หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บันทึกเดินทางรอบ ‘ทะเลสาบสงขลา’ กับ ‘ศรีศักร วัลลิโภดม’
บทความโดย วันใหม่ นิยม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.ค. 2554, 12:44 น.
เข้าชมแล้ว 4385 ครั้ง

ก่อนออกเดินทางสำรวจศึกษาภูมิวัฒนธรรมในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้ติดตามเข้าใจในพื้นที่และความเป็นมาโดยสังเขป อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ถือเป็นธรรมเนียมจะต้องอธิบายภูมินิเวศและประวัติศาสตร์ของลุ่มทะเลสาบสงขลาประกอบแผนที่โดยสังเขป เพื่อให้เข้าใจสภาพภูมิประเทศกันเสียก่อน

 

ทะเลสาบสงขลามีพื้นที่สำคัญ ๓ ส่วน ส่วนแรกคือ ทะเลสาบ อันเป็นบริเวณทะเลน้ำเค็มที่ต่อเนื่องกับทะเลอ่าวไทย กินบริเวณตั้งแต่จังหวัดสงขลาที่แหลมสน หัวเขาแดง เกาะยอ ไปจนถึงบ้านปากรอ ส่วนที่สองคือ ทะเลหลวง อันเป็นบริเวณทะเลน้ำกร่อย กินพื้นที่ตั้งแต่บ้านปากรอ ปากพะยูน คาบสมุทรสทิงพระ บางแก้ว พัทลุง ระโนด และส่วนที่สามคือ ทะเลน้อย ซึ่งเป็นส่วนที่แยกออกไปเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอีกส่วนหนึ่ง

 

พื้นที่รอบทะเลสาบประกอบด้วยสองฝั่งคือ ฝั่งตะวันออก เดิมน่าจะเป็นเกาะที่ทอดตัวขนานกับพื้นที่ฝั่งตะวันตก ต่อมาเกิดการทับถมของดินตะกอนทางตอนเหนือ จนเกาะเชื่อมกับแผ่นดินจนกลายเป็น “คาบสมุทรสทิงพระ” หรือที่คนในท้องถิ่นเรียกว่า “แผ่นดินบก” มีบ้านเมืองสำคัญ เช่น ระโนด วัดพะโคะ สทิงพระ สิงหนคร อีกฝั่งคือ ตะวันตก มีบ้านเมืองสำคัญ เช่น บางแก้ว พัทลุง บนพื้นที่ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกเป็นที่ราบชายฝั่งและที่ราบท้องทุ่ง บางพื้นที่เป็นที่สันทรายอันสูงพ้นจากน้ำท่วม จึงมีการตั้งบ้านเมืองและอาศัยน้ำจากบ่อหรือลำธารสายต่างๆ จากเทือกเขาบรรทัด

 

ทุ่งข้าวเมืองพัทลุงและทะเลสาบสงขลา ถ่ายจากเขาเมืองชัยบุรี

 

เมื่อพ้นจากแนวที่ราบชายฝั่งและที่ราบท้องทุ่งไปทางทิศตะวันตก มีเทือกเขาบรรทัดอันเป็นแหล่งต้นน้ำที่ก่อความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ จนพัทลุงได้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ และมีช่องเขาต่างๆ ซึ่งสามารถติดต่อกับบ้านเมืองริมฝั่งอันดามัน เช่น ปะเหลียน ตรัง กันตัง ทำให้เกิดเส้นทางข้ามคาบสมุทรเพื่อติดต่อระหว่างบ้านเมืองชายฝั่งอ่าวไทยและบ้านเมืองชายฝั่งทะเลอันดามันอันเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง โดยที่บ้านเมืองในทะเลสาบสงขลา เช่น พัทลุง–ลำปำ เขาชัยบุรี บางแก้ว สทิงพระ เป็นบ้านเมืองที่อยู่ปลายเส้นทางข้ามคาบสมุทรด้านอ่าวไทย

 

สมัยแรกที่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับบ้านเมืองในพื้นที่ทะเลสาบสงขลาจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๓–๑๘ คือสมัยที่เรียกว่า “ศรีวิชัย” โดยเฉพาะในพื้นที่นี้ปรากฏการตั้งบ้านเมืองที่เป็นสถานีการค้าอยู่บริเวณศาสนสถานพุทธมหายานที่ ถ้ำคูหา ในตัวเมืองพัทลุง และบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ ซึ่งปรากฏเทวสถานฮินดูที่ ถ้ำคูหาใกล้กับวัดพะโคะ บ้านเมืองในช่วงเวลานี้น่าจะเป็นชุมชนเกษตรและทำการค้าทางทะเลระหว่างอ่าวไทยกับบ้านเมืองชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งการค้าข้ามคาบสมุทร โดยมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายบ้านเมืองสำคัญ ได้แก่ ตามพรลิงค์ ไชยา ปาเล็มบัง ย็อกยาร์ (บุโรพุทโธ)  ซึ่งเป็นบ้านเมืองใหญ่ที่นับถือพระพุทธศาสนามหายานและศาสนาฮินดู และเป็น นายหน้าการค้า ทางทะเลระหว่างจีนกับอินเดียที่จะต้องผ่านภูมิภาคอุษาคเนย์

 

เมื่อถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘–๒๐ จีนได้ขยายการค้าทางทะเลโดยส่งกองเรือมาค้าขายกับบ้านเมืองในอุษาคเนย์โดยตรง ไม่ต้องผ่านรัฐนายหน้าเช่นรัฐในเครือศรีวิชัย บ้านเมืองต่างๆ ในอุษาคเนย์จึงเริ่มเติบโตขึ้น ในคาบสมุทรภาคใต้เมืองนครศรีธรรมราชหรือตามพรลิงค์เดิมได้ขยายแว่นแคว้นครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรปักษ์ใต้ทั้งหมด แล้วผนวกตัวเข้ากับกรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา มีการติดต่อทางสังคมวัฒนธรรมกับดินแดนใหม่ๆ เช่น ลังกา อโยธยา กัมพูชา จึงเกิดการนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์อย่างกว้างขวาง

 

ในสมัยนี้บ้านเมืองบนแผ่นดินบกหรือคาบสมุทรสทิงพระได้เติบโตขึ้นจนเกิดเป็นเมือง “สทิงพาราณสี” มีวัดสทิงพระ วัดพระงาม เป็นศาสนสถานสำคัญ ในขณะที่บางแก้วอันเป็นชุมชนเลี้ยงช้างตามตำนานนางเลือดขาวได้ขยายตัวจนเป็นเมืองบางแก้ว มีวัดเขียนบางแก้วเป็นพระบรมธาตุสำคัญ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์สำคัญในการค้าข้ามคาบสมุทร เมื่อการค้าข้ามคาบสมุทรขยายความสำคัญ ชุมชนเลี้ยงช้างจึงได้ขยายตัว

 

เนื่องจากพื้นที่รอบทะเลสาบเป็นพื้นที่การค้า จึงได้มีภัยคุกคามจากกลุ่มโจรสลัดชาวมลายูในแถบปลายคาบสมุทรไปจนถึงเกาะสุมาตราที่คอยปล้นโจมตีเมืองท่าสำคัญอย่างนครศรีฯ พัทลุง ปัตตานี ฯลฯ โดยเฉพาะในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เกิดการโจมตีและเผาเมืองสทิงพระ ต่อมาพระสงฆ์สำคัญรูปหนึ่งคือ หลวงปู่ทวด ซึ่งเป็นพระใกล้ชิดกับสมเด็จพระเอกาทศรถ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้รวบรวมผู้คนบนแผ่นดินบกจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่บริเวณวัดพะโคะ และได้ขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ชุมชนใหม่นี้จากสมเด็จพระเอกาทศรถ พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานกัลปนาผู้คนและพื้นที่บนแผ่นดินบกให้อยู่ในสิทธิ์ขาดของหลวงปู่ทวด ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่ “สมเด็จพระราชมหาสามีลังกาชาด” ไม่ให้เจ้าเมืองหรือขุนนางที่เป็นฆราวาสเรียกเกณฑ์ เรียกส่วยภาษี หรือสั่งการใดๆ แก่ผู้คนหรือข้าพระของหลวงปู่ได้ ผู้คนจึงมาสมัครอยู่ในแผ่นดินบก เป็นข้าพระของหลวงปู่ ดังนั้นแผ่นดินบกในยุคนี้จึงเป็นเมืองใหญ่ที่เข้มแข็ง สามารถต้านทานโจรสลัดได้

 

บริเวณธรรมศาลา วัดพะโคะ

 

อย่างไรก็ตามภัยคุกคามจากโจรสลัดยังคงมีอยู่ ต่อมาพระมหากษัตริย์อยุธยาแห่งราชวงศ์ปราสาททอง (สมเด็จพระเจ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์) โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขุนนางมุสลิมอาหรับผู้เชี่ยวชาญการทหารเรือและการค้ามาปกครองบ้านเมืองในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยให้ตั้งเมืองที่ปลายแผ่นดินบกหรือคาบสมุทรสทิงพระ ปากทะเลสาบสงขลา ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “หัวเขาแดง” หรือเมืองสงขลาเก่า (ปัจจุบันย้ายเมืองข้ามฟากไปเมืองสงขลาปัจจุบัน) พวกโปรตุเกส ดัตช์ ฝรั่งเศส และอังกฤษ เจ้าเมืองในรุ่นนี้จึงสามารถป้องกันบ้านเมืองจากกลุ่มโจรสลัดได้

 

จนกระทั่งเจ้าเมืองสงขลาได้เกิดความขัดแย้งกับเมืองปัตตานี หัวเมืองการค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง รวมทั้งเป็นเมืองคู่แข่ง จึงได้ก่อสงครามกันระหว่างสองเมืองนี้จนกลายเป็นความเสียหายอย่างหนักแก่ผู้คน บ้านเมือง และการค้านานาชาติ กรุงศรีอยุธยาจึงต้องปราบปรามเมืองสงขลาและปัตตานีด้วยความร่วมมือของชาวดัตช์ และให้เจ้าเมืองกลับมารับราชการที่กรุงเทพฯ ในสมัยต่อมาเมื่อบุตรของเจ้าเมืองสงขลาเติบโตขึ้นในราชสำนักอยุธยา ได้รับราชการทหารเรือเป็นที่ พระยาราชบังสัน (ตะตา) และโปรดเกล้าฯ ให้มาเป็นเจ้าเมืองแถบทะเลสงขลา โดยให้ตั้งเมืองบริเวณเขาไชยบุรี อันเป็นพื้นที่ตอนในแผ่นดินของลุ่มน้ำทะเลสาบ มีภูเขาล้อมรอบ สามารถใช้เป็นชัยภูมิตรวจตราและป้องกันข้าศึกหรือโจรสลัด ในยุคนี้เริ่มปรากฏชื่อ “พัทลุง” ซึ่งน่าจะมีความสืบเนื่องมาจากคำว่า “ตลุง” อันหมายความถึงเสาหลักช้าง เนื่องจากเมืองนี้เป็นแหล่งเลี้ยงช้าง อันเป็นสัตว์สำคัญสำหรับการค้าข้ามคาบสมุทร

 

เมื่อถึงสมัยกรุงเทพฯ เจ้าเมืองพัทลุงยังคงเป็นลูกหลานพระยาราชบังสัน (ตะตา) แต่เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา สืบสกุลมาเป็นตระกูล ‘ณ พัทลุง’ ในปัจจุบัน และย้ายเมืองไปตั้งบริเวณปากคลองลำปำ อันเป็นที่ออกทะเลหลวง ในระยะประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตระกูลนี้ได้เกี่ยวดองกับตระกูล ‘จันทโรจวงศ์’ ร่วมกันปกครอง เมืองพัทลุงที่ลำปำ มีวัดสำคัญคือวัดวัง และมีจวนเจ้าเมืองที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองประเทศ ตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๓๐ จึงได้ยกเลิกระบบกินเมืองในท้องถิ่น โดยส่งข้าราชการจากส่วนกลางมาปกครองเมือง และเมื่อทางรถไฟตัดผ่านเมืองพัทลุงบริเวณถ้ำคูหาสวรรค์ จึงได้ย้ายเมืองพัทลุงมายังบริเวณนี้จนถึงปัจจุบัน บริเวณปากน้ำลำปำจึงเรียกเมืองพัทลุงเก่า

 

ทุ่งตาลโตนด สัญลักษณ์ของเมืองพัทลุงและสงขลา

 

หลังทบทวนภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์กันแล้ว การสำรวจในวันแรก อาจารย์ศรีศักรเริ่มต้นที่ บ้านตะโหมด หมู่บ้านในพื้นที่ป่าชายเขาบนเส้นทางผ่านของขบวนช้างค้าขายข้ามคาบสมุทรในยุคก่อน มีคลองตะโหมดอันมาจากเทือกเขาหล่อเลี้ยงชุมชน มีวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลาง ปัจจุบันชุมชนนี้ยังคงมีความเข้มแข็งของพลังภายใน คลองตะโหมดยังคงใสสะอาด การเดินทางของคณะเป็นไปตามเส้นทางข้ามคาบสมุทรโบราณ ผ่านบ้านโละจังกระ เขารูปช้าง บ้านกงหรา และพัทลุง เส้นทางนี้หากลงสู่คลองบางแก้วและเขาชัยสน และเดินทางต่อไปจะข้ามช่องเขา สามารถเดินทางไปถึงพื้นที่จังหวัดตรังที่มีท่าเรือไปจากฝั่งอันดามัน 

 

พระเจดีย์สมัยอยุธยาตอนปลายที่วัดเขาเมือง เมืองเก่าชัยบุรี

 

คณะของเราได้เดินทางต่อไปยังเมืองเก่าเขาไชยบุรี พื้นที่นี้เป็นแนวทุ่งนาชายเขา โดยจะมีภูเขาทอดสลับเป็นแนว มีเขาสำคัญคือเขาไชยบุรี (ที่ตั้งเมืองเก่า) เขาอ้อ (ที่ตั้งสำนักวิชาสำคัญ) ฯลฯ บริเวณเขาไชยบุรีนี้เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓–๒๔ เป็นพื้นที่ซึ่งพระยาราชบังสัน (ตะตา) ตั้งเมือง บนเขาหน้าเมืองมีพระสถูปบรมธาตุโบราณสมัยอยุธยาตอนปลายที่เจ้าเมืองรุ่นต่อมา (ซึ่งอาจเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา) ได้สร้างเอาไว้เป็นพระบรมธาตุหลักของเมืองไชยบุรี

 

บริเวณที่ราบรอบเขาไชยบุรีมีการขุดคูคันดินและก่อกำแพงเมือง ในปัจจุบันยังปรากฏซากโบราณสถานดังกล่าวอยู่ ใกล้กันนั้นมีศาลพระยาราชบังสัน (ตะตา) บริเวณตอนกลางของเมืองโบราณมีศาลหลักเมืองโบราณ ในปัจจุบันบริเวณเมืองเก่าไชยบุรีบางส่วนเป็นพื้นที่วัดไชยบุรี และอีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ของวนอุทยานแห่งชาติเขาไชยบุรี

 

พระบรมธาตุวัดเขียนบางแก้ว

 

วันต่อมาคณะเดินทางไปยังวัดเขียนบางแก้ว อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง พื้นที่วัดเขียนบางแก้วนี้เป็นพื้นที่ในตำนานนางเลือดขาว เป็นชุมชนเลี้ยงช้างเพื่อส่งให้กับเจ้าเมืองสทิงพาราณสีหรือสทิงพระ เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ในเส้นทางข้ามคาบสมุทรซึ่งต้องอาศัยช้างเป็นสัตว์พาหนะหลักในการบรรทุกสินค้าและเดินทางทั่วไป ชุมชนเลี้ยงช้างจึงได้ทวีความสำคัญโดยเฉพาะในระยะตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมา หลังจากที่การค้าสำเภาจากจีนได้ขยายตัว มีพระบรมธาตุวัดเขียนเป็นศูนย์กลางเมือง

 

ต่อเนื่องจากพื้นที่วัดเขียนบางแก้วเป็นพื้นที่โคก มีต้นไม้เก่ามาก ค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในระดับชุมชนเมือง มีซากฐานอาคารโบราณซึ่งเชื่อว่าเป็นพระวิหารหรือศาลาสำหรับทำพิธีถือน้ำ อย่างไรก็ตามพื้นที่นี้ในปัจจุบันกำลังถูกสวนปาล์มของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและนายทุนรุกพื้นที่ ทำให้พื้นที่โบราณสถานกำลังถูกทำลาย จึงได้มีประชาคมคนในท้องถิ่นอีกส่วนหนึ่งที่กำลังต่อสู้และต่อรองในเรื่องนี้


ทุ่งตาลโตนด สัญลักษณ์ของเมืองพัทลุงและสงขลา

 

คณะเดินทางต่อเนื่องไปยังวัดพะโคะ อันเป็นศูนย์กลางของเกาะทั้งในทางโลกและทางธรรม เนื่องจากเป็นทั้งสถานที่สั่งสอนเรียนวิชาทางโลกและทางธรรม เป็นที่พิพากษาความในชุมชน เป็นศูนย์กลางการปกครองวัดและชุมชนต่างๆ ในคาบสมุทรสทิงพระ และเป็นศูนย์บัญชาการป้องกันกองเรือโจรสลัด การไปวัดพะโคะจะต้องข้ามฟากทะเลสาบไปคาบสมุทรสทิงพระ ระหว่างทางได้วิ่งรถผ่านพื้นที่รอบวัดตลอดจนทั่วท้องทุ่งสองฝั่งทะเลสาบสงขลา เป็นทุ่งนาที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีดงตาลโตนดสลับกับทุ่งนา ในพื้นที่ใกล้เทือกเขาบรรทัดจะมีหย่อมเขาลูกโดดเรียงรายกันอยู่ ในส่วนพื้นที่คลองจะมีไม้ริมน้ำ ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือต้นสาคูอันเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพน้ำที่สะอาด แต่ปัจจุบันกำลังโดนสวนปาล์มรุกพื้นที่ที่นาเช่นกัน เพราะมีการแพร่ขยายของกลุ่มทุนในพื้นที่ที่ส่งเสริมให้ชาวนาได้ปรับเปลี่ยนเป็นชาวสวนปาล์ม โดยอาศัยราคาน้ำมันปาล์มเป็นแรงจูงใจ

 

ชุมชนบริเวณวัดพะโคะ ปรากฏว่า มีการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ โดยปรากฏถ้ำคูหาใกล้วัดเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู สันนิษฐานว่าถ้ำแรกเป็นเทวสถานถวายพระศิวะ อีกถ้ำหนึ่งเป็นเทวสถานถวายพระวิษณุ แสดงว่าจะต้องมีการตั้งชุมชนที่มีการติดต่อกับอินเดีย และมีการสร้างศาสนสถานให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงตลอดจนทั่วคาบสมุทรสทิงพระปรากฏการสร้างตระพังเก็บกักน้ำสำหรับชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ ในสมัยต่อมาพระพุทธศาสนามหายานและพระพุทธศาสนาเถรวาทจึงได้เข้ามาเป็นหลักในพื้นที่นี้

 

เรือนเก่าเจ้าเมืองพัทลุง ที่ปากคลองลำปำ

 

วันต่อมาอาจารย์ศรีศักรพาคณะเดินทางไปยังเมืองพัทลุงที่ปากคลองลำปำ เมืองพัทลุงเก่านี้ตั้งขึ้นในสมัยกรุงเทพฯ ตอนต้น คือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๔ จากนั้นได้เดินทางเข้าตัวเมืองพัทลุงปัจจุบัน ใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์จากเมืองเก่าที่ลำปำประมาณ ๑๕ นาที บริเวณเมืองพัทลุงปัจจุบันมีภูมิประเทศสำคัญของตัวเมืองคือ เขาอกทะลุ เป็นเขาหินปูนที่มีรอยทะลุกลางเขาและเขาถ้ำคูหาสวรรค์

 


เขาอกทะลุ สัญลักษณ์ของเมืองพัทลุง

 

แม้ว่าเมืองพัทลุงใหม่นี้จะตั้งขึ้นเมื่อไม่เกิน ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏหลักฐานการตั้งชุมชนมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ หรือสมัยศรีวิชัย ซึ่งที่ถ้ำคูหาสวรรค์คาดว่ามีการสถาปนาเป็นพุทธสถานนิกายมหายาน เพราะปรากฏการตั้งรูปเคารพ เช่น พระพิมพ์ดินดิบสมัยศรีวิชัย ในสมัยต่อๆ มาคือ สมัยอยุธยาและกรุงเทพฯ ปรากฏการสลักและการประดิษฐานพระพุทธรูปที่ผนังและในถ้ำ รวมทั้งยังมีผู้คนเข้ามาสักการะและประกอบพิธีกรรม จนถึงกับสร้างวัดคูหาสวรรค์ไว้ด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏมีการนำตำนานทรพีในวรรณคดีรามเกียรติ์มาเกี่ยวข้องกับถ้ำคูหา โดยปรากฏว่ามีแง่งหินปูนส่วนหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายเขาควาย ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นศีรษะทรพี จึงเชื่อว่าทรพีได้ถูกพาลีสังหารที่ถ้ำนี้

 

ชาวบ้านทำประมงที่ทะเลน้อย

 

อีกพื้นที่สำคัญของลุ่มทะเลสาบคือ ทะเลน้อย เป็นบริเวณเหนือสุดของทะเลสาบ น้ำทะเลสาบช่วงนี้จะเป็นน้ำจืด แต่แผ่นดินในแถบนี้คือช่วงรอยต่อระหว่างจังหวัดพัทลุงกับจังหวัดนครศรีธรรมราชได้งอกจนล้อมปิดทางเชื่อมทะเลน้อยกับทะเลสาบ จนกำลังจะเป็นที่ชุ่มน้ำหรือ “พรุ” บางส่วนเป็นทุ่งหญ้าสามารถเลี้ยงวัวได้ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยทำประมงสัตว์น้ำจืด ปัจจุบันมีการสร้างถนนทางหลวงตามแนวแผ่นดินงอกนี้

 

จากนั้นได้เดินทางผ่านคลองระโนด ซึ่งเคยเป็นแนวทะเลที่ล้อมรอบ “เกาะ” แผ่นดินบกหรือสทิงพระมาก่อน เมื่อประมาณไม่เกิน ๑๕๐ ปีมานี้ แผ่นดินใหญ่และแผ่นดินบกได้งอกขยายจนเชื่อมติดกัน เกาะแผ่นดินบกเดิมได้กลายเป็นคาบสมุทรสทิงพระ แนวทะเลที่ล้อมเกาะแผ่นดินบกด้านเหนือมาก่อนจึงกลายเป็น “คลองระโนด” มีชุมชนเมืองระโนดตั้งอยู่ โดยคลองระโนดนี้อีกด้านหนึ่งจะไปออกที่ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

 

จากระโนดไปสู่อำเภอสทิงพระอันเป็นชุมชนโบราณตั้งแต่สมัยศรีวิชัย ต่อมาขยายเป็นเมืองตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในการเดินทางนี้รถผ่านวัดสทิงพระ มีพระบรมธาตุเจดีย์ของเมือง ใกล้วัดมีคูน้ำโบราณปัจจุบันอยู่ในสภาพรกร้างไม่มีการขุดลอก ฝั่งคูน้ำตรงข้ามวัดมีโรงเรียนแห่งหนึ่งสร้างทับชุมชนโบราณโดยที่ไม่มีการขุดแต่งหรืออนุรักษ์แนวชุมชนโบราณให้ศึกษาแต่อย่างใด

 

ทิวทัศน์แหลมจองถนน

 

การเดินทางครั้งนี้คณะเลือกพักที่รีสอร์ตแหลมจองถนน อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบสงขลาช่วงทะเลหลวง พร้อมกับได้รับฟังเรื่องราวของคนที่นี่จาก ลุงนวม รอดชุม อายุ ๗๐ ปี  ชาวแหลมจองถนนซึ่งเป็นเจ้าของที่พัก คุณลุงเกิดในบ้านแหลมจองถนน แต่คุณแม่ย้ายมาจากเกาะใหญ่ฝั่งสทิงพระ ส่วนคุณปู่คุณย่าย้ายมาจากเมืองเก่าเขาไชยบุรี ระหว่างคนแหลมจองถนนและคนเขาไชยบุรีในยุคคุณปู่คุณย่าของลุงนวมจะไปมาหาสู่ ดองญาติและย้ายถิ่นข้ามไปมาเสมอ อย่างตอนคุณลุงอายุ ๑๒ ปี เกิดฝีดาษระบาดที่บ้านแหลมจองถนน ครอบครัวได้อพยพไปอยู่ที่บ้านเขาไชยบุรีชั่วคราว หรือคุณปู่ของคุณลุงนวมชื่อรอด คุณย่าชื่อชุม ซึ่งเดิมนามสกุลเพชรหลัก แต่เนื่องจากคุณปู่ได้ก่อคดีฆ่าคนตายเพราะการแย่ง “หัวนา” หรือที่นา จึงได้เอาชื่อตนเองและภรรยามารวมเป็นนามสกุลใหม่คือ “รอดชุม” เพื่อหลบคดีแล้วอพยพมาอยู่ที่บ้านแหลมจองถนน

 


ตรงข้ามแหลมจองถนนแนวเขาของเกาะสี่เกาะห้า เกาะรังนกมาแต่โบราณ

 

คุณลุงบอกว่า คนรุ่นปู่ย่าและพ่อแม่ยังถือเป็นผู้อพยพใหม่ ไม่มีที่ทำกินของตัวเอง จึงทำไร่หมุนเวียน เมื่อคุณลุงเติบโตเข้าวัยหนุ่มได้ออกเรือหาปลาในย่านน้ำทะเลสาบซึ่งถือเป็นพื้นที่สาธารณะ  โดยคุณลุงเป็นเจ้าของเรือ มีลูกน้อง ๑๕ คน ล้วนแต่เป็นเครือญาติหรือคนบ้านเดียวกัน เรือของคุณลุงเป็นเรือหาปลาด้วยอวน เป็นลักษณะการทำประมงทั่วไปในทะเลหลวงซึ่งแตกต่างจากพวกประมงแถบเกาะหมาก ปากรอ ปากพะยูน ที่จะทำโพงพางดักปลาเนื่องจากเป็นที่แคบ

 

ในทะเลหลวงดั้งเดิมจะเป็นน้ำลักจืดลักเค็มส่วนมากและกระแสไม่แรงมาก จึงสามารถเป็นแหล่งพักพิงของสัตว์น้ำ ทั้งที่มาจากปากพนังผ่านคลองระโนดที่จะออกไปทางปากพะยูน และออกอ่าวไทยที่ปากทะเลสาบ กับสัตว์น้ำอีกพวกที่เข้ามาทางปากทะเลสาบ สัตว์น้ำจึงได้หลากหลาย เช่น กุ้งหัวมันต่างๆ (กุ้งกุลา กุ้งก้ามกราม ฯลฯ) ปลาท่องเที่ยว ปลาขาว

 

ในพื้นที่นี้มีแหล่งน้ำจืดซึ่งจะขุดเป็นบ่อน้ำเอาไว้สำหรับการอุปโภคบริโภค เนื่องจากเป็นน้ำที่สะอาดกว่าน้ำในทะเลสาบ คุณลุงบอกว่าเห็นและหมายตามาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม ต่อมาจึงสามารถซื้อที่ดินนี้ได้และกลายเป็นรีสอร์ตในปัจจุบัน

 

ลุงนวมเล่าอีกว่า ได้เรียนทั้งวิชาธรรมะ ไสยศาสตร์ เช่น คาถากันภัยลมพายุต่างๆ รวมทั้งเรียนหนังสือจากวัดแหลมจองถนน ศูนย์รวมใจสำคัญของชุมชน ที่นี่มีประเพณีพิธีกรรมที่ต้องทำร่วมกันอย่างน้อยคือ ประเพณีชิงเปรต เป็นพิธีกรรมงานบุญสำหรับอุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือญาติผู้ล่วงลับ อีกงานหนึ่งคือพิธีชักพระออกพรรษา

 

คุณลุงบอกว่าได้แต่งงานอยู่กินกับลูกสาวของผู้ใหญ่ในท้องถิ่น จึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่นอย่างเต็มตัวและมีพรรคพวกมาก เพราะวงศาคณาญาติฝั่งภรรยาเป็นคนหมู่มากในท้องถิ่นนี้ ในวัยกลางคน ลุงนวมได้ขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชน เป็นผู้ใหญ่บ้าน ส่วนปัจจุบันเป็นสมาชิก อบต. แหลมจองถนน

 

บทบาทของคุณลุงยังปรากฏในเรื่องการต่อรองกับทางราชการเพื่อท้องถิ่น เมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ทางราชการได้สร้างเขื่อนชลประทานที่ระโนดเพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกข้าว แต่กลับทำให้วงจรปลาจากปากพนังถูกปิด และน้ำจืดตอนบนของทะเลสาบถูกกักจนไม่มีน้ำจืดไล่น้ำเค็ม น้ำเค็มจึงรุกขึ้นมา คุณลุงเคยเป็นแกนนำของชุมชนในการต่อรองเรื่องนี้กับชลประทานและนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ในการเปิดประตูน้ำในบางเวลา เพื่อให้น้ำกร่อยและปลาได้เข้ามาบ้าง อีกทั้งยังเคยต่อสู้กับชาวประมงประเภทช็อตหรือระเบิดปลา

 

ปัจจุบันคุณลุงนวมยังคงร่วมกิจกรรมทางสังคมอยู่เสมอ กรณีการขยายสวนปาล์มรุกที่โคกเมืองบางแก้วเก่าในบริเวณวัดเขียนบางแก้ว คุณลุงก็ได้ร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยอีกครั้งจนทุกวันนี้

 

ลุงนวม รอดชุม นักสู้แห่งแหลมจองถนน

 

เรื่องเล่าผ่านชีวิตของคุณลุงนวม รอดชุม เป็นข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ทำให้คณะฯ เข้าใจถึงวิถีวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อมของผู้คนรอบทะเลสาบสงขลาเพิ่มขึ้นในอีกระดับหนึ่ง นั่นคือการทำประมงในพื้นที่น้ำกร่อยของทะเลหลวง การพัฒนาปฏิสัมพันธ์จากสถานะคนต่างถิ่นมาสู่การเป็นเครือญาติ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำท้องถิ่นและต่อรองเมื่อต้องข้องเกี่ยวกับภายนอก ทั้งนี้คุณลุงและผู้คนในท้องถิ่นมีศูนย์รวมใจคือวัด และร่วมพิธีกรรมประเพณีที่บูรณาการผู้คนเข้าด้วยกัน

 

การเดินทางศึกษาเรียนรู้ภูมิวัฒนธรรมรอบทะเลสาบสงขลา พัทลุง–สทิงพระ ทำให้เข้าใจถึงการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นิเวศรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา อันมีทั้งพื้นที่ชายฝั่งทะเลและทะเลสาบ พื้นที่ราบและที่สันทราย พื้นที่ชายเขาและช่องเขา จนทำให้เกิดพื้นฐานการทำนา การประมง การเลี้ยงช้าง และการค้าข้ามคาบสมุทร จนเป็นพื้นฐานของการตั้งบ้านเมืองในยุคต่างๆ

 

สำนักสงฆ์ต้นเลียบ บ้านดีหลวง บ้านเกิดและที่ฝังรกหลวงพ่อทวด

 

นอกจากนี้ยังมีการให้ความหมายทางวัฒนธรรมกับพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่เขา ทั้งความหมายทางความเชื่อและศาสนา เช่น การสร้างวัดพะโคะ ถ้ำเทวสถานใกล้วัดพะโคะ พุทธสถานถ้ำคูหาสวรรค์ หรือศาสนสถานบนที่ราบสำหรับชุมชน เช่น วัดสทิงพระ วัดเขียนบางแก้ว และการให้ความหมายทางวัฒนธรรมในเชิงภูมิทัศน์ เช่น การให้ชื่อเขารูปช้าง และด้วยความเป็นมาที่ยาวนานจึงได้เกิดผู้นำทางวัฒนธรรมที่สำคัญ เช่น หลวงปู่ทวดหรือนางเลือดขาว กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจในท้องถิ่นที่ยึดโยงกับคนถิ่นอื่น และสามารถสะท้อนเรื่องราวความเป็นมาในท้องถิ่นให้สามารถสืบสาวกันได้ถึงปัจจุบัน

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๑ (ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๔)

 

 

อัพเดทล่าสุด 31 พ.ค. 2561, 12:44 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.