หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สนทนาทัศนะนอกรีต : ทำไมต้องศึกษาเรื่องท้องถิ่น
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 3 ก.พ. 2559, 16:53 น.
เข้าชมแล้ว 3478 ครั้ง

สนทนาทัศนะนอกรีต

เรื่อง ทำไมต้องศึกษาเรื่องท้องถิ่น

เมื่อวันศุกร์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๐ ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า (ถอดเทป)

 

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

                ในวันนี้จะมีผู้ทรงคุณวุฒิมาพูดเกี่ยวกับเรื่องของท้องถิ่น จึงมีหลายคนที่ให้ความสนใจเป็นอย่างสูง วันนี้นอกจากเรื่องของท้องถิ่นแล้ว ก็เป็นโอกาสที่อาจารย์ศรีศักรได้รับรางวัล และในเรื่องของการทำงานของอาจารย์ตลอดมา อาจารย์ได้เน้นในเรื่องของการทำงานด้านท้องถิ่น

 

                คงจะไม่ให้เสียเวลานาน ดิฉันจะให้คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ ผู้ดำเนินการสนทนาในวันนี้ และจะพูดเกี่ยวกับเรื่องของอาจารย์ศรีศักรสักเล็กน้อย ก่อนที่จะคุยกันในเรื่องของท้องถิ่น

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            สวัสดีทุกท่าน วันนี้นับว่าเป็นโอกาสอันดีมาก เพราะว่าเรามีท่านผู้อาวุโสสองท่าน และท่านผู้รู้จากท้องถิ่นหนึ่งท่าน ที่จะมาคุยให้เราฟังว่าที่จริงแล้วงานวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อาทิตย์หน้าอาจารย์จะไปรับรางวัลฟูกูโอกะที่ญี่ปุ่น สิ่งที่อาจารย์ทำมาตลอดคือการศึกษาท้องถิ่นเราคิดว่าตรงนี้เป็นตัวตนของอาจารย์ ด้วยความเป็นลูกศิษย์ถ้าจะคุยในเรื่องชื่นชมสดุดีอาจารย์ตัวเอง มันคงไม่ใช่เป็นเรื่องอะไรที่น่ารักหรือที่ดีเท่าไหร่นัก เราก็เลยคิดว่าสิ่งที่แทนตัวตนของอาจารย์ศรีศักรนั้นคืออะไร

 

                ที่จริงแล้วอาจารย์ศรีศักรนั้นศึกษาท้องถิ่นมาโดยตลอด ถ้าทุกท่านสังเกตทุกท่านจะเห็นผลงานของอาจารย์ โดยเฉพาะที่ริมขอบฟ้าได้วางหนังสือของอาจารย์จำนวนหนึ่ง อันนี้เป็นผลงานของอาจารย์โดยตรง ฉะนั้นขอเรียนเชิญทุกท่านช่วยอุดหนุนนิดหนึ่ง

 

                ส่วนผลงานของอาจารย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันจนกระทั่งถึงในอนาคตก็ยังคลุกคลีอยู่ในเรื่องท้องถิ่นอยู่ ซึ่งวันนี้เราจะมาคุยกันว่าท่านมีความคิดเกี่ยวกับการศึกษาว่าทำไมต้องศึกษาท้องถิ่นอย่างไร ขอเรียนเชิญอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เรียนเชิญค่ะ และอีกสองท่านคือท่านอาจารย์ดอกเตอร์หม่อมราชวงศ์อคิน รพีพัฒน์ ซึ่งท่านให้เกียรติ์มูลนิธิเล็ก-ประไพอย่างมาก วันนี้ท่านมาด้วย เรียนเชิญท่านอาจารย์อคินค่ะ อีกท่านหนึ่งคือคุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น คุณบุญเสริฐมาจากทุ่งกุลาเป็นลูกศิษย์คนล่าสุดของท่านอาจารย์ศรีศักรเหมือนกัน วันนี้จะมาคุยในเรื่องว่าอาจารย์ศรีศักรไปยุยงส่งเสริมอย่างไร ถึงต้องมาศึกษาเรื่องท้องถิ่นกัน

 

                ก่อนอื่นต้องขอแนะนำท่านอาจารย์อคินนิดหนึ่งว่า ท่านอาจารย์อคินต้องคุยกันเรื่องของท้องถิ่นนี้ ซึ่งท่านทราบอยู่แล้วว่าท่านทำงานมากมายเกี่ยวกับเรื่องของสลัมด้วย แต่ส่วนคุณบุญเสริฐนี้ทำงานเกี่ยวกับท้องถิ่นในต่างจังหวัดในชนบท วันนี้เรามีพื้นที่สองพื้นที่ และอาจารย์ศรีศักรจะมาพูดสรุปว่าเราจะมีแนวทางวิธีการศึกษาท้องถิ่นอย่างไร ก่อนที่เราจะเข้าถึงเรื่องของการศึกษาเรื่องการเป็นวิชาการต่างๆนานา อันนี้ก็ภาพเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะให้ช่วยกันดูนิดหนึ่งว่าลูกศิษย์ก็ไปค้นหาภาพมาในที่อาจารย์ไปในที่ต่างๆ และวันนี้เราก็อยากให้พวกเราแสดงความยินดีกับอาจารย์ศรีศักรด้วย ขอช่วยตบมือนิดหนึ่ง

 

                เราจะดูภาพของอาจารย์ด้วยกัน อันนี้อาจารย์รับรางวัลไปแล้วที่กรุงเทพฯ และวันที่ ๑๕ กันยายน อาจารย์จะบินไปรับรางวัล ในรูปนี้มีอาจารย์ไขศรีเป็นประธาน ซึ่งวันนั้นอาจารย์แต่งตัวได้หล่อมาก สิ่งเหล่านี้คือเนื้อหาตัวตนของอาจารย์ว่าอาจารย์ศึกษาท้องถิ่นมาโดยตลอด ทำไมถึงต้องศึกษาท้องถิ่น เราดูภาพ นี่คุณพ่ออาจารย์คืออาจารย์มานิต วัลลิโภดม และตรงนี้คืออาจารย์ศรีศักร ภาพนี้อาจารย์อยู่ที่คณะโบราณคดี และตรงนี้ถ่ายสุจิตต์ วงษ์เทศ อาจารย์ก็ยังไปสำรวจอยู่

 

                ตรงนี้ที่ผาแต้มก็อาจจะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ตรงนั้น อันนี้ที่พิพิธภัณฑ์จันเสนอาจารย์ไปอบรมเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งแรกๆ ของเมืองไทย หลายท่านคงทราบดี และก็มีอาจารย์อคินไปทำเรื่องวัฒนธรรม มีอาจารย์สุเทพ สุนทรเภสัช อาจารย์นิธิด้วย ครั้งนั้นเรื่องวัฒนธรรมเรากำลังทำเป็นซีดีของมูลนิธิฯ ออกมาอีกครั้งหนึ่ง เราจึงอยากให้หลายๆ ท่านลองอ่านบทงานวิจัยครั้งนี้ดูว่าเขายังทันสมัยอยู่ และเป็นเรื่องของท้องถิ่นที่ยังเห็นวัฒนธรรมของภาคอีสานได้อย่างชัดเจนจริงๆ

 

                อันนี้อาจารย์ทำ Areaกับนักวิชาการชาวญี่ปุ่น นี่อาจารย์อคินที่บ้านมั่นคง ตรงนี้คือปานาเระ ก็เป็นอาจารย์สองท่านที่อาวุโสมาก  ภาพนี้อาจารย์ไปเนปาล  อันนี้ที่บ่อเกลือจังหวัดน่าน  อันนี้ไปตลาดเช้าที่เมือง หงสา อาจารย์ก็เป็นเจ้าพ่อในการเดินตลาด ถ้าใครอยากรู้จักท้องถิ่นจริงๆ ถ้ามีโอกาสได้ไปกับอาจารย์ก็ลองตามอาจารย์ไป เพราะอาจารย์เป็นนักช็อปตัวยง อันนี้กำลังยุยงส่งเสริมให้ชาวบ้านทุ่งกุลาศึกษาเรื่องท้องถิ่นของตัวเอง ก็จะมีบรรยากาศแบบนี้บ่อยๆ ที่เราออกไปทำงานด้วยกัน

 

                ภาพนี้อาจจะเป็นภาพที่คุ้นเคยของคนที่รู้จักอาจารย์ศรีศักรไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์หรือชาวบ้านจะใช้       แผนที่เป็นหลักเพราะแผนที่จะใช้อธิบายพื้นที่ต่างๆ อะไรได้ อันนี้รู้สึกจะเป็นที่บ้านโนนเสือบริเวณทุ่งกุลาเหมือนกัน ก็จะมีการมะรุมมะตุ้มกันอย่างนี้เมื่อเวลาอาจารย์อบรมอธิบาย พื้นที่กุลานี้อาจารย์ทำมาสองสามปีแล้วก็เลยเอาภาพมาให้ดูเยอะหน่อย  และนี่ที่ศรีมหาโพธิ์  ก็มีอบรมอย่างนี้อยู่บ่อยๆ  ถ้าใครมีโอกาสก็ไปกับพวกเราได้ เปิดโอกาสให้กันก็จะได้คุยกันได้อย่างนี้บ่อยๆ อันนี้บริเวณแม่น้ำชีไปเสวนาที่ชัยภูมิน่าสนใจมาก ข้อมูลพวกนี้พวกเราก็เอาออกมาทางวารสารเมืองโบราณบ้างและทางจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์บ้าง  ทั้งหมดนี้ในชีวิตของอาจารย์อย่างที่อ่านมา อาจารย์ก็ชอบคนท้องถิ่นมากและห่วงไปหมด และพยายามที่จะศึกษาท้องถิ่น  จนลูกศิษย์หลายๆ คนตอนนี้ก็ไม่สบายไปตามๆ กัน เพราะไม่สามารถที่จะไปกับอาจารย์ได้ทุกครั้ง แต่อาจารย์ยังแข็งแรง ยังสามารถศึกษาท้องถิ่นได้อีกนานและได้อีกมาก และขอขอบคุณทุกท่านมากที่ให้ความสนใจชมภาพบรรยากาศของอาจารย์ และเราก็มีความสุขของเราในเรื่องออกไปรู้จักพื้นที่ ศึกษาคน และรู้จักท้องถิ่น

 

                วันนี้ตัวตนของอาจารย์จะมีคนมาช่วยพูดด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพื้นที่ในเมือง อาจารย์อคินทำเรื่องสลัม ซึ่งทุกคนทราบดี คุณบุญเสริฐซึ่งเป็นเจ้าพ่อทุ่งกุลาคนหนึ่ง วันนี้อาจารย์จะเริ่มต้นที่จะต้องคุยก่อนว่า ทำไมอาจารย์ถึงศึกษาเรื่องท้องถิ่น และท้องถิ่นมันสำคัญอย่างไร ทำไมชีวิตของอาจารย์ถึงได้มีชีพจรลงเท้าอยู่ตลอดเวลา ทำไมถึงต้องออกไปข้างนอก ทั้งๆ ที่เมืองมันกักขังอาจารย์ไว้มากน้อยแค่ไหน อาจารย์ถึงต้องออกไปศึกษาท้องถิ่นอันนี้ต้องขอเรียนเชิญอาจารย์เริ่มต้นค่ะ

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            ขอบคุณครับที่ได้ให้เกียรติพูดถึงความเป็นมาของผม ผมอยากจะพูดว่าคือลัดเข้าประเด็นกันเลยว่าทำไมถึงศึกษาท้องถิ่น การศึกษาท้องถิ่นนี่ผมมองที่คน ทำไมเราถึงจะรู้จักคน ทำไมเราถึงรู้จักคน เพราะเราเล็งถึงเมืองไทย เราจะพัฒนาประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยเห็นคนเลย ฉะนั้นการศึกษาท้องถิ่นที่กำลังทำงานอยู่นี่มันเห็นคน ประเดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไมมันจึงเห็นคน

 

                ก่อนที่ผมจะพัฒนาคำว่าท้องถิ่นขึ้นมานี้ ซึ่งจะต่างกับคนที่เขาอภิปรายขึ้นมา ผมมีครูนะ ครูที่นั่งอยู่นี่คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งไม่มาคืออาจารย์สุเทพ สุนทรเภสัช คือท่านเป็นครูที่เป็นนักมานุษยวิทยารุ่นแรกๆ และอาวุโสของเมืองไทย ผมคิดว่าไม่มีใครที่เป็นนักมานุษยวิทยาในเมืองไทยที่จะโดดเด่นเท่าสองท่านนี้ ที่โดดเด่นทั้งสองท่านนี่ท่านทำทีมเวิร์ก ท่านต้องไปท้องถิ่นพบคน แต่คนอื่นเรียนอาจจะอยู่ในห้องสมุดก็ได้ แต่ท่านนี่ไปด้วยเท้าของตัวเอง โดยไปพบคนที่โน่นที่นี่ ผมนี่เป็นลูกศิษย์ที่ตามมา จากผลงานของท่านอาจารย์อคินและท่านอาจารย์สุเทพนี้ ทำให้ผมเข้าใจว่าทำให้เข้าถึงคนด้วยวิธีอะไร ทั้งสองท่านนี้ให้ความสนใจกับโครงสร้างของสังคมมาก โดยเฉพาะท่านอาจารย์อคิน งานอันแรกของท่านเป็นประวัติศาสตร์สังคมกรุงเทพฯ ตอนต้นใช่ไหม เกี่ยวกับโครงสร้างสังคม ท่านเอางานที่เราคิดว่าอย่างงานศพที่กรมดำรงฯ ไปทำ เอามาผูกเชื่อมโยงให้เห็นว่าโครงสร้างของสังคมในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร จากงานศพ เห็นตระกูลนั้นตระกูลนี้ นั่นคือผลงานของอาจารย์เพียงขั้นแรก มาขั้นปริญญาโทซึ่งควรจะเป็นปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยคอร์แนลนั้นเป็นงานที่ดีเด่นมาก พอมาขั้นที่สองท่านไปเกิดที่สลัม เพราะนักมานุษยวิทยามันต้องมีทีมเวิร์ก นักมานุษยวิทยามันเกิดสองครั้ง แบบพราหมณ์เหมือนกัน ครั้งแรกเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ อีกครั้งหนึ่งเกิดจากท้องถิ่นที่ไปทำงาน ฉะนั้นท้องถิ่นที่อาจารย์อคินทำงานเป็นบ้านเกิดของท่าน แต่บ้านเกิดของท่านนี่ไปอยู่สลัม คือสิ่งที่เรียกสลัมคือย่านนางเลิ้ง เวลานี้เรากำลังสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ของคนกรุงเทพฯ เมื่อคราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่องของคนบางลำพู แล้วคราวต่อไปทางมูลนิธิฯ จะจัดเรื่องคนย่านนางเลิ้ง คนย่านนี้ เอามาเล่าความสัมพันธ์ทางสังคม ให้เห็นความเป็นคนกรุงเทพฯ เพราะว่ากรุงเทพฯ ในขณะนี้มันไม่เห็นหัวนอนปลายตีน ไม่รู้ว่าใครเป็นใครใช่ไหม

 

                อย่างนี้อาจารย์อคินท่านไปเกิดที่นางเลิ้ง ท่านเกิดโดยกำเนิดท่านเป็นเจ้า แต่เกิดในทางมานุษยวิทยาท่านเกิดในสลัม งานอันนี้เป็นงานสำคัญ ทำไมเรียกว่าสลัม เพราะย่านนางเลิ้งเป็นย่านสังคมเมือง ไม่ใช่ชนบท เป็นท้องถิ่นในสังคมเมือง หัวใจของท้องถิ่นในสังคมเมืองนั้นคือพวกตรอก อย่างผมนี่เกิดที่ตรอกบวรรังษีอย่างที่คราวที่แล้วพูดไป ไม่ได้อยู่ในซอย แล้วย่านที่อาจารย์อคินเกิดมีตลาด ตลาดเป็นหัวใจของการเป็นสังคมเมือง เป็นที่มาของความหลากหลายในกลุ่มชน เพราะฉะนั้นงานของท่านอาจารย์อคินบุกเบิกว่าสิ่งที่เราเรียกว่า “สลัม”นั้น มันเหมือนกับชุมชนแออัดที่ใครๆ ไม่รู้ว่ามันมีความสัมพันธ์ทางสังคม มันเป็นชุมชน ชุมชนที่ทุกคนพูดถึง แต่เวลานี้เราพูดถึงชุมชนเราจะไม่เห็นคน เพราะไม่เห็นโครงสร้างของสังคม อันนี้เป็นหัวใจ

 

                เพราะฉะนั้นงานของอาจารย์อคินเป็นงานของมานุษยวิทยาไทยที่บุกเบิกในสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้นเวลานี้มาพูดถึงท้องถิ่นเพื่อให้เห็นคน ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องเชิญท่านมา เพื่อให้เห็นความเป็นคนของคนกรุงเทพฯ แล้วในความเป็นคนของคนกรุงเทพฯ นี้ จะลงลึกไปก็ต้องเห็นชาติพันธุ์ เวลานี้เราพูดถึงชาติพันธุ์ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วก็พูดๆ ไปเรื่อยๆ อภิปรายว่าชาติวงศ์ ชาติพันธุ์บ้าง อะไรบ้าง แต่เรื่องนี้จะเห็นคน อาจารย์สุเทพพูดเคลียร์มาก นี่ผมประเมินมาแล้วว่าถ้าจะเห็นชาติพันธุ์ต้องเห็นสำนึกชาติพันธุ์ เราเกิดมาเรามีสำนึกเดิม เราเห็นจากภาษาใช่ไหม อย่างเช่นสังคมไทยจะพูดว่า “สำเนียงบอกภาษา กิริยาบอกสกุล”อันนั้นชาติพันธุ์มันอยู่ลึกๆ

 

                เพราะฉะนั้นเวลาเราไปดูครอบครัวคนอื่น ยกตัวอย่าง เช่นเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นต้น ครอบครัวของพระไวยนี่ เมียสองคนชาติพันธุ์ต่างกัน คนหนึ่งเป็นลาวคือสร้อยฟ้า อีกคนหนึ่งคือศรีมาลา เป็นคนไทยสุโขทัย ก็มีเรื่องขัดแย้งกัน สำนึกชาติพันธุ์มันออก เราไปมองชาติพันธุ์ว่ามันต้องอยู่กันเป็นกลุ่มๆ มันไม่ใช่ มันผสมกันหมดแล้ว แต่สำนึกมันมี

 

                ทีนี้สำนึกนี่เวลามาเรื่อง ไอ้ความเป็นทะนงในชาติพันธุ์มันจะออก ต้องไปหากลุ่มปรึกษาหารือกัน อย่างนางสร้อยฟ้าก็ไปหากลุ่มของเขามาจัดการกับพวกศรีมาลา การดำรงชาติพันธุ์มันเกิด แล้วเมื่อการดำรงชาติพันธุ์มันเป็นกลุ่มขึ้นมานี่นะ มันก็มีการแสดงออกโดยการปะทะสังสรรค์กัน มันเกิดขึ้นปั๊บ สำเนียงมันบอกไอ้นี่ลาว ไอ้นี่ไทย หรือบางทีมันบอกไอ้นี่ม้ง ไอ้นี่เย้า มันออกมา นี่คือการดำรงชาติพันธุ์ แล้วจะเข้าใจถึงคนโดยละเอียด ต้องมองจากสามสำนึกชาติพันธุ์ที่มันแสดงออก และการดำรงชาติพันธุ์คือสร้างเป็นกลุ่มขึ้นมา เป็นเวลาที่จะต่อสู้ ถ้าคิดว่าจะยังไม่สู้เก็บเอาไว้ก่อน เอาอัตลักษณ์อื่นมาใช้ หลายคนไปมอง อย่างคราวที่แล้วรู้สึกจะมีการสัมมนาที่ศูนย์สิรินธร มีอาจารย์คนหนึ่งพูด ไม่เห็นด้วยกับการชาติพันธุ์จัดทำ บอกว่าเวลาจะเป็นคนไทยร้องเพลงในห้องน้ำก็เป็นคนไทยได้ ผมบอกว่าอย่างนั้นอัตลักษณ์ แต่ไม่เห็นเรื่องชาติพันธุ์ อย่างเช่นคนปัตตานีไปขายต้มยำกุ้งที่มาเลเซีย เอาอัตลักษณ์ไทยไป ต้มยำกุ้ง มีช้อนส้อม มีภาษาไทย ประเดี๋ยวกลับมาประเดี๋ยวก็เข้าไปอีกแล้ว มันขึ้นอยู่ตรงนี้ ผมทำงานทาง “ชอง”ของทางจันทบุรี เป็นชาวบ้านหมดเลย แต่เขามีสำนึกทาง “ชอง”ซ่อนไว้ เขาไม่พร้อม ในขณะที่สังคมเขาไม่พร้อมเขาก็ไม่บอกไม่ยอมเปิดเผย แต่ถ้าพร้อมทำขึ้นมาทันที อันนี้มันจะผุดขึ้นมา

 

                อันนี้เป็นแนวคิดที่อาจารย์สุเทพพยายามจะอธิบายแล้วนำมาปรับเข้ากับโครงสร้างทางสังคมขนาดใหญ่อีกที เราก็เห็นว่าถ้าเราจะศึกษาถึงคน ต้องดูที่ชาติพันธุ์ แล้วเราอย่าไปมองว่าชาติพันธุ์อยู่ที่ม้ง แม้ว มันไม่อยู่ แต่ดูแล้วมันสัมพันธ์กันหมด อย่างที่ทุ่งกุลา เขาจะมีส่วยหรือกุย เขมร ลาว ไทย ผสมกันหมด ถามว่าเขาอยู่ในหมู่บ้านหรือ อันนี้คืองานท้องถิ่นที่คุณบุญเสริฐไปทำ คือคุณบุญเสริฐเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์อคิน ท่านอาจารย์อคินเคยทำงานคุมทุ่งกุลาอยู่ อาจารย์อคินเป็นคนบุกเบิกทุ่งกุลานะ ย้ายจากอเมริกาสถาบันไทยคดีไปอยู่ทุ่งกุลา แล้วก็ไปทำงานวิจัยที่ทุ่งกุลาอยู่ แล้วโครงการที่สืบเนื่องก็จากการริเริ่มโครงการของท่านอาจารย์อคินที่เข้าใจสังคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉะนั้นจึงเห็นภาพตรงนี้ว่าอาจารย์อคิน ท่านรู้ชุมชนเมือง ท้องถิ่นเมือง และให้ความสนใจแก่ชนบท แล้วนั่นเป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นใน สกว. แต่นี่ทีหลัง สกว. นี่เห็นด้วยกับการที่จะสร้างนักวิจัยท้องถิ่น อย่างนี้ สกว. จะให้ทุนคนที่เป็นปริญญาเอก ปริญญาโทไปทำก็เป็นที่ข้างนอกที่เข้าไปไม่ถึงชีวิตวัฒนธรรมของเขา แต่ขณะนี้ภายใต้การนำของท่านอาจารย์ปิยวัติ บุญหลงนี่เปลี่ยนให้นักวิจัยต้องมาจากข้างใน แล้วคุณบุญเสริฐนี่เป็นคนที่เข้าไปจัดการ เขาเป็นคน สกว. แต่เขาไปแต่งงานไปเป็นเขยทุ่งกุลา ก็เอาประสบการณ์มาเล่าให้ฟังว่ามันเข้าถึงคนอย่างไร แล้ววิธีการเข้าถึงคน เห็นคนนี่ เนื่องจากในโครงสร้างสังคมก่อนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นักมานุษยวิทยาผู้ร่วมอาวุโสกับผมนี่ก็จะมีท่านอาจารย์สุเทพ ท่านอาจารย์อคินและมีท่านอาจารย์นิธิอีกคนหนึ่ง แล้วอาจารย์นิธิเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างทางสังคม ฉะนั้นจึงเห็นว่าทำไมงานอาจารย์นิธิจึงโดดเด่น เพราะอาจารย์ไม่พูดถึงเศรษฐกิจการเมือง แต่อาจารย์จะเข้าไปถึงโครงสร้างสังคม อย่างยกตัวอย่างสังคมกฎุมพีก็ดีหรือเรื่องของพระเจ้าตากก็ดีเห็นไหม ความสัมพันธ์ทางสังคมชนบทช่วยอธิบาย

 

เพราะฉะนั้นด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์เราไม่เห็นคน เพราะว่าเราไม่เห็นความสัมพันธ์ทางสังคม โดยเฉพาะเราไปวิจัยเราจะพูดชุมชนลอยๆ ทุกคนกลายเป็นเขตการบริหารหมดเลย ไม่เห็นความสัมพันธ์ของคน

 

                แต่ถามว่าพอพูดถึงโครงสร้างสังคมคุณก็ไปตามฝรั่ง มันไม่มีประโยชน์เลยเพราะว่าไปมองแบบอเมริกัน แต่ในสังคมไทยเป็นไปไม่ได้ เมื่อไม่เข้าใจ จึงเกิดภาวะคนที่ไม่มีหัวนอนปลายตีนเข้าไป สมัยก่อนนี้คนในท้องถิ่นเขามีความสัมพันธ์กัน เขาจะรู้ว่าใครเป็นใคร ตระกูลไหน คนไหนดี ชั่วร้ายอย่างไร แล้วอันนี้มันมีผลที่จะไปเลือกผู้บริหาร เวลานี้ที่เกิดการขัดแย้งทั่วราชอาณาจักรคือ อบต. รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย ให้เลือกตั้ง ไปเลือกตั้งใครก็ได้มา แต่ถ้าชาวบ้านเขาเลือกเองเขาจะรู้ว่าไอ้คนนี้มาจากพ่อแม่เป็นใคร เพราะฉะนั้นเขาจะจัดการกันได้ เพราะคุมไม่ได้มันจึงเกิดเรื่องขึ้นมา แล้วเมื่อเร็วๆ นี้ผมลงไปกับ สกว. อีกเหมือนกันที่สงขลา ที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภา ไปศึกษาชุมชนมุสลิมตัวอย่าง ชุมชนบังเลาะบันเป็นชุมชนมุสลิม แต่ความเป็นชุมชนมุสลิมอยู่ทั้งไทยพุทธคนจีนอยู่ด้วยกันสองฝั่งน้ำของลำน้ำอู่ตะเภา แต่ตัวก็เกิดมีบุคคลสำคัญขึ้นมา เป็นผู้นำบารมีเกิดขึ้นคือโต๊ะอิหม่าม โต๊ะอิหม่ามนี่เป็นคนที่เสียสละ เขาสามารถจัดการได้โดยใช้ความสัมพันธ์ทางสังคมและศาสนาขึ้นมา ทำให้สังคมอยู่ด้วยราบรื่น เราเห็นคนสามกลุ่มอยู่ด้วยกัน เวลาเราพูดถึงชุมชนเรามักจะพูดถึงชุมชนแบบ จ.ส.๑๐๐ ซึ่งไม่มีมิติและเวลา แต่ชุมชนท้องถิ่นชุมชนที่นี่อย่างน้อยสาม Generationพอเข้าไปเห็นเลยรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย รุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นลูก แล้วถ้าหากว่าเรานำบางเรื่องของความสัมพันธ์ทางสังคม จะเห็นคนยุคหนึ่งคิดอย่างไร เปลี่ยนมาเป็นยุคพ่อแม่อย่างไร ยุคเด็กอย่างไร ถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม อันนี้เป็นฐานที่สำคัญ แล้วจากนั้นถึงจะมาพูดถึงระบบความเชื่อที่เชื่อมโยงคนให้อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างมีกติกา แต่เหนือจากการมีกติกาก็คืออยู่ในศีลธรรมและคุณธรรม

 

                ที่ตรงนี้โต๊ะอิหม่ามพูดถึงว่าถ้าจะเอาเลือกตั้งมาใช้ แตกกัน ต้องใช้อำนาจทางศาสนา แล้วเหตุนี้ก็ไปเกิดที่ทุ่งกุลา แต่ก่อนนี้ชุมชนแบบใหม่ลงไปไม่เข้าใจ แต่หลังจากที่ สกว. ไปทำงานแล้ว ปรากฏว่ารู้จักกันหมดเลย เขาพัฒนา เขากระตุ้นเรื่องพิธีกรรมต่างๆ ขึ้น ปรากฏว่ามารวมกันเป็นแถวๆ เลย รวมทั้งสามารถทำให้คนโกงต้องคืนสิทธิ์ให้กับศาสนาเพราะมันเกิดตายขึ้น อันนี้คุณบุญเสริฐจะเล่าให้ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วถ้าสมมุติว่าเขาเข้าใจ คนในท้องถิ่นพัฒนาตัวเองได้ นี่ก็เริ่มเกิดขึ้นที่เมืองเตา ชุมชนมุสลิมเขาไม่ยอมรับแต่เขาไม่ขัดขืน แต่การขัดแย้งเมื่อ อบต. ลงไป ชาวบ้านไม่ยอมรับ คือขณะที่ก่อนไป ก็มีบ้านหลังหนึ่งสวยมากเลย ทำไมบ้านมันใหญ่ผิดปกติในชุมชนนั้น คนที่เป็นผู้นำของบังเลาะบัน ไอ้นี่ค้ายาเสพติด แล้วไปตาย ก็กลียุคเลย ฉะนั้นผมถึงว่าแบบนี้ถ้าวิธีการที่ชุมชนเข้มแข็งคือเขารู้จักกันหมด เขาก็ดูแลกันได้ คนไหนค้ายาเสพติดเขาจัดการได้ คือเขาไม่จัดการเพราะอำนาจรัฐมา แต่เขาไม่นำพา สิ่งเหล่านี้มันควรเป็นนโยบายที่เอาไปใช้ในภาคใต้ ถ้าท้องถิ่นเขาเข้มแข็งเขาจะรู้ว่าไอ้คนแปลกถิ่นมันเข้าไปทำไม เราไม่มีนโยบายที่จะนำ และขณะนี้เราไม่สนใจ

 

                ที่เรามาสร้างความเคลื่อนไหวขณะนี้เรามุ่งที่จะเข้าสู่ภายใน แล้วให้ภายในมีความเข้มแข็ง แล้วตรงนั้นถึงจะมาพูดเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีความเข้มแข็งไม่เข้าใจในสิทธิของชุมชนท้องถิ่น คุณก็ไม่มีทาง เพราะหัวใจของการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ที่ ทำอย่างไรให้คนท้องถิ่นมีสิทธิของเขาใช่ไหม ในการที่จะดูแลทรัพยากรได้ตั้งหลายอย่าง แต่นี่เราไม่มี เราไปทะเลาะกันว่าจะมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ กลายเป็นลุ้นกันระหว่างเผด็จการทุนนิยมกับเผด็จการทางทหาร มันก็เป็นอย่างนี้ทุกที ฝ่ายไหนชนะเดี๋ยวก็แก้รัฐธรรมนูญอีก ผมว่ามันเสียเวลา เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวเรามองที่คนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรที่จะปลุกสำนึกหรือทำให้เขามีการรวมตัวกัน เพราะในอดีตความเป็นมนุษย์ที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องเช่นนี้

 

                ความสำเร็จหลายชุมชนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ชุมชนธรรมดา มันเป็นการสร้างชุมชนทางศีลธรรม หัวใจของความเป็นมนุษย์ทางด้านมานุษยวิทยาที่อาจารย์อคิน อาจารย์สุเทพและผมเรียนมานี้ เราไม่ได้มองมนุษย์ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคมอย่างเดียว แต่เรามองในฐานะที่เป็น Power livingแล้วการจะสร้างชุมชนที่ถูกต้องนั้น ไม่ใช่ชุมชนจากตามกฎหมาย ต้องเป็นชุมชนทางศีลธรรมนี่เป็นหัวใจของนักมานุษยวิทยารุ่นแก่ๆ อย่างพวกเราด้วยกัน

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            ฟังจากอาจารย์มีลักษณะของคำคำหนึ่งที่อาจารย์เน้นมากคือความเป็น Locality หรือท้องถิ่น ซึ่งอาจารย์บอกว่าต่างจากการศึกษาเรื่อง Community studyที่อื่นๆ ก็รู้สึกว่าแตกต่างจริงๆ จึงอยากจะให้อาจารย์ได้ขยายความตรงนี้นิดหนึ่งให้ชัดเจน เพราะว่าจะได้ดำเนินการต่อไปในเรื่องของท้องถิ่นของอาจารย์อคินและคุณบุญเสริฐด้วย

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            ผมแบ่งสังคมไทยขณะนี้ออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือโลกภูมิ คือโลกโลกาภิวัตน์ขณะนี้ เพราะโลกมันถึงกันหมดเลยในระบบทางคอมพิวเตอร์ อีกกลุ่มหนึ่งคือชาติภูมิ และภูมิที่สามคือมาตุภูมิ

 

                ขณะนี้การอยู่รอดของคนในปัจจุบันนี้อยู่ที่มาตุภูมิ มาตุภูมิคือท้องถิ่นเล็กๆ ที่เราเกิด เป็นแผ่นดินเกิด นี่คำว่า “ท้องถิ่น”ผมหมายถึงตัวนี้ เหนือขึ้นไปคือ ชาติภูมิ แต่ท่านเห็นไหมว่าสังคมไทยไม่เคยพูดถึงมาตุภูมิ แต่ไปสับสนระหว่างชาติภูมิ เราจะเห็นว่า “คนไทย”นี่เป็นตัวอย่าง นี่คือชาติภูมิใช่ไหม ทอสระไอยอยักษ์นี่ ในฐานะของคนไทยก็ว่าไปจะร้องเพลงไทยก็ได้ ถามว่าเป็นชาติพันธุ์หรือเปล่า แต่ถ้าลงไปท้องถิ่นจะเห็นเลย

 

                ในท้องถิ่นนั้นจะมีชุมชนขนาดเล็กที่เป็นชุมชนที่มีความเป็นชาติพันธุ์ที่เป็นความจริงทางสังคม คือชุมชนหมู่บ้าน หมู่บ้านที่มีวัดเป็นศูนย์กลางที่มีคนรู้จักกันหมด ใครแต่งงานกับใคร นี่คือสิ่งที่เราเห็นความเป็นจริง เป็นความสัมพันธ์แบบเห็นหน้าค่าตากันและรู้จักกันดีด้วย นี่เป็น Social realityใช่ไหม แต่ว่าชุมชนเหล่านี้มันไม่ได้อยู่โดดๆ มันต้องสัมพันธ์ด้วยการที่ต้องอยู่พื้นที่เดียวกัน ตรงนั้นเป็นมาตุภูมิ แล้วชุมชนเล็กๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกันที่เป็นพื้นที่ที่เป็นมาตุภูมินั้น ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่เป็นชุมชนในจินตนาการ อย่างที่มีนักวิชาการใหญ่ๆ พูดถึง คือชาติเป็นชุมชนจริงในจินตนาการ ท้องถิ่นก็เป็นชุมชนในจินตนาการใช่ไหม ท่ามกลางความหลากหลายในชาติพันธุ์ มีสำนึกในการใช้พื้นที่ร่วมเดียวกัน มีศาสนาเดียวกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีเดียวกัน หลายๆ ต่างๆ นั่นเป็นชุมชนในจินตนาการ

 

                ทีนี้สังคมไทยเป็นสังคมแบบชาวนา ซึ่งไม่ใช่เกษตรกรรมแบบฝรั่ง ซึ่งในครอบครัวมันอยู่ด้วยตัวมันเองได้ แต่ชุมชนชาวนาเราชุมชนเดียวอยู่ไม่ได้ เห็นจากบุญพระเวท บั้งไฟ แข่งเรือ คนในท้องถิ่นต้องมาร่วมกันเชื่อมโยงกัน นั่นคือหน่วยที่เราจะต้องศึกษา นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจ แล้วนี่คือสิ่งที่ถูกทำลาย ระบบการปกครองของรัฐ ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้เราไม่มีทางบูรณาการได้

 

                แต่เราให้ความสนใจในเรื่องของชาติภูมิโดยใช้คำว่าไทยยอยักษ์เป็นตัวอย่าง จึงเกิดปัญหาขึ้นมา แล้วนโยบายประวัติศาสตร์ชาติที่เริ่มสมัยจอมพล ป. นั้น สร้างประวัติศาสตร์ไทยเหมือนกับประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยม One raceone nationซึ่งต่างจากญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนี่ One ethnic one nationหมายถึงเขาหลากหลายไปด้วยกลุ่มคนทางวัฒนธรรม แต่มันเกิดสำนึกร่วมในความเป็นญี่ปุ่น แต่เราลากประวัติศาสตร์มาจากสุโขทัยถามว่าในเส้นทางที่มานั้นมันจริงหรือเปล่า พิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย

 

                ทีนี้ต้องทำความเข้าใจว่าถ้าเราเห็นมาตุภูมิ เห็นชาติภูมิต้องไปด้วยกัน ท่ามกลางความหลากหลายของชาติพันธุ์ในแต่ละท้องถิ่น ท้องถิ่นนั้นต้องบูรณาการอันดับแรก แล้วชาติบูรณาการอันดับที่สอง จึงเกิดชาติภูมิขึ้นมา ถ้าเข้าใจตรงนี้เราถึงจะสัมพันธ์กับโลกภูมิได้ แต่ปัจจุบันนี้คนไม่รู้แม้แต่ชาติพันธุ์ของตัวเอง ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักเพื่อนบ้าน ไม่รู้จักโลก สังคมไทยจึงเป็นเหยื่อของโลกาภิวัตน์ ถูกปู้ยี่ปู้ยำฉิบหายวายป่วงหมด ทั้งธรรมชาติหมดเลย ทำไมเราไม่ทบทวนสิ่งเหล่านี้กันบ้าง จะทะเลาะกันทำไมว่าจะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องทบทวนตรงนี้ ว่าทำไมเราฆ่าสิ่งที่เป็นชุมชนทางศีลธรรมได้อย่างไร แล้วตรงนี้ผมว่าเราทำเท่าที่เราทำได้ แล้ว การเคลื่อนไหวก็หลายๆ ฝ่ายทำ แล้วเราก็มีผู้ใหญ่มีผู้ร่วมงาน ผมคิดว่าเราควรจะสร้างทางนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นมูลนิธิฯ เขาเห็นข้อนี้จึงจัดสำหรับการเสวนาประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่เป็นประวัติศาสตร์ที่สร้างคนขึ้นมา ในท้องถิ่นประเภทนี้ซึ่งคราวหน้าอาจจะเป็นนางเลิ้ง แล้วเราก็มาพูดคุยกัน แล้วก็เก็บบันทึกอันนี้ไว้เพื่อที่จะเข้าใจคนกรุงเทพฯ ขอบคุณครับ

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            ที่อาจารย์ศรีศักรพูดนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการทำความเข้าใจเรื่องท้องถิ่น ทีนี้จะเรียนถามท่านอาจารย์อคินว่าอาจารย์เห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์ศรีศักรพูดหรือเปล่าเพราะว่า นอกเหนือไปจากสิ่งที่อาจารย์อคินจะรู้เรื่องสลัมในวันนี้ อาจารย์เพิ่งกลับมาจากที่ภูเก็ต เพราะอาจารย์เป็นประธานมูลนิธิชุมชนไทยซึ่งเกี่ยวข้องทั้งในเมืองและในชนบททั้งสองด้านเลย

 

                ความหมายของเรื่องท้องถิ่นในสิ่งที่อาจารย์ศรีศักรพูดและสิ่งที่อาจารย์อคินเห็นนี้แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร และอาจารย์มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะอาจารย์ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด เรียนเชิญอาจารย์

 

อาจารย์อคิน รพีพัฒน์

 

 

                ผมคิดว่าที่ท่านอาจารย์พูด ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ ผมคิดว่าท้องถิ่นและมาตุภูมิที่อาจารย์พูดนั้นมันเป็นรากฐาน เราพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ เราจะแก้รัฐธรรมนูญ ผมรับรองว่าเราจะแก้ไปอีกถึงร้อยหนก็เป็นได้ จนกว่าคนไทยจะเชื่อในกฎเกณฑ์และเชื่อในกฎเกณฑ์ร่วมกัน ถ้าตราบใดยังไม่มีความเชื่อและความจริงใจที่จะทำ ที่เขียนว่ากฎเกณฑ์นั้นกฎเกณฑ์นี้ร่วมกัน แต่เราจะหลีกเลี่ยงกฎอยู่ตลอดเวลา ก็คงจะเป็นไปไม่ได้

 

                ทีนี้ผมจะยกตัวอย่างท้องถิ่น พูดง่ายๆ อย่างกรุงเทพฯ อย่างนี้อย่างที่ผมทำ ความจริงผมไม่ได้ทำที่นางเลิ้งหรอกมันเล็กกว่านางเลิ้งเยอะ ที่ตรอกใต้ตรงเชิงสะพานขาว ผมบอกได้ว่าผมเคยเขียนบอกไว้ว่าวันหนึ่งเด็กวัยรุ่นนี้ ผมพบเขาอยู่บนหลังคา ยืนอยู่บนหลังคาถามเขาว่าทำไม เขาบอกเขาหนีตำรวจ ผมบอกว่าทำไม เขาบอกยายเจ็งคนที่จะขายของขายก๋วยเตี๋ยวอยู่นั้น ผมโกรธยายเจ็ง ผมเลยออกมาเดินเล่นข้างนอก ผมถือไม้หน้าสามไปด้วย แล้วก็ขึ้นไปบนรถเมล์ ก็มีหนุ่มสาวเขาอยู่ในนั้น เขาก็ด่ากระทบมัน มันโกรธมันก็ไปตีเขา ตำรวจก็จะมาจับ มันก็ขึ้นไปแอบอยู่บนหลังคา พอลงมาเขาก็บอกผม เขาบอกว่าความจริงเขาไม่ได้โกรธด้วย ไอ้หนุ่มที่เขาไปตีนั้นเขาไม่ได้โกรธ เขาโกรธยายเจ็งที่มันขายของ คือยายเจ็งขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ตรงนั้น

 

                จุดที่ผมจะพูดนี่ก็คือว่าเด็กเขาไม่กล้าทำอะไรยายเจ็ง เขาบอกว่าถ้าเผื่อว่าเขาตียายเจ็งเขาอยู่ไม่ได้ในท้องถิ่นนั้น เขามีกฎร่วมกันอยู่ว่าคนที่อยู่ที่นั่นเขาไม่ทำร้ายกัน ใช่ไหม   เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเขาเชื่อกันว่าไม่ทำร้ายกันเพราะเขาเชื่อในกฎเกณฑ์กันอยู่ พอเขาโกรธคนในนี้เขาไปทำคนข้างนอก เหมือนกับขโมยของ  ของในนั้นเมื่อผมไป ทีวีเขาวางไว้หน้าบ้านเลยตลอดคืนยังไม่หายเลย พอผมมาข้างนอกนี่นะ มันเป็นร้านตัดผมก็บ่นเอา บอกคนเดี๋ยวนี้มันร้ายเหลือเกินนะ ผ้าผ่อนนี่หายหมด เห็นไหมคือข้างในเขาไม่เอาแต่ข้างนอกเอา เขามีกฎเกณฑ์ของเขาอยู่ เขาไม่ทำคนด้วยกัน นี่คือความเป็นชุมชน เขารู้จักกันหมดเหมือนอย่างที่อาจารย์พูดเลย เขามีกฎเกณฑ์ร่วมกัน

 

                คือชุมชนในอุดมคตินี่ อย่างที่ว่าเป็นชุมชนเขาถือว่าเขารู้จักเป็นชุมชนเดียวกัน เขามีกฎเกณฑ์บางอย่างที่เขาเชื่อร่วมกัน เราเชื่อหรือเปล่าที่เป็นกฎเกณฑ์ร่วมกัน รัฐธรรมนูญมันเป็นกฎเกณฑ์ที่ต้องร่วมกัน ถ้าตราบใดที่คนเขียนรัฐธรรมนูญก็ไปนั่งเขียนๆ รัฐธรรมนูญออกมา แต่ว่าคนอื่นไม่ได้เชื่อตามนั้นมันก็ไปไม่ได้

 

                โครงการที่ขอนแก่นก็ทำ แต่ตรงนั้นมันอยู่กันคนละระดับนะ ภาคอีสานนี้ผมคิดว่าสมัยที่ผมอยู่ที่ขอนแก่นนี้ สมัยนั้นผมมีทุนมาช่วยสนับสนุน ความจริงผมช่วยสนับสนุนนี้ผมบอกได้ว่าภาคอีสานนี้มีความสำคัญเยอะ อย่างที่หลวงพ่อลานนี้ครั้งหนึ่งท่านมีปัญหามากเลยตามกลุ่มสามัคคีธรรมของท่าน แล้วตอนนั้นที่ทางสถาบันที่ผมไปเป็นผู้อำนวยการอยู่ เข้าไปช่วยท่าน ท่านมีกลุ่มสามัคคีธรรม แล้วท่านทำนา พอตอนหลังท่านมาขายส่งขายออก ผมเคยไปที่วัดท่านตอนหลัง ท่านกำลังจะไปต่างจังหวัด พอท่านเห็น ท่านลงจากรถมาพาขึ้นกุฏิไปคุย

 

                ชุมชนนี่มีวัดเป็นของสำคัญ มีวัดมีพระที่ยกกระบัตรก็เหมือนกัน ที่ต่างจังหวัดนี้ความสำคัญของวัดและของพระมีความสำคัญมาก แต่ปัญหาที่เราพูดกันก็คือปัญหาของโลกาภิวัตน์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องและบริโภคนิยมที่เข้ามากระทบวัดและศาสนามาก

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            อยากจะให้อาจารย์ช่วยเปรียบเทียบว่าความเป็นชุมชนในเมืองนี้ ท้องถิ่นในเมืองกับท้องถิ่นในชนบท จากประสบการณ์ในการทำงานของอาจารย์นี้ นอกจากเรื่องโครงสร้างสังคมที่เห็นชัดเจนแล้วว่ามีอยู่แน่ๆ มีประเด็นอะไรที่เห็นชัดเจนระหว่างความต่างและคล้ายกัน

 

อาจารย์อคิน รพีพัฒน์

 

            คือชุมชนในชนบท ความจริงชุมชนมันก็มีอะไรคล้ายกันอยู่ คือชุมชนในชนบทเราพูดถึงแต่ละหมู่บ้านมันเหมือนกับเป็นญาติกันไปหมด อย่างที่ชุมชนเล็กๆ อย่างที่ผมไปทำนี่ร้อยกว่าก็เหมือนกับเป็นญาติกันไปหมดเหมือนกัน แต่อย่างที่อาจารย์พูดนี่มันมีอยู่ เรียกว่า ใครเป็นมาตุภูมิ เป็นใคร มาจากท้องถิ่นไหน ที่ผมไปทำนั้น คนที่เป็นไทยนี้ส่วนมากจะเป็นคนที่มาจากอยุธยา คนมาจากอีสานนี้ไปอยู่ต่างหากจากคนอยุธยา พวกที่เป็นผู้นำจะเป็นคนที่มาจากแถวอยุธยาแถวรังสิตนี่ทั้งนั้นเลย คืออพยพเข้ามาเป็นรุ่นๆ ความจริงรุ่นแรกเลยที่ผมทำนั้นคือสร้างพระที่นั่งอนันต์ฯ ชุมชนนี้เริ่มต้นจากการสร้างพระที่นั่งอนันต์ฯ ปัจจุบันนี้คนญวนไม่มีแล้ว เหลืออยู่แต่บ้านหลังเดียว แต่เขาก็ยังรู้กันว่าเป็นญวน เขาก็เข้ากับคนไทยได้ดี แต่ว่าคนจีนไหหลำที่อยู่ข้างนอก อันนั้นเข้ากับคนไทยไม่ได้เลย อันนั้นเขาไม่เข้ากัน พวกคนจีนนั้นเขาทำเฟอร์นิเจอร์ แต่พวกคนญวนนี้เขาจะเป็นช่างกระเบื้อง คิดว่าของที่ต่างกันอีกอย่างหนึ่ง ชุมชนที่เกิดในกรุงเทพฯ นี้มันจะขึ้นอยู่กับอาชีพนี่เยอะอยู่ คล้ายๆ กับว่าเป็นอาชีพเดียวกัน แล้วก็มีผู้นำอยู่ในกลุ่มอาชีพนั้น เมื่อวานนี้ที่ภูเก็ต ผมไปที่เขาทำโครงการปลูกป่าชายเลนและให้ชุมชนนี้ดูแลป่าด้วย ผมพยายามคุยกับเขาเมื่อวานนี้ ชุมชนทั้งชุมชนก็เป็นช่างต่อเรือที่มันติดกับท่าเรือ เขาต่อเรือที่นั่น แล้วเวลาเขามาสร้างบ้าน เขาสร้างกันเอง เขาสร้างได้ ก็เกือบทั้งชุมชนเขามีอาชีพแบบเดียวกัน

 

                ฉะนั้นเรื่องอาชีพนี่มันจะเป็นเรื่องเด่นมาก แต่ว่าที่ในชนบท ทุกคนก็ทำงานเหมือนกันหมด

 

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            คือลักษณะอันนี้อยากจะเสริมท่านอาจารย์ว่าเวลาเรามองชุมชน ชุมชนในชนบทมันมีโครงร่างที่คล้ายคลึงกันหมดเพราะมันมีอาชีพใกล้เคียง ชาวนาก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์แห่งความสำนึกมันก็ต้องเหมือนกัน แต่ผิดกับสังคมเมืองที่ท่านอาจารย์ว่ามันเบรกตรงอาชีพ อย่างในย่านตลาดนี้ก็ตั้งหลายอาชีพ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์มันจะไม่เหมือนกัน ฉะนั้นในชนบทมันต้องพึ่งพิงกัน กลุ่มนี้ถึงแม้จะต่างกันแต่ต้องพึ่งพิงกันเพราะอยู่รวมกัน เหมือนอย่างอวัยวะในร่างกายเรา หู ตา จมูก แต่ว่าในชนบทเล็กๆ นี้ มันเหมือนกันหมด มันเป็นกลไกต้องคล้อยตามกันหมดเลย มันจะต่างกันตรงนี้

 

                เพราะฉะนั้นในตัวเรื่องของชนบท ชุมชนจึงมีลักษณะที่เป็น In group มาก แต่ว่าตัวชุมชนที่อยู่ในเมืองมีทั้ง In group และ Out groupแต่ว่าต้องต่อรองว่าจะอยู่รวมกันอย่างไร ต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกัน อันนี้เป็นลักษณะที่ต่างกัน ฉะนั้นงานลักษณะเด่นทางอาชีพนำอยู่ในเมืองมีย่านตลาดที่หลากหลาย แต่ต้องพึ่งพิงกัน อย่างกรณียายเจ็ง มันต้องอยู่รวมกัน ให้คนนอกไปจัดการมันก็ฉิบหายใช่ไหม เพราะฉะนั้นตำรวจใช้ไม่ได้สำหรับชุมชนนี้

 

                ผมจำได้ครั้งหนึ่ง สกว. จัดเรื่องคำว่า “ชุมชน”ก็มีนักวิชาการแบบใหม่ไปบ้า ไปแก้ไข คำว่าชุมชนต้องเป็นอย่างนี้ ดูแล้วปวดหัว อาจารย์อคินเอาพวกสลัมไปแล้วยกตัวอย่าง อย่างเช่นกรณีตำรวจจตุจักร แถวนั้นพวกมุสลิมใช่ไหม ตำรวจมันมาเล่าครึกครื้นเลย ตำรวจมา มันพลิกเมรุ ตำรวจจับมันไม่ได้เลยออกมาไม่ได้ นั่นคือความเป็นชุมชน แล้วเขาจะจัดการกันเอง อย่างการไปทุบตีเขาไม่ทำ มันมีภูมิกันอยู่

 

                เพราะฉะนั้นเวลาไปศึกษาชุมชนในกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เลอะหมดเลย มีแนวคิดที่มีในต่างประเทศนี่เยอะหมด ถามว่าบ้านจัดสรรนี่เป็นชุมชนหรือ เป็นแค่คอกสัตว์ มันไม่มีความสัมพันธ์อะไรเลย คุณไปสร้างอะไร สลัมนี่มันยังเห็นคน แต่นี่เห็นแต่บ้าน แล้วเวลานี้ความล้มเหลวของกรุงเทพฯ นี่เพราะเราขยายบ้านจัดสรรมากก็เกิดปัญหา แล้วขณะนี้มันรุกล้ำโฉนดมากเลย นี่คือตัวอย่างที่ท่านอาจารย์อคินเล่าถึงชุมชนเมือง

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            อาจารย์คะ ต้องเจอพี่หมอนที่เขาทำงานเกี่ยวกับผู้ประสานงานโครงการวิจัยทุ่งประวัติศาสตร์ทุ่งกุลาร้องไห้กับ สกว. ชุดนี้เป็นชุดแรกในประวัติศาสตร์ของ สกว. ที่อาจารย์ศรีศักรเอาไปดูงานถึงชวากลาง ออกไป    ดูงานที่ต่างประเทศได้ เอาชาวบ้านนี่ละไปดูกัน พี่บุญเสริฐได้ประสบการณ์มากเพราะว่าทำงานกับอาจารย์มาสองปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มค่อยๆ เตาะแตะกันมาว่าโครงสร้างสังคมคืออะไร ที่เห็นอยู่ตั้งแต่ไปดูพื้นที่กัน จนปัจจุบันเชื่อมั่นว่าพี่บุญเสริฐเข้าใจอะไรค่อนข้างเยอะแล้ว

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            คือบุญเสริฐเขาทำงานที่ สกว. ความจริงเขาเป็นเขยทุ่งกุลา เขาเป็นคนในโดยปริยายใช่ไหม ชีวิตจิตใจเขาเป็นคนใน ถ้าไม่ใช่คนใน เมียจัดการเรียบร้อยแล้ว

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

                ถ้าเช่นนั้นเชิญพี่บุญเสริฐอธิบายนิดหนึ่งว่าได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่นและมีความเข้าใจเรื่องท้องถิ่นอย่างไร

 

คุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น

           

            ร่วมงานกับทางอาจารย์ที่อาจารย์ชักชวนมาสักสองสามที่ เริ่มตั้งแต่พวกเรายังไม่รู้อะไรเลย จนตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจ

 

                ที่จริงผมเป็นคนชนบท บ้านก็อยู่บ้านนอก ถามว่าประเด็นทำไมต้องศึกษาท้องถิ่น คล้ายๆ มันเป็นบ้านเราอันหนึ่ง และได้มีโอกาสมาเรียนโครงการช้างเผือกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อยี่สิบกว่าปีแล้ว เป็นโครงการของอาจารย์ ป๋วย อึ้งภากรณ์ พอจบก็ไปทำงานที่ทุ่งกุลาจนถึงทุกวันนี้

 

                ฉะนั้นโดยพื้นฐานโดยกำพืด เป็นคนท้องถิ่น ส่วนที่สองก็คือว่าได้ทำงาน ก็ทำงานเรื่องท้องถิ่น ก็เลยคลุกคลีและได้เห็นอะไรอีกมากมาย

 

                ทีนี้เข้าประเด็นที่ว่าทำไมต้องศึกษาเรื่องท้องถิ่น ผมทำงานที่ทุ่งกุลามาถึงตอนนี้ก็ยี่สิบกว่าปี ก็คลุกคลีมาตลอด ในอดีตเริ่มต้นจากศึกษาลักษณะที่เป็นการศึกษาชุมชนที่นักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน มีหมู่บ้านเป็นกลุ่มเป้าหมายเพียงหนึ่งบ้านสองบ้าน เราก็ศึกษาอันนั้น  แต่มันเป็นลักษณะการศึกษาชุมชนที่มีขอบเขต คำว่าหมู่บ้าน แต่ที่อาจารย์ไปช่วยก็คือมันไม่ใช่แค่หมู่บ้าน แต่มันเป็นเรื่องของท้องถิ่นที่มีขอบเขตที่ไม่แน่นอน แต่มันมีอยู่ว่าเรื่องอะไร ตรงไหน อย่างไร

 

                เมื่อประมาณสักปี ๓๙,๔๐ เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจที่มาพังกัน ตอนนั้นมีอาจารย์ที่อยู่มหาวิทยาลัยก็ลงมาให้ข้อมูลพวกเราว่าตอนนี้ภาวะมันมีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจกันและเตรียมตั้งรับ พวกเราก็คุยกับชาวบ้านกันใหญ่ พอสักพักหนึ่งก็มีพ่อคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้นำ คือพ่อดำ แกทำเรื่องเกษตรผสมผสาน แกก็บอกว่าก็ไม่เห็นเป็นอะไรเท่ากับว่าเศรษฐกิจที่กรุงเทพฯ มันล้มละลาย พวกเราก็กลับมาอยู่บ้าน นาก็ยังมีทำ ปลาก็ยังเยอะอยู่ ป่าธารก็ยังมีอาหารมีอะไรกิน

 

                เพราะฉะนั้นที่เขาสะท้อนมาแบบนั้นก็ให้เห็นว่าความเป็นท้องถิ่น ความเป็นชุมชนนั้นมันมีตัวตนอะไรอยู่พอสมควร หลังจากนั้นหลายคนก็กลับไป ก็ไปทำนา บางคนก็มีทางออกไปด้วยวิธีอื่น ผมเห็นว่าคึกคักด้วยซ้ำไป เพราะเศรษฐกิจที่กรุงเทพฯ มันซบ ชุมชนที่ท้องถิ่นรู้สึกคึกคัก คนที่เคยมาอยู่สักยี่สิบปีก็กลับไป ก็ไปอยู่ก็รู้จักผมมากขึ้น บางคนที่มาอยู่กรุงเทพฯ หาเช้ากินค่ำ พอกลับไปอยู่โน่นก็หาเช้ากินค่ำแต่มันมั่นคง จนกระทั่งเราสรุปกันเบื้องต้นว่าจริงๆ แล้วอันนั้นคือของแท้ที่มันเป็นรากฐานของสังคมด้วยซ้ำไป ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้นั่งคุยกันกับเพื่อน ก็คุยเรื่องรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าตรงนี้มันสำคัญ เราก็คุยกันจนครบถ้วน ทั้งที่เขารู้จักเส้นสนกลในอะไรต่างๆ เขาบอกว่าในระบบของนักการเมืองจะแจกหรือไม่แจก เขามีระบบที่ชัดเจนจากการได้มากหน่อย ใช้ทั้งระบบที่เป็นทางการอย่างเช่น กลุ่ม อสม. กลุ่มนั้นกลุ่มโน้นที่เขาสื่อได้ แต่ทีนี้กลุ่มนี้ก็ไม่สำคัญเท่ากับกลุ่มที่อยู่ในชุมชน ถ้าเข้าไปยิ่งรู้ว่าใครเป็นใคร ถ้าเข้าไปทางนี้จะได้ใครบ้าง ฉะนั้นเขาจะใช้ตัวกลไกกับโครงสร้างทางสังคม ผมก็เลยมาคิดต่อว่าตัวที่หนึ่งนี่มันคล้ายๆ กับว่าตัวท้องถิ่นมันมีอะไรอยู่พอสมควร เพียงแต่ว่าเรายังมองข้ามตรงนั้น อันที่สองนี่ถ้าบอกว่างานพัฒนาหรือไม่ว่าวัดหรืออะไรทำ ส่วนใหญ่จะเข้าไปแทนโครงสร้างทางการปกครองเป็นส่วนใหญ่ แต่นักการเมืองใช้โครงสร้างทางสังคม แสดงว่ามันไม่ได้ใช้พลังของชุมชนที่มีอยู่ ท้องถิ่นที่มีอยู่ มันผ่านไปทางโครงสร้างทางอำนาจ มันก็ไปอีกทางหนึ่ง แล้วก็โครงสร้างทางสังคมที่มันมีอยู่และมีความสำคัญตรงนั้นไปเลย แต่นักการเมืองใช้ หรือแม้กระทั่งพวกท่าทราย เขาจะไปบวงสรวงถ้าที่ไหนเป็นเจ้าพ่อผีใหญ่ที่เป็นที่เคารพบูชาของชุมชนแถบนั้น เขาไปบวงสรวง วัดไหนอย่างไรเขาก็ไปถวายเงินวัด แล้วก็สัมปทานจะหนีไปไหน ฉะนั้นชาวบ้านก็บอกว่า เอ้า ให้วัดแล้ว ทางนี้เขาก็ช่วยแล้ว คือระดับการต่อต้านก็ลดลง

 

                เพราะฉะนั้นผมว่าคล้ายๆ อย่างนี้ ทั้งธุรกิจทั้งนักการเมืองก็ใช้วิเคราะห์โครงสร้างทางสังคมตรงนี้เขาก็ใช้มา ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกเราที่ไม่ค่อยได้ใช้ ประเด็นอย่างนี้มันจะย้อนไปถึงว่าถ้าเราอยากพัฒนาท้องถิ่น อยากได้ท้องถิ่นเป็นพื้นฐาน อยากพัฒนา เพราะฉะนั้นความจำเป็นในเรื่องการศึกษาในนี้จำเป็นอย่างแน่นอน

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            เรากำลังบอกว่า คมช. หรือว่านักวิชาการโง่กว่านักการเมืองท้องถิ่นเพราะว่าไม่รู้จักการใช้โครงสร้างทางสังคมให้เป็น จริงไหมคะ

 

อาจารย์อคิน รพีพัฒน์

 

            ผมรู้จักผู้รับเหมาสร้างถนนนะอาจารย์ เขาบอกว่าก่อนนั้นเขารับจ้างสร้างทั่วประเทศไทย ลงไปทางใต้ ทางภาคใต้นั้นทำไม่ได้ ภาคอีสานภาคเหนือเขาไปเขาจะรู้เลยว่าใครเป็นคนมีอิทธิพล เขาบอกว่าคุณมาดูแลต่างๆ นานา เขาไม่ได้หวังอะไรเขาเอาเงินมาให้ เขาก็เอาไปให้ ให้พวกนี้ก่อน แล้วก็ไปทำสร้างถนน เหมือนที่คุณเล่าว่านักการเมืองเขาก็ทำเหมือนผู้รับเหมาไม่ผิดเลย

 

                ผู้รับเหมา พ่อค้า นายทุนสมัยก่อนนี้เขารู้ดีที่สุดเลยว่าอะไรเป็นอะไร แต่ข้าราชการเราไม่รู้ ไม่รู้เรื่องหรอก

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            อาจารย์ศรีศักรมีอะไรจะเสริมเรื่องความสำคัญของโครงสร้างสังคมที่ถูกเอาไปใช้ผิดๆ หรือไม่ผิดก็ไม่ทราบนะ

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            ที่คุณบุญเสริฐพูด อันแรกยังสำนึกท้องถิ่นอยู่ เมื่อคนมาทำงาน คือระยะหนึ่งมันมีคน ชาวนานี่แห่เข้ามาในเมืองหมดเลย เพราะฉะนั้นอย่างส้มตำทางเหนือมี มี มันมีมา พอมีมามันก็เกิดภาวะที่มันเดือดร้อนขึ้นมา มันก็ต้องกลับไป แต่ผมคิดว่าอย่างนี้ คนที่อีสานที่เข้ามาส่วนแรกในระยะแรกนี้มาขุดทอง อย่างพวกมาไหลตาย มาขุดทอง อย่างพวกท้องถิ่นสุวรรณภูมิมาเป็นแท็กซี่ มาหมดเลย พวกนี้เข้ามาในกลุ่มของคนลาวด้วยกัน แต่เขามาเช่าอยู่บ้านเดียวกัน บ้านหลังเดียวกันอยู่ได้สักยี่สิบคน ลูกอีกกี่คน มันถึงได้ไหลตาย เพราะมันไม่ต้องการมาปักหลักแหล่ง พอถึงฤดูกาลมันกลับไป แต่ไม่ได้กลับไปถาวร มันไปๆ กลับๆ แต่พอมาเดือดร้อนก็ต้องกลับไป นี่คือมา สำนึกมีแล้ว แต่ถ้าไปปั๊บนี่ก็สามารถแทนที่ จะไปเป็นแรงงานรับจ้าง ยังไปจับหอย ปู ปลากินได้ คนอีสานนี่ตัวธรรมชาติ รู้ธรรมชาติดี คือเป็นพวกกาฝากสำหรับธรรมชาติ มันรู้จักหมด คุณดูซิอีสานกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ฉะนั้นเขาอยู่ได้ อันนี้คือส่วนดี แต่ว่าส่วนดีพอกลับไปปั๊บมันเป็นแบบนี้ เพราะท้องถิ่นมันถูกทำลายโดยพวกนายทุนที่เข้าไป อาศัยโครงสร้างไปยึดที่เขาต่างๆ เหล่านี้ เขาก็มีปัญหาขึ้นมา แต่เวลานี้การเคลื่อนไหวตอนหลังนี่ เราย้อนรอยโดยการที่ว่าให้โครงสร้างสังคมเข้าไปจัด แต่จัดในลักษณะที่ว่าให้มันมีเป็นกลุ่มที่ชัดเจน อย่างวิธีที่คุณบุญเสริฐใช้นี่ เอาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ปู่ ย่า ตา ยายมาพูดกันถึงสาม Generation แล้วให้ทบทวนว่าเคยอยู่รวมกันอย่างไร อันนี้เป็นงานที่เริ่มทำใช่ไหม

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            อยากจะให้คุณบุญเสริฐเล่าเรื่องทุ่งกุลาที่มีความสำคัญมาก เพราะว่าได้เริ่มทำตั้งแต่จับประเด็นเรื่องโครงสร้างสังคม เห็นท้องถิ่น เห็นคน และเห็นชุมชนตรงนั้น อยากให้ช่วยอธิบายตรงนี้

 

คุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น

 

 

            เมื่อทำงานมาสักปี ๔๖,๔๗ ทั้งทำงานในพื้นที่ เพราะว่าเรื่องของ สกว. ที่ทำเรื่องงานวิจัยทางท้องถิ่น พวกที่ทำแรกๆ ก็เคยเป็นแต่ละชุมชนที่สนใจ อย่างบางชุมชนก็สนใจเรื่องป่า บางชุมชนสนใจเรื่องน้ำ ก็แล้วแต่ ในช่วงนั้นที่พวกเราเชิญอาจารย์ไป  ก็ว่าอาจารย์ครับพวกเราทำอย่างนี้ทำไมบางโครงการมันติดๆ ขัดๆ ทั้งที่บางทีความรู้เราก็ได้ ทีนี้อาจารย์ช่วยเปิดหัวให้พวกเราว่าที่จริงคนทำมันยังไม่เห็นถึงโครงสร้างของชุมชนท้องถิ่นตรงนั้น เพราะว่าเรื่องทุกเรื่อง การเคลื่อนการพัฒนานี่มันใช้กลไก มันใช้โครงสร้างทางสังคมจึงเคลื่อน พอรู้ว่าป่านี้ควรจะทำอย่างไร แต่เราจะไปเคลื่อนคนมันไม่ไป อาจารย์ก็เสนอ พวกเราก็ทดลองโดยเริ่มต้นอย่างนี้ อาจารย์ทดลองทำทัวร์ทุ่งกุลา ผมยอมรับว่าผมอยู่ทุ่งกุลามายี่สิบปี ผมรู้จักทุ่งกุลาไม่เท่าอาจารย์ อาจารย์พาพวกเราไปดูว่าที่ไหนเป็นอย่างไร มีความสัมพันธ์กันมาอย่างไร ก็เป็นความรู้ส่วนหนึ่งที่เราเห็น

 

                ถ้าถามว่าคนทุ่งกุลารู้จักทุ่งกุลาไหม คนในเมืองก็ไม่รู้จัก ไปรู้จักในภาพที่ตัวเองเห็น รู้จักที่ตัวเองเคยได้ยินบ้าง คนเล่าแบบนี้ รู้จักในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่ยังไม่ถึงขนาดที่รู้จักในภาพที่มันเป็นระบบในเรื่องของการวิเคราะห์เชื่อมโยงเท่านั้น ยังไม่มีภาพ หลังจากนั้นพวกเราก็เลยกำหนดจุดกันว่าทุ่งกุลานี่มันมีจุดทางยุทธศาสตร์ของการศึกษาอยู่ที่ไหนอย่างไรบ้าง เผอิญว่าในทุ่งกุลานี่ นอกจากว่ามันมีขอบเขตพื้นที่ที่เป็นทางธรรมชาติครั้งนี้ มันจะมีร่องรอยของชุมชนโบราณที่กระจายกันอยู่ แล้วก็จับสองอันนั้นมาบวกกันว่าเมืองบัวที่มีแหล่งหลุมฝังศพ เมืองเตาก็เป็นแหล่งที่เจ้าพ่อศรีนครเตาที่เป็นเจ้าพ่อใหญ่ทุ่งกุลาตั้งขึ้นมา กู่ไกรสิงห์ก็มีกู่        บ่อพันขันก็เป็นแหล่งเมืองโบราณ เพราะฉะนั้นเราก็พยายามจับตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาจากที่อาจารย์ให้ภาพรวมตรงนั้น หลังจากนั้นพอเห็นภาพตรงนั้น เราก็มานั่งคุยกันว่าที่อาจารย์ให้ข้อแนะนำนั้นว่า ก่อนที่จะเริ่มต้นจะต้องรู้จักว่าภายในชุมชนท้องถิ่นสภาพของนิเวศน์เป็นอย่างไร หมายถึงตัวพื้นที่ ตัวทรัพยากร มีอะไรอย่างไร อันที่สองก็คือต้องรู้คน ว่าคนบ้านนี้มาจากไหน อย่างไร มีใครบ้าง ผมว่าเราเริ่มจากสองเรื่อง โดยที่บวกกับตัวพัฒนาการที่เป็นอย่างๆ โดยเรื่องนิเวศน์ดูเรื่องคน และใช้พัฒนาการที่เป็นเชิงประวัติศาสตร์เข้าใส่ ใช้เวลาศึกษาอยู่ประมาณสักห้าหกเดือนก็เห็นภาพอันนี้

 

                สิ่งที่เราเห็นเรื่องแรกก็คือว่าความเป็นทุ่งกุลาที่คนนอกกำลังมองว่ามันแห้งแล้งอย่างโน้นอย่างนี้ ที่จริงแล้วคนข้างในไม่ได้พบบ่อยนัก เขารู้ว่าที่ไหนหากินได้ ที่ไหนมีอะไร และร่องรอยเรื่องการจัดการน้ำ ถ้าแล้งเขาทำอย่างไร ถ้าน้ำท่วมเขาทำอย่างไร ผมว่าตรงนี้มันเห็นทิศทาง เห็นการจัดการพื้นที่ตรงนั้น

 

                อันที่สองเรื่องคนที่อาจารย์ให้ความสำคัญมาก มีบ้านหนึ่งชื่อบ้านไพรขลามีเขมร ลาว ส่วยอยู่ด้วยกัน ตอนนี้เด็กลาวครองอยู่ หมู่บ้านชาติพันธุ์ลาว แต่มีอันหนึ่งที่เป็นที่แปลกมากก็คือว่ามีบุญข้าวตาก ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบ แต่ลาวบ้านไพรขลาเอาบุญข้าวตากเขมร ผมก็ถามว่ามันเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาบอกว่าไม่รู้ เมื่อเขาเกิดมาเขาก็เห็นอย่างนี้ คนข้างในเขาก็ดูว่า เออ มันพัฒนามันหลอมมาอย่างนี้ โดยพื้นเพเดิมตรงนั้น เขาเล่า ประวัติศาสตร์ตามตำนานเขาเล่าว่าแถบนั้นมันเป็นชุมชนเขมรมาก่อนลาวที่อพยพเข้ามา มันอาจจะเป็นอย่างนั้น

 

                ทีนี้บ้านนั้นเราศึกษาโดยใช้ผ่านทางการศึกษาทางชาติภูมินับได้ประมาณเจ็ดชั้นหรือรุ่น แล้วรุ่นแรกนี้คือเป็นหลาน เป็นเชื้อพระวงศ์ที่มาจากเวียงจันทร์ เชื้อเจ้าที่มาจากเวียงจันทร์ คนที่ศึกษา คนที่ไล่เรื่องนี้อายุประมาณสักสามสิบกว่าเอง เป็น อบต. ด้วย แกก็ภูมิใจลึกๆ ว่า เออ เราก็มีเชื้อพระวงศ์ด้วย

 

                หลายๆ ที่มันเห็นเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ อย่างเจ้าพ่อขุนนครเตาก็เป็นประวัติศาสตร์ที่เชื่อมประวัติศาสตร์ลาวจำปาสักก็มาทางนี้ ก็มีบางส่วนที่ลาวยืมไป ผมว่าตรงนี้มันสร้างพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของคนแถบนั้น ที่แต่เดิมนี่มีแค่ยกตำนาน ก็เล่ากันไปเล่ากันมาแบบนั้น แต่พอศึกษาเรื่องราวพวกนี้ขึ้นมามันสามารถปะติดปะต่อ ทำให้เห็นว่าใครมาจากไหน อย่างไร มันไหลไปอย่างไร ภาพที่เห็นรวมๆ รูปกลมๆ ข้างในสำหรับชุมชน ผมไปเล่าตัวอย่างของบ้านเมืองบัว บ้านเมืองบัวนี่มันมีกู่แรก มีกรณีตัวอย่าง ทางกรมศิลฯ จะไปขุด พอขุดไปพบเทวรูป ชาวบ้านเขาไม่ให้ขุด แล้วยุติไม่ให้ขุด เพราะว่าเขาบอกว่าตรงนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าทำแล้วจะทำให้ชาวบ้านนี้ไม่สบาย มีอะไรที่ไม่ดี เขาว่ากันอย่างนั้น ก็เลยไม่ได้ขุด เมื่อไม่ได้ขุดแล้วทำอย่างไร หลังจากนั้นอาจารย์ที่เป็นหัวหน้าทีมในพื้นที่ในนี้ก็ได้คุยกัน

 

                เริ่มจากที่คุยเรื่องคนในชุมชนว่ามีใครบ้าง ผมก็ดึงว่าถ้าสมมุติว่าเรื่อง มีผู้เฒ่าผู้แก่ มีตระกูล มีอะไรก็ดึงมาแล้วก็นั่งคุยกันว่าเราจะทำอะไรถ้าไม่ให้เขาขุด เราจะทำอะไรกับกู่กับตรงนี้ของเรา ชาวบ้านที่เป็นคนเฒ่าคนแก่แต่ก่อนเคยมีพิธีกรรมอย่างโน้นอย่างนี้ นอกจากบ้านเมืองบัวแล้ว ก็มีบ้านอื่นที่เขาทำด้วย พิธีสงฆ์กู่ในเดือนหก จะเป็นบุญยิ่งใหญ่ของท้องถิ่นตรงนั้น เราก็เลยคุยกันว่าถ้าเช่นนั้นเราลองมาจัดตรงนี้ให้ยิ่งใหญ่เหมือนเก่า แล้วก็พยายามสื่อสาร พยายามกระจายไปทั่วในพื้นที่ที่เขาร่วมงานกัน

 

                หลังจากนั้นพอเขาจัดซึ่งอาจารย์ก็ไปร่วมงานด้วย เขาก็พัฒนาตัวพิธีกรรมใหม่ให้มันสามารถมีคนเข้ามาร่วมงานได้มากขึ้น มีการสร้างศาลที่เป็นศาลหลักบ้านที่มีอยู่ประมาณห้าหกชุมชน เขาก็จะแห่ปู่ตาของแต่ละบ้านมารวมกัน มาสร้างกันตรงนั้น และทำพิธีสงฆ์ ทำสามวันสามคืน ถ้าประเมินเบื้องต้นจากคนเข้าร่วมผมว่ามันสร้างสำนึกของคนทางนี้ได้เยอะ ซึ่งต่างจากผมว่าถ้าจะพัฒนาเลย ถ้าขุดผมไม่แน่ใจว่ามันจะมีอะไร ชาวบ้านมาร่วมมากน้อยแค่ไหน แต่พอเรามาสร้างกระบวนการอย่างนี้ มานั่งคุยกัน ถ้าทำกิจกรรมมันจะมาพิธีกรรม เท่านั้นยังไม่พอเขาจะคุยกันต่อว่าเขาจะพัฒนาตรงนั้นต่ออย่างไร จะขุดหรือไม่ขุดไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่หมายถึงว่าทุกคนสามสี่บ้านตรงนั้นจะมาร่วมกันได้อย่างไร จะศึกษาข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ชุมชนก่อน ผมว่าอันนี้มันเป็นงานที่มันเกิดจากกระบวนการที่ทำงานตรงนั้น ก็ไม่ใช่ให้ อบต. ทำ คือชาวบ้านต้องทำก่อน แล้ว อบต. ก็เข้าไปหนุนเรื่องงบประมาณเรื่องสถานที่ ผมว่ากรณีคล้ายๆ อย่างนี้มันเริ่มเห็น กรณีเมืองเตาก็คล้ายๆ กัน มานั่งคุยกัน เพราะฉะนั้นที่มาถึงตรงนี้ผมว่าผีจะแรงกว่าวัด          

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            ที่ผ่านมาเคยไปร่วมงาน โดยเฉพาะเรื่องของเจ้าพ่อศรีนครเตา อาจารย์ศรีศักรก็มักจะยกตัวอย่างประเภทนี้กรณีนี้ขึ้นมาตลอดว่าผีเจ้าพ่อศรีนครเตานี้เป็นผีที่คุมทั้งทุ่งกุลาเลย ทีนี้กระบวนการนี้ก่อนหน้านี้เคยไปที่บ้านเมืองเตามาก่อน ก็ดูซบเซาไม่ค่อยมีกิจกรรมไม่ค่อยมีอะไร หลังจากที่โครงการนี้เข้าไป เหมือนกับว่าไปเสริมพลัง ไปทำให้คนมีกิจกรรมมากขึ้น ให้มีข้อมูลมากขึ้น ให้มีความรู้ว่าเราต้องการที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง ก็มีกิจกรรมหลายๆ ที่ นอกเหนือไปจากบ้านเมืองบัวที่เห็นชัดแล้ว จึงอยากให้ช่วยเล่าอีกนิดหนึ่งแล้วอาจารย์ศรีศักรจะเสริมเรื่องกระบวนการประวัติศาสตร์สังคมทางนี้ด้วย

 

คุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น

 

            กรณีเจ้าพ่อศรีนครเตา  ผมว่าถ้าเปรียบเทียบคนทุ่งกุลาเขาจะทำอะไร  เขาจะนึกถึงกราบไหว้  เขาจะทำนา จะทำอะไรนั่น ทั่วทุ่งเขาจะนับถือทางนี้ ถ้าตามตำนานก็เป็นคนส่วยที่มาสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่แถวนั้น หลังจากนั้นก็มีเครือข่ายที่เป็นชุมชนตามตำนานว่าเจ้าพ่อศรีนครเตาไปสร้างที่ไหน แล้วขุดรูปไปสร้างที่ไหนบ้าง แต่ละที่ก็จะมีเรื่องตำนานเรื่องเล่าอย่างนี้ เท่าที่เราทำเรื่องนี้ มีอยู่สองประเด็น

 

                อันที่หนึ่งก็คือว่าเราอยากรู้และสร้างพลังของเครือข่ายชุมชนที่มีเรื่องเจ้าพ่อศรีนครเตาเป็นแกนอันหนึ่ง

 

                อันที่สองก็คือว่าชุมชนเมืองเตาที่เป็นจุดศูนย์รวมของเจ้าพ่อศรีนครเตานี่สร้างกระบวนการอย่างนี้อย่างไร

 

                เท่าที่เราทำมาก็คือว่าเราไปชวนคุยในที่ชุมชนต่างๆ ในที่เขามีเรื่องนี้ แล้วลองเล่าสู่กันฟังว่าบ้านนี้ว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร มีพิธีอย่างไร แล้วหลังจากนั้นเราก็มาร่วมกันว่าเจ้าพ่อศรีนครเตานี้เป็นอย่างไร นี่เป็นภาพรวมของคนพื้นที่

 

                ทีนี้ในกรณีในเมืองเตานี้มันเห็นชัดก็คือว่า ผมเพิ่งนั่งคุยทางทีมนี้ว่า เวลาเขาเคลื่อน เขาจะมีปัญหาเรื่องผู้นำ เพราะว่าเวลาเขาเคลื่อนไป ผู้นำบางส่วนไม่เห็นด้วย ขัดแย้งคล้ายๆ อย่างนี้ ผู้นำนี้มีทั้ง อบต. ทั้งผู้ใหญ่บ้านบางส่วน สิ่งที่เขาตั้งข้อสังเกตก็คือว่าพอขัดแย้งก็ขัดแย้ง แต่เวลาบอกว่าไปทำพิธีกรรมของเจ้าพ่อก็ไปทุกคน เขาสรุปกันได้อย่างนี้ก็คือว่าถ้าเรื่องเจ้าพ่อนี่ทะเลาะกันอย่างไรก็ไป เพราะว่าถ้าไม่ไปเจ้าพ่อจะเอาไปเลี้ยงช้าง เพราะในตำนานเจ้าพ่อเป็นคนเก่งเรื่องช้าง

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            เลี้ยงช้างนี่คืออะไร ต้องแถลงก่อน

 

คุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น

 

                ตายครับ เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่เขาก็ไปเมื่อนั้น  พอพูดถึงเจ้าพ่อ  ทุกคนไปทุกคน  ร่วมไม้ร่วมมือ อาจจะทะเลาะกันบ้างอะไรพวกนี้ แต่เวลาทำกิจกรรมก็ไป เพราะฉะนั้นประเด็นคล้ายๆ อย่างนี้ก็คือว่าเราอยากเห็นเราอยากทำภาคตรงนี้ร่วมกันว่าทำอย่างไรจากที่ทุกคนนับถือเจ้าพ่อ มีประเพณีปฏิบัติ เราอยากสร้างตรงนี้ให้มันสามารถที่จะร่วมกันให้เกิดความเป็นท้องถิ่นให้มากขึ้น เพราะว่าถ้าเปรียบเทียบเจ้าพ่อ ศรีนครเตา คนทุ่งกุลาจะรู้จักมากกว่าอะไรต่างๆ นี่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศด้วยซ้ำไป เขาอาจจะไม่รู้จักแต่บอกว่าเจ้าพ่อศรีนครเตาก็จะรู้

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            แล้วที่นั่นไม่ค่อยเห็นจตุคามหรือคะ ไม่ค่อยเห็นป้าย

 

คุณบุญเสริฐ  เสียงสนั่น

 

            ไม่ค่อยมี พวกเราอาจจะไม่อยู่ในสายนั้น มีแต่จตุคามพัฒนาที่โรงเรียน แต่จตุคามรามเทพไม่มี  ทีนี้มีกรณีหนึ่งที่ดงครูใหญ่ ถือเป็นพื้นที่ที่ลำน้ำเสียว มีกรณีเรื่องความขัดแย้ง เรื่องเขตราศีไศลที่ชาวบ้านมาม็อบ แล้วในชุมชนนั้นเขาเรียกว่าสิบสองราศี มีสิบสองก๊ก เพราะว่าเรื่องเขื่อน แล้วก็มีผู้นำไป พอจะเคลื่อนอะไรสักอย่างหนึ่งมันก็เป็นเรื่องม็อบ

 

                อีกหนึ่งที่ที่ปรากฏชัดออกมา ที่คุยกันสองสามวันนี้ก็คือว่าแต่พอคุยเรื่องเจ้าพ่อดงพญาเย็นนี่เรื่องม็อบมันจะลดลง แล้วที่ตรงนั้นเขาเปรียบเทียบว่าเป็นจังหวัดผี เขาจะมีประเพณีบวงสรวงเรือ ก่อนที่จะมีประเพณีบวงสรวงเรือประจำปี เขาจะไปเบิกท่าอันนั้นก่อน แล้วท่าอื่นก็ค่อยทำ เพราะฉะนั้นแถบนั้นจะเป็นราศีไศล      ศรีสะเกษ เขามาที่นั่นหมด แต่พอมาระยะหลัง หลังจากที่เขื่อนมานี้ คนเริ่มร่อยหรอ เมื่อปีที่แล้วมีลำเดียวของหมู่บ้าน ของหมู่บ้านก็คือของสมัชชา มีกลุ่มเดียวไม่ใช่ทั้งหมู่บ้าน ปีนี้เขาก็เลยขอคุยกันใหม่ โดยเริ่มต้นจากคนที่เป็นเทียม เขาเรียกกันว่าเป็นเทียมของเจ้าพ่อ มานั่งคุยกันว่าเราอยากทำบวงสรวงให้เจ้าพ่อเหมือนที่เคยทำมา ลูก หลาน พี่ น้อง ประเพณีที่เคยทำมาก็จะได้ร่วมกันที่ตรงนั้น

 

                ทีนี้ก็มานั่งคุยกันว่ามันจะไม่ทะเลาะกันอีกหรือ ผมก็บอกว่าถ้าคุยกันดีๆ เรื่องเจ้าพ่อ ไม่น่าจะมีคนขัด เพราะว่ามันมีปรากฏการณ์อยู่บ่อยๆ ว่าใครแห่ไปอย่างไร ประเดี๋ยวก็จะเจอปาฏิหาริย์อะไรทำนองนี้ แล้วล่าสุดประมาณสักวันที่ ๑ ที่ผ่านมา พวกเราอบรมนักวิจัยไปศึกษาไปอบรมไปเก็บข้อมูลเรื่องป่า ก็ไปที่ศาลเจ้าพ่อ บังเอิญว่ายังไม่ได้บอกกล่าว เขาก็เลยไปเข้าสิงคนหนึ่ง เห็นกันจะๆ เลย ถามว่าเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่รู้ แต่มันเห็น ทุกคนที่ไปตอนนั้นเป็นชาวบ้านในเขตลุ่มน้ำมูลตอนกลางประมาณสักยี่สิบหมู่บ้าน เขาก็เห็นภาพนั้นซึ่งโดยพื้นฐานเขาก็เชื่อประมาณอย่างนี้

 

                ฉะนั้นโดยพื้นฐานนัยของการทำงานมีอยู่สองส่วนซึ่งตอนนี้เราพยายามจะทำก็คือว่าอันที่หนึ่งก็คือ เรื่องโครงสร้างทางสังคมซึ่งจะบวกกับตัวพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชน ทั้งสองอย่าง มันจะสร้างสำนึกของคนบ้านนั้น อย่างน้อยคนไพรขลาก็จะได้รู้ว่าตัวเองมาจากไหน อย่างไร มีใครที่ไหนบ้าง เขารู้ว่าเขมรอยู่คุ้มไหน ส่วยอยู่คุ้มไหน ลาวอยู่คุ้มไหนอย่างไร ความสัมพันธ์ตรงนี้เป็นใหญ่

 

                พอหลังจากนั้นเรามาเคลื่อนเรื่องพิธีกรรมที่เราทำ เพราะว่าถ้าดูตามแกนของชุมชนว่าเรื่องความเชื่อ เรื่องพิธีกรรมเกี่ยวกับเรื่องเจ้าพ่อเรื่องผีนี่ มันสามารถที่จะรวมคนได้

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            ตรงนี้มีใครที่ใช้ประโยชน์จากความเชื่อเรื่องผีของทุ่งกุลามาควบคุมโครงสร้างสังคมอีกทีหรือยัง หรือว่าคุณบุญเสริฐคิดอยากจะคุมด้วยตัวเอง

 

คุณบุญเสริฐเสียงสนั่น

 

            ผมไม่กล้า คือเขาก็คุมกันเอง ถ้าคนข้างนอกเข้าไปคุมก็จะมีปัญหาอีกอย่างที่อาจารย์ว่า เพราะฉะนั้นภายในเขาก็จะมีเจ้าพ่อศรีนครเตา เขาก็จะมีผีอะไรต่างๆ อยู่ประมาณสามสิบอยู่ภายใต้บริวาร แล้วเขาก็จุดเทียนมีส้มมีอะไรใช่ไหม แล้วโครงสร้างอันนั้นเขาก็รู้กันในชุมชนว่าจ้ำใหญ่นี่ใคร ถ้ามีพิธีนี้คือใคร มีที่เขาสะท้อนมาส่วนหนึ่งก็คือว่ามันก็แปลก เขาบอกว่าคนเชื่อน้อยลงแต่คนใจบวมสวมเพชรขึ้น มันหมายความว่าอย่างไร คือแต่ก่อนคนเชื่อเยอะแต่พิธีบวงสรวงอาจจะไม่เยอะ

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            ถ้าเปรียบเทียบกับทางพุทธศาสนา พระสงฆ์มีบทบาทเมื่อเปรียบเทียบกับความเชื่อเรื่องผีเป็นอย่างไร

 

คุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น

 

            ผมว่าเรื่องพระแถวนั้นมันยังไม่ถึงระดับ อาจจะเป็นภารกิจที่ทุกคนต้องไปต้องทำคล้ายๆ อย่างนี้ ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ผมรู้สึกอย่างนั้น แต่พอมาพูดถึงเรื่องนี้ไม่เชื่อแต่กลัว

 

                อย่างเมื่อวันก่อนผมไปคุยเรื่องนี้ เทียมใหญ่ถามว่าเชื่อไหม ถ้าไม่เชื่อเอาไหม ท้าไหม ก็ไม่กล้าท้า ไม่มีใครกล้าท้า แต่หมายถึงว่าโดยการพิสูจน์ที่มันเห็นอะไรก็บอกว่าท้าไหม ไม่มีใครกล้าท้า

 

                ผมว่าถ้าดูเรื่องมิติทางความเชื่อ โครงสร้างทางวัฒนธรรมตรงนี้มันโยงไปใส่เรื่องโครงสร้างทางอำนาจส่วนหนึ่งด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในคนกลุ่มนี้ด้วย จะเป็นคนอุปถัมภ์ เป็นคนดำเนินการ จะบอกว่าเราไม่ได้ใช้ อันนี้เพื่อสร้าง สร้างพลังในการพัฒนา แต่เราใช้ผู้ใหญ่บ้าน ใช้กำนันในเชิงอำนาจไปปกครองไปทางโน้น

    

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            ตรงนี้อาจารย์ศรีศักรช่วยสรุปและช่วยอธิบายเรื่องของสิ่งที่คุณบุญเสริฐทำมาทั้งหมด อันหนึ่งอย่างที่เห็นก็คือโครงสร้างทางสังคมที่ชัดเจนแน่ถูกนำไปใช้ อันที่สอง คือเรื่องระบบความเชื่อ ซึ่งสร้างพลังมหาศาลให้กับคนอีสานและคนทุ่งกุลา

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

 

            ผมมองการวิจัยแบบเราทั้งกระบวนการคือทำไปเรียนรู้ไป แล้วแต่ละแห่งนี่เท่ากัน แต่ในทุ่งกุลานี่ต้องยกเครดิตให้กับคุณบุญเสริฐ แต่ที่เขามีเครดิตนี่คนทุ่งกุลา เขาไม่ใช่คน สกว. เขาเกิดเขาอยู่ที่นั่น ภรรยา ลูกเขาเกิดที่นั่น เขามีสำนึก แล้วเขาสื่อได้ แล้วสิ่งที่บุญเสริฐเคลื่อนไหวทางโครงสร้างทางสังคมนั้นผมประหลาดใจมาก เพราะในฐานะที่เราเป็นนักมานุษยวิทยา กว่าที่เราจะไปแตะโครงสร้างทางสังคมไม่ใช่ง่ายๆ เพราะไปถามโคตรพ่อโคตรแม่เขาใครจะไปบอก ใช่ไหม ดีไม่ดีมันตีหัวเอาด้วยว่า เอ๊ะ !มันมาอย่างไร นี่ไอ้ตรงนี้มันน่าแปลก

 

                คนแก่จะมาร่วมด้วยทุกแห่งเลย แล้วเขาก็เขียน Family เขา ซับซ้อนมากซึ่งเราต้องทำเป็นวัน อาจารย์ เอามาเลยกี่ตระกูลกี่ตระกูลเอามา แล้วตระกูลเหล่านั้นหลากหลายทางชาติพันธุ์ทั้งนั้น แล้วชุมชนที่อยู่ตรงนั้นถึงแม้ว่าเป็นชุมชนส่วย นี่เป็นชุมชนลาว ก็ไม่ใช่เป็นคนส่วยอยู่ตลอด ฉะนั้นผสมกันไปหมดเลยอย่างที่ผมว่า นี่มันจะผสมผสานกันสัมพันธ์กันอย่างที่อาจารย์สุเทพว่า

 

                ทีนี้งานที่คุณบุญเสริฐไปทำ เราเห็นโครงสร้างของสังคมแต่ละชุมชน อย่างเมืองเตา เมืองเตานี่โดยพื้นฐานเป็นส่วย คือทั้งหมดนี่กลุ่มนี้ เมืองเตา เมืองบัว กู่กาสิงห์อยู่ในบริเวณลุ่มน้ำเสียว ลุ่มน้ำเสียวตอนบนคือลำน้ำเตาแล้วมาพบลำน้ำเสียวแถวเมืองบัว

 

                แต่เมืองเตาโดยฐานทางชาติพันธุ์เป็นส่วย แล้วถือว่าเป็นเมืองซึ่งผู้นำทางวัฒนธรรมของส่วยอยู่ที่นั่นคือเป็นผี เป็นผีมีตัวตนทางประวัติศาสตร์ เป็นส่วยที่มาจากอัตลักษณ์ พวกนี้เลี้ยงช้าง เข้ามาตั้งถิ่นฐานตรงนั้น แล้วก็เชียงศรีนี่ก็เหมือนกับเชียงปุ่มเชียงอะไรที่เป็นเจ้าเมืองสุรินทร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระศรีนครเตา ทีนี้       ศรีนครเตาก็ขยายบ้านเมือง ตั้งแต่เมืองเลยเรื่อยไปเลย ส่วนหมู่บ้านส่วยข้างทุ่งกุลา ตัดจากทุ่งกุลาจากเมืองเตาไปรัตนบุรี ก็พูดถึงการตั้งถิ่นฐานของคนส่วยในทุ่งกุลา

 

                ทีนี้การตั้งถิ่นฐานของคนส่วยมันไม่ได้มีของคนส่วยอย่างเดียว พอคนส่วยมา คนลาวเข้ามา คนเขมรเข้ามา คนไทยเข้ามา ไทยโคราชนี่มานะไม่ใช่ไทยอย่างเรา มาตามลำน้ำมูล จากการปฏิสัมพันธ์กัน วัฒนธรรมลาว ระเบียบแบบแผน ครอบแม้แต่ภาษาส่วนใหญ่ ครอบฮีตสิบสองคลองสิบสี่ครอบ แต่ Culture hero เป็นส่วย ทีนี้พอลาวเป็น Culture heroถูกยกเป็นผีใหญ่เรียก พ่อใหญ่นครเตาแห่งทุ่งกุลาแล้วมีกำเนิดอยู่ที่บ้านเมืองเตา แล้วจะมีศาลหมอผีสำหรับเตาอยู่ และเห็นว่ามีศาลอยู่ที่รัตนบุรีที่กลายเป็นเมืองอยู่ในเขตสุรินทร์ บุรีรัมย์ แล้วตามตำราบอกว่าศรีนครเตาเป็นผู้นำที่ทุกฝ่ายยกย่อง แล้วก็เกิดตำนานด้วยความเชื่อพ่อใหญ่ศรีนครเตาว่า ในทุ่งกุลาตรงนี้ในลุ่มน้ำตรงนี้เป็นผีที่อยู่ในระดับสูง ถัดไปก็เป็นผีประจำหมู่บ้าน มีอะไรเยอะแยะ แต่ผีใหญ่คือ ผีนครเตา แล้วเคารพในกติกาในการทำเกษตรใช่ไหม ทำนาในเขตนั้น จะต้องอุทิศข้าวสามคำนั้นให้กับผี คำแรกต้องเป็นให้กับพ่อใหญ่ศรีนครเตา แต่ศาลดั้งเดิมของศรีนครเตาอยู่ที่เมืองเตา ดังนั้นพวกส่วยพวกเมืองเตาใช้ตรงนั้นเป็นไฮไลต์ หลังจากที่ลำดับทางเครือญาติแล้วมาพูดถึง เพราะการยกผีใหญ่ทำให้เกิดคนมาไหว้ เขาย้ายศาลผีนครเตาไปศาลที่ใหม่ ช้างตัวเบ้อเร่อแล้วทำพิธีกรรม เหมือนกับพิธีสิบสองเดือน แต่เดือนนั้นก็กินวินาศ ปรากฏว่าเครือข่ายของชุมชนอื่นเข้ามาไหว้เต็มเลย บอกว่าความเชื่อน้อยแต่เวลาโมโหมันมาทุกที เซ่นสรวงมากเลย แล้วความกลัวอย่างหนึ่งที่บอกว่าศรีนครเตาเป็นผีช้าง ถ้าบอกเจ้าพ่อเอาไปเลี้ยงช้างเมื่อไหร่นี่ซวยแน่ ก็กลัวกัน

 

เพราะฉะนั้นอันนี้มันจะเกิดความร่วมมือกันขึ้นมา เพราะว่ามันได้จากโครงสร้างสังคมกันแล้วเขาก็เล่ากัน แล้วในสามGeneration เป็นอย่างไรจะบอกเลย คนแก่นี่เขาจะบอกเลยว่าเป็นอย่างไร คนรุ่นพ่อเป็นอย่างไร แล้วมีการขมวด Period ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนี่มันไขตามต้นไม้ มีช่วงหนึ่งที่บอกว่าทุ่งกุลาแฝกใช่ไหม ที่เราไม่รู้ ไม่มีการเคลื่อนไหวเพราะบุกเบิกจากที่สูงๆ เพราะข้างในที่มีเทคโนโลยีดีก็บุกเบิกที่นาได้ เพราะตอนนั้นมันเริ่มพัฒนา

 

                ทีนี้ในเครือข่ายนี้ก็เข้ามาถึงเมืองบัว ในเมืองบัวนี้ไม่มีศาลผีนครเตาแต่มีกู่โบราณเพราะเป็นเมืองโบราณ และมีสระน้ำล้อมรอบ เป็นแท็งก์น้ำแต่อดีต คนก็ต้องกินน้ำ ระบบโครงสร้างโบราณ ทีนี้ชาวบ้านก็ไปขุดกู่ขึ้น ชาวบ้านก็เกิดหวงแหนเพราะถ้าเอาเทวรูปออกจะเดือดร้อน เขาก็ทำพิธีสงฆ์กู่ขึ้นมา พิธีสงฆ์กู่นั้นเป็นพิธีใหม่ คือยกเทพเจ้าประจำกู่ขึ้นมาเป็นมเหศักดิ์หรือว่าเป็นผีใหญ่เหนือผีทั้งหมดเลย และเป็นผีที่หมู่บ้านในท้องถิ่นในละแวกของเมืองบัวนั้นเจ็ดแห่ง เอาผีมาสยบ ที่กู่นั้นเต็มไปด้วยศาล ผีประจำหมู่บ้านนั้นเรียบร้อย เพราะเกิดกลุ่มคนทั่วท้องถิ่นเข้าไปรวมที่เมืองบัว  สร้างพลังขึ้นมา  แล้วครูไพจิตรก็ถือโอกาสเพราะเป็นคนในทีมเวิร์กก็ไปคิดไปสร้างที่พักท้องถิ่นขึ้น ก็มาคุยกับพวกผมว่าจะทำอย่างไร ในท้องถิ่นนี่ชาวบ้านเป็นพลังความรู้ของคนในท้องถิ่น เขาก็เริ่มทำตรงนั้น แล้วตรงนี้มันก็เกิดการอบรมเด็กขึ้นมา เอาอำนาจของผีเข้าไปจัดการในพื้นที่ เพราะพื้นที่ของเมืองบัวนี้เป็นสระน้ำล้อมรอบ เป็นของโบราณ คนโบราณเขาอยู่ด้วยกัน อ่างเก็บน้ำวงกลมนี่ เขามีพวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ยึดครองเอาไป เอาพื้นที่ของป่าไป ก็เกิดการขัดแย้งกัน วิธีที่พวกนั้นทำกันอย่างไร เขาก็เอาอำนาจต่างๆ นี่ไปทำพิธี ยกอำนาจให้ผีหมดเลย เขาก็เกิดมีเรื่องว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ไปยึดครองพื้นที่ในหนองน้ำนั้นมักจะตายอยู่เรื่อยๆ เพราะเกิดความกลัวขึ้นมา เดี๋ยวมันก็ต้องคืน คืนพื้นที่ให้กับผี แล้วชาวบ้านเขาก็ไปจัดการใหม่ และครูไพจิตรก็กำลังเริ่มเทรนเด็กให้สนใจท้องถิ่น เอามาอบรม เป็นเด็กรักน้ำบ้าง รักป่าอะไรอย่างนี้ แล้วให้เป็นไกด์ประจำท้องถิ่นเพื่อจะใช้สำหรับการท่องเที่ยวใช่ไหม คือเราปลุกเข้าไปถึงเล็กๆ เลย มันก็มีการเคลื่อนไหว

 

                เพราะฉะนั้นพิธีที่เห็นโครงสร้างสังคมที่รู้ว่าเป็นพวกใครเป็นใครพอที่จะปลุกสำนึกร่วมด้วยความเชื่อ มันนำมาถึงอำนาจทางศีลธรรม อำนาจกฎหมายเข้าไม่ได้ อำนาจกฎหมายกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เข้าไปชักกลัวแล้ว เพราะว่าพอมีเหตุการณ์ขึ้นมา ข่าวลือมันบอกเรื่องความเชื่อ ไอ้คนที่มันตายก็ด่ามาถึงคนปัจจุบัน เหมือนเจ้าพ่อทรงงูดิน พอมีเรื่องปั๊บ เขาบอกงูเหลือมเผือกใช่ไหม เขาบอกมีคนกลัวไม่เข้าไป ผมว่ามันเกี่ยวข้องกัน

 

                ทีนี้ในกลุ่มอีกแห่งหนึ่งที่มันสานต่อคือหมู่บ้านกู่กาสิงห์ หมู่บ้านกู่กาสิงห์นี่เขามีกู่เขาเป็นเมืองใหญ่ แต่คนที่ทำงานวิจัยคือคุณบุญเสริฐ ที่กู่กาสิงห์เมื่อทุ่งกุลาแตก บ้านกู่กาสิงห์นี่มันรวยกว่าคนอื่น มีเทคโนโลยีดีกว่า มีการจัดการดีกว่า เป็นพวกลาวเยอะแยะมาบุกเบิกที่ดินได้มากกว่า คนหนึ่งตั้งสามร้อยสี่ร้อยไร่ พอราชการออก สปก. ขึ้นมา มันไม่อยากเสียที่ดิน มันทำอย่างไรทราบไหม มันแต่งงานกันเอง เราก็ไม่รู้ว่าการแต่งงานของคนพวกนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่เป็นคนจัดการ ถึงจะรู้ว่าจับคู่กับใคร หรือเอาไปแต่งงานกับญาติพี่น้องเพื่อรักษาที่ดิน นี่คือสิ่งที่เราคิดไม่ถึง

 

                ทีนี้จะไปที่อินโดนีเซีย คือเราจะมองภายในไม่ได้ จะต้องมองว่าประเทศเพื่อนบ้านเขาจัดการอย่างไร ที่อินโดนีเซียมันเป็นชาติที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาก มีการจัดการอย่างเป็นระเบียบในท้องถิ่น ก็ไปพบในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ก็มีคาทอลิก อิสลาม พุทธอยู่ด้วยกัน แล้วคล้ายกันเลย รู้ไหมเพราะอะไร เพราะว่าเขาได้ทำตำนานผู้ปกครองที่มาจากคนในที่เขารู้จักกัน แล้วรักษากฎหมายของอินโดนีเซีย แต่ว่าในเรื่องศีลธรรมแต่ละศาสนาเขาจัดการกันเอง คนพุทธทำผิดประจานเลย นี่ มันต้องอบรมกันอย่างนี้ แล้วมีการตั้งกรรมการมากมาย

 

                นอกจากนั้นแล้วชุมชนที่เราไปพบเขามีการจัดการน้ำ แล้วเวลาเราอบรมเรื่องการจัดการน้ำนี้ เราไม่ได้เห็นว่าชาวบ้านเขาจัดการกันอย่างไร ชาวบ้านจริงๆ เขามีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ที่อินโดนีเซียเขาจัดการน้ำ เขาเริ่มอย่างนี้เวลาไปมันไม่ได้เห็นการจัดการน้ำในโครงสร้างต่างๆ นั้น แต่เห็นคนเขาจัดการกันอย่างไร แล้วเห็นชีวิตที่มีอยู่ ฉะนั้นที่เมืองไทยที่หมู่บ้านกู่กาสิงห์เริ่มพิจารณาว่าวัตถุนิยมมากไปหน่อย แต่ทำไมเขายังอยู่ด้วยการเอื้ออาทรต่อกัน เขาเริ่มเห็นและไปทบทวนพูดคุยกัน ทุกอย่างนั้นมันเกิดจากภายใน ที่เคลื่อนจากภายใน แล้วก็มีอำนาจในการต่อรอง นี่คือผลที่ทุ่งกุลาเกิดขึ้น แล้วมีความหลากหลายมาก ที่บอกว่าทางฝ่ายบ้านไพรขลาเป็นเขมร คำว่าไพรคือป่า เขมรเป็นเสือ ตรงนั้นเป็นถิ่นใกล้ลำน้ำมูลซึ่งเขมรมา และขณะเดียวกันก็มีความเชื่อเรื่องพิธี แล้วก็คละกันทั้งคนลาว คนเขมร มันอยู่ด้วยกัน มันมีการต่อรองแล้วอยู่ด้วยกันเอง แล้วอย่างนี้ก็มองเป็นการจัดทรัพยากร เพราะว่าสิ่งที่คุณบุญเสริฐหรือ สกว. ทำนี่เคยพูดว่า พวกเราจะเป็นสาเหตุของการทำลายมาก ขณะเดียวกันพื้นที่ของการปลูกข้าวและพืชที่อยู่ป่าโคกถูกเปลี่ยนเป็นยูคาลิปตัสหมดใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยให้ไปโดยที่รกร้างมากๆ นี่มันอันตราย ถ้ามันมีการเคลื่อนจากข้างในเพื่อมาดูแลกันเอง อันนี้ก็ให้เครดิตกับคุณบุญเสริฐว่าถ้าไม่มีคุณบุญเสริฐก็ทำไม่ได้ เพราะว่าการที่จะเข้าไปนั้นค่อนข้างยากต้องอาศัยคนใน แล้วการเป็นคนในนี่ดูจากตำแหน่งเขารู้ว่าระบบพื้นที่ไร่นาในท้องถิ่นนี่แน่นอน แต่ว่าทำไมเขามองเป็นพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม เขาใช้ร่วมกันอย่างไรและเขาทำกันอย่างไร มันก็เลยไม่มีมิติ นั่นก็เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของ สกว. แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ยุติ

  

คุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น

 

            ที่เล่ามาไม่ใช่ว่ามีปัญหา ผมในฐานะที่อยู่ตรงกลาง ที่ได้มาร่วมฟังอาจารย์ด้วยกันที่ตรงนี้ พอลงไปทำจริงๆ ผมทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคล้ายๆ ตัวแทนศาล สิ่งที่อาจารย์เสนอ สิ่งที่อาจารย์พูดเพื่อให้ทีมหรือคนข้างในเขาทำ มันตรงกัน อย่างเช่นท่านอาจารย์บอกว่าเราต้องเห็นคน ต้องวิเคราะห์โครงสร้างทางสังคมให้ออก ผมไม่รู้จะทำอย่างไร

 

                ผมเริ่มต้นคล้ายๆ กับว่าบ้านเรามีตระกูลไหนบ้าง ยังไม่บอกว่าเรื่องคนเรื่องโครงสร้าง ถ้าตระกูลนี้ ใครเป็นคนตระกูลนี้ ลองไปศึกษา ลองไปดู เป็นการสืบตระกูลของตัวเอง ถ้าบอกว่าตระกูลเขาไม่เข้าใจ ซุมแซม คือทางอีสานเขาเรียกพวกเครือญาติเป็นซุมแซม

 

                พอเรามาดูก็เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยมาดูว่าใครไปสัมพันธ์กับใครบ้าง ตระกูลนี้ในช่วงนั้นมีบทบาทอะไรบ้างอย่างไร ฉะนั้นผมว่าในการทำงานจริงๆ เพื่อที่จะเคลื่อนตรงนี้ได้จากสิ่งที่ทางอาจารย์หรือนักวิชาการหรือนักคิดมานุษยวิทยาทำตรงนี้ ผมว่ามันต้องมีหม้อแปลงคนที่เคลื่อนตรงนี้ด้วย แล้วผมบอกตรงนี้เลยว่าผมไม่ได้มาคนเดียว จริงๆ มีคนที่ร่วมกันทำงานเป็นสิบยี่สิบคน เพียงแต่ละทีมของคนอื่นเขาอย่างน้อยสี่ห้าคนที่ช่วยกัน ถ้าบอกว่าเรื่องนี้เราเข้าใจนัยๆ บ้านเราเข้าใจนัยๆ ที่อาจารย์คุยมาอย่างนี้ใช่ไหม อย่างไร เพราะฉะนั้นพอฟังอาจารย์แล้วเรากลับไปคุยกันต่อ พอคุยกันต่อจากการที่อาจารย์นำเสนอลงไปสู่การปฏิบัติ พอทำเสร็จแล้วมารวมกัน จากการปฏิบัติมานำเสนออาจารย์อย่างไรให้มีนามธรรมที่อาจารย์จะเข้าใจมากขึ้น

 

                ฉะนั้นเราทำงานถ้าเผื่อว่ามันหลายชั้น  ผมว่ามันต้องมีคล้ายๆ  อย่างนี้อีกที่เป็นคนเคลื่อนพิธี  ผมทำคนเดียวไม่ได้ถ้าไม่มีทีมอันนั้น  อาศัยที่ว่าพวกเรารู้จักกัน  ทำงานกันมาตั้งเกือบยี่สิบปี อย่างน้อยก็คุ้นเคยรู้หน้ารู้ตากัน หรือในเรื่องทำงานบางกิจกรรมร่วมกัน ผมว่าตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเราจะเคลื่อนเรื่องราวพวกนี้มันต้องมีทีมมีกลไกที่จะช่วย แล้วก็มีหม้อแปลงที่จะแปลงจากตรงนี้มาสู่การปฏิบัติ

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            ปัญหามันอยู่ที่หม้อแปลงไง ผมถึงบอกว่าคนนอกทำไม่ได้ อย่างผมนี่ไม่มีน้ำยาทำหรอก ต้องรู้ภาษาข้างในตรงนั้น แล้วมันก็มีปัญหาจริงๆ เมื่อเสนองานที่คุณบุญเสริฐพูดมานี้ ชาวบ้านเวลาได้งานวิจัยเขาเขียนไม่เป็น เขาเขียนแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงเลย เพราะฉะนั้นเอามาตรฐานการประเมินผลงานวิจัยแบบที่ทางราชการทำ ตกหมด ทีนี้ถ้าหากว่าเราเข้าใจ วันหลังเอาพวกนี้มาเสนองาน พูดเป็นเรื่องราวเลย  ไม่มานั่งวิเคราะห์บ้าๆ บอๆ เห็นชีวิตชีวาอันนั้นหมดเลย

 

                ตรงนั้น วิธีการเสนองานนี้เราทำใหม่ เราบันทึกเทปไว้ แล้วเทปนั้นเป็นหลักฐานทางเอกสาร เพราะว่างานที่เขาทำมันไม่ได้มาจาก  Literal record มันมาจาก  Oral prediction  จากการบอกเล่า จากความทรงจำเท่านั้นเอง เผอิญของเรามีบุคคลท่านหนึ่งที่มาจากจดหมายเหตุ อาจารย์สุนทรีที่อยู่ตรัง เขาทำเรื่องนี้ เขาขอให้อัดเทป แล้วเอาเทปนั้นเก็บไว้ใช้ อันนี้เป็นหลักฐานที่สำคัญ เพราะว่าจะไปเอาหลักฐานทางเอกสารนั้นไม่มีทางเลย แล้วหลักฐานอันนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่จะใช้ในยามในภายหน้า โดยเฉพาะกรณีทางเอกสารต่างๆ หรือที่มาต่างๆ เหล่านี้ นี่คืองานที่ สกว. ทำไป แต่ว่า สกว. ต้องเผชิญกับสิ่งที่ประเมินโดยบอร์ดต่างๆ  จึงเห็นใจอาจารย์ปิยวัติว่าบุกเบิกใหม่ แจกเงินใหม่ แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งบอกตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่ขณะหนึ่งอีกฝ่ายที่ทำแบบเดิมเอาเงินไปถลุงเป็นร้อยๆ ล้าน ผมว่าใต้นี่แก้ยังไม่ตกเลยเพราะเข้าไปไม่ถึงท้องถิ่น

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            เรื่องภาคใต้นี้อาจจะต้องมาคุยเรื่องท้องถิ่นอีกทีหนึ่ง เพราะว่าเรื่องมันซับซ้อนมาก แต่ว่าถ้าท่านใดจะเรียนทางมานุษยวิทยาหรือว่าได้เรียนตรงนี้ก็จะรู้ว่าที่คุณบุญเสริฐกำลังทำอยู่เป็นงานที่ยากมาก การจะเข้าถึงโครงสร้างภายในนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ นักมานุษยวิทยาบางคนใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี และงานก็คงไม่ได้ลึกมากเท่ากับคนข้างในทำ ตอนนี้มีโครงการแบบนี้หลายโครงการที่พยายามจะทำแบบนี้ แต่ว่าทางทุ่งกุลานี้เห็นชัดเจนและเป็นหลักเป็นฐานมาก แล้วข้อมูลออกมามหาศาล ไปกี่ครั้งๆ ก็จะเห็นว่าเขาทำงานเคลื่อนไหวกันอย่างได้ประสิทธิภาพและมีข้อมูลมหาศาลจริงๆ

 

                อาจารย์อคินมีอะไรจะเสริมไหมคะก่อนที่เราจะเปิดโอกาสให้บางท่านให้แสดงความคิดเห็นหรือถามคำถาม ตอนนี้เรียนเชิญอาจารย์อคินก่อน

 

อาจารย์อคิน รพีพัฒน์

 

            ผมคิดว่าชาวบ้านนี่จะรู้ดีที่สุดเลย คนในท้องถิ่นจะรู้ดีที่สุดครับ อันนี้เป็นของที่เรียกว่าเป็นสิ่งสำคัญทีเดียวที่งานท้องถิ่นของอาจารย์ทำคือให้ชาวบ้านเป็นคนทำ แต่ปัญหาของชาวบ้านนั้นมีเยอะ ทำวิจัย ผมคิดว่าคือปัญหาที่เราจะมองของนี่เราอยู่กับชีวิตอันนั้น เราอยู่กับของอันนั้น บางทีเรามองเห็น เรารู้แต่ว่าเราไม่ได้คิดว่าเราจะทำ เมื่อมีอย่างอื่นมาเปรียบเทียบด้วย การเปรียบเทียบนี่มันสำคัญมากที่อาจารย์พาไป การเปรียบเทียบนี่มันทำให้มองเห็นเลยว่าของเรานี่มันต่างกับของคนอื่นเขาอย่างไร ของที่เรารู้จักดี แต่ว่าเราลืมๆ เสีย  คือมันใช้เป็นธรรมดาไปเสีย เป็นแบบนั้นใช่ไหม เพราะฉะนั้นจึงเป็นการสำคัญมากๆ ในเรื่องอันนี้อันหนึ่ง

 

                และจะมีอีกอันหนึ่งที่สำคัญมากๆ  คือเรื่องเวลาเขาจะเสนอรายงานการวิจัย เพราะเขาเสนอไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องการเขียน มันจะอุ๊บอิ๊บไม่ได้ การเขียนรายงานการวิจัยนี้เป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยอาจารย์ช่วย แต่ของที่สำคัญที่สุดผมว่าของที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดสำหรับงานของอาจารย์นี้ คือการทำให้ชาวบ้านเริ่มต้นรู้สึกภาคภูมิใจในประวัติและความเป็นมาและในวัฒนธรรมของตัวเขาเอง ผมว่าอันนี้สำคัญ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจของรัฐ

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            ที่จริงงานอย่างนี้พวกเราก็เคยท้อใจตั้งแต่เริ่มต้น เพราะวิธีที่เราพูดแต่ว่าจะEmpowerของชาวบ้านนี้ได้อย่างไร นี่คือ Empowermentถึงได้เกิดความมั่นใจในตัวเอง ศรัทธาในตัวเอง พลังมันจะเหลือเอง สติปัญญามันจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราไปใส่ให้เขาจากข้างนอกนี่ไม่มีทางเลย แต่ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ง่าย มันต้องมีอาศัยหม้อแปลง แล้วก็มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยเตือน

 

                อย่างพวกเราก็ทำหน้าที่ในการสร้างเวที ให้คนในท้องถิ่นอีสานคนใต้มาพบปะกัน แล้วเข้าใจว่าท้องถิ่นมันต่างกัน ตรงนี้เราจำเป็นต้องทำ เมื่อวานนี้ผมไปประชุมที่มหิดล ผมก็ว่าทางมหาวิทยาลัยต้องเพิ่มงบประมาณในการจัดเวที เอาแต่ละหลายๆ แห่งมารวมกัน เพราะอะไรรู้ไหม มันไม่เหมือนกัน แต่ให้เขาเรียนรู้ร่วมกัน แล้วถ้าให้ดีที่สุดไปดูประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเวลานี้ในต่างประเทศเราใช้อเมริกันเป็นหลัก ไปดูซิที่เวียดนามเขาพัฒนากันอย่างไร เขมรเป็นอย่างไร ที่อินโดนีเซียเป็นอย่างไร ใช่ไหม แล้วถ้ามองประเทศเหล่านั้นต่ำกว่าเราก็ไม่ต้องพูดถึง ไปดูว่าภายในเขาเป็นอย่างไร จะเห็นชัดเลย การจัดการน้ำ การอยู่ร่วมกันในชนบท มากมายเหลือเกิน แต่ขณะนี้ก็เป็นการบุกเบิกของทางสกว. ที่หาทุนให้แก่นักวิจัยจากชาวบ้านนี่ไปพบ แล้วพวกเราไปนี่เราเรียนรู้จากเขา ผมคิดว่าที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าเราคิดได้นะอาจารย์ มันต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ มันมีปัญหาต้องแก้ไขกันเรื่อย จัดเวทีพูดไป อย่างการเปรียบเทียบ เขาต้องรู้แก้ปัญหาของเขาได้

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            สิ่งที่อาจารย์พูดนั้นเป็นประโยชน์เพราะว่าไปด้วยก็สังเกตเห็นว่าเขาเปรียบเทียบในสิ่งที่เขามี และสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตลอดเวลา ก็จะเห็นความแตกต่างและวิเคราะห์ได้ สามารถรู้ได้ทันทีตรงนั้นว่ามีความต่างกันอย่างไร และเอามาเปรียบเทียบว่าที่บ้านเขามันควรจะต้องปรับตัวกันอย่างไรบ้าง รู้สึกว่าตรงนี้มันมีประโยชน์สำหรับคนที่จะเอาไปใช้ในชีวิตจริง

 

                ในเวทีนี้คงต้องเปิดโอกาสให้ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายได้แสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ทราบว่ามีใครจะแสดงความคิดเห็นหรือว่าจะถามอาจารย์ศรีศักร หรือว่าอาจารย์อคิน หรือคุณบุญเสริฐ เรื่องของท้องถิ่นนั้นวันนี้เคลียร์หรือยังหรือว่ายังรู้สึกว่ายังไม่กระจ่างอะไรสักเท่าไหร่ อยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เรียนเชิญค่ะ

 

ผู้เข้ารับฟังการอภิปราย

 

 

            ผมชื่อ ฉัตรชัย บุญส่ง ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระผมมีความรู้สึกว่าในเรื่องของการพัฒนานี้ ผมรู้สึกว่าคำว่าท้องถิ่นกับชุมชนนี่ ความเข้าใจนี่ค่อนข้างจะไขว้เขวแล้ว เพราะว่าไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงในเรื่องของการพัฒนาท้องถิ่น เรามาใช้คำว่าการพัฒนาชุมชนอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การพัฒนาประเทศค่อนข้างจะมีปัญหา ผมเพิ่งมาตระหนักและเข้าใจในวันนี้ ขอขอบคุณอาจารย์ครับ

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            อันนี้ไม่ใช่เป็นคำถามแต่เป็นคำปรารภใช่ไหมคะ  มีใครอีกไหมคะ เชิญค่ะ

 

ผู้เข้ารับฟังการอภิปราย

 

            กราบเรียนท่านอาจารย์ ผู้ดำเนินรายการและผู้รับฟังทุกท่าน ดิฉันเป็นนักโบราณคดีอิสระ ตัวดิฉันเองเป็นคนในคลองบางกอกน้อย อยู่มายี่สิบกว่าปี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยังเป็นสวนทุเรียนจนกระทั่งโดนภัยธรรมชาติทำลายไป ความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนก็คือสวนทุเรียนก็หายไปพร้อมๆ กับโครงสร้างทางสังคม และสภาพทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญก็คือการเข้ามาของสิ่งที่เป็นอื่นอย่างเช่นบ้านจัดสรร และหยิบยื่นสิ่งที่เราไม่ต้องการก็คือน้ำเสีย ทำให้สวนทุเรียนและของอื่นอยู่ไม่ได้ รวมทั้งการที่เราไม่เคารพตัวเอง กลุ่มคนจากที่เคยพัฒนาไปตามความดีงามก็พัฒนาไปตามแรงเศรษฐกิจ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูเหมือนว่าจะแย่ลง และตั้งแต่รัฐบาลไปสร้างเขื่อน ไปปิดกั้นอะไรหลายๆ อย่างนี่ ระบบนิเวศน์ทุกอย่างก็หายไป การย้ายถิ่น ก็คือแถวบ้านจะมีโรงงานมาตั้ง การย้ายถิ่นก็เพิ่มขึ้น คนที่เป็นคนนอกก็เข้ามา แล้วเราก็ไม่สามารถทำให้เขาเป็นคนในได้เพราะว่าเราไม่เข้มแข็งพอ ได้เคยเห็นงานที่อาจารย์ทำมาที่ตลิ่งชันและในเมืองโบราณฉบับก่อนก็คือสวนพลู เห็นแล้วก็สะท้อนใจ คิดถึงบ้านตัวเองที่เคยอยู่มาก่อนที่มีการตัดถนนอะไรเข้ามาอย่างนี้ ก็คืออยากจะขอความช่วยเหลือว่าหากอาจารย์มีโอกาสที่จะเข้าไปทำงานก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ

 

                คลองบางกอกน้อยนี้เป็นเหมือนกับสายเลือดหลัก ชุมชนการเกษตรดั้งเดิมทุกสิ่งทุกอย่างก็คือน้ำ ตอนนี้น้ำมันแย่มากแล้ว และทุกอย่างก็เริ่มจะหายไปเรื่อย ถ้าเราไม่เริ่มที่จะทำอะไรให้มันดีกว่านี้ ดีกว่านี้ก็คือเคารพธรรมชาติและเคารพวัฒนธรรมในท้องถิ่นไม่ให้พัฒนาไปผิดทาง สิ่งที่มีอยู่ที่บ้านดิฉันตอนนี้ก็คือการต้านสิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น แต่บ้านจัดสรรอาจจะเป็นที่เดียวที่ต้านไว้ไม่ได้ แต่ว่าก็จะทำอย่างนี้ เพราะว่าเห็นว่าต่อไปมันคงจะแย่ลง เพราะมันเข้าขั้นวิกฤติแล้ว ไม่ได้เป็นคำถามแต่เป็นข้อเสนอแนะ ขอบคุณมากค่ะ

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            อาจารย์ศรีศักรคงจะมีต่อค่ะ

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            ผมคิดว่าต้องมีพลังจากข้างใน มีการรวมตัวมาจากข้างในก่อน เพราะว่าจากข้างนอกเข้าไปไม่ได้ อย่างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ถ้าไม่มีการป้องกันจากภายในยากมาก เหมือนกับว่าเขาแบมือขอตลอดเวลา แต่ถ้าคนที่มีความจำเป็นเราจะช่วยเขา  แล้วใช้วิธีการที่เขาจะเข้าใจตรงนี้  เดี๋ยวนี้เขามีการเคลื่อนกันเยอะ อย่างเช่นเมื่อเร็วๆ นี้ที่บ้านบุเป็นต้นใช่ไหม บ้านบุนี่เริ่มจะทำอะไรหลายอย่างแล้ว เพราะคราวที่แล้วอาจารย์สุภาภรณ์ ภาคประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปช่วยเคลียร์ตลาด ที่บ้านบุตลาดนี่สกปรกมากเลย แต่พอเข้าไปทำงาน ชุมชนไปเคลียร์ กว่าจะปลุกระดมชาวบ้านให้ล้างตลาดตรงนั้น จนกระทั่งผู้ใหญ่ทางราชการบอกไม่ต้องเดินก็ได้ จนกระทั่งล้างเสร็จ พอล้างเสร็จใช้ตลาดตรงนั้นเป็นที่ใช้ขายของ  แล้วพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีทุนเขาเริ่มมาขาย เขาก็เริ่มทำอาหารภูมิปัญญาของเขามาขาย เกิดขึ้นมาเลยตอนนี้

 

                ผมว่าบางทีการนั่งฟังนี่อาจจะมองเห็นตลาด แต่เวลานี้ที่ทำสำเร็จขณะนี้คือที่สามชุก แต่เวลานี้ Overload แล้วและคลองสวนที่อัมพวา ท่าคา นี่อยู่ในเขตที่เป็นแม่น้ำลำคลอง

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            คืออยากจะบอกน้องด้วยว่าคงไม่โดดเดี่ยว เพราะว่าฟังดูแล้วคิดว่าหลายๆ หน่วยงานก็ศึกษาเรื่องพวกนี้อยู่ และก็พยายามจะทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ อย่างที่อาจารย์ศรีศักรบอกก็คือว่าต้องมีพลังจากข้างใน ถ้าไม่มีพลังจากข้างในก็เห็นใจน้องว่าโดนทั้งถนนวงแหวนรอบหลายรอบลงไป แล้วก็บ้านจัดสรรไม่รู้กี่บ้านเข้าไป อาจจะรู้สึกโดดเดี่ยวบ้างแต่ว่าวิธีการที่จะทำงานเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครทำแต่ว่าพี่สุดาราที่อยู่ข้างหลังนี่อาจจะสามารถให้คำแนะนำบางอย่างได้

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            คือเราจะจัดเป็นทีม อย่างทีมแม่น้ำลำคลองนี่แล้วมาพูดกัน เพราะมันมีการเคลื่อนไหวตรงนั้น แต่ว่าต้องทำความเข้าใจนะว่า เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่มาจากรัฐ สิ่งที่เราทำให้เกิดการเคลื่อนไหวมาจากข้างในเพื่อการต่อรอง ไม่ใช่การเผชิญหน้า ไม่เช่นนั้นเราจะถูกกล่าวหาว่าไปปลูกฝัง เดี๋ยวจะมีคนใส่ร้ายเอาง่ายๆ  เพราะฉะนั้นต้องเกิดจากข้างใน แล้วก็จะต่อรอง

 

                ผมคิดว่าขณะนี้ไม่มีอำนาจท้องถิ่นที่ต่อรอง กรณีที่เกิดหลายแห่ง ที่ทุ่งกุลานี่ คือท้องถิ่นมีอำนาจมาต่อรอง อย่างคราวที่แล้วนี่รัฐบาลยังจัดการในเรื่องที่เรามาทะเลาะกันนี่ทั้งทางมหาดไทยและทางมั่งคง เขามีอำนาจข้างหลังคอยต่อรองกันอยู่ อำนาจราชการและอำนาจท้องที่มันต้องลงไปในรูปแบบที่เขาจัดไว้ แต่ต้องมีอำนาจที่จะ Sanctionจะทำอย่างไรให้องค์กรชุมชนเขาต่อรองได้ แล้วตรงนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นไอ้ความสำเร็จนี่มันไปเห็นที่เวียดนาม ทำไมเขาจัดการความรุ่งเรือง มีการพัฒนา ท้องถิ่นเขามีอำนาจต่อรอง ถ้าเขาไม่พร้อมอย่าเอาความเจริญไปให้เขานะ สังคมไทยเราไม่ทำเลย ธรรมดามันต้องเคลื่อนจากท้องถิ่น แต่การจะเคลื่อนได้ต้องออกจากเวทีต่างๆ เหล่านี้ไป

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            อาจารย์อคินมีอะไรที่จะเพิ่มตรงนี้ไหมคะกับเรื่องชุมชนเมืองที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

 

อาจารย์อคิน รพีพัฒน์

 

             ความจริงการต่อสู้ของชุมชนเมืองนี้ การไล่รื้อทุกสิ่งทุกอย่างนี่ทำมานานแล้ว พอทำแล้วก็ร่วมกันเป็นเครือข่าย ตั้งหลายอย่างหลายเครือข่ายที่จะทำ จึงสามารถที่จะต่อรองหรือหยุดยั้ง หรืออย่างน้อยเวลานี้ก็หยุดยั้งการขับไล่ได้มากพอสมควรอยู่ การช่วยกันคือว่าคนที่อยู่ในภาวะที่คล้ายๆ กันก็ต้องช่วยกัน ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างทำนี่มันจะทำไม่ได้ แล้วในเรื่องนี้ในการจัดเวทีของอาจารย์ก็จะช่วยให้เกิดอันนี้ขึ้น เมื่อเกิดอันนี้ขึ้นก็ต้องสร้างเครือข่ายกับคนอื่นๆ เท่าที่มีภาวะคล้ายๆ กันกับเรา

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

 

 

            กราบเรียนท่านอาจารย์และคุณบุญเสริฐมีสองประเด็น ประเด็นแรกจะเป็นคำถามก่อนว่าเราเห็นตัวอย่างว่าชุมชนก็ดูแลตัวเองได้ดีและมีความพยายามที่จะแก้ปัญหาของตัวเองอยู่ด้วยโครงสร้างความสัมพันธ์ฉันเครือญาติอย่างนี้ ที่ทำเพี้ยนๆ ไปก็มักจะเป็นอำนาจการปกครอง เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้อำนาจทางราชการแทนที่จะไปเหมือนเอาเท้าราน้ำนี่ ให้ไปช่วยส่งเสริมความพยายามอันนี้ได้ ไม่เช่นนั้นคุณบุญเสริฐจะต้องเหนื่อยแน่ๆ รวมทั้งอาจารย์ มันก็เป็นเหมือนกระทบกันเป็นลูกโซ่ พอได้ฟังก็เลยคิดขึ้นมาตรงนี้

 

                ประเด็นที่สองอยากจะแลกเปลี่ยนเหมือนกัน คือตัวเองก็เคยลงไปทำงานวิจัยเรื่องโรงเรียนวิถีพุทธที่พยายามจะเชื่อมความสัมพันธ์ของบ้านรักโรงเรียนที่ขอนแก่น อันนี้เราพบความชาญฉลาดของวัด พระท่านจะเป็นผู้ที่ไม่ต่อต้านความเชื่อของชุมชนอย่างเรื่องความเชื่อเรื่องเจ้าพ่อ ท่านก็ยอมรับและท่านก็สนับสนุน แต่ว่าท่านดึงงานเข้ามาสู่หลักของธรรมชาติของแก่นธรรมได้ อย่างเรื่องที่ผ่านมาเราก็จะเห็นภาพของพลังของชาวบ้านที่มาพบกันมาร่วมกันก็เป็นเรื่องของพลังความสามัคคี มันก็กลับไปช่วยให้ชาวบ้านรักกัน เรื่องของความเชื่อก็ไม่ได้ติดอยู่แค่ที่เจ้าพ่อหรืออะไร แต่กลายเป็นเรื่องของความกตัญญู ก็เกิดความอ่อนน้อมขึ้น  ก็จะทำให้สับเปลี่ยนหมุนไปสู่คุณค่ามากกว่าที่จะไปติดอยู่ตรงแค่รูปแบบ แต่ว่าตรงจุดนี้ก็เหมือนกับหม้อแปลงต้องมีคนทำและคล้ายๆ กับมีกันมากๆ  ก็มองดูที่ท้องถิ่นบ้านสารถีนี่  ท่านพระครูท่านจะเป็นหม้อแปลงที่พยายามทำให้มันเนียนและชาวบ้านก็ไม่แยกจากศาสนาและไม่แยกจากความเชื่อ ก็เป็นชุมชนที่ค่อยๆ พัฒนาไปได้ดี

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            คำถามแรกนี้คุณบุญเสริฐจะตอบสักหน่อยไหมคะเรื่องของอำนาจรัฐ

 

คุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น

 

            ประเด็นที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือว่าต้องเหนื่อยกันก่อน เพียงแต่ว่าเราจะสร้างคนมาเหนื่อยด้วยกันมากขึ้นได้ไหม แต่สิ่งที่ทำมาตอนนี้มันเริ่มเห็น เพียงแต่ว่าเราใช้พลังของชุมชนเป็นตัวเคลื่อนเท่านั้น ที่จริงถ้าเผื่อว่าเราไม่ได้คาดหวังพลังทางอำนาจ ผมว่าเราก็เคลื่อนโดยพลังของชุมชนโดยโครงสร้างอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  ผมยกตัวอย่างที่บ้านเมืองเตา ที่ชุมชนเมืองเตา กำนันที่จริงเขามีอำนาจเต็ม แต่ถ้าเขาไม่มาร่วมกับชุมชนเขาก็จะมีปัญหาใช่ไหม แสดงว่าเราจะสร้างพลังของชุมชนอย่างนี้อย่างไร ที่มันมีโครงสร้างที่หลากหลาย ทั้งเครือญาติ ทั้งเรื่องทางวัฒนธรรมความเชื่อ มันหลากหลาย อันที่หนึ่ง อันที่สอง พวกเรากำลังคิดต่อตอนนี้ว่าเราอยากสร้างเครือข่ายของทางวัฒนธรรมของชุมชนที่ทำงานร่วมกันตอนนี้ ซึ่งบางส่วนนี้เขาเคยร่วมกันอยู่แล้ว แต่ช่วงหลังมันขาดไป เราก็เลยอยากรื้อฟื้นอันนี้ว่ามันน่าจะเป็นกระบวนการอันหนึ่งของคนที่จะมาช่วยในการเคลื่อนไหวตรงนี้ต่อ

 

                ประเด็นสำคัญมันขึ้นอยู่กับว่าถ้าทำเรื่องนี้โดยส่วนตัว ผมคิดว่าไอ้ตัวชุมชนท้องถิ่นนี้มีตัวตนจริงๆ นะ ผมเชื่อ สันนิษฐานอย่างนี้ ไม่ใช่ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยแบ่งแยกไม่ได้ ผมว่าถ้าพูดแบบนั้นเรื่องศึกษาท้องถิ่นไปไม่ได้ ต้องเชื่อว่าที่อีสานนี้มีลาว มีเขมร มีความแตกต่าง ถ้าสมมุติว่าเราไม่มีความเชื่ออย่างนี้เราเข้าไม่ถึง เราก็จะคุยกันเล่นๆ ว่าลูกหลานมีตัวตน แต่อีสานไม่ใช่ส่วนหนึ่งเป็นองค์ประกอบของประเทศไทย คล้ายๆ ถ้าแบ่งก็คือ เราอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเคารพว่าคนนี้ก็เป็น คนโน้นก็เป็น แล้วก็นี่คือไทย ถ้าสมมุติว่าเริ่มต้นกันคล้ายๆ อย่างนี้ ผมพยายามคุยกับทางทีมอย่างนี้ ก็เลยทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้ศึกษาเรื่องคนอื่น เราไม่ได้ศึกษาว่าเราไม่มีอะไร เราศึกษาพื้นฐานว่าเป็นเรื่องของเราและเราก็มีอะไรที่ไม่น้อยหน้ากว่าคนอื่น ประมาณอย่างนี้

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

            นี่คือสิ่งสำคัญอย่างที่คุณบุญเสริฐพูด ที่จริงแล้วมันมีความสัมพันธ์กับท้องถิ่นอยู่ มันมีสภาพที่คล้ายๆ สภาท้องถิ่นอยู่ แต่ไม่ใช่สภาที่มีตัวตนชัดเจนที่จะมีกลุ่มของคนผู้อาวุโสของท้องถิ่น เขาจะไปพูดคุยกันในการเป็นไปของท้องถิ่น เพราะท้องถิ่นมันต้องดูแลกันเอง และต้องเชื่อมโยงกันในการใช้น้ำด้วย เขามีการจัดการแล้วควบคุมพฤติกรรมกัน อันนี้คือสภาท้องถิ่นที่เขาจะตกลงกันเอง เหมือนระบบเหมืองฝายทางภาคเหนือ จะมีแก่เหมืองแก่ฝาย เขาจัดการกัน แต่สิ่งเหล่านี้รัฐไปแย่งเขาทำหมดเลย ทีนี้ปัญหาเมื่อรัฐไปแย่งเขาทำ มันก็เกิดการรุกล้ำโดยใช้กฎหมายของรัฐ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ ๔๐พูดถึงมาตราที่ท้องถิ่นมีสิทธิที่จะดูแลทรัพยากรได้ มันเปิดช่อง มันถึงได้มีการโต้แย้งกันมาก แต่เราไม่ไฮไลต์ให้ถูกต้องเท่านั้นเอง รวมทั้งฉบับนี้มันต้องไม่เคลียร์ถึงจะเกิดการต่อต้าน โดยเฉพาะอาจารย์นิธินี่ออกมาเต้นแร้งเต้นกา ที่จริงท่านมองที่สิทธิของท้องถิ่น อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่เกิดความเข้าใจ  อันนี้ก็ต้องขอความกระจ่างในเรื่องนี้  แต่ผมว่าเราต้องเอาอันนี้ไปสู่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้ได้ แล้วจะแก้ไขอย่างไรต้องให้สิทธิตรงนี้

 

                แต่ขณะเดียวกันต้องมีขบวนการจากข้างนอกเข้าไป อย่างเมื่อกี้คุณพูดถึงโรงเรียนรุ่งอรุณ คุณรู้ไหมโรงเรียนรุ่งอรุณเป็นชั้นแนวหน้าที่ไปขวางการศึกษาแบบรัฐบาลที่มันงี่เง่า แต่รุ่งอรุณก็มีเครดิตพอสมควรเหมือนกัน เมื่อรุ่งอรุณไปสัมผัสปั๊บให้เด็กของคุณที่จะช่วยให้ชาวบ้านเกิดกำลังใจได้ที่จะเรียนรู้จากเขา คุณเข้าถูกแล้ว

 

                เพราะฉะนั้นการแก้การศึกษาต้องแก้ตรงนี้ แต่รัฐบาลนี้ไม่เคยแก้การศึกษาเลย เอาเด็กข้างนอกไปทำงานเป็นกลุ่ม ไปสัมผัสข้างใน แล้วทำให้เกิดเด็กข้างในเกิดกลุ่ม อย่างที่ว่า กลุ่มเด็กรักบ้าน รักป่าอย่างนี้ คือเรื่องนี้มันมีงานของ สกว. ที่ทำที่เวียงป่าเป้า เวียงป่าเป้านี่ลำน้ำแม่ลาว มันเกิดกลุ่มเด็กรักบ้านขึ้น คือเด็กจากหลายท้องถิ่นมารวมกันขอพื้นที่ตรงนี้อนุรักษ์พันธุ์ปลา  ขบวนนั้นมันกักน้ำไว้เพราะน้ำมันแห้ง  น้ำในแม่น้ำ    แม่ลาวมันแห้งเพราะคนมันสูบเข้าไปในไร่ส้ม เด็กก็เลยต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ เมื่อมีการเคลื่อนไหวต้องมองเด็กรักถิ่นเลย รักป่า รักน้ำนี่  อันนี้เป็นกระบวนการที่ สกว. เขาเข้าไปแก้ ถ้าลงไปถึงท้องถิ่นได้

 

                อย่างท้องถิ่นภาคใต้เป็นเครดิตที่เราเคยพูดใช่ไหม เขาใช้เด็กปั่นก่อการ ให้เด็กรับผิดมันก็ช่วยเบนเด็กได้ แต่สิ่งเหล่านี้โรงเรียนรุ่นใหม่จะเข้าไป อย่าไปหวังกระทรวงศึกษา อย่าไปหวังโรงเรียนเฮงซวยที่รัฐบาลทำ สอนอย่างเดียวให้ชาวบ้านถือปืนฆ่ากันเท่านั้นเอง นี่คือเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นต้องเกิดโรงเรียนใหม่ๆ ที่จะต้องไปเรียนรู้ เอาเด็กลงไป เด็กเองก็จะได้เรียนรู้จากความเป็นมนุษย์ ปฏิสัมพันธ์อันนั้น เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องทำต่อไป คุณอย่าหวั่นไหว เพราะคุณเองคุณก็มีเครดิต สร้างเครือข่ายอันนี้ต่อไป อันนี้สำคัญนะ แล้วเด็กสมัยนี้ถ้าโรงเรียนเข้าใจเด็กเอาไปพิชิตท้องถิ่นต่างๆ อันนี้คุณทำตลอดเลยเวลาไป เมื่อทำไปแล้ว เวลาเรามาพูดคุยกัน จะต่อเติมให้ชาวบ้านกันอย่างไร แล้วเขาจะเรียนรู้อะไร จะอยู่ร่วมกันอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

            ขอขอบคุณทุกท่านมากที่อุตส่าห์ฟังพวกเราจนจบ และต้องขอขอบพระคุณท่านผู้ใหญ่ทั้งสองท่านคือท่านดอกเตอร์ หม่อมราชวงศ์อคิน รพีพัฒน์ และ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม คุณบุญเสริฐ เสียงสนั่น

 

          ครั้งหน้าเดือนตุลาคม เราไม่มี แต่ว่าเรามีกิจกรรมเรื่องของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นวันเล็ก-ประไพ รำลึก ขอบคุณค่ะ

 

           

 

 

อัพเดทล่าสุด 25 ก.ย. 2560, 16:53 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.