หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ประวัติศาสตร์เมืองลำพูนผ่านภาพถ่าย
บทความโดย ใหม่มณี รักษาพรมราช
เรียบเรียงเมื่อ 4 ก.พ. 2559, 15:30 น.
เข้าชมแล้ว 15699 ครั้ง

คุณนเรนทร์ ปัญญาภู วิทยากร

หากกล่าวถึงประวัติศาสตร์ล้านนาในยุคการขยายอำนาจของรัฐไทย ต้องยอมรับว่าลำพูนเป็นเมืองแรกๆในบรรดาเมืองประเทศราชล้านนาทั้งหมดที่ยอมรับเอาวิทยาการมาจากรัฐส่วนกลางได้โดยง่าย เนื่องด้วยเมืองลำพูนเป็นรัฐขนาดเล็กของล้านนาที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐล้านนาขนาดใหญ่มาช้านาน ดังนั้นลำพูนจึงสามารถโอนอ่อนผ่อนตามในการขึ้นอำนาจต่อส่วนกลางได้ง่ายกว่ารัฐล้านนาขนาดใหญ่อื่นๆ เป็นผลให้ลำพูนได้รับอิทธิพลและรับเอาความเป็นสมัยใหม่จากรัฐส่วนกลางในหลายๆด้านเร็วกว่ารัฐล้านนาในที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมของส่วนกลาง การแต่งกาย  และแม้แต่การทำแผนที่ ซึ่งเมืองลำพูนได้ถูกจัดทำขึ้นครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ.๒๔๔๒ โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งคุณนเรนทร์ได้อ้างบันทึกการเสด็จประพาสของพระเจ้าหลวงที่เขียนโดยปิแอร์ โอสต์(ลีด) ในบทหนึ่งที่ได้ระบุว่า “ถ้าจะให้รัฐบาลจัดการความเปลี่ยนแปลงอะไรให้จัดการที่เมืองลำพูนก่อน”

 

แต่วิทยาการหนึ่งที่มีความสำคัญและมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการของประวัติศาสตร์ล้านนา คือ เทคโนโลยีการถ่ายภาพที่เข้ามามีบทบาทในการร้อยเรียงภาพประวัติศาสตร์ให้มีภาพชัดเจนขึ้น จากแต่เดิมที่เรื่องราวมักถูกตีความจากการถ่ายทอดผ่านเพียงการบอกเล่า การเขียนบันทึก ภาพวาด โบราณวัตถุเท่านั้น   ในครั้งนี้คุณนเรนทร์ได้เลือกหยิบยกภาพถ่ายหายากจากพิพิธภัณฑ์เมืองลำพูน มาบอกเล่าประวัติศาสตร์เมืองลำพูน ยกตัวอย่างดังนี้ 

 

ภาพถ่ายวิหารหลวงพระธาตุหริภุญชัยก่อนปีพุทธศักราช ๒๔๕๕ ปลายป้านลงเป็นตัวเหงา

(หางวัน) ผนังวิหารก่ออิฐครึ่งไม้ ไม่มีระเบียงแก้ว

ภาพถ่ายวิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัย ปีพุทธศักราช ๒๔๕๖

หลังจากวิหารหลวงพังลงทั้งหลังจากพายุ

 

ภาพถ่ายวิหารหลวงพระธาตุหริภุญชัย ปีพุทธศักราช ๒๔๖๖

ปลายป้านลมเป็นหัวนาค ผนังวิหารก่ออิฐทึบ มีระเบียงแก้ว 

ภาพถ่ายวิหารหลวงพระธาตุหริภุญไชยทั้ง ๓ ภาพ แสดงถึงพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปกรรมจากการบูรณะวิหารหลวง โดยภาพแรกถ่ายเมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๕ พบว่าวิหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาวิหารปลายป้านลงเป็นตัวเหงา ผนังก่ออิฐครึ่งไม้ไม่มีระเบียงแก้ว จั่วด้านสกัดหน้าปิดด้วยแผงหน้าบัน ป้านลมโค้งอ่อนเน้นระนาบเอนของตับหลังคาปลายป้านลมงอนเป็นตัวเหงา(หางวัน)ทำด้วยไม้หลังคาของวิหารทำเป็น ๓ ชั้น   แต่เมื่อดูภาพถ่ายของวิหารหลวงเมื่อปีพ.ศ.๒๔๖๖ หลังคาได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นปลายป้านลมเป็นแบบนาคสะดุ้ง ปลายป้านลมเป็นหัวพญานาคมีระเบียงแก้วรอบวิหาร ผนังวิหารก่ออิฐทึบ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของศิลปกรรมวิหารหลวงนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์พายุถล่มวิหารหลวงพังลงในปีพ.ศ.๒๔๕๖

 

การบูรณะในครั้งนี้ใช้เวลายาวนานกว่า๑๐ ปี โดยในครั้งนั้นสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงเข้ามาตรวจสอบความเสียหายของวิหารหลวงด้วย ทำให้เกิดการสร้างวิหารหลวงขึ้นใหม่โดยการนำเอารูปแบบศิลปกรรมของวิหารแบบภาคกลางเข้ามาใช้ รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างในเมืองลำพูนที่มีการบูรณะขึ้นใหม่หรือสร้างขึ้นใหม่มักทำตามศิลปะแบบวัดหลวงนี้ เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปกรรมผสมกันแบบส่วนกลางและล้านนาในเมืองลำพูน จนกระทั่งกลายเป็นศิลปกรรมภาคกลางที่เต็มรูปในเวลา

 

เจ้าอินทยงยศโชติ และเจ้ารถแก้ว ผู้เป็นชายา

ส่วนเด็กในภาพไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าตุ้ย หรือเจ้าจักรคำขจรศักดิ์

ภาพถ่ายครอบครัวเจ้าอินทยงยศโชติ เจ้าหลวงองค์ที่ ๙ ของเมืองลำพูน ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาพถ่ายหายาก เนื่องจากโดยปกติแล้วภาพเจ้าหลวงล้านนาที่นำมาจัดแสดงส่วนใหญ่มักได้มาจากกองจดหมายเหตุ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของภาพถ่ายเจ้าหลวงที่อยู่ในท้องถิ่นลำพูนน้อยครั้งนักที่คนนอกจะมีโอกาสได้เห็น เพราะภาพถ่ายมักถูกตกทอดเป็นมรดกจากลูกสู่หลาน เนื่องจากในอดีตการถ่ายภาพค่อนข้างมีราคาแพงและคนที่สามารถถ่ายรูปได้จึงเป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างดีและมีสกุลอยู่ในวงศ์เจ้านายเท่านั้น ดังนั้นรูปถ่ายของบรรพบุรุษจึงถือได้ว่าเป็นสมบัติที่มีค่าชิ้นหนึ่ง และถือเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล 

 

ตำรวจรุ่นเก่า ส.ภ.อ.เมืองลำพูน ภาพถ่ายเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๖๒ ภาพถ่ายที่หน้า ส.ภ.อ.เมืองลำพูน ร.ต.อ.เอม บุษปวรธนะ (ซ้าย) ถ่ายกับผู้ใต้บังคับบัญชา

สถานีตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนในอดีต ภาพถ่ายประมาณก่อน ปี พ.ศ.๒๔๙๕

ภาพตำรวจเมืองลำพูนที่แสดงลักษณะเครื่องแบบค่อนที่ข้างแตกต่างจากปัจจุบัน โดยตำรวจเมืองลำพูนแรกเริ่มถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาทรัพยากรทรัพย์สินของบริษัทบริติชบอร์เนียว(British Borneo Company)และบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า(Bombay Burma Company)เช่น ไม้ซุงเวลาล่องลงแม่น้ำปิงบ่อยครั้งมักถูกลักขโมยจากชาวบ้าน ดังนั้นส่วนกลางจึงแต่งตั้งตำรวจมาทำหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินของทางบริษัทอย่างเคร่งครัด เป็นต้น

 

ในการจัดตั้งตำรวจภูธรเริ่มแรกมีตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๐๐ หรืออาจก่อนหน้านั้นเล็กน้อย เนื่องจากมีการกล่าวถึงในรายงานเมืองนครลำพูนเมื่อปีพ.ศ.๒๔๔๓ ความว่า “นครลำพูนแต่เดิมมีตำรวจภูธรหนึ่งกองตั้งที่พัก ณ เวียงนครลำพูน เจ้าราชบุตรเป็นเสนาตำแหน่ง แลมีนายสิบ ๒ พล ๑๒ รวม ๑๕ นาย ข้าพระพุทธเจ้าได้รับพระราชทานปฤษาเห็นพร้อมกันว่า ในนครลำพูนทุกวันนี้ผู้ร้ายเล็กน้อยแลผู้ร้ายลอบยิงลอบฟัน ซึ่งเป็นการลับนั้นในตำบลไกลๆก็ยังมีอยู่ ที่เป็นเช่นนี้ก็โดยกองตำรวจพึ่งจัดการลงใหม่ยังไม่รู้ทั่วถึง อีกนัยหนึ่งผู้ประกอบความร้ายยังไม่รู้จักกลัว เหตุมีตัวอย่างที่เคยหหลุดเคยหนีได้ง่าย อีกนัยหนึ่งหมู่บ้านพึ่งงมือจัดขึ้น เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๓นี้ ยังไม่เข้าใจระเบียบการปกครองดี คิดด้วยเกล้าว่า พ.ศ.๒๔๔๔ หรือต่อไปพอแคว้นแก่บ้านเข้าใจระเบียบ”(เอกสารจากหอจดหมายแห่งชาติ)

 

งานพิธีวันรัฐธรรมนูญที่เค้าสนามของข้าราชการเมืองลำพูน

เมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๑

สำเนาภาพจาก : คุณภูริพัฒน์  บรรณจักร์

ขบวนแห่การฉลองรัฐธรรมนูญของหน่วยงานราชการ

และนักเรียนในเมืองลำพูนปีพุทธศักราช ๒๔๘๐

สำเนาภาพจาก กลุ่มจดหมายเหตุหริภุญชัย

สถาบันหริภุญชัย 

ภาพการเข้าร่วมในวันฉลองรัฐธรรมนูญจัดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๐ และพ.ศ.๒๔๘๑ ตามลำดับ แต่งานฉลองวันรัฐธรรมนูญที่เมืองลำพูนจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.๒๔๗๘ ที่เริ่มมีการเดินขบวนแห่รัฐธรรมนูญขึ้นครั้งแรก โดยเริ่มจากขบวนของหน่วยงานราชการและโรงเรียนต่างๆในจังหวัดเดินขบวนไปตามถนนอินทยงยศและเดินข้ามไปรวมที่เค้าสนามข้าหลวงเมืองลำพูนและเจ้าจักรคำฯ และยังมีการจัดแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ  

 

นางสาวบัวจันทร์นันทขว้าง สาวงามอำเภอป่าซาง

ที่ได้ตำแหน่งนางสาวลำพูนในงานฉลองรัฐธรรมนูญ

ที่เค้าสนามเมืองลำพูนพ.ศ.๒๔๗๘

สำเนาภาพ :จากกลุ่มจดหมายเหตุหริภุญชัย

สถาบันหริภุญชัย

นางสาวจันทร์งาม  ไชยแสน  สาวงามอำเภอป่าซาง

ได้ตำแหน่งนางสาวลำพูนในงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๗

สำเนาภาพ :จากกลุ่มจดหมายเหตุหริภุญชัย

สถาบันหริภุญชัย 

ภาพที่นำมาแสดงถ่ายขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๔๗๘ โดยนางสาวบัวจันทร์ นันทขว้างได้เข้าร่วมประกวดนางงาม จังหวัดลำพูนและได้รางวัลที่๑ จากงานฉลองวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการประกวดนางสาวลำพูนจะถูกส่งไปเป็นตัวแทนจังหวัดเข้าประกวดนางสาวถิ่นไทยงามที่เชียงใหม่ หรือไปประกวดนางสาวไทยที่กรุงเทพ จากการที่คุณนเรนทร์ได้มีโอกาสพูดคุยกับอดีตนางงาม พบว่านางงามลำพูนมักจะอยู่คู่โรงทอผ้าเสมอ เพราะโรงทอผ้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนและส่งนางงามเข้าประกวด หลังการประกวดท้ายที่สุดก็จะเป็นเข้ามาทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้กับโรงทอผ้า ทำให้ย่านป่าซางซึ่งเป็นตลาดขายสินค้ามีชื่อเสียงว่า “หญิงป่าซางสวย” ซึ่งเนื่องมาจากการที่นางงามลำพูนได้เข้ามาทำหน้าที่ในการขายผ้าในย่านป่าซางจำนวนมากนั่นเอง 

 

บื้องหลังเวทีประกวดนางสาวลำพูน ในงานฤดูหนาว ประจำปี พุทธศักราช ๒๔๙๘

ความหนาวเย็นในยามค่ำคืนต้องใช้อุปกรณ์ให้ความอบอุ่นร่างกายในช่วงรอเดินโชว์

สำเนาภาพ :จากกลุ่มจดหมายเหตุหริภุญชัย สถาบันหริภุญชัย

ภาพเบื้องหลังเวทีการประกวดนางสาวลำพูนในช่วงฤดูหนาว พบว่าต้องมีเตาจุดไฟเพราะอากาศหนาวมากนอกจากนี้ยังพบว่านางงามในอดีตจะต้องขาชิดหุ่นอวบ ตรงข้ามกับปัจจุบันที่นางงามจะต้องหุ่นสูงโปร่ง โดยในอดีตคนที่เป็นนางงามส่วนใหญ่จะเป็นลูกชาวไร่ชาวนา ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนเช่นโรงงานทอผ้าจะเดินทางควานหานางงามมาจากที่ต่างๆ โดยพ่อแม่ก็ยินดีให้ลูกเข้าประกวดด้วยหวังว่าลูกจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

โดยสาวงามที่ได้รับตำแหน่งนางสาวลำพูนถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญและยังเป็นที่รักใคร่ของชาวเมืองเพราะเป็นคนในพื้นที่ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ในบางคราวผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวลำพูนไม่ใช่ลูกหลานของคนชาวลำพูน และไม่ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมเมืองลำพูนเลยกลับกลายเป็นนางงามเดินสายประกวด จึงถือเป็นปัญหาในการประกวดนางงามในท้องถิ่นลำพูนในปัจจุบัน 

 

การเริ่มขุดเจาะอุโมงค์นอกจากจะปรับผนังหินด้านหน้าให้เลียบ

และใช้สีเขียนขนาดความกว้างของอุโมงค์

สำเนาภาพ :หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 

แรงงานทำการขุดเจาะอุโมงค์ขุนตาลโดยเครื่องมือ

ที่ต้องใช้พละกำลังของมนุษย์เป็นส่วนมาก

สำเนาภาพ :หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ภาพการขุดเจาะอุโมงค์ขุนตาล เพื่อเชื่อมเส้นทางรถไฟระหว่างลำพูนและลำปาง เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุโมงค์ที่สำคัญของประเทศไทยที่เกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยแรงงานมนุษย์จำนวนมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ามีเรื่องราวที่นำเสนออยู่น้อยมาก ไม่มีแม้กระทั่งรายงานการเสียชีวิตของแรงงานว่ามีจำนวนเท่าไหร่ แต่จากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่คาดว่าน่าจะมีกว่า ๓๐๐ คน

 

ภาพถ่ายกำแพงเมืองลำพูนด้านประตูท่าสิงห์ ถ่ายก่อนปีพุทธศักราช ๒๕๕๐

สำเนาภาพ :หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 ภาพถ่ายสะพานท่าสิงห์ บริเวณริมตลิ่งน้ำแม่กวงฝั่งเวียงยองจะเห็นท่อนซุง

จำนวนมากกองเรียงรายรอช่วงหน้าน้ำถึงจะมีการล่องซุง ปีพุทธศักราช ๒๔๘๓

สำเนาภาพ :คุณภูริพัฒน์ บรรจักร์ 

ภาพกำแพงเมืองด้านประตูท่าสิงห์ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งการค้า และสะพานท่าสิงห์แต่เดิมเป็นสะพานไม้ได้กลายสภาพมาเป็นคอนกรีตซึ่งที่แห่งนี้มีตำนานเล่าขานว่ามีสิงห์สองตัวชอบแอบลงไปเล่นน้ำทำเสียงดังโครมครามตอนกลางคืน พอรุ่งเช้าก็พบว่าสะพานไม้พังเสียหาย ดังนั้นพวกผู้ใหญ่จึงห้ามไม่ให้เด็กๆออกไปเที่ยวเล่นตอนกลางคืน ซึ่งคุณนเรนทร์เสนอความเห็นในกรณีนี้ไว้ว่าเสียงที่ได้ยินน่าจะเป็นเสียงท่อนซุงชนตอหม้อสะพานที่พวกล่องซุงได้ล่องผ่านลำน้ำแม่กวงเท่านั้น

 

หากกล่าวถึงความชัดเจนในเรื่องของกำแพงเมืองลำพูนในอดีตแล้วพบว่าไม่มีมากนัก เนื่องจากเวียงโบราณสมัยหริภุญชัยตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ การคมนาคมและการดำเนินชีวิตจะอยู่ตามแม่น้ำเป็นหลัก แต่ที่ตัวเวียงซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยม ตัวกำแพงเมืองเป็นคันดิน ๒ ชั้น ตรงกลางระหว่างกำแพงเมืองคั่นด้วยแนวคูเมือง  แต่เมื่อเข้าสู่รัชสมัยของพระยาเมืองแก้วในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ได้ทรงโปรดฯให้มีการบูรณะแนวกำแพงเมืองลำพูน โดยมีรายละเอียดการบันทึกในหนังสือ ‘ตำนานวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร’โดยอาจารย์สิงฆะ วรรณสัย ที่ระบุว่ามีการบูรณะแนวกำแพงเมืองและมีการสร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ มีประตูเมืองโดยรอบอีกหลายจุด

 

 แต่เมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๒ เทศบาลเมืองลำพูนได้ขออนุญาตรื้อกำแพงเมืองจำนวน ๖ แห่ง เพื่อเชื่อมกับแนวถนนด้านในเขตเมือง เพื่อความสะดวกในทางคมนาคม ซึ่งได้รับการอนุติจากคณะกรรมการจังหวัดว่าเห็นสมควรให้ทำการรื้อถอน ซึ่งกรมศิลปากรไม่ได้ขัดข้องประการใด ลงนามโดยหลวงวิจิตรวาทการ กระทั่งในปีพ.ศ.๒๔๙๑ ที่ได้มีการรื้อกำแพงเมืองขึ้นอีกครั้ง ด้วยเห็นว่ากำแพงเมืองนี้ไม่มีความสำคัญอันถือควรเป็นโบราณวัตถุเท่าใดนักประกอบกับการชำรุดทรุดโทรมและหักพักเป็นจำนวนมาก อันเกรงว่าจะเป็นอันตรายแก่ประชาชน ดังนั้นจึงเหลือไว้เฉพาะประตูเอง ส่งผลให้แนวกำแพงเมืองโบราณไม่ปรากฏเหลืออยู่ในปัจจุบัน

 

 

ภาพการเลี้ยงฉลองบริเวณสถานีจ่ายน้ำมันสามทหาร และภาพปั้มน้ำมันสามทหารในวันเปิดให้บริการ

สำเนาภาพ : คุณนิภารัตน์  ชูสกุล

 

บริการ ‘ประสิทธิ์บริการ’ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันองค์การเชื้อเพลิง กระทรวงกลาโหม โดยเปิดให้บริการจนกระทั่งถึงปีพ.ศ.๒๕๒๐ และได้เลิกกิจการไป แต่ในปัจจุบันปั๊มน้ำมันสามทหารถือได้ว่าเหลืออยู่แค่ลำพูนเพียงที่เดียวเท่านั้น ดังนั้นอดีตสถานีบริการน้ำมันแห่งนี้จึงถือได้ว่าเป็นสถานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ซึ่งปัจจุบันได้จัดให้มีการเข้าชมอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆของปั๊มสามทหารแก่ผู้สนใจด้วย 

 

ภาพเด็กๆ โรงเรียนอนุบาลลำพูนในชุดการแสดงระบำฮาวาย งานวันเด็กแห่งชาติ

จังหวัดลำพูน วันที่ ๑๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ จัดที่โรงเรียนจักรคำคณาธร

ภาพการแสดงของเด็กๆ โรงเรียนสันต้นธง ในงานวันเด็กแห่งชาติ

วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ จัดที่โรงเรียนสันต้นธง

ภาพของงานวันเด็กแห่งชาติที่แสดงถึงการมีวัฒนธรรมร่วมกับรัฐส่วนกลางอีกงานหนึ่งของเมืองลำพูน ซึ่งในงานได้เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถต่างๆ เช่น การร้องเพลง การเต้น การเล่นเกม ฯลฯ โดยของรางวัลที่ได้คืออุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ รวมถึงขนมและข้าวห่อที่เป็นรางวัลหลักๆของเด็กที่มาร่วมงานจะได้กลับไป ซึ่งที่มาการเกิดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๘ ตามคำเชิญชวนขององค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญของและความต้องการของเด็กและเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตน โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคมเตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติต่อไป

 

ภาพลูกแก้ววัดประตูโขง  ปีพุทธศักราช ๒๕๐๙

สำเนาภาพ :พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน 

ภาพลูกแก้วบ้านสันต้นธง ปีพุทธศักราช ๒๕๐๔

สำเนาภาพ :พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน 

ภาพประเพณีปอยลูกแก้วหรือปอยน้อยในช่วงทศวรรษพ.ศ.๒๕๐๐ เป็นงานเฉลิมฉลองในประเพณีพิธีการบรรพชาหรือบวชเณร ซึ่งจัดขึ้นในเดือน ๕ เดือน๖ เดือน๗ เดือน๘ ซึ่งการจัดปอยลูกแก้วมีไว้สำหรับลูกศิษย์วัดที่คอยมาอยู่รับใช้ทำงานในวัดเป็นเวลานานพอสมควร และบุตรชายที่ได้เรียนจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว โดยทางวัดและญาติผู้ใหญ่จะร่วมกันจัดงานพิธีบรรพชาให้เป็นสามเณร ซึ่งการบวชลูกแก้วนี้ถือเป็นการทำบุญที่ชาวล้านนาถือว่ามีอานิสงส์มาก เพราะการได้ร่วมสร้างเนื้อนาบุญขึ้นในพระพุทธศาสนาเป็นโอกาสแห่งการทำบุญครั้งใหญ่ในชุมชน ซึ่งอาจร่วมเป็นเจ้าภาพเลี้ยงภัตตาหารแด่พระสงฆ์หรือเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงานหรืออาจร่วมบริจาคทรัพย์เล็กๆน้อยๆตามศรัทธา

 

          ๑.ภาพถ่ายผู้หญิงกำลังไปตลาด

          ๒.ภาพถ่ายแม่ค้ากำลังนำสินค้าจากบ้านสู่ตลาดบนถนนสายหนึ่งของหริภุญชัยนคร (ลำพูน)

          ๓.ภาพถ่ายผู้หญิงและผู้ชายในภาคเหนือ ปีพุทธศักราช ๒๔๔๒ สำเนาภาพ :The Laos of North Siam

 

 

 

 

สภาพเครื่องนุ่งห่มของคนลุ่มน้ำเมืองเชียงใหม่ ถ่ายที่เส้นทางตลาดสายหนึ่งของหริภุญชัย โดยสมัยนั้นผู้หญิงนิยมนุ่งซิ่นและใช้ผ้าคลุมไหล่ ส่วนการเปิดหน้าอกถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะคนล้านนาเชื่อว่าสะดือเป็นสิ่งสงวนควรปกปิดมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายนิยมนุ่งผ้าแบบโจงกระเบนและเปลือยอก กล่าวคือ คนลุ่มน้ำเมืองลำพูนในอดีตหากย้อนขึ้นไปประมาณร้อยกว่าปี คือช่วงพ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๔๒ การแต่งกายของผู้ชายนั้นยังมีน้อยชิ้น เนื่องจากขนบธรรมเนียม และดินฟ้าอากาศต่างก็ไม่เอื้ออำนวยให้จำเป็นต้องสวมใส่เสื้อผ้ามากมาย เพียงมีผืนผ้าขนาดยาวสองหลาครึ่ง และกว้างหนึ่งหลาก็เพียงพอแล้วสำหรับเป็นชุดของผู้ชายคนหนึ่ง แต่ในภายหลังเมื่อวิทยาการจากส่วนกลางที่รับมาจากตะวันตกอีกทอดหนึ่งแพร่เข้ามา การแต่งกายของคนล้านนาได้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น ผู้หญิงแต่งกายมิดชิดขึ้นแต่ก็ยังนิยมนุ่งซิ่น เพราะรับเอาค่านิยมใหม่จากส่วนกลางว่าหน้าอกเป็นของสงวน ในขณะที่ผู้ชายจะเปลี่ยนแปลงมากกว่า เนื่องจากมีโอกาสได้ติดต่อราชการมากกว่าผู้หญิงที่มักอยู่ติดกับถิ่นที่อยู่

 

ภาพถ่ายเจ้าพระยาวงศานุประพันธ์ และคณะสำรวจ รวมทั้งนายเอมิล ไอเซ่น โฮเฟอร์  วิศวกรชาวเยอรมัน

ผู้ควบคุมการขุดเจาะอุโมงค์ขุนตาน ถ่ายบริเวณก้อนหินใหญ่ และสลักชื่อทั้งหมดไว้บนก้อนหิน ซึ่งยังปรากฏจนถึงทุกวันนี้

ภาพถ่ายปีพุทธศักราช ๒๔๔๗  สำเนาภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ภาพป่าสนเมืองหละปูนที่มีภาพของพระยาวงศานุประพันธ์ และคณะได้เดินทางเข้าสำรวจป่าสนเมืองหละปูนเป็นป่าสนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในประเทศไทยมีป่าสนธรรมชาติเพียง ๒ ชนิด คือ สน ๒ ใบ และสน ๓ ใบ แต่ทั้งสองชนิดจะพบในป่าขุนตาลหรือดอยงาช้างแห่งนี้ โดยพื้นที่แห่งนี้แต่เดิมเป็นที่ส่วนบุคคลของเอกชน แต่ต่อมาภายหลังสภาคริสตจักรและมหาวิทยาลัยพายัพได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่

 

ครูบาเจ้าศรีวิชัยถ่ายภาพที่ต้นชบาบนพระธาตุจอมทอง คราวบูรณะวัดพระเจ้าตนหลวง 

และพระธาตุจอมทอง อายุ ๔๕ ปี 

ปีพุทธศักราช ๒๔๖๗

ครูบาเจ้าศรีวิชัย ถ่ายภาพที่ต้นชบาบนพระธาตุจอมทอง คราวฉลองวัดพระเจ้าตนหลวง

(วัดศรีโคมคำ) เมืองพะเยา อายุ ๔๖ ปี

ปีพุทธศักราช ๒๔๖๗ 

ภาพครูบาศรีวิชัยซึ่งเป็นชาวลำพูนโดยกำเนิด แต่เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วล้านนา ผลงานหนึ่งที่สำคัญของท่านคือการเป็นผู้นำในการก่อสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ด้วยพลังศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐเลยที่ใช้เวลาในการสร้างเพียง ๕ เดือนเศษเท่านั้น

 

ภาพถ่ายตลาดการค้าขายและขนส่งลำไยอย่างคึกคักของชาวลำพูน เพื่อส่งมาขายยังกรุงเทพฯ  เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ 

และภาพการขนส่งลำไยเมืองลำพูนส่งมาขายยังกรุงเทพโดยรถไฟ ซึ่งเดิมชาวลำพูนนิยมปลูกลำไยส่งขาย แต่คนนอกกลับรู้จักในนามลำไยเชียงใหม่มากกว่า ปัจจุบันการค้าลำไยสดส่งออกไม่ได้รับความนิยมแล้ว เพราะชาวบ้านหันมาปลูกลำไยเพื่อส่งอบแห้งแทน

 

จากตัวอย่างภาพถ่ายที่เลือกหยิบยกมาได้แสดงให้เห็นภาพประวัติศาสตร์สังคมเมืองลำพูนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังสะท้อนความความสนใจของผู้ถ่ายที่มีต่อคนชุมชน ดังที่เห็นได้จากภาพถ่ายของวิถีชีวิตชาวบ้าน และชนชั้นกลางที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคม รวมถึงภาพความก้าวหน้าทางวิทยาการของท้องถิ่นได้ถูกทำให้เป็นรูปธรรม เช่น เกิดสถานีตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้ามาจัดการคนกระทำความผิด สร้างทางรถไฟเพื่อการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ และปั๊มน้ำมันที่แสดงถึงการเข้ามาของรถยนต์และเครื่องจักร รวมถึงการมีวัฒนธรรมร่วมของคนในท้องถิ่นกับชาวสยาม เช่น การจัดงานวันรัฐธรรมนูญ งานวันเด็ก การจัดประกวดนางงาม เป็นต้น

 

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ การออกมาเคลื่อนไหวโดยตัวแทนของคนในท้องถิ่นอย่างกลุ่มทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูนและคุณนเรนทร์ที่แสดงเจตนารมณ์ในความรักหวงแหนท้องถิ่นและต้องการเผยแพร่ประวัติศาสตร์เมืองลำพูนให้คงอยู่ต่อไป โดยเสนอผ่านกิจกรรมต่างๆ ดังเช่น การทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูนขึ้นเพื่อรวบรวมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ของคนในอดีต และคำบอกเล่าของคนร่วมสมัยประวัติศาสตร์ เพื่อให้คนท้องถิ่นได้รับรู้และหันมาสนใจท้องถิ่นของตน การจัดเสวนาในพิพิธภัณฑ์ ในหัวข้อ “นางงาม”เป็นการรวมตัวของนางงามลำพูนในอดีตที่ได้มาบอกเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ ทั้งนี้คุณนเรนทร์ยังเสนอเพิ่มเติมว่าพิพิธภัณฑ์เมืองลำพูนยังมีเป้าหมายในอนาคตอีกหลายด้าน เช่น โครงการสร้างเว็บไซต์ภาพถ่ายเมืองลำพูนให้คนที่สนใจเข้าชมและร่วมส่งภาพเพื่อเก็บเป็นคลังภาพถ่ายเมืองลำพูน รวมถึงการทำหนังสือการ์ตูนเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองลำพูนได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

 

จะเห็นได้ว่าภาพถ่ายได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเสนอภาพประวัติศาสตร์ให้เป็นรูปธรรมขึ้น แต่อย่างไรก็ตามความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีภาพถ่ายที่รุดหน้าไปไวมากก็เป็นเหมือน “ดาบสองคม” ที่อาจส่งผลร้ายต่อวงการประวัติศาสตร์อย่างมหันต์ เช่น เทคโนโลยีการตกแต่งภาพถ้าถูกนำมาปลอมแปลงภาพถ่าย เรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่สะท้อนออกมาก็อาจถูกบิดเบือนได้ง่าย หรือไม่เช่นนั้นแล้วก็เหมือนเป็นการเพิ่มบทบาทใหม่ให้นักประวัติศาสตร์ในการเข้าไปวิพากษ์ภาพถ่ายอีกต่อหนึ่ง

 

Credit : ภาพทั้งหมดจากคุณคุณนเรนทร์ ปัญญาภู

อ้างอิงข้อมูล

วรรณา,นเรนทร์,เจนวิทย์ ปัญญาภู. สมุดภาพ ‘ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองลำพูน’อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพคุณพ่อประสงค์ ปัญญาภู, ๒๕๕๒.

 

บรรยายสาธารณะ : เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ โดยคุณนเรนทร์ ปัญญาภู / ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน

คุณวลัยลัษณ์  ทรงศิริ / ผู้ดำเนินรายการ / ณ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

อัพเดทล่าสุด 3 พ.ค. 2561, 15:30 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.