หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“ภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ไทยเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด จากการทำงานของศรีศักร วัลลิโภดม”
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ : มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 4 ก.พ. 2551, 11:02 น.
เข้าชมแล้ว 7249 ครั้ง

“ภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ไทยเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด

จากการทำงานของศรีศักร วัลลิโภดม” [1]

 

 

(บทความจากงานเสวนาวิชาการเพื่อเชิดชูเกียรติ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม เนื่องในโอกาสได้รับรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จัดโดยภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ )

 

อาจารย์ธงชัย วินิจกูล เขียนบทความเรื่อง The changing landscape of the past : new histories in Thailand since 1973 [Journal of Southeast Asian Studies. Vol 26: 1.,1995.] ซึ่งเป็นงานวิจัยเมื่อประมาณสิบกว่าปีมาแล้ว กล่าวถึงแนวคิดและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการศึกษาประวัติศาสตร์แบบ New Histories ตั้งแต่หลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นต้นมา บทความดังกล่าวของอาจารย์ธงชัยแสดงให้เห็นถึงวาทกรรมของประวัติศาสตร์นิพนธ์จากการเขียนประวัติศาสตร์แบบประเพณีที่เน้นเรื่องพระราชพงศาวดารและราชอาณาจักรซึ่งกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้อำนาจรัฐ มาเป็นการเขียนประวัติศาสตร์แบบใหม่ที่แยกได้สี่ประการ คือ ๑ ) ปฏิกริยาต่อต้านประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบประเพณี ๒ ) ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในสกุลมาร์กซิส ๓ ) ประวัติศาสตร์ยุคต้นที่ไม่เป็นแบบเส้นตรง และ ๔ ) ปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

 

ในวาทกรรมของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ทั้งสี่ประการ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นบุคคลท่านหนึ่งที่อาจารย์ธงชัยเขียนถึงผลงานและบทบาทในการเป็นนักวิชาการที่เป็นแรงผลักดันสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิธีการศึกษาเรื่องในอดีตและสังคมวัฒนธรรมของผู้คนที่อยู่นอกตำราและในกรอบของประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบเดิมๆ มาตั้งแต่เริ่มงานวิชาการที่คณะโบราณคดีเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว

 

ในประเด็นทั้งสี่ประการ จะเห็นว่าอาจารย์ศรีศักรมีบทบาทในการทำงานที่ชัดเจนและเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยกเว้นในเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในสกุลมาร์กซิส ซึ่งจะกล่าวถึงโดยสรุปจากการวิเคราะห์ของอาจารย์ธงชัย

 

แม้จะเป็นผู้ปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นพลังสำคัญในการผลักดันวิธีวิทยาและการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ในรูปแบบใหม่ แต่อาจารย์ธงชัยก็สรุปถึงอาจารย์ศรีศักรเมื่อสิบห้าปีที่ผ่านมาว่า “ถ้าความคิดเห็นของอาจารย์ศรีศักรไม่สามารถสร้างกระแสหรือกระตุ้นและไม่เป็นที่น่าสนใจในขณะนี้แล้วละก็ (เมื่อราวๆ สิบกว่าปีที่ผ่านมา) นั่นอาจหมายถึงความคิดต่างๆ ของอาจารย์กำลังกลายมาเป็นภูมิปัญญาแบบจารีต (ที่ล้าสมัย) ไปเสียแล้ว ”

 

ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานกับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมในช่วงสิบกว่าปีหลังมานี้ ให้ความสนใจกับคำกล่าวของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลดังกล่าว และบรรยากาศทางวิชาการแบบ Intellectual ในปัจจุบันที่สนใจวาทกรรมความคิดทางประวัติศาสตร์มากกว่าเนื้อหารายละเอียด ข้อสังเกตดังกล่าวน่าจะเห็นได้จากเมื่องานของอาจารย์ศรีศักรได้รับความสนใจจากกรรมการผู้ให้รางวัลระดับเอเชียจากต่างประเทศ (Fukuoka Asian Culture Prizes ครั้งที่ ๑๘ ประจำปี ๒๕๕๐ ) โดยให้เหตุผลว่าเป็นการสร้างแนวคิดใหม่ๆ ให้กับวงวิชาการอย่างสำคัญ แต่ปรากฏเป็นข่าวและมีความสนใจเล็กน้อยทั้งในวงวิชาการด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ในประเทศไทยรวมถึงชนชั้นกลางที่เคยใช้ประวัติศาสตร์ในการเคลื่อนไหวทางสังคมอยู่เสมอ

 

บทความนี้จึงเป็นการบอกเล่าเชิงสำรวจงานของนักวิชาการที่ถูกมองว่าเคยเป็นแรงผลักดันอันสำคัญแก่การเปลี่ยนแปลงในความคิดทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ทุกวันนี้พลังงานอันมหาศาลของการเป็นนักวิชาการถดถอยไปบ้างไหม อาจารย์ยังสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดแก่สังคมส่วนรวมได้หรือไม่ สภาพสังคมไทยในปัจจุบันไม่สนใจหรือพยายามเข้าใจความเป็นไปทางสังคมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตนเอง หรือว่างานในปัจจุบันของอาจารย์ศรีศักรกลายเป็นเรื่องล้าสมัยที่ถูกแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ๆ รื้อทำลายจนไม่มีประโยชน์ไปเสียแล้ว

 

ภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เริ่มต้นบทที่เกี่ยวกับ “การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์แบบก่อนประวัติศาสตร์” โดยการอธิบายถึงงานของอาจารย์ศรีศักรที่เริ่มจาก พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่ค่อยๆ มีอิทธิพลและเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์แบบจารีตอยู่หลายปี อาจารย์ธงชัยเขียนถึงงานของอาจารย์ศรีศักรว่า (อักษรตัวเอนจากบทความของอาจารย์ธงชัย )

 

“ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ อาจารย์ศรีศักรยืนยันการถกเถียงเรื่องสุโขทัยมีมาก่อนสุโขทัยและอยุธยา (อโยธยา) ที่มีมาก่อนอยุธยา อาจพูดได้ว่าเป็นการกล่าวถึงพื้นที่ในอดีตซึ่งขณะนี้คือประเทศไทยก่อนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยจริงๆ โดยไม่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาติ อาจารย์ศรีศักรเห็นว่าผู้คนและวัฒนธรรมในดินแดนที่เรียกว่าสยามมีความเป็นไทยไม่มากไม่น้อยกว่าไทยในทุกวันนี้ พวกเขาคือคนสยาม ไม่มีคำใดที่เรียกแบบเชื้อชาติที่อาจารย์พึงใจ นอกจากเชื้อชาติที่เป็นอยู่จริงๆ อาจารย์เน้นย้ำว่านี่คือประวัติศาสตร์ของ “สยามประเทศ” ซึ่งตรงกันข้ามกับประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาติ อาจารย์พยายามต่อต้านการค้นหาต้นกำเนิดของคนไทยในเรื่องเชื้อชาติ “ไท” ซึ่งเป็นประเด็นยอดนิยมตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ซึ่งเหมือนๆ กับทุกเชื้อชาติอาจารย์ศรีศักรกล่าวว่าคนไทยทุกวันนี้คือเชื้อชาติที่ผสมผสาน การพูดถึงชนชาติไท คือการเน้นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และความพยายามที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่เสียเวลา

 

 

แทนที่จะเป็นการศึกษาเรื่องการอพยพเคลื่อนย้าย อาจารย์ศรีศักรค้นหาอดีตโดยศึกษาเรื่องการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการในทุกส่วนที่เป็นประเทศไทยทุกวันนี้ มีการตั้งถิ่นฐานยุคแรกๆ อยู่มากมายและมีเมืองโบราณเป็นร้อยๆ แห่งก่อนศตวรรษที่ ๒๓ ในอีสานพื้นที่ซึ่งนักประวัติศาสตร์แทบทุกคนบอกว่าไม่มีประวัติศาสตร์จนกระทั่งเมื่อราวไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา การศึกษาของอาจารย์ศรีศักรกลับบอกว่าอีสานคือแหล่งอารยธรรมสำคัญที่สุดในภูมิภาค”

 

งานของอาจารย์ศรีศักรในระยะแรกๆ ให้เวลาไปกับการต้านประวัติศาสตร์แบบสกุลดำรงฯ มากกว่าอย่างอื่นและมีมาก่อนที่จะเกิดกระแสปฏิเสธการเขียนประวัติศาสตร์แบบหลวงวิจิตรวาทการและการต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรมจากบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในปี ๒๕๑๗ และปาฐกถาที่สมาคมประวัติศาสตร์ประจำปี ๒๕๒๒ เหตุดังกล่าวเป็นเพราะอาจารย์เป็นลูกศิษย์และลูกชายของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม หนึ่งในกลุ่มของข้าราชการรุ่นใหม่ในกรมศิลปากรที่ออกสำรวจเรียนรู้ภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ตำนานท้องถิ่น และโบราณสถานต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล รวมทั้งข้อบกพร่องของการเขียนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แบบพระราชพงศาวดารมาโดยตลอด อันเป็นฐานให้เกิดความคิดเชิงวิพากษ์และปฏิกิริยาต่อสายสกุลใหญ่ที่ครอบงำการเรียนรู้ที่คณะโบราณคดีจนถึงปัจจุบัน

 

  

 

“อดีตของคนสยามในความคิดของอาจารย์ศรีศักรนั้นไม่ใช่ทั้งเรื่องการอพยพเคลื่อนย้ายของชนชาติซึ่งมีบริบทของพื้นที่และเวลาในลักษณะ “ เป็นอื่น ” และไม่จัดลำดับเวลาให้เป็นไปในแนวเส้นตรงจากสุโขทัยจนถึงกรุงเทพฯ แต่หมายถึงกระบวนการวิวัฒนาการการสังสรรค์ของสังคมมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมจากยุคการตั้งถิ่นฐานแรกๆ ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์จนถึงชุมชนขนาดเล็กๆ เมือง หน่วยทางการเมือง และอาณาจักร จากสังคมหาอาหารป่าล่าสัตว์สู่สังคมเกษตรกรรมและการค้า จากระบบเครือญาติแบบง่ายๆ ไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ซับซ้อน และกระบวนการนี้เกิดขึ้นในสถานที่เป็นร้อยๆ แห่งในเวลาเดียวกัน อดีตของไทยนั้นมีความหลากหลายและเป็นพหุลักษณ์ตั้งแต่แรกเริ่มประวัติศาสตร์ หากเราจินตนาการถึงประวัติศาสตร์แบบประเพณีในแผนที่ก็คงเป็นแผนที่ทางการเมืองของรัฐไทยตามที่ผู้เขียนรวบรวมไว้ [Siam Mapped] แต่ในจินตนาการอดีตของอาจารย์ศรีศักรนั้น สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นชุดของแผนที่ทางกายภาพแบบประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงฝั่งทะเล แนวภูเขา หุบเขา ที่ราบสูง ผืนป่าทั้งแบบเดิมและที่ถูกตัดทำลาย ที่นา เมืองและคูน้ำคันดิน แม่น้ำ เส้นทางการค้า เหมือนกับภาพถ่ายทางอากาศที่ศรีศักรมักจะใช้ในการเริ่มต้นการนำเสนอเสมอ”

 

อาจารย์ธงชัยพุ่งตรงประเด็นสำคัญในการมีคุณูปการของอาจารย์ศรีศักรต่อการศึกษาอดีตของไทย โดยการตั้งข้อสังเกตเรื่องวิธีคิดอย่างไม่เป็นแนวเส้นตรงหรือการศึกษาประวัติศาสตร์ในแนววิวัฒนาการซึ่งกลายเป็นการอธิบายเหตุการณ์ทางประวัติตามช่วงลำดับเวลาที่คนไทยคุ้นเคยสำหรับแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในชั้นเรียน แต่อธิบายจากหลักฐานโดยการสำรวจว่ามีชุมชนหมู่บ้านและบ้านเมืองจำนวนมากอยู่ทั่วไปในลักษณะพหุลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม

 

วิธีการศึกษาและเก็บรวบรวมหลักฐานแบบออกไปดูนอกมหาวิทยาลัยของอาจารย์ศรีศักรนี่เองที่เข้าตาอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านที่โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัยคอร์แนล เชิญอาจารย์ศรีศักรไปเป็นอาจารย์รับเชิญบรรยายเรื่องเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ ๒๕๒๓ เช่น อาจารย์ Wolter เห็นด้วยกับข้อมูลหลักฐานของอาจารย์ศรีศักรและเสนอรูปแบบของรัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็นแบบ Mandala ความสัมพันธ์ของบ้านเมืองที่เชื่อมโยงกันในระบบเครือญาติหรือ Cognatic Relationship ส่วนหนึ่งก็ได้ให้เครดิตต่องานของอาจารย์ศรีศักรเพื่อสนับสนุนวิธีคิดดังกล่าว (ดูงานเรื่อง History, Culture, and Region in Southeast Asian Perspectives ของ O.W.Wolters ฉบับปี ๑๙๘๒ และ ๑๙๙๙ )

 

“ในฐานะที่เป็นนักมานุษยวิทยาโบราณคดี อาจารย์ศรีศักรใช้วิธีการศึกษาแบบ “ติดดิน” การบรรยายของอาจารย์จะเริ่มจากสภาพภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ และการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ อาจารย์ศรีศักรเป็นคนแรกๆ ที่ต่อสู้เพื่อจะใช้ตำนานซึ่งเป็นการเล่าเรื่องสืบทอดตามประเพณีในฐานะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลังจากหลายปีแห่งการกดดัน ก็มีผลตามมา อิทธิพลแนวคิดซึ่งเติบโตจากแนวคิดของอาจารย์ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ก็โดยปราศจากโอกาสที่จะสร้างกระแสหรือสร้างเป็น “สำนัก” อย่างแจ่มชัด ”

 

ความโดดเด่นในงานของอาจารย์ศรีศักรคือการออกไปคลุกคลีอยู่กับข้อมูลในท้องถิ่นต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ด้วยการฝึกฝนการจดจำแบบที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำและการอ่านหนังสือจำนวนมากอย่างรวดเร็ว หลังจากออกไปศึกษาท้องถิ่นร่วมกับกลุ่มนักศึกษาแล้วกลับมาเขียนบทความเผยแพร่ลงพิมพ์ในหนังสือต่างๆ ตั้งข้อสังเกตที่ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเกิดการถกเถียงและกลายเป็นความงอกงามในการจัดสัมมนาติดตามมา

 

 

สิ่งที่อาจารย์ศรีศักรเน้นจากอดีตจนกระทั่งปัจจุบันก็คือ อาจารย์ไม่ยินยอมที่จะสร้าง “สำนักเรียน” เพราะเคยกล่าวอยู่หลายครั้งว่า สิ่งเหล่านี้จะไม่ส่งเสริมให้เกิดนักวิชาการรุ่นใหม่ที่เป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง เมื่ออาจารย์ไม่เคยมีกรอบอาจารย์ศรีศักรก็ไม่ต้องการให้คนอื่นๆ ติดกรอบด้วยเช่นกัน ดังนั้น คนที่ร่ำเรียนและทำงานกับอาจารย์ศรีศักรจึงสามารถถกเถียง เรียนรู้ ตอบโต้กับความคิดและจินตนาการกับอาจารย์ศรีศักรได้เสมอ และสามารถจะมีชีวิตทางวิชาการที่เป็นอิสระได้ตามศักยภาพเท่าที่ตนเองจะทำได้

 

“แต่ที่จริงแล้ว อาจารย์ศรีศักรมีที่รองรับแนวคิดของเขานอกสถาบันได้อย่างดีเยี่ยมเป็นระยะเวลายาวนาน อาจารย์มีเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการเผยแพรมากกว่าคนอื่นๆ อย่างแรก อาจารย์ศรีศักรเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นบรรณาธิการหนึ่งในสองหนังสือที่เป็นวารสารทางการศึกษาประวัติศาสตร์ยอดนิยม คือ วารสารเมืองโบราณ ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๑๗ และไม่เป็นที่ปกปิดว่าความคิดของเขามีอิทธิพลต่อ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าก่อตั้งในปี ๒๕๒๓

 

บทความต่างๆ ที่ปรากฏในวารสารเมืองโบราณ เช่น การศึกษาสำรวจในอีสาน งานเขียนของพ่อผู้บุกเบิกและสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อคุณค่าของตำนาน รายงานจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องการสำรวจและขุดค้นเมืองโบราณและแหล่งประวัติศาสตร์ตลอดทั่วประเทศไทย

 

ส่วนงานที่ทำให้นิตยสารศิลปวัฒนธรรมโด่งดังคือ “สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแรก” และอยุธยาก่อนสมัยอยุธยา บรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม สุจิตต์ วงศ์เทศผู้ทำงานใกล้ชิดตั้งแต่ชมรมศึกษาวัฒนธรรมและโบราณคดีในมหาวิทยาลัยศิลปากร สุจิตต์ วงษ์เทศเป็นผู้มั่นคงในการเผยแพร่แนวคิดของอาจารย์ศรีศักร”

 

 

สื่อทางวิชาการและกึ่งวิชาการที่ยังมีบทบาททางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีอยู่จนถึงปัจจุบันคือวารสารเมืองโบราณและนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ช่องทางเหล่านี้ได้ผู้มีฝีมือ เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่เข้าใจฐานความคิดของคนทั่วไปซึ่งไม่จำกัดตัวเองอยู่แต่แวดวงนักวิชาการโดยอาชีพและมีฐานความรู้อันกว้างขวางของตนเอง

 

การเป็นบรรณาธิการผู้มีอิทธิพลและความสามารถจึงสร้างนักวิชาการอย่างอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์หรืออาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ให้กลายเป็นบุคคลสาธารณะและเป็นนักวิชาการยอดนิยมไปพร้อมกัน นับว่าเป็นความลงตัวของสื่อและบทบาทของนักวิชาการที่มาพบกันอย่างพอดีและมีแรงผลักดันทางบวกต่อสังคมไทยได้อย่างมากมายและยาวนาน

 

“ความสืบเนื่องของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ”

จากประวัติศาสตร์ - โบราณคดีถึงประวัติศาสตร์สังคม งานในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา

อาจารย์ธงชัยกล่าวว่าความสนใจที่เพิ่มขึ้นเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือผลลัพธ์ของมุมมองต่อประวัติศาสตร์ของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งเป็นหนทางเพื่อจะสร้างภาพของรัฐแบบไม่รวมศูนย์หรือเป็นประวัติศาสตร์แบบไม่เป็นเส้นตรง สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดของวิชาการทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลิตผลจากการทำงานร่วมกันในการออกเดินทางสำรวจทั่วราชอาณาจักรทุกอาทิตย์หรือทุกเดือนเป็นเวลาหลายๆ ปีของกองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ธิดา สาระยา และอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะผู้ล่วงลับ การติดตามงานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีโดยการออกเดินทางสำรวจเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ การเขียนเผยแพร่แนวคิดและข้อมูลเหล่านั้น ตลอดจนการใช้เวลาพูดคุยถกเถียงประเด็นทางวิชาการต่างๆ น่าจะทำให้เมืองโบราณกลายเป็นแหล่งฐานข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเรื่องราวของท้องถิ่นที่สำคัญแห่งหนึ่งในอนาคต

 

“นักวิชาการที่มีพื้นฐานทางวิชาการซึ่งได้รับคุณูปการจากอาจารย์ศรีศักรมาก มีอาจารย์ธิดา สาระยารวมอยู่ด้วย โดยอาจารย์ธิดาถือเป็นนักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงด้วยตัวของตัวเอง และผลงานของอาจารย์ธิดายังส่งอิทธิพลไม่น้อยไปว่าอาจารย์ศรีศักร อาจารย์ธิดาเป็นแรงผลักดันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสนใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แต่งานที่ดีที่สุดของอาจารย์ธิดานั้นเกี่ยวกับรัฐโบราณหรือเมืองในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ..

 

การสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่จัดขึ้นมากมายตามสถาบันการศึกษาทั่วประเทศใช้รูปแบบคล้ายคลึงกัน โดยการใช้แนวคิดเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของอาจารย์ศรีศักร หรือการใช้ตำนานประวัติศาสตร์จากความทรงจำของอาจารย์ธิดาที่เรียกว่าประวัติศาสตร์จากภายใน ในขณะที่แนวคิดของทั้งสองท่านคือการเรียกร้องให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ไม่เน้นศูนย์กลางแต่ก็ไม่เน้นความเป็นท้องถิ่นนิยม แต่กระบวนการสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก็ได้สร้างกระแสที่อาจารย์ธงชัยให้ความเห็นว่า “ผู้มีส่วนร่วมในท้องถิ่นระดับผู้รู้ในภูมิปัญญา การศึกษาท้องถิ่นไม่เป็นเพียงการทำลายการเล่าเรื่องแบบศูนย์กลาง แต่ยังเป็นการฟื้นอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกอดีตมากกว่า จนกลายเป็นเรื่องของการหวนหาอดีตแบบ Nostalgia เพื่อการบริโภค เพราะอดีตถูกทำให้เป็นสิ่งของ เป็นวัตถุ และอยู่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อการค้า เช่น ข้อมูลสำเร็จรูปสำหรับสื่อ เทศกาลที่สร้างขึ้นมาใหม่ในอุทยานประวัติศาสตร์สำหรับนักท่องเที่ยว กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือการจัดประชุมเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสำหรับการบริโภคของนักวิชาการ การศึกษาเหล่านี้จะไม่เป็นการทำงานเพื่อนำไปสู่การศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง เป็นแต่เพียงเติมเต็มสร้างความหวลหาอดีตให้ยาวนานขึ้นเพื่อสร้างผลกำไร”

 

การศึกษาท้องถิ่นของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมจากบทความของอาจารย์ธงชัยจบลงเพียงนั้น กว่าสิบปีที่ผ่านมากระบวนการศึกษาท้องถิ่นก้าวไปสู่ทางใดในแง่มุมของอาจารย์ศรีศักร

 

 

งานของอาจารย์ศรีศักรในช่วงหลังๆ นี้ปรับเปลี่ยนไปอีกขั้นโดยมีฐานของความสืบเนื่องที่อาจารย์เป็นแรงผลักดันในเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั่วประเทศมาก่อน การศึกษาของอาจารย์ศรีศักรกว่าครึ่งชีวิตเน้นไปในเรื่องประเด็นความท้าทายในความคิดใหม่ๆ ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่อาจารย์เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ - โบราณคดี” และเมื่ออาจารย์ไปเรียนรู้ศึกษาอ่านตำราทางมานุษยวิทยาในระดับปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลียมาราวห้าปี ความรู้ทางโบราณคดีมานุษยวิทยาจึงกลายเป็นจุดเด่นของงานอาจารย์ศรีศักรไปในที่สุด ความเป็นนักวิชาการที่สามารถผสมผสานทฤษฎีและข้อมูลให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน โดยพูดออกจากปากนักวิชาการแบบติดดินที่พูดภาษาวิชาการให้เป็นเรื่องง่ายและย่อยได้สำหรับคนทั่วไปทำให้งานของอาจารย์ศรีศักรก้าวข้ามไปอีกขั้นหนึ่งในปัจจุบัน นั่นคืองาน “ประวัติศาสตร์สังคม”

 

ในความหมายของอาจารย์ศรีศักร ประวัติศาสตร์สังคมคือสิ่งที่มนุษย์ที่อยู่ในสังคมหนึ่งๆ สามารถจดจำได้ เป็นประวัติศาสตร์ชนิดที่อาจจะเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์จากภายใน หรือประวัติศาสตร์แบบอัตชีวประวัติ หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เน้นโครงสร้างทางสังคมและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกปลอมของนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาชุมชนและสังคมและอรรถาธิบายสังคมหนึ่งๆ ในลักษณะแบบชาติพันธุ์วรรณนา

 

ราว พ.ศ.๒๕๓๔ โครงการประตูระบายปากน้ำสงครามต้องการความคิดเห็นของนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเพื่อประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อาจารย์ศรีศักรก้าวเข้ามาสู่งานวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบที่ต่อมากลายเป็นแรงผลักดันให้นักวิชาการและนักศึกษาในท้องถิ่นเริ่มสนใจจริงจังในการศึกษาชุมชนชาวประมงน้ำจืดที่แม่น้ำสงคราม โครงการครั้งนั้นสร้างกระแสตื่นตัวเรื่องผลกระทบต่อชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนรวมทั้งความหมายทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อท้องถิ่นนั้นๆ จนกระทั่งปัจจุบัน กระบวนการต่อต้านประตูน้ำที่แม่น้ำสงครามกลายเป็นความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างเข้มแข็ง ชาวบ้านยืนหยัดในสิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ และแม่น้ำสงคราม กลายเป็นแม่น้ำแห่งเดียวในอีสานที่ไม่มีประตูระบายน้ำ ปลาจากแม่น้ำโขงและอาชีพชาวประมงยังยั่งยืน พูดกันว่า ชาวประมงแม่น้ำสงครามจับปลาวันเดียวในช่วงน้ำลงได้มากเท่ากับชาวประมงที่บึงโขงหลงจับปลาได้ทั้งปี

 

นอกจากนั้น อาจารย์ศรีศักรยังชักชวนนักวิชาการสำคัญหลายท่านมาร่วมสัมมนา เปิดพื้นที่ในเรื่องการวิจัยท้องถิ่น โดยเฉพาะกรณีเขื่อนปากมูลที่มีความร่วมมือจากนักวิชาการที่เริ่มปลีกตัวจากเฉพาะงานวิจัยทางวิชาการอย่างเดียวมาสนใจในปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์ชยันต์ วรรธนะภูติ ความสำคัญของการศึกษาท้องถิ่นนี้ได้ถูกผลักดันในหลายองค์กร เช่น งานวิจัยไทบ้านขององค์กรพัฒนาเอกชนหลายพื้นที่ ที่นำเอาความรู้โดยเฉพาะเรื่องปลาท้องถิ่นมานำเสนอโดยชาวบ้าน งานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยที่แยกออกมาเป็นสำนักงานภาค ใช้ฐานของการแบ่งพื้นที่เพื่อทำวิจัยและพัฒนาประเด็นปัญหาในการทำงานในด้านต่างๆ แต่ก็อยู่ในกรอบความคิดแบบท้องถิ่นและยังดำเนินการปรับเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเข้าในเรื่องความเป็นชุมชน และความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น

 

การผลักดันของอาจารย์ศรีศักรอย่างสำคัญคือ การสนับสนุนให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัยท้องถิ่นด้วยตัวของตัวเอง เพราะจะเข้าใจความรู้ความคิดที่อยู่ภายในได้ดีกว่านักวิชาการซึ่งไม่มีเวลาทำความรู้จักได้อย่างเท่าเทียม แต่ต้องมีเครื่องมือที่อาจารย์ตัดทอนวิธีการศึกษาแบบชาติพันธ์วรรณนาอย่างง่ายๆ เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างสังคมและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดแก่ชุมชนของตนเองได้อย่างลุ่มลึกมากขึ้น พื้นฐานเหล่านี้นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้เรื่องท้องถิ่นทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ระบบนิเวศน์ ความสัมพันธ์ทางสังคม ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงและอีกมากมายที่จะทำให้ผู้คนในพื้นที่เข้าใจสังคมของตนเองและนำเสนอ สืบทอด ผลักดันหากเกิดปัญหาในท้องถิ่นให้กลายเป็นความร่วมมือที่ชัดเจนมากขึ้นได้

 

ในขณะเดียวกัน อาจารย์ศรีศักรเป็นแรงสนับสนุนและผลักดันเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นอย่างสูง ปี ๒๕๓๘ หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มอญและพิพิธภัณฑ์จันเสนซึ่งเน้นการจัดแสดงความสำคัญในเรื่องก่อนประวัติศาสตร์และชุมชนริมทางรถไฟ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์แห่งเมืองโบราณเป็นฝ่ายสนับสนุนให้อาจารย์ศรีศักรทำงานอะไรก็ได้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในนามของมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ (ที่ต่อมาคือมูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ ) อาจารย์ศรีศักรกับมูลนิธิฯ และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจึงกลายเป็นผู้ที่ทำงานเพื่อขยับขยายแนวคิดและการทำงานศึกษาท้องถิ่นเพื่อจัดแสดงประวัติศาสตร์ของชาวบ้านธรรมดาๆ ให้เป็นรูปธรรมอย่างแพร่หลาย หลังจากที่งานประชุมสัมมนาทางวิชาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นเพียงเอกสารและความเคลื่อนไหวที่หยุดนิ่งไปแล้ว

 

 

การทำงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต้องใช้ความพร้อมของชาวบ้าน ทุนสนับสนุนจำนวนมาก และผู้นำที่เห็นประโยชน์ของการทำงานเช่นนี้ งานพิพิธภัณฑ์จึงกลายเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญในปัจจุบันและจะสำคัญยิ่งขึ้นในอนาคตหากหน่วยงานปกครองท้องถิ่นเข้ามาจัดการจนกลายเป็นงานหลักที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบ แนวคิด อุดมการณ์ให้กลายสภาพเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เข้มข้นและพื้นที่ของผลประโยชน์ช่องทางใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต

 

การศึกษาท้องถิ่นของอาจารย์ศรีศักรดังกล่าวใช้แนวคิดทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างผสมผสานกัน แม้จะหันมาให้ความสนใจในประเด็นทางสังคมมากขึ้นแต่การสำรวจการค้นคว้าทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้หยุดลง หากมีโอกาสไปเดินทางสำรวจทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเข้าไปเป็นที่ปรึกษางานทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ การสัมมนาต่างๆ ทำให้ชีวิตทางวิชาการของอาจารย์ศรีศักรไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กลับทันสมัย กระฉับกระเชง กระตือรือร้น โดยเฉพาะประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทยที่เกี่ยวโยงกับแนวทางวิเคราะห์แบบมานุษยวิทยาสังคม ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ การนำเที่ยว การเป็นที่ปรึกษาในปัญหาสำคัญ เช่น กรณีสามจังหวัดภาคใต้ กล่าวได้ว่าอาจารย์ศรีศักรใช้ฐานแนวคิดแบบประวัติศาสตร์สังคมและมานุษยวิทยาสังคมอธิบายสังคมไทยได้อย่างเห็นภาพและเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไป

 

นักวิชาการในยุคใหม่ทุกวันนี้มีประเพณีน่าสนใจทางวิชาการอย่างหนึ่งซึ่งพอจะจับกระแสและวิธีการนำเสนอได้ในหลายๆ เวทีสัมมนา ต้องรื้อทำลายของเดิมก่อนจะนำเสนอผลงานตัวเองหรือรื้อทำลายของเดิมแต่ไม่นำเสนอผลงานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจจะเนื่องมาจากบรรยากาศทางวิชาการแบบต่างประเทศที่ได้ส่งอิทธิพลต่อการแสดงออกของนักวิชาการไทย สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปมปัญหาภายในใจของความอึดอัดจากการมีฐานข้อมูลหรือการทำงานน้อยอย่างไม่อดทน จนไม่สามารถทนได้กับวิธีการนำเสนอ การศึกษาของคนรุ่นก่อนหน้า

 

อาจารย์ศรีศักร จัดเป็นนักวิชาการแบบล้าสมัยในสายตาของนักวิชาการทางสังคมวิทยา - มานุษยวิทยา เป็นคนหัวดื้อที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์แบบรุนแรงในสายตาของนักวิชาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ แต่ฐานของชีวิตที่มีข้อมูลอันมากมายมหาศาล ความทรงจำที่คมชัด ความคิดใหม่ๆ ที่มีทุกวัน ความอ่อนน้อมต่อผู้มาก่อนด้วยความนับถืออย่างชัดเจน การไม่เข้าข้างสิ่งที่ผิดหรือรังแกผู้ด้อยโอกาสที่อาจารย์ให้ความใส่ใจ กลายเป็นงานและชีวิตในช่วงสิบกว่าปีหลังที่อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลยังไม่ได้เขียนถึง พลังงานอันมากมายของนักวิชาการผู้นี้กลายเป็นแรงบันดาลใจอันหลากหลายต่อผู้คนนอกมหาวิทยาลัย ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ได้รับโอกาสและช่องทางการนำเสนอปัญหาและความเป็นตัวตนของท้องถิ่นตัวเอง

 

สิ่งเหล่านี้อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ยังทำอยู่ทุกวันและอาจจะทำมากขึ้นกว่าเดิม ผลของการทำงานเหล่านี้จะกลายเป็นอนาคตที่พวกเราจะต้องมาร่วมพูดคุยกันอีกที

 

 


[1] ประโยคดังกล่าวนำมาจากบทความเรื่อง The changing landscape of the past : new histories in Thailand since 1973 ของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล

อัพเดทล่าสุด 15 ธ.ค. 2560, 11:02 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.