หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ลมหายใจสุดท้ายของหลังคาตองตึงในเมืองปอน
บทความโดย วันใหม่ นิยม
เรียบเรียงเมื่อ 1 พ.ค. 2554, 15:20 น.
เข้าชมแล้ว 4002 ครั้ง

ลมหายใจสุดท้ายของหลังคาตองตึงในเมืองปอน

 

บ้านเมืองปอนอยู่ในอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบน้ำปอน วางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ขนาดราว ๑๓ × ๔ กิโลเมตร ห่างจากเมืองขุนยวมมาทางทิศใต้ไม่ไกลนัก เมืองปอนเป็นชุมชนสำคัญที่มีวัดหลายแห่ง เช่น จองเมืองปอน จองธรรมเจดีย์ ส่วนทางเหนือและใต้ของแอ่งที่ราบเมืองปอนยังมีเขาขนาดย่อมที่คนเมืองปอนไปสร้างพระธาตุไว้ทั้งสองแห่งเรียกว่า “กองมูเหนือ” และ “กองมูใต้” เล่ากันว่านายน้อยศรี หรือพญาไพศาล คนไตหรือคนไทใหญ่เป็นผู้นำสร้างบ้านเรือนตั้งถิ่นฐานเมื่อราวทศวรรษ ๒๔๐๐ ทำการเกษตร ล่องแพนำสินค้าไปขายต่างถิ่น และการค้าวัวต่าง

 

บ้านเรือนในเมืองปอนดูจะไม่ต่างไปจากบ้านคนไทใหญ่ทั่วไปในจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือเป็นบ้านไม้จริงยกพื้น ส่วนมากปลูกด้วยไม้กระยาเลยขนาดใหญ่เล็กตามการใช้สอยหรือฐานะ หากเป็นผู้ที่ประกอบการค้าจะมีบ้านขนาดใหญ่กว่าชาวบ้านที่ทำนาอย่างเดียว และบริเวณใต้ถุนจะทำเป็นเรือนติดพื้นสำหรับจำหน่ายสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นบ้านเล็กหรือบ้านใหญ่ก็ต้องมุงหลังคาด้วย ใบตองตึง หรือใบต้นพลวง หลังคาตองตึงจะให้ความเย็นแก่บ้านที่อาศัย การใช้ตองตึงนับเป็นการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศใกล้ตัว ไม่รบกวนหรือเป็นพิษแก่ธรรมชาติแวดล้อม 

 

เมื่อกลุ่มบ้านหลังคาใบตองตึงรวมกันหลายหลังดูสวยสงบและอบอุ่นร่มรื่น นำไปสู่ความรู้สึกที่เป็นมิตรกับชุมชนและผู้คนในพื้นที่การใช้ตองตึงนี้นับเป็นภูมิปัญญาวิเศษในการที่จะพึ่งตนเองด้วยการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และยังรักษานิเวศธรรมชาติไว้อย่างยั่งยืน

 

บ้านที่มุงหลังคาด้วยใบตองตึงจะมีอายุการใช้งานประมาณ ๓ ปี หากเทียบกับหลังคากระเบื้อง สังกะสี แป้นเกล็ด (กระเบื้องไม้) ความคงทนของหลังคาตองตึงน้อยกว่า การเปลี่ยนหลังคาจะช่วยกันระหว่างเพื่อนบ้านและญาติพี่น้อง ทุกบ้านจะต้องลงมือลงแรงช่วยกันหาเก็บใบตองตึงในพื้นที่ป่ารอบหมู่บ้านในช่วงเดือน ๒–๔ หรือเดือนมกราคมถึงมีนาคม อันเป็นช่วงเวลาที่ใบตองตึงหรือใบพลวงร่วงหล่นและมีอุณหภูมิที่ทำให้ใบตองตึงแห้งเหมาะสมแก่การมุงหลังคาบ้าน

 

ส่วนหนึ่งต้องเตรียมไม้ไผ่เพื่อจักตอกเย็บใบตองตึง ช่วยกันเย็บใบตองตึงด้วยเส้นตอกให้เป็น ไพ หรือ ตับ ในภาษาไทยกลางจนได้จำนวนตามที่ต้องการ สุดท้ายจึงรื้อหลังคาเก่าแล้วเปลี่ยนหลังคาใหม่ให้ได้ภายในวันเดียว การลงมือลงแรงเช่นนี้ เจ้าของบ้านจะต้องจัดเตรียมอาหารเลี้ยงผู้ที่มาช่วยเหลือเปลี่ยนหลังคาซึ่งเป็นงานใหญ่และเร่งรัด

 

            หลังจากทางหลวงสาย ๑๐๘  ตัดราวทศวรรษ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ชีวิตวัฒนธรรมของคนเมืองปอนก็เปลี่ยนแปลงไป คนจำนวนมากได้เปลี่ยนวิถีการผลิตจากการผลิตพึ่งตนเองไปสู่การผลิตเพื่อขาย คนจำนวนหนึ่งได้เข้าสู่วิถีการศึกษาระบบโรงเรียน แล้วเข้าสู่ระบบงานราชการและเอกชน คนเมืองปอนจึงไม่มีเวลาว่างที่จะร่วมกันทำกิจกรรมในสังคมท้องถิ่น ทั้งมีวัสดุมุงหลังคาอื่นๆ ที่คงทนกว่าใบตองตึง เช่น สังกะสี กระเบื้อง เข้าถึงท้องถิ่น การมุงหลังคาบ้านด้วยใบตองตึงจึงเริ่มสูญหายอย่างช้าๆ จนหมดไปในที่สุด

 

อย่างไรก็ตามบ้านจำนวนน้อยในเมืองปอนบางหลังยังคงรักษาบ้านหลังคาตองตึง ส่วนหนึ่งเป็นบ้านที่ไม่มีกำลังที่จะเปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นกระเบื้องหรือสังกะสี ในขณะที่บางบ้านได้ดำเนินกิจการโฮมสเตย์หรือบ้านพักนักท่องเที่ยว จึงรักษาบ้านในวิถีไทใหญ่ดั้งเดิมที่สามารถดึงดูดผู้มาเยือนจำนวนมากให้ประทับใจ เช่น บ้านของป้าคำหลู่ เติกอ่อง ซึ่งเป็นบ้านที่คณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์ พักอาศัยทุกครั้ง เมื่อมาทำงานภาคสนามที่เมืองปอนก็เป็นบ้านหลังหนึ่งในประเภทหลัง

 

 

ป้าคำหลู่กำลังสาธิตวิธีการเย็บไพใบตองตึง

 

ป้าคำหลู่ เติกอ่อง เป็นลูกหลานไทใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานในบ้านเมืองปอนมาอย่างน้อยสามชั่วคน หรือราว ๑๐๐ ปีเศษ คุณปู่ของป้าคำหลู่คือพ่อเฒ่าเติกอ่อง ผู้เป็นพ่อค้าวัวต่างและพ่อค้าข้าวล่องแพน้ำยวม รวมทั้งเปิดร้านค้าขายที่บ้านในเมืองปอน ปัจจุบันป้าคำหลู่อายุ ๕๖ ปี ทำกิจการซื้อขายของเก่าและโฮมสเตย์ในลักษณะรักษาวิถีวัฒนธรรมไทใหญ่ เน้นการรักษาบ้านเรือนแบบเฮินไตที่ตกทอดมาจากคนรุ่นพ่อ สิ่งแวดล้อมโดยรอบ และอาหารไทใหญ่แท้ๆ

 

บ้านป้าคำหลู่หลังนี้เป็นหนึ่งในบ้านสามหลังของพ่อเฒ่าเติกอ่องที่สร้างไว้ให้ลูกหลานเมื่อประมาณ ๘๐ ปีที่แล้ว เป็นบ้านขนาดใหญ่สำหรับค้าขาย บริเวณใต้ถุนจะมีมุมหนึ่งที่สร้างห้องติดพื้นไว้สำหรับค้าขาย บ้านป้าคำหลู่กลายเป็นบ้านของตระกูลเติกอ่องที่ยังคงเหลือเพียงหลังเดียว

 

ปีนี้ครบรอบสามปีที่บ้านป้าคำหลู่จะต้องเปลี่ยนหลังคาตองตึงชุดเดิม แต่ชีวิตที่เปลี่ยนไปจนไม่อาจจะเอามื้อเอาแรงชาวบ้านมาร่วมช่วยทำหลังคาบ้านได้เช่นสมัยก่อน ป้าคำหลู่จึงต้องจ้างช่างก่อสร้างเฉพาะ ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปร่วมเปลี่ยนหลังคาบ้าน ร่วมกับคณะอาจารย์ ผศ.วิวัฒน์ เตมียะพันธุ์ อาจารย์พิเศษแห่งสถาบันอาศรมศิลป์ และอาจารย์ธีรพล นิยม รองอธิการบดีสถาบันฯ และนักศึกษาปริญญาโทสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ เพื่อเก็บรายละเอียดของเหตุการณ์เปลี่ยนหลังคาบ้านที่ไม่อาจพบเห็นได้ง่ายๆ อีกแล้ว

 

ป้าคำหลู่ ลุงประจวบผู้เป็นสามี และลุงทิพย์สุกาญจน์ อ่อนสด พาผู้เขียนและคณะนักศึกษาจากสถาบันอาศรมศิลป์ไปในป่าบริเวณใกล้บ้านป่าฝางเพื่อเก็บใบตองตึง ที่จริงช่วงเวลานี้ถือว่าพ้นฤดูที่จะเก็บใบตองตึงแล้ว รวมทั้งป้าคำหลู่ก็จ้างช่างเย็บไพใบตองตึงเรียบร้อยแล้ว แต่ป้าคำหลู่เห็นว่าควรให้คณะอาจารย์และนักศึกษาอาศรมศิลป์ได้มีโอกาสเข้าใจสภาพในการเตรียมการจริง จึงให้คณะเข้าป่าไปเก็บใบตองตึงด้วย โดยออกเดินทางราว ๗ โมงเช้า ซึ่งปกติควรเป็นเวลาตีห้า เพราะอากาศจะไม่ร้อนจนเกินไป เมื่อไปถึงคุณลุงทั้งสองได้พาพวกเราไปเลือกใบตองตึงแห้งที่ร่วงหล่นใต้ต้นพลวง

 

การคัดเลือกใบตองตึงเพื่อมุงหลังคาบ้านจะต้องมีเส้นใยละเอียดและแน่นหนา เพราะแข็งแรงทนทาน ชนิดที่ไม่นำมามุงหลังคาบ้านเรียกว่า ตองตึงดิน เพราะเป็นใบที่มีเส้นใยหยาบและห่าง  

 

เมื่อเก็บใบตองตึงแล้วต้องสับก้านใบออกให้หมด เพื่อสะดวกแก่การเย็บไพ

 

เช้าวันต่อมา ช่างมุงหลังคาตองตึงที่ป้าคำหลู่ว่าจ้างมาถึงพร้อมลูกมืออีกห้าคน มีทั้งคนไทใหญ่ในบ้านเมืองปอนที่ทำอาชีพเกษตรและรับจ้างทั่วไป คนเมือง และคนปกาเกอะญอที่มาจากภายนอก เมื่อมาถึงพวกเขาได้ขึ้นหลังคาและไล่รื้อหลังคาตองตึงเก่า จากนั้นจึงเอาไพตองตึงใหม่ที่เย็บไว้ก่อนแล้วขึ้นมุงหลังคา ทั้งการรื้อของเก่าและมุงของใหม่ใช้เวลาทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นจึงสำเร็จ โดยป้าคำหลู่ได้เลี้ยงอาหารกลางวันแก่พวกช่างด้วย

 

การมุงหลังคาตองตึงครั้งใหม่นี้ ป้าคำหลู่เสียค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าไพหลังคาตองตึงรวมค่าเก็บและเย็บใบตองตึงจำนวน ๗๐๐ ไพ เป็นเงิน ๒,๘๐๐ บาท ค่าแรงช่างห้าคน ๑,๐๐๐ บาท ค่าอาหารและอื่นๆ ๔๐๐ บาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ๔,๒๐๐ บาท

 

 

ช่างกำลังมุงหลังคาด้วยใบตองตึงแบบเฮือนไต

 

การเปลี่ยนหลังคาบ้านป้าคำหลู่ เติกอ่อง นี้ นับเป็นการสืบสาน “ภูมิปัญญา” หรือมรดกวิถีชีวิตจากบริบทของอดีต ท่ามกลางโลกสมัยใหม่ของบ้านเมืองปอน ด้วยวิถีที่เปลี่ยนไป เป้าหมายของบ้านจาก “การอยู่อาศัยในชีวิตจริง” ไปสู่ “การท่องเที่ยว” ระบบวิธีที่เปลี่ยนแปลงจากการเอามื้อเอาแรงไปสู่การ ว่าจ้าง

 

การเปลี่ยนหลังคาใบตองตึงของบ้านป้าคำหลู่จึงกลายเป็นการรักษารูปแบบวัฒนธรรมในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทั้งในทางโครงสร้างสังคมและการดำเนินชีวิต

 

วันใหม่ นิยม

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๐ (พ.ค.-มิ.ย. ๒๕๕๔)

 

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 15:20 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.