หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"คลั่งชาติ" หรือ "รักชาติ" บทเรียนจากปราสาทพระวิหาร
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 3 มี.ค. 2554, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 6803 ครั้ง

 

 

จากกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ละการเสียดินแดนพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร วาทกรรมอย่างคำว่า ‘คลั่งชาติ’ ‘ชาตินิยม’ ไปจนถึง ‘ราชาชาตินิยม’ และ ‘เสนาอำมาตย์ชาตินิยม’ ถูกนำมาใช้โดยนักวิชาการ ‘ไทย’ บางคนบางกลุ่มเพื่อ ‘พะยี่ห้อ’ ให้กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมนักประวัติศาสตร์อิสระ หนึ่งในจำเลยข้อหา ‘คลั่งชาติ’ อธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้คนทั้งไทย-เขมร รวมไปถึงความแตกต่างในความหมายของคำว่า ‘คลั่งชาติ’ และ ‘รักชาติ’

 

ทำไมปราสาทพระวิหารถึงกลายเป็นมรดกโลกของกัมพูชาฝ่ายเดียว

อาจารย์ศรีศักร : ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการฮั้วกันนะ ฝ่ายไทยไม่น่าโง่ขนาดนั้นนะ เพราะเคยมีบทเรียนมาก่อนแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน สมัยรัฐบาลก่อนมันมีการพัฒนาตะเข็บชายแดนตั้งแต่สามเหลี่ยมมรกตไปจนถึงทะเล เขาพระวิหารก็เป็นส่วนหนึ่งของตะเข็บชายแดน แต่เผอิญรัฐบาลก่อนมีอันเป็นไป เขมรเลยร่วมกับยูเนสโก เอาองค์กรมรดกโลกเข้ามา แล้วพอเริ่มทำมาสเตอร์แพลนก็ไม่เคยเปิดเผย ทำกันแบบงุบงิบ

 

ผมตั้งคำถามว่า ทำไมมรดกโลกถึงขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งมันไม่สมบูรณ์ มันต้องขึ้นทั้งไซท์ (Site)
อย่างกรณีปราสาทพระวิหารก็ต้องมีพื้นที่รอบๆ ที่เรียกว่าพื้นที่ 4.6 กิโลเมตร แต่ทางเราขอสงวนสิทธิ์ในพื้นที่ตรงนี้ ศาลโลกก็ไม่ชัดเจน แล้วเขมรก็ยอมรับมาตลอด เพราะฉะนั้นมันจะเป็นมรกดโลกของเขมรฝ่ายเดียวไม่ได้

 

ในความเห็นของผมมันต้องร่วมกัน เพราะหลักฐานของพฤติกรรมของคนตรงนั้น พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนทั้งสองฝ่ายมาทำพิธีกรรมร่วมกัน เป็นแหล่งชุมชนแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ก็ควรจะเป็นของทั้งสองฝ่าย แล้วทำไมมรดกโลกไปขึ้นให้เขมรฝ่ายเดียว และกำลังพยายามจะให้มีการบริหารจัดการด้วย

 

สิ่งที่ผมสนใจ คือความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่ในเขตชายแดนทั้งหมด เขาเดือดร้อน ต้องอพยพตั้ง 2-3 หมื่นคน แล้วพื้นที่ทำกินก็ถูกรังแก ถูกรุกโดยเขมร ทุนข้ามชาติเข้ามาเชื่อมโยงกับทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลเขมร คบคิดกัน ไม่ใช่เขมรรุกอย่างเดียว ไทยยอมทั้งสิ้น เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน

 

ผมไม่อยากจะไปทะเลาะกับเขมรหรอก ไม่มีประโยชน์ เพราะประชาชนเขมรเป็นประชาชนที่น่าสงสาร ถูกปกครองด้วยอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ สีหนุ เคยพยายามปลุกผีเรื่องปราสาทพระวิหารเรื่องความยิ่งใหญ่ของเขมรในอดีตเพราะเขมรถูกกดมาตลอด ตอนนี้ฮุนเซ็นเอาอีก มันก็เป็นการหาคะแนนเสียง แล้วมามีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอีกมันก็ไปกันใหญ่

 

ทีนี้เขามาใช้เรื่องปราสาทพระวิหารมาด่าทอเมืองไทยก็เลยมีปฏิกริยาจากผู้ที่รักชาติรักแผ่นดินขึ้นมา แต่ถ้าเราจี้ให้เห็นว่าสาเหตุคืออะไร สาเหตุใหญ่คือการคอรัปชั่นที่นำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนในส่วนประเทศไทยนี่เอง แล้วก็ทำกันครบวงจร ใช้สื่อ ใช้นักวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ถ้ามองข้ามเรื่องเส้นแบ่งพรมแดนไป คนในพื้นที่ตรงนั้นไม่ว่าไทยหรือเขมรเขาอยู่ร่วมกันอย่างไร

อาจารย์ศรีศักร : เขาใช้พื้นที่โดยไม่เกี่ยวกับรัฐ เขารู้ว่าตรงไหนพื้นที่ใคร แต่เขาเอื้ออาทรต่อกัน คุณดูตรงช่องตาเมือนที่มีปราสาทเก่า ปราสาทนั้นทำไว้เป็นฮินดู แต่พอฮินดูหมดไปแล้วเขาก็เอาไว้ไหว้ผี ทำพิธีกรรมกันตรงนั้น ทั้งสองฝั่งทำร่วมกัน เพราะมันเป็นพี่น้องกัน แล้วก็มาค้าขายกัน ตรงไหนที่มันเป็นช่องเป็นด่านคนมันสัมพันธ์กัน มาไหว้ผีกัน มาค้าขายกัน ก็ไม่มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน ส่วนใหญ่ถ้าจะมีเหตุกระทบกระทั่งมีเหตุการเมืองหรือผลประโยชน์เข้ามาก็เป็นเพราะคนจากข้างนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

เหตการณ์ปราสาทพระวิหารที่เกิดขึ้นคนทั้งสองฝ่ายเดือนร้อนนะ แต่คนที่เข้ามาทำให้เกิดปัญหานั้นมาจากที่อื่น

 

คนเขมรได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากกรณีปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

อาจารย์ศรีศักร : คุณคิดว่าคนเขมรจะได้อะไรล่ะถ้าพื้นที่ตรงนั้นพัฒนาแล้ว เดี๋ยวนี้คนเขมรขึ้นไปหากินยังขึ้นไม่ได้เลย ถูกไล่ลง เมื่อมีการพัฒนาแบบนี้คนกลุ่มอื่นเข้ามาแทนที่ทั้งนั้น ถามว่าเมื่อปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นแหล่งการค้า มีโรงแรม มีคาสิโน พื้นที่เหล่านี้คนเขมรเข้าไปได้ไหม...ไม่ได้ เราก็เข้าไม่ได้...แล้วใครได้

 

หรืออย่างสุดๆ มรดกโลกหลวงพระบาง ตอนนี้คนหลวงพระบางถอยออกมาหมดแล้ว เหลือแต่วัฒนธรรมจอมปลอมเป็นสินค้า คนหลวงพระบางให้เช่าที่ ขายที่ คนต่างชาติเข้ามาแต่งงานปะปนกันก็เป็นตลาดนานาชาติ เมืองมรดกโลกฮอยอันในเวียดนามก็เหมือนกัน นั่นคือความชั่วร้ายของมรดกโลกซึ่งทำผิดอุดมคติ แล้วคนท้องถิ่นได้อะไร แล้วคุณก็ชื่นชมกับศิลปวัฒนธรรม...มันปลอมทั้งนั้นเพราะมันไม่สัมพันธ์กับชีวิตคนอีกต่อไปแล้ว ภาพที่เราเห็นมันไม่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแต่มันถูกแช่แข็งไว้เพื่อเป็นสินค้าเท่านั้นเอง

 

กรณีที่เกิดขึ้นเราต้องเปลี่ยนวิธีมองการได้เป็นมรดกโลกใหม่หรือไม่

อาจารย์ศรีศักร : ผมเห็นด้วยในการอนุรักษ์ให้เป็น ‘มรดกของโลก’ ให้เรียนรู้ ให้เข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ไม่ใช่แหล่งค้าขาย มรดกโลกที่เข้ามาในเอเชียอาคเนย์ทั้งหมดมันทำลายเขา ไม่เหมือนมรดกโลกในยุโรป นั่นคนท้องถิ่นเขาช่วยจัดการ และเขาภูมิใจว่าเขาอยู่ในตำแหน่งที่เป็นมรดกโลก แล้วก็มีการดูแลรักษาอย่างดี

 

แต่นี่แทบจะไม่มีส่วนร่วมเลย อย่างมรดกโลกสุโขทัยหรืออยุธยา คนพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมเลย มีแต่นักวิชาการกับไกด์ แล้วก็พูดแต่สิ่งที่ห่างตัว ไม่เห็นวิถีชีวิตของคนเลย เป็นมรดกโลกเพื่อจะหาเงินเท่านั้นเอง แล้วถามว่าเงินได้กับใคร คนท้องถิ่นไม่ได้หรอก อย่างมากก็เป็นลูกจ้าง เป็นทาสติดที่ดิน

 

มีการใช้คำว่า ‘คลั่งชาติ’ มาเรียกคนไทยที่คัดค้านการที่ปราสาทพระวิหารถูกตัดสินให้เป็นของเขมรฝ่ายเดียว อาจารย์มองอย่างไร

อาจารย์ศรีศักร : นั่นคือการกล่าวหา ผมอยากจะถามว่าความคลั่งชาติในเมืองไทยมีไหม...ไม่มี...มันเป็นเรื่องที่ make up ขึ้นมาเท่านั้นเอง คนไทยนี่มันมีความรักแผ่นดินเกิด เขายอมเสียดินแดนไม่ได้ นั่นไม่ใช่ความคลั่งชาติ มันคือ ‘Patriotism’ ซึ่งเป็นสำนึกของมนุษย์ทุกคน

 

แล้วก็มีอีกกลุ่มหนึ่งคือพวก ‘ไร้พรมแดน’ ซึ่งเป็นเรื่องของการครอบงำโดยตะวันตกในกระแสโลกาภิวัฒน์ แล้วทีอเมริกาโดนบอมพ์ตึกเวิร์ลเทรดคุณตามไปอัดเขาถึงอิรัคนั่นไม่ใช่ชาตินิยมหรือ พวกนี้ถูกครอบงำโดยชาติตะวันตก นี่น่าเสียใจมากนะครับเพราะไม่เคยมองแบบว่าตะวันออกเขาอยู่กันอย่างไร ผมคิดว่านี่อันตราย

 

และที่อันตรายที่สุดที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีปราสาทพระวิหารคือประชาชนเดือดร้อน ถูกแย่งที่ทำกิน แย่งทรัพยากร ซึ่งเป็นเหมือนกับแทบทุกภาคในประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันตอบคำถามว่าคนที่เดือดร้อนที่เข้ามาในกรุงเทพฯ สมัชชาคนจนที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ เวลานี้ไม่ได้มีแต่ภาคอีสาน มาจากทั่วประเทศ ทุกคนพูดถึงเรื่องการถูกแย่งที่ทำกิน แย่งที่อยู่อาศัย และแย่งทรัพยากร นี่คือเรื่องใหญ่ในเมืองไทย สาเหตุอันเดียวกันคือคอรัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการที่เป็นกันแทบทุกรัฐบาล

 

อาจารย์เองก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก ‘คลั่งชาติ’ ด้วย

อาจารย์ศรีศักร : ผมว่านักวิชาการที่ออกมาต่อว่าผมก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายนะ เพราะเขาเอาคำพูดของผมไปตัดต่อ ผมเขียนหนังสือเล่มหนึ่งคือ ‘เขาพระวิหาร : ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม’ เขียนไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเขียนว่ามันควรจะเป็นมรดกโลกร่วมกันด้วยเหตุผลอะไร ไม่ใช่เพราะเขมรเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่เพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านของคนทั้งสองฝ่าย ถ้าเราพัฒนาร่วมกันโดยเสมอภาคกันมันจะเป็นประโยชน์กับคนทั้งสองฝ่ายที่เขาเป็นญาติพี่น้องกัน

 

พวกนักวิชาการพวกนี้ตัดต่อมาแต่พูดไม่หมด แล้วมันจะไปโยงกับเรื่องรัฐบาลไทยกำลังจะไปขึ้นศาลโลก ศาลโลกก็อ้างสิว่านักวิชาการไทยส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่ามันเป็นของเขมรน่ะ...ก็จบ

 

อยากให้อาจารย์อธิบายเรื่อง ‘สำนึกรักแผ่นดินเกิด’ หรือ ‘สำนึกชาติภูมิ’ ว่าต่างจากคำว่า ‘คลั่งชาติ’ อย่างไร

อาจารย์ศรีศักร : คนละเรื่องครับ...คือความเป็นชาตินิยมอย่าไปมองว่ามันอยู่โดดๆ มันเป็นปฏิกริยาตอบสนองจากการถูกรุกราน คือมันเริ่มตั้งแต่การล่าอาณานิคมโดยฝรั่งมาเอาเราเป็นดินแดน พอเรามีโอกาสเราก็ต้านด้วยการเป็นอิสระ แต่การเป็นอิสระต้องแสดงอาการชาตินิยม ก็สร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา ทุกประเทศทำแบบนี้หมด

 

มาถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นี่ต้านในลักษณะที่ผิดเพราะไปเอาคอนเซ็ปต์ของพวกนาซีเข้ามา มีการเขียนประวัติศาสตร์"‘เชื้อชาตินิยม’ แล้วผมเป็นคนแรกที่พูดว่ามันไม่ใช่ เชื้อชาตินิยมมันเป็นคอนเซ็ปต์ที่ผิดเพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่มันสืบสายเลือดบริสุทธิ์หรอก มันก็ปะปนกันหมดน่ะ

 

เราสร้างประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมตั้งแต่หลวงวิจิตรวาทการเรื่อยมา แล้วมันก็กระทบคนในประเทศ เพราะคนของเรามันหลายชาติพันธุ์ผสมปนเปกัน แต่มันมีสำนึกมาตุภูมิ สำนึกท้องถิ่นร่วมกัน คุณเกิดเมืองนี้ คุณจะตายเมืองนี้ แต่มันมีความหลากหลายได้ใช่ไหม

 

คุณเกิดในประเทศไทยต้องสำนึกตรงนี้ นี่คือเรื่องธรรมดา มีความหลากหลายในเผ่าพันธุ์แต่มีสำนึกในแผ่นดินเกิดร่วมกัน คุณเกิดบ้านไหนต้องรักบ้านเกิด นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์

 

แต่ที่มีนักประวัติศาสตร์บางประเภทที่บอกว่าเราไปดูถูกเขมร เพราะเอาพฤติกรรมสมัยจอมพลป.มาพูด เวลานี้มันหมดไปแล้วก็ยังไปขุดขึ้นมา

 

“คนไทยมันไม่มีพวก ‘ชาตินิยม’ หรือพวก ‘คลั่งชาติ’ หรอก มันมีแต่พวก ‘รักชาติ’ กับพวก ‘ขายชาติ’ เท่านั้นเอง และผมประกาศตัวเต็มที่ว่าผมเป็นคนรักชาติ รักแผ่นดินเกิด” 

 

 

 

 

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ จุดประกายวัฒนธรรม วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

อัพเดทล่าสุด 3 มี.ค. 2554, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.