หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายกับการหายไปของ ‘ความเป็นท้องถิ่น
บทความโดย ธีระวัฒน์ แสนคำ
เรียบเรียงเมื่อ 1 มิ.ย. 2555, 15:36 น.
เข้าชมแล้ว 3402 ครั้ง

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายกับการหายไปของ ‘ความเป็นท้องถิ่น’

 

เพียงแค่ป้ายชื่อก็ระบุไว้ชัดเจนว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย’

 

เมืองด่านซ้าย เป็นชุมชนโบราณเก่าแก่ของราชอาณาจักรล้านช้างที่ตั้งอยู่ติดกับบริเวณเขตต่อแดนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านช้าง มีพระธาตุศรีสองรักสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์เขตแดนและไมตรีระหว่างสองราชอาณาจักรเป็นประจักษ์พยาน เมืองด่านซ้ายในปัจจุบันคือบริเวณอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

 

นักวิชาการสันนิษฐานกันว่า เมืองด่านซ้ายน่าจะสร้างขึ้นพร้อมๆ กับพระธาตุศรีสองรักซึ่งเกิดจากการร่วมสร้างของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยากับสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้างใน พ.ศ. ๒๑๐๓ และแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๑๐๖ ชาวเมืองด่านซ้ายโบราณน่าจะเป็นกลุ่มคนที่พระมหากษัตริย์ทั้งสองราชอาณาจักรกัลปนาหรืออุทิศให้เป็นข้าพระธาตุ คือมีหน้าที่ดูแลรักษาองค์พระธาตุซึ่งเปรียบเสมือนอุเทสกเจดีย์องค์หนึ่ง  นอกจากนี้ จากการศึกษาของโยซิยูกิ มาซูฮารา ยังพบว่า เมืองด่านซ้ายเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าของป่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของล้านช้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ อีกด้วย

 

ถึงแม้ว่าภายหลังเมืองด่านซ้ายจะถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสยามในราว พ.ศ. ๒๓๗๐  แต่ลักษณะสังคม  วัฒนธรรม และร่องรอยศิลปะสถาปัตยกรรมของเมืองก็ยังคงเป็นแบบล้านช้างอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัดโพนชัยในตัวเมืองด่านซ้าย ซึ่งมีวิหารหลวงและพระประธานศิลปะล้านช้าง และเป็นสถานที่สำคัญในงานประเพณีบุญหลวงหรือที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปว่า ‘การละเล่นผีตาโขน’ มรดกทางวัฒนธรรมของเมืองด่านซ้ายที่มีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน วัดโพนชัยจึงเป็นโบราณสถานสำคัญของชุมชนคู่กับพระธาตุศรีสองรัก และได้รับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในวัดในหลายด้าน รวมทั้งมีการสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย’ (พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน) ขึ้นภายในวัดอีกด้วย

 

หุ่นผีตาโขน หน้ากากผีตาโขน ขั้นตอนการทำหน้ากากและรูปแบบการจัดแสดงที่เคยจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ (เมษายน ๒๕๕๐)  หุ่นผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็กที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ  (พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 

ผู้เขียนซึ่งมีความสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น  ได้มีโอกาสเดินทางมาทัศนศึกษาและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายที่วัดโพนชัยด้วยกัน ๓ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนพฤศจิกายน  ๒๕๕๓ และครั้งที่ ๓ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา  จากการเดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย ๓ ครั้งในระยะเวลาเกือบ ๕ ปี ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพิพิธภัณฑ์ฯ ทั้งในทางที่น่าชื่นชมและในทางที่ต้องตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการมาเยี่ยมชมครั้งล่าสุด

 

ในครั้งแรกผู้เขียนมีความรู้สึกชื่นชมเจ้าอาวาสวัดโพนชัย คณะสงฆ์ กรรมการวัด คณะเจ้าพ่อกวน-เจ้าแม่นางเทียม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวด่านซ้ายที่มีการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายขึ้น โดยปรับปรุงจากอาคารไม้ทรงไทยชั้นเดียวยกพื้นซึ่งสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘ และเมื่อได้รับงบประมาณจากการจัดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนใน พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายหรือพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเรื่อยมา

 

ศิลปินอาสาสมัครและเยาวชนที่มาฝึกการทำหน้ากากผีตาโขนและคอยให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ฯ   ซึ่งไม่มีภาพเช่นนี้ปรากฏแล้วหลังการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯ ครั้งล่าสุด (พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 

จากประตูทางเข้าที่หันไปทางตะวันตกสู่วิหารหลวงและเจดีย์ประธานของวัด ด้านซ้ายมือเป็นมุมของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับผีตาโขน เช่น ตุ๊กตาผีตาโขนขนาดต่างๆ พวงกุญแจผีตาโขนและหน้ากากผีตาโขนจำลอง เป็นต้น รายได้จากการจำหน่ายของที่ระลึกนั้นก็จะมีการนำไปใช้ในการดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้มุมนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนในชุมชนคอยให้บริการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ให้แก่นักท่องเที่ยวด้วยภาษาไทยที่มีกลิ่นอายของสำเนียงไทเลยซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น และยังมีการเปิดดนตรีพื้นบ้านอีสาน เช่น  โปงลาง พิณ และแคน ขับกล่อมสร้างบรรยากาศให้กับนักท่องเที่ยวในระหว่างเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ทำให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับหรือรับรู้ถึงความเป็นท้องถิ่นไปด้วยอีกทางหนึ่ง

 

บริเวณภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ มีการแบ่งออกเป็น ๓ ห้อง

ห้องที่ห้องเมืองด่านซ้ายและพระธาตุศรีสองรัก เป็นห้องที่จัดแสดงข้อมูลและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองด่านซ้ายตั้งแต่กว่า ๔๐๐ ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน วิถีชีวิตของผู้คนลุ่มน้ำหมัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพระธาตุศรีสองรัก เช่น ประวัติการสร้าง ตำนานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและงานประเพณีบูชาพระธาตุศรีสองรัก เป็นต้น ซึ่งภายในตกแต่งด้วยวัสดุที่เรียบง่ายและหาได้ในท้องถิ่น ไม่มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้หรือโบราณวัตถุอย่างพิพิธภัณฑ์ทั่วไป หากแต่นำเสนอข้อมูลและภาพถ่าย ทำให้พิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้แตกต่างไปจากที่อื่น

 

ห้องที่ ๒ห้องผีตาโขน เป็นห้องที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวด่านซ้าย งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ประวัติความเป็นมาและคติความเชื่อเกี่ยวกับการละเล่นผีตาโขน รวมทั้งแสดงขั้นตอนในการทำหน้ากากผีตาโขน นอกจากนี้ยังมีการนำหุ่นผีตาโขนจำลอง หน้ากากผีตาโขนเก่าที่เคยใช้และหน้ากากผีตาโขนแบบที่นิยมในปัจจุบันมาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงพัฒนาการของหน้ากากผีตาโขนด้วย

 

 ห้องที่ ๓ห้องสื่อวีดีทัศน์ สำหรับห้องนี้เป็นห้องที่จัดฉายวีดีทัศน์เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของเมืองด่านซ้าย งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนผ่านจอโทรทัศน์ ซึ่งมีเก้าอี้ไม้จัดไว้รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง

 

ลักษณะรูปแบบการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ฯ ก่อนการปรับปรุงครั้งล่าสุด (เมษายน ๒๕๕๐)  ลักษณะรูปแบบการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ฯ หลังการปรับปรุงครั้งล่าสุด ซึ่งดูไม่ต่างไปจากพิพิธภัณฑ์ของทางราชการเลย (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕) 

 

การเดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายครั้งแรก ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกประทับใจและภาคภูมิใจแทนชาวด่านซ้ายที่มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นของชุมชนและบริหารจัดการโดยคนในชุมชนเอง ซึ่งจะทำให้คนในชุมชนเข้าใจท้องถิ่นของตนมากยิ่งขึ้น และนักท่องเที่ยวก็จะได้เข้าใจถึงความเป็นท้องถิ่นของชาวด่านซ้ายด้วย

 

หลังจากที่ประทับใจเมื่อแวะมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายในครั้งแรก  เมื่อมีโอกาสเดินทางผ่านอำเภอด่านซ้าย ผู้เขียนจึงแวะเข้าไปเยี่ยมชมอีก ในครั้งนี้พบว่าพิพิธภัณฑ์ฯ มีการปรับปรุงไปในทางที่ผู้เขียนมีความเห็นว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีการนำหุ่นผีตาโขนเล็ก-ผีตาโขนใหญ่จำลองมาตั้งไว้บริเวณห้องโล่งด้านหน้าห้องจัดแสดง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างใกล้ชิด ส่วนทางขวามือของทางเข้าก็มีศิลปินพื้นบ้านที่เป็นอาสาสมัครมาสาธิตการทำหน้ากากผีตาโขน และมีการสอนให้กับผู้ที่สนใจทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากงบพัฒนาท้องถิ่นของผู้ว่าราชการจังหวัดเลย 

 

ในครั้งนั้นผู้เขียนเห็นเยาวชนชาวด่านซ้ายเกือบ ๑๐ คนที่มานั่งระบายสีหน้ากากผีตาโขนขนาดเล็ก และเยาวชนดังกล่าวยังได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนยุวมัคคุเทศก์คอยนำชมพิพิธภัณฑ์ฯ และแนะนำข้อมูลให้กับนักท่องเที่ยวด้วย การมียุวมัคคุเทศก์หรือมีเยาวชนให้ความสนใจเรื่องราวหรือศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นในลักษณะเช่นนี้ ส่วนตัวผู้เขียนมีความเห็นว่าถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น มากกว่าการได้รับรางวัลหรือมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากด้วยซ้ำไป เห็นแล้วก็อดชื่นชมคณะทำงานของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายไม่ได้ 

 

นอกจากนี้ที่อาคารขนาดเล็กด้านซ้ายห่างจากพิพิธภัณฑ์ฯ เล็กน้อย ยังมีการปรับปรุงเป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับการละเล่นผีตาโขนโดยเฉพาะ ซึ่งคนในชุมชนได้รวมกลุ่มกันทำขึ้น เช่น โคมไฟ พวงกุญแจ แก้วน้ำ ที่วางแก้วน้ำ เข็มกลัด ตุ๊กตา ที่ใส่ปากกา หัวดินสอ กระเป๋าผ้า หน้ากากผีตาโขนขนาดต่างๆ และของที่ระลึกอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นนอกจากการประกอบอาชีพหลักอีกด้วย

 

หุ่นผีตาโขนของใหม่ในรูปแบบการจัดแสดงใหม่หลังการปรับปรุงครั้งล่าสุด (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)

หุ่นผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็กของเดิมที่เคยจัดแสดงถูกนำออกมาตั้งไว้ที่ระเบียงวิหารหลวง แล้วมีการนำของใหม่เข้ามาจัดแสดงแทน (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)

 

และครั้งที่ ๓ ครอบครัวของผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวที่อำเภอด่านซ้าย ผู้เขียนจึงภูมิใจนำเสนอพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายที่วัดโพนชัยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่ ๒ ต่อจากพระธาตุศรีสองรัก แต่ทว่าการเดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายครั้งนี้ต้องทำให้ผู้เขียนผิดหวัง เสียความตั้งใจและต้องตั้งข้อสงสัยไปด้วยในระหว่างการเดินชม เนื่องจากว่าพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณจำนวนไม่น้อยเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ

 

รูปแบบการนำเสนอและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงทั้งหมดแทบไม่เหลือเค้ารูปแบบเดิม ภายในมีการปรับปรุงผนังห้องให้ราบเรียบ มีการจัดแสดงข้อมูลและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับเมืองด่านซ้าย พระธาตุศรีสองรัก และเน้นนำเสนอภาพงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนเป็นหลัก แม้ว่าจะยังคงใช้ชื่อห้องจัดแสดงคล้ายคลึงชื่อเดิม แต่ภายในห้องมีการจัดแสดงข้อมูลและภาพถ่ายคล้ายกับการจัดนิทรรศการตามงานต่างๆ ทั่วไป ภาพแต่ละภาพอยู่ในตู้กระจกและมีหลอดไฟคอยส่องสว่าง ในแต่ละห้องมีคอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูลหรือเรื่องราวเอาไว้ โดยให้นักท่องเที่ยวสามารถเปิดศึกษาหรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (แล้วอนาคตยุวมัคคุเทศก์จะเป็นอย่างไร?)  มีการนำหน้ากากผีตาโขนใหม่ๆ เข้ามาจัดแสดงจำนวนมาก และมีการนำหุ่นจำลอง  หน้ากากของเดิม ป้ายข้อมูลและภาพถ่ายที่เคยจัดแสดงออกไป ส่วนหนึ่งนำไปจัดแสดงไว้ที่อาคารข้างๆ ส่วนหนึ่งนำไปตั้งไว้ที่ระเบียงวิหารหลวง บริเวณที่เคยเป็นที่จำหน่ายของที่ระลึกและมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวก็ถูกปรับปรุงให้กับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ทั่วไป โดยภาพรวมของพิพิธภัณฑ์ฯ ถูกเปลี่ยนให้คล้ายกับพิพิธภัณฑ์ของทางราชการที่มีอยู่มากมายทั้งในกรุงเทพฯ และตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคที่ไม่มีความเป็นท้องถิ่นอยู่ในพิพิธภัณฑ์เลย ยกเว้นแต่เพียงข้อมูลเท่านั้น

 

หน้ากากผีตาโขนใหม่ที่มีการนำมาตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งดูคล้ายกับงานนิทรรศการทางศิลปะมากกว่าการเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)

 

จากการสอบถามชาวด่านซ้ายในละแวกวัดโพนชัยหลายคนได้ความคล้ายกันว่า “เดิมทีนั้นทางคณะกรรมการได้เขียนโครงการไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยเพื่อของบประมาณมาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯ แต่ต่อมาก็มีคนนอกเข้ามาใช้อำนาจและสั่งปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนเป็นแบบใหม่ทั้งหมด  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการดูแลพิพิธภัณฑ์ฯ ส่วนของเดิมนั้นได้ถูกนำออกมา บ้างก็หักพัง บ้างก็มีสภาพคงเดิม การเข้ามาดำเนินการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยนั้น แม้จะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจและอาจมีความปรารถนาดีต่อพิพิธภัณฑ์ฯ แต่ชาวบ้านที่เคยทำงานร่วมกันกับวัดไม่เคยรู้เรื่องอะไรด้วยเลย จนกระทั่งวันนี้ยังไม่ได้รับการชี้แจงหรืออธิบายอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานดังกล่าว ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้ นอกจากเฝ้ามองด้วยความรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พวกเขาเคยร่วมแรงร่วมใจกันสร้างมา และสงสัยกับการเข้ามาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นใดๆ เลย”

 

การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแบบทั่วไปหรือราชการนิยมนั้น น่าจะเป็นไปเพียงเพื่อความต้องการตอบสนองกับการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน เพราะว่าวัดโพนชัยเป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรม การท่องเที่ยวที่ได้รับการส่งเสริมโดยหน่วยงานภาครัฐหรือคนภายนอกที่ไม่เข้าใจความเป็นท้องถิ่นนี้เองที่ทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นเปลี่ยนไปจนคนท้องถิ่นแทบปรับตัวตามไม่ทัน และอาจส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมและคนท้องถิ่นอย่างรุนแรงอย่างที่คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เคยแสดงความคิดเห็นไว้ในบทความเรื่อง “เทศกาลผีตาโขน/ประเพณีงานบุญหลวง  พิธีกรรมท่องเที่ยวในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของคนด่านซ้าย”  ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิพิธภัณฑ์ของคนธรรมดา โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา

 

ณ วันนี้ บรรยากาศของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นท้องถิ่น และมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม ดังที่อนุสาร อสท. ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเคยนำเสนอไว้ในอนุสาร อสท. ปีที่ ๕๑ ฉบับที่ ๑ เดือนสิงหาคม  ๒๕๕๓ หาได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เมื่อชาวบ้าน ชุมชน หรือท้องถิ่นไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการเอง ความเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและความเป็นท้องถิ่นของพิพิธภัณฑ์จะคงอยู่คู่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายได้อย่างไร

 

บรรยากาศพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายกว่า ๔ ปีในความทรงจำอันแสนประทับใจของผู้เขียนได้หายไป พร้อมกับการเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นถึงไม่เข้าใจความเป็นท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่?  ทำไมต้องนำรูปแบบพิพิธภัณฑ์จากส่วนกลางมายัดเยียดให้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย? และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากการหายไปของความเป็นท้องถิ่น?

 

 

จับกระแสพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น:จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๔ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๕)

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 15:36 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.