หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
หลวงพ่อทรงธรรม พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกลืม
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 7 มิ.ย. 2559, 10:35 น.
เข้าชมแล้ว 6896 ครั้ง

 

หลวงพ่อทรงธรรม

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกลืม

 


หลวงพ่อทรงธรรม

 

สังคมไทยในทุกวันนี้เป็นสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีดุลยภาพในเรื่องมิติทางวัตถุและจิตวิญญาณ จนทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางจิตใจที่เห็นได้ชัดจากพฤติกรรมทางวัฒนธรรมของผู้คนทั้งในเมืองและชนบทในเรื่องของการใช้เงินซื้อบุญ ซื้อวัตถุมงคลที่เป็นเครื่องรางของขลังที่จะทำให้คนร่ำรวยไม่เจ็บไข้และไม่ตาย รวมทั้งการซื้อบริการจากหมอดู หมอผี และเกจิอาจารย์ทั้งที่เป็นสมณะและฆราวาสให้ช่วยทำนายเคราะห์ สะเดาะเคราะห์ ให้รอดพ้นจากทุกข์และภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหลายแหล่เหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ทั้งสิ้น 

 

ครูของข้าพเจ้าที่เป็นคนแก่ ๆ ธรรมดาในชนบทมักพูดให้ฟังว่า คนสมัยนี้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ ที่มีการศึกษาและมีเงินทองไม่ได้มาเข้าวัดทำบุญกันเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่มักจะมาเมื่อมีความเดือดร้อนหรือเห็นสิ่งจำเป็นแต่ก็หาได้มาเพื่อทำบุญทำทานไม่ หากเป็นเรื่องของการมาซื้อบุญหรือสะเดาะเคราะห์ หรือเพื่อมีโชคลาภเท่านั้น ผลที่ตามมาจึงทำให้เกิดสถานที่ขายบุญและกลุ่มบุคคลหลายประเภทที่ได้รับประโยชน์จากการขายบุญหรือขายเครื่องรางของขลังที่มักจะเรียกว่าเป็นวัตถุมงคลกันอย่างแพร่หลาย คนไปวัดแต่เขาไม่ถึงวัดในมิติทางจิตวิญญาณ และวัดหรือศาสนสถานต่างก็แข่งกันเติบโตมโหฬารและอลังการทางวัตถุกว่าแต่ก่อน  วัดเป็นจำนวนมากเติบโตอย่างเป็นเอกเทศ ไม่เป็นของชุมชนชาวบ้านในท้องถิ่นอีกต่อไปแล้ว หากขึ้นอยู่กับพระเกจิอาจารย์หรือการจัดการของพวกกลุ่มผลประโยชน์ที่หากินด้วยการนำเอาสิ่งดี ๆ จากอดีตในวัดที่คนกราบไหว้บูชามาแปลงเป็นวัตถุมงคลและการสะเดาะเคราะห์หาโชคลาภ

 

ทุกวันนี้ข้าพเจ้าท่องไปตามวัดหลวงและวัดราษฎร์ในที่ต่าง ๆ แทบทุกท้องถิ่นของประเทศ ก็พบว่าส่วนใหญ่ที่แลเห็นนั้น ล้วนเป็นวัดที่มีการสร้างใหม่และเป็นแบบใหม่เกือบทั้งสิ้น ซึ่งถึงแม้จะมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยอย่างที่เคยมีมาแต่ก่อนก็ตาม แต่มักขาดลักษณะที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง ทุกหนทุกแห่งดูคล้ายกันหมด ล้วนมีขนาดใหญ่ที่ขาดดุลยภาพกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ จนกระทั่งบางวัดก็ยังสร้างไม่เสร็จเพราะต้องระดมทุนกันทุกปี

 

นอกจากมีขนาดใหญ่จนสมัยก่อน ๆ ไม่เคยมีแล้ว ยังมีการตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นและสีสันที่อลังการพิลึกกึกกือ แทบทุกวัดจะเปิดพื้นที่ใหม่และสร้างโครงสร้างใหม่ซึ่งในอดีตเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วไม่เคยมี คือ เมรุเผาศพและอาคารสวดศพรวมทั้งพื้นที่จอดรถกว้างใหญ่เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยปัจจุบันตายแล้วต้องขึ้นสวรรค์ถ่ายเดียวจนตกนรกหรือลงนรกไม่เป็น ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกว่าเวลาผ่านวัดทีไร มองไม่เห็นพระ ไม่ว่าพระพุทธรูปและพระสงฆ์ เพราะท่านซ่อนเร้นอยู่ในกุฏิและโบสถ์วิหารที่ใหญ่โต แวดล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้างนานาชนิดจนแลไม่เห็นความเขียวชอุ่มของต้นไม้และธรรมชาติอย่างที่เคยมี โดยเฉพาะวัดใหญ่ ๆ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ด้วยแล้ว แทบแลไม่เห็น ความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับความเงียบสงบทางจิตวิญญาณ ที่เคยเป็นบรรยากาศในพระอุโบสถและพระวิหารอย่างแต่ก่อน ซึ่งเมื่อใดก็ตามเวลาจะเข้าไปกราบไหว้นมัสการขอศีลขอพรก็ต้องทำอย่างรุกรน เพราะมีผู้คนนานาประเภทเข้ามาอยู่ใกล้ บางคนเป็นนักท่องเที่ยวยืนค้ำหัวถ่ายรูป บางคนมากราบไหว้อธิษฐานและเสี่ยงเซียมซีอะไรต่าง ๆ นานา พื้นที่ใกล้กับประตูโบสถ์หรือวิหาร ก็มักมีพระสงฆ์หรือคณะศรัทธามาตั้งโต๊ะขายวัตถุมงคลหรือตั้งตู้เรี่ยรายเงินกันอย่างล้นหลาม  ข้าพเจ้าไม่เคยพบความสงบและเรียบง่ายใด ๆ จากวัดใหญ่อลังการและแออัดแบบนี้

 

ตรงกันข้ามข้าพเจ้าพอใจที่จะท่องเที่ยวไปตามหมู่บ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ ตามชนบทที่ยังรักษาบรรยากาศแบบเดิม ๆ ที่มีดุลยภาพของความเป็นมนุษย์อยู่ เพราะทำให้แลเห็นคนที่อยู่กันอย่างเสมอภาคและเอื้ออาทร คนกับธรรมชาติที่อยู่กันอย่างติดดิน ติดต้นไม้และใบหญ้า และที่สำคัญคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติที่สื่อให้เห็นจากศาสนสถาน ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม ศาลผี ต้นไม้ใหญ่ ๆ และประเพณีพิธีกรรม

 

แต่สถานที่สำคัญของหมู่บ้านก็คือ วัดและหัวใจของวัดในหมู่บ้านภาคกลาง ก็คือ โบสถ์และวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานที่ศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปอยู่ที่การสร้างขึ้นมาด้วยกำลังใจและกำลังเงินทองของผู้คนในชุมชนและคนที่มีศรัทธาจากภายนอกนับเป็นที่พึ่งทางจิตใจที่สร้างสำนึกความเป็นคนในชุมชนเดียวกันให้แก่ชาวบ้านและการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรมีศีลธรรม ตลอดจนความภูมิใจและมีหน้ามีตา ถ้าหากพระพุทธรูปองค์นั้นได้รับการยกย่องว่างดงามและศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในประเพณี ๑๒ เดือนของชุมชน ก็คือ การทำบุญฉลองวัดและการกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน ข้าพเจ้าชอบชมโบสถ์วิหารและไหว้พระประธาน โบสถ์และวิหารสมัยอยุธยาตอนต้นขึ้นไปมักเป็นอาคารโถงเกือบแทบทุกแห่ง แต่ที่ไม่เป็นอาคารโถงก็มักกันฝาผนังด้วยไม้ ซึ่งก็มักจะพบตามวัดใหญ่และวัดหลวง พอถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย โบสถ์โถงและวิหารโถงค่อย ๆ หมดไป เกิดโบสถ์ วิหารทึบขึ้นมาแทน คือ มีผนังก่ออิฐถือปูนปิด มีหน้าต่าง และช่องประตูเป็นที่ระบายอากาศและการเข้าออก อาคารทึบเกิดขึ้นเพราะได้รับอิทธิพลการก่อสร้างจากฝรั่งตะวันตก รวมทั้งอาคารขนาดใหญ่ในวัดและวังด้วย 

 

ชุมชนไหนท้องถิ่นไหนที่ร่ำรวยก็จะเห็นได้จากโบสถ์และวิหาร รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นอาคารก่อทึบอาจเป็นแบบเดียวกัน แต่ว่าภายในจะต่างกันที่การสร้างพระประธาน ฐานชุกชี และภาพจิตรกรรมฝาผนัง และเหนือความสวยงามทางการช่างฝีมือก็คือ การจัดการให้มีสัดส่วนของการตั้งองค์พระประธาน การเขียนภาพชาดกพุทธประวัติและจักรวาลที่อยู่บนผนังแทบทุกด้านในพระอุโบสถหรือพระวิหารที่สัมพันธ์กับประตูหน้าต่างซึ่งนอกจากจะเป็นช่องระบายอากาศแล้วยังเกี่ยวกับแสงสว่างที่เมื่อสัมพันธ์กับแสงไฟจากแสงธูปและเทียนแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกที่ขรึมขลังระคนไปกับสุนทรียภาพ บรรยากาศแบบนี้ คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าแลเห็นความศักดิ์สิทธิ์ที่สงบเงียบของพระพุทธรูป แต่เป็นบรรยากาศที่คงพบเห็นยากในวัดต่าง ๆ ในปัจจุบัน

 

วิหารหลวงพ่อทรงธรรมภายในวัดใหม่ประชุมพล 


ริมแม่น้ำป่าสัก ที่ตั้งวัดใหม่ประชุมพล วัดสำคัญสมัยอยุธยา

 

หนึ่งในวัดโบราณที่มีโบสถ์เก่า วิหารเก่า และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้าผ่านไปและเห็นมา ก็คือ วัดใหม่ประชุมพลที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  แม้พระวิหารของวัดจะอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมแต่ก็ยังไม่ถูกทำลายจากการบูรณะซ่อมแซมจากวัดหรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องอย่างวัดอื่น ๆ ที่เห็นมา เป็นพระวิหารที่มีคุณค่าและเป็นตัวแทนของศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายได้ไม่แพ้พระอุโบสถวัดปราสาท นนทบุรี และวัดสระบัว เพชรบุรี แต่ดูมีภาษีกว่าในเรื่องพระประธานและภาพจิตรกรรมฝาผนังเบื้องหลังองค์พระพุทธรูปประธาน โดยเฉพาะพระประธานเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่แตกต่างไปจากพระทรงเครื่ององค์อื่น ๆ ทั้งในสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย เพราะเครื่องประดับพระวรกายดูเหมือนเครื่องทรงพระมหากษัตริย์ที่เป็นมนุษย์ โดยเฉพาะมงกุฎที่พระเศียรนั้น มีลักษณะเป็นพระมหาพิชัยมงกุฎของพระมหากษัตริย์โดยแท้และอาจจะเป็นต้นแบบของพระมงกุฎของพระพุทธรูปทรงเครื่องตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายลงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ว่าได้ 

 

ข้าพเจ้าเลยคิดตามทัศนะนอกรีตของข้าพเจ้าเองว่า พระพุทธรูปองค์นี้น่าจะเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์อยุธยาก็เป็นได้ คือ คล้าย ๆ กับพระพุทธรูปพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่รัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างถวายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯ เหตุนี้จึงเกิดเรียกชื่อในตำนานของชาวบ้านว่า “หลวงพ่อทรงธรรม” ที่มุ่งไปถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมที่ทรงพบรอยพระพุทธบาท สระบุรี และเสด็จมาแวะที่ตำบลพระนครหลวง บนเส้นทางที่พระองค์เสด็จทางชลมารคเพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาท แต่ก็คงเป็นพระพุทธรูปที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างถวายเป็นพระราชกุศล เพราะพระองค์ทรงสานต่อพระราชประเพณีในการเสด็จนมัสการพระพุทธบาทให้มีความสำคัญ งดงาม และอลังการขึ้น โดยเฉพาะที่ตำบลนครหลวง ริมแม่น้ำป่าสัก อันเป็นตำแหน่งที่ต้องทรงหยุดประทับพักบนเส้นทาง ได้ทรงสร้างปราสาทนครหลวงขึ้นเพื่อแสดงพระเกียรติ์ในการเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิราช โดยจำลองแบบผังของปราสาทนครวัดจากเมืองพระนครมาสร้างขึ้นแต่ยังไม่เสร็จ ที่เสร็จกลับเป็นวัดใหม่ประชุมพลเพราะอยู่ใกล้ริมน้ำและอยู่ใกล้พระตำหนักหรือพลับพลาที่ประทับพักร้อนมาแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมก็ได้

 

แต่ที่สำคัญ บริเวณนี้เป็นที่ประชุมพลของขบวนทหารที่ตามเสด็จขบวนพยุหยาตราอีกทั้งอาจเป็นที่ประชุมทัพทหารที่ยกขึ้นไปตามลำน้ำป่าสักไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศลาว ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง วัดใหม่ประชุมพลไม่ใช่วัดธรรมดาเพราะนอกจากมีพระอุโบสถ พระวิหารในเขตพุทธาวาสแล้ว ยังมีพระมหาธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่ทรงย่อไม้สิบสองที่ถือกันว่าเป็นศิลปกรรมที่พัฒนาขึ้นในรัชกาลนี้ พระมหาธาตุเจดีย์แบบนี้พบตามริมน้ำทั่วไป เช่น ที่วัดชุมพลนิกายาราม บางปะอิน ที่วัดขนอนหลวง บางตะนาว ที่วัดไชยวัฒนารามและที่ภูเขาทอง เป็นต้น

 


เจดีย์ทรงย่อไม้สิบสองสมัยอยุธยาที่วัดใหม่ประชุมพล

 

เช่นเดียวกันกับพระเจดีย์ทรงย่อไม้สิบสอง การสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องนับเป็นพระราชนิยมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโดยแท้ เพราะได้พบตามวัดสำคัญของรัชกาลนี้หลายวัด เช่น ที่วัดไชยวัฒนารามจะมีพระพุทธรูปทรงเครื่องเป็นพระประธานของพระปรางค์ที่เป็นเมรุทิศโดยรอบระเบียงคดที่ล้อมรอบพระปรางค์ประธานของวัด หรือที่วัดหน้าพระเมรุ ริมคลองสระบัวที่อยู่ใกล้กับท่าวาสุกรี อันเป็นจุดเริ่มต้นของการพยุหยาตราทางชลมารค ก็มีพระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดใหญ่เป็นพระประธานของพระอุโบสถ ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่งดงามที่สุดของสยามประเทศก็ว่าได้ หรือริมลำน้ำลพบุรีเก่าที่ผ่านเพนียดคล้องช้างและทุ่งลุมพลีไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีพระพุทธรูปทรงเครื่องที่วัดตูม เป็นที่เคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านพระพุทธรูปองค์นี้ยอดพระเมาฬีเมื่อถอดออกมาแล้วมีที่บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านไปขอมาเป็นน้ำมนต์ ก็เป็นพระที่อยู่ในวัดริมลำน้ำที่เกี่ยวเนื่องกับการพยุหยาตราทางน้ำของพระมหากษัตริย์อยุธยาเช่นกัน

 

แต่สิ่งที่หลวงพ่อทรงธรรม ณ วัดใหม่ประชุมพลมีไม่เหมือนกับพระพุทธรูปทรงเครื่องอื่นๆ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เบื้องหลังขององค์พระประธานเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สดใส มีรูปแบบแตกต่างไปจากที่อื่นๆ อย่างสิ้นเชิงคือ แทนที่ภาพจิตรกรรมจะเป็นภาพของเขาพระสุเมรุในไตรภูมิตามประเพณีนิยมมาแต่สมัยก่อนกลับเป็นภาพกอไม้และดอกไม้มงคลที่น่าจะได้อิทธิพลมาจากจีน รวมทั้งการใช้สีสันที่สดใสด้วย ดูเป็นภาพที่ช่วยเสริมให้องค์พระพุทธรูปที่แต่ก่อนนี้ปิดทองเหลืองอร่ามดูโชติช่วงอย่างไม่พบในที่อื่นๆ ทีเดียว

 

สมัยที่ท่านอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น ณ. ปากน้ำ ยังมีชีวิตอยู่ ได้นำทีมงานเมืองโบราณไปถ่ายภาพจิตรกรรมของวัดนี้มาพิมพ์เผยแพร่ไว้ก่อนที่จะแลเห็นทรุดโทรมมากขึ้นในทุกวันนี้

 

ภาพจิตรกรรมฝาผนังเทะชุมนุมสมัยอยุธยาภายในพระวิหารหลวงพ่อทรงธรรม

 

ข้าพเจ้าไม่เคยลืมวัดนี้และทุกครั้งที่เดินทางผ่านไปตามเส้นทางไปนมัสการพระพุทธบาทของคนโบราณ ก็จะแวะเข้าไปนมัสการหลวงพ่อทรงธรรมและชมจิตรกรรมฝาผนังที่เหลืออยู่ ทุกครั้งที่ได้ไปกราบไหว้ก็เกิดความชุ่มชื่นจิตใจเพราะเมื่อเพ่งดูที่พระพักตร์พระพุทธรูปองค์นี้แล้ว แลเห็นพระเนตรที่อ่อนโยนและริมโอษฐ์ที่เผยอยิ้มอย่างเมตตาเสมอ ข้าพเจ้าได้รับการถ่ายทอดในการเพ่งดูอารมณ์ของพระพุทธรูปเช่นนี้จากพ่อของข้าพเจ้า และมีความรู้สึกกับหลวงพ่อทรงธรรมเช่นเดียวกันกับการได้เพ่งพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ไชยา อันเป็นรูปเคารพที่บันดาลใจให้ท่านพุทธทาสแลเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมะกับธรรมชาติที่สวนโมกข์ฯ รวมไปถึงภาพเขียนสีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ณ วิหารโฮยูจิ ที่เมืองนาระ ประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าของเดิมจะสูญไปเพราะไฟไหม้ แต่คนญี่ปุ่นก็ได้จำลองภาพไว้และพิมพ์ภาพจำหน่ายแก่ผู้คนที่สนใจมาเยือน ข้าพเจ้านำมาติดกรอบไว้เพื่อบูชาและเพ่งมองในยามไม่มีความสงบในจิตใจ

 

ข้าพเจ้าดีใจเมื่อได้พบว่า ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ มีความรู้สึกและแลเห็นความงาม ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทรงธรรมยิ่งไปกว่าข้าพเจ้าหลายเท่า ดังเห็นได้จากเจตนารมณ์ของท่านในการทอดกฐินสามัคคีเพื่อให้ได้รายได้จากการทำบุญมาบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารและองค์พระ

 

ในชีวิตของข้าพเจ้าได้พบคนอยู่สองคนที่มองอะไรอย่างแปลกๆ ลึก แต่สุนทรีย์ คนแรกคือ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้สร้างเมืองโบราณ คุณเล็กแลเห็นศิลปะกับจิตวิญญาณเป็นเรื่องเดียวกัน เหตุนี้เมื่อมีความพอเพียงทางวัตถุแล้วจึงทุ่มเททั้งชีวิตมาสร้างเมืองโบราณและงานทางศิลปวัฒนธรรมจนสิ้นอายุขัย

 

เมื่อประมาณ ๘-๙ ปีที่ผ่านมา ท่านอาจารย์อคินและข้าพเจ้าได้เดินทางโดยรถยนต์ไปประชุมร่วมกันที่ไหนแห่งหนึ่งแต่จำไม่ได้ จำได้แต่เพียงว่าท่านอาจารย์ได้เล่าถึงความรู้สึกของท่านกับหลวงพ่อทรงธรรมดังเช่นที่ท่านเขียนเล่าไว้ในใบบอกบุญทอดกฐินระหว่างนั่งคุยกันบนรถ ข้าพเจ้าเข้าใจในความรู้สึกของท่านและเกิดความเคารพในความเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่ธรรมดาของท่าน ข้าพเจ้ามักแอบสังเกตท่านอาจารย์อคินบ่อยๆ ระหว่างประชุมงานวิชาการร่วมกัน ท่านดูไม่สนใจคนที่กำลังเสนอบทความกับที่ประชุมจะพูดว่าอะไร เรื่องอะไร จดบันทึกบางอย่างเพียงเล็กน้อย แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่เสก็ตภาพต้นไม้ หมู่บ้าน ทิวทัศน์ หรืออาคาร ด้วยลายเส้นจากปากกาที่ท่านจดบันทึก ท่านเขียนได้สวยงามอย่างเป็นศิลปินทีเดียว แต่พอถึงคราวที่ท่านจะต้องแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ใครต่อใครเสนอมาในที่ประชุม ข้าพเจ้าก็ต้องประหลาดใจว่า ท่านอาจารย์อคินที่ดูเหมือนสนใจแต่เพียงเขียนรูปเล่นมากกว่าฟัง กลับมีความเข้าใจในประเด็นสำคัญอย่างลุ่มลึก และสามารถนำประเด็นสำคัญนั้นชี้ให้เกิดความกระจ่างแจ้งอย่างมีคุณูปการทีเดียว

 

ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทรงธรรมที่ท่านอาจารย์อคินเล่ามานั้น เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชมและอยากมีส่วนร่วมเพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ในทางอารมณ์และจิตใจ มนุษย์นั้นนอกจากมีธรรมชาติเป็นสัตว์สังคมที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มจึงจะมีชีวิตรอดแล้ว ยังเป็นสัตว์โลกที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจ ต้องหาที่พึ่งทางความเชื่อเป็นนิจสิน มนุษย์ปัจจุบันในสังคมไทยสมัยนี้มักพึ่งความเชื่อทางไสยศาสตร์เป็นสำคัญ จึงเกิดเรื่องของการสะเดาะเคราะห์ ขอโชคลาภ เช่าซื้อวัตถุมงคล เช่น พระเครื่อง พระพิมพ์ มาช่วยให้ตนไม่ต้องตายหรือไม่จนกันอย่างพร่ำเพรื่อ

 

แต่การเข้าหาที่พึ่งของท่านอาจารย์อคินกับหลวงพ่อทรงธรรม เป็นที่พึ่งทางศาสนาที่ยังความสงบทางจิตใจมากกว่าความเร่าร้อน ดังนั้น การที่ท่านชักชวนให้เพื่อฝูงญาติพี่น้องและผู้มีใจกุศลทั้งหลายไปทำบุญทอดกฐินในวันที่ ๖ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จึงเป็นการกุศลที่สำคัญ เพื่อจะได้นำรายได้จากการทำบุญเหล่านั้นมาบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงพ่อทรงธรรมให้กลับคืนสภาพเดิมอย่างที่เคยรุ่งเรืองมา

 

แท่นบูชาพระพุทธรูปทรงเครื่อง “หลวงพ่อทรงธรรม” ที่วัดใหม่ประชุมพล

 

หลวงพ่อทรงธรรม

 

วัดใหม่ประชุมพลนับได้ว่าเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางของการจาริกแสวงบุญไปยังพระพุทธบาท วัดนี้ไม่ควรจะได้รับแต่เพียงการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างเดียว หากยังน่าที่จะฟื้นฟูให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิต เพื่อให้ผู้คนในท้องถิ่นและต่างถิ่นจากภายนอกได้เรียนรู้และอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง

 

ในส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่า ในวันทอดกฐินนั้น นอกจากไปกราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อทรงธรรมแล้ว ขอปวารนาตัวเป็นมัคคุเทศก์นำชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทั้งในเขตอำเภอนครหลวงและสถานที่สำคัญบางแห่งบนเส้นทางไปไหว้พระพุทธบาท โดยเฉพาะสถานที่สำคัญที่ถูกลืมสองแห่ง คือ เมืองขีดขินหรือปรันตะปะ กับถ้ำนารายณ์ อันเป็นเมืองโบราณและถ้ำวิหารในเขาพระพุทธบาทในสมัยทวารวดี ทั้งสองแห่งนี้คือที่มาที่สำคัญของการเกิดรอยพระพุทธบาทครั้งรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

 

(เอกสารจากการสนทนาทัศนะนอกรีตกับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม  ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ  ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๘)

 

และแจกจ่ายเนื่องในงานทอดกฐินสามัคคีเพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารและจิตรกรรมฝาผนัง

 

ณ วัดใหม่ประชุมพล ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

อัพเดทล่าสุด 7 มิ.ย. 2559, 10:35 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.