาตใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชีวประวัติของพระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงรูปหนึ่งแห่งภาคอีสาน เนื่องด้วยมีความเก่าแก่ร่วมสมัยกับช่วงเวลา และสามารถให้บรรยากาศที่น่าสนใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งบรรดาสถาปนิกน้อยๆ ที่เป็นผู้เลือกโลเกชั่นและร่วมงานกับกองถ่ายทำนี้ ได้กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลมาด้วยความรู้สึกเสียดาย แม้จะเพิ่งได้สัมผัสกับสิมนี้เป็นครั้งแรก และนั่นเป็นที่มาของประเด็นคำถามว่า

 

“แล้วประจักษ์พยานแห่งความสามัคคีกลมเกลียวกันของพระและชาวบ้านในอดีตที่ได้ร่วมแรงกันสร้างสิมหลังนี้ สมควรจะถูกรื้อถอนหายไปจากความทรงจำกระนั้นหรือ”

 

อันที่จริงทางออกที่ดีกว่าการรื้อ หากอาคารนั้นมีสภาพที่พอปรับปรุงได้ คือการเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอยจากภายใน อาทิ การทำเป็นห้องอ่านหนังสือ หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชน และหากตำแหน่งของอาคารกีดขวางผังบริเวณมาก ก็อาจชะลอย้ายไปตั้งในตำแหน่งใหม่ ที่พูดมาทั้งหมดฟังดูเหมือนง่าย แต่ต้องใช้ทุนมหาศาลเมื่อเทียบกับค่ารื้อถอน แต่เราจะวัดมูลค่าของอาคารเพียงเท่านี้หรือ...ลำพังเรี่ยวแรงและกำลังทรัพย์ของชาวบ้านอาจไม่เพียงพอ แต่หากทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าควรอนุรักษ์ไว้ ก็อาจทำเป็นโครงการเสนอของบประมาณผ่านหน่วยงานราชการ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก็น่าจะมีทางเป็นไปได้ หรือจะผ่านการขอทุนสนับสนุนจากผู้ประกอบการในพื้นที่ที่เห็นคุณค่าทางจิตใจก็คงพอไหว...มาช่วยทำอะไรในบ้านเมืองนี้กันบ้างดีไหม ก่อนที่อดีตของชุมชนจะถูกลบทิ้งไปง่ายๆ แบบนี้เพียงเพราะคำว่า “ไม่มีเงิน” คำเดียว...คิดดูให้ดี

 

 

สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว

 

สังสรรค์ทรรศนะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๔๐ (ม.ค.-ก.พ. ๒๕๔๖)

ภูมิวัฒนธรรม>ชีวิตวัฒนธรรม

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 11:35 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.