หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เปิดประเด็น : พฤติกรรมวัยรุ่นกับความวิบัติทางสังคม
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 2 มี.ค. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 3700 ครั้ง

พฤติกรรมวัยรุ่นกับความวิบัติทางสังคม

 

 

            ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมักชี้ให้เห็นว่า บ้านใดเมืองใดที่มีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัตถุธรรมเป็นอย่างมากนั้น มักเข้าสู่ยุคเสื่อมในด้านศีลธรรมและจิตใจ จนเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งภายในชาติที่นำไปสู่ความวิบัติทางสังคมได้ สังคมไทยเคยวิบัติมาแล้วอย่างเช่นครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าเมื่อ ๒๓๖ ปีที่ผ่านมา แต่สาเหตุของความวิบัตินั้นคนไทยส่วนใหญ่แม้กระทั่งปัจจุบันมักไปโทษว่ามาจากการรุกรานและการทำลายล้างของพม่า เลยอบรมสั่งสอนให้คนไทยเกลียดพม่ามาจนทุกวันนี้

 

            แต่แท้จริงแล้ว การรุกรานและการทำลายล้างของพม่าเป็นเรื่องปลายเหตุมากกว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้นมาจากความแตกแยก ความเสื่อมในเรื่องศีลธรรมและความเห็นประโยชน์ส่วนตัวและของชนชั้น และกลุ่มผลประโยชน์เป็นสำคัญ นักประวัติศาสตร์ผู้วิเคราะห์ให้เห็นสภาวะทางสังคมและวัฒนธรรมของสมัยอยุธยาตอนปลายที่ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนั้นดีที่สุด คือ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในเรื่อง ปากไก่และใบเรือ ข้าพเจ้าไม่ชอบชื่อนี้ เพราะไปบดบังความสำคัญของแก่นแท้ของเรื่อง คือ สังคมกระฎุมพี อันเป็นลักษณะสังคมไทยที่มีมาแต่สมัยอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยกรุงเทพก่อนที่จะมีพัฒนาการของคนชั้นกลางเกิดขึ้นแต่สมัยรัชกาลที่สี่และรัชกาลที่ห้าลงมา อาจารย์นิธิเสนอให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม อันเกิดจากคนหลายกลุ่มเหล่าจากภายนอกและภายในเข้ามาผสมผสาน เป็นคนอยุธยาในยุคใหม่ที่มีความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรมและการมองโลกที่แตกต่างไปจากผู้คนในยุคก่อนๆ อย่างเช่นการคลายความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญทางศาสนามาเป็นเรื่องของไสยศาสตร์และการแสวงหาความสนุกสนานทางโลกมากกว่าทางธรรม หลายสิ่งหลายอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากหลักฐานทางวรรณคดี ตำนานและประเพณีพิธีกรรมและศิลปกรรม

 

            ผลที่ตามมาก็คือ การเสื่อมศีลธรรมและความแตกแยกภายในจนเกิดความวิบัติแก่ชาติบ้านเมืองในที่สุด ดังนั้นเมื่อบ้านเมืองเริ่มเป็นปึกแผ่น ในสมัยรัชกาลที่หนึ่งจึงต้องมีการสังคยนากันมากมายทั้งในด้านศาสนาและตัวบทกฎหมายของบ้านเมืองที่รวมไปถึงการจัดระเบียบทางสังคมในบรรดาชนกลุ่มต่างๆ ที่จะต้องอยู่ร่วมกันในราชอาณาจักร สังคมกระฎุมพีดำรงอยู่ต่อมาท่ามกลางกระแสการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่มาจากทั้งข้างนอกและภายในตลอดเวลา แต่ก็ไม่ค่อยแลเห็นความขัดแย้งรุนแรงที่นำไปสู่ความวิบัติทางสังคมเท่าใด

 

            แม้ว่าแต่สมัยรัชกาลที่ห้าลงมา จะเกิดคนชั้นกลางและกลุ่มปัญญาชนที่ต่อมาทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมาก็ตาม สังคมไทยก็ยังเป็นสังคมเกษตรกรรมแบบชาวนา (peasant society) ที่คนส่วนใหญ่ทำไร่ทำนาอยู่ในชนบทและมีความสัมพันธ์กับสังคมเมืองน้อย อันเนื่องมาจากความไม่สะดวกในการคมนาคม แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นสังคมกระฎุมพีและสังคมเกษตรกรรมแบบชาวนาที่ดำรงอยู่เรื่อยมาจนจวบสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสังคมที่มีดุลยภาพทางวัฒนธรรมที่การเปลี่ยนแปลงอันเกิดมาจากข้างนอกและข้างใน มีลักษณะออมชอมกันจนไม่เกิดการขัดแย้งที่รุนแรงได้ ตราบจนสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี การวางรากฐานทางเศรษฐกิจการเมืองและการพัฒนาประเทศเพื่อให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม คือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดความล้าหลังทางวัฒนธรรมขึ้น จนเป็นเหตุให้มีความขัดแย้งนานาประการที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง

 

            ปัญหาความล้าหลังทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น เห็นได้จากเรื่องใหญ่สองอย่างคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพื่อให้เกิดการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม เช่น การสร้างถนนหนทางให้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การคมนาคม และการสร้างเขื่อนเพื่อการชลประทานและพลังงานไฟฟ้า นับเป็นการรุกล้ำสังคมชนบทที่เคยอยู่อย่างเรียบง่ายและสงบให้เปลี่ยนแปลงอย่างปรับตัวไม่ทัน มีคนกลุ่มใหม่ที่มีทุน มีสิทธิทางกฎหมายเข้ามาทั้งในการตั้งถิ่นฐาน สถานที่ประกอกการ รวมทั้งการนำเอาทรัพยากรไปใช้อย่างไม่จำกัด นับเป็นการทำลายความเป็นอยู่ทางสังคมและจารีตประเพณีของผู้คนที่อยู่มาก่อน อย่างที่รัฐไม่เคยเข้าใจแต่อย่างใด เกิดความแตกแยกในสังคมชนบทอย่างต่อเนื่องนับแต่ท้องถิ่นลงมาถึงชุมชนและครอบครัว เกิดคนที่มีความคิดเป็นปัจเจกที่มีความฉลาดรอบรู้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงแบบใหม่ได้ขึ้นมาเอารัดเอาเปรียบคนอื่นๆ ที่ยังมีวิธีคิดและความเป็นแบบเดิมๆ ทำให้เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้น เช่น บุคคลที่เป็นนายทุนเงินกู้ พ่อค้า หรือผู้ประกอบการที่ต่อมาอาจผันตัวเองเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือพวก อบต.ในปัจจุบัน พวกนี้แหละที่กลายเป็นคนชั้นกลางในชุมชนท้องถิ่นและเกิดเป็นผู้ประกอบการที่บุกเบิกและนำทรัพยากรของท้องถิ่นไปใช้ทั้งทางตรงและทางอ้อม จนฐานะร่ำรวยเป็นนายทุน เป็นเจ้าพ่อ และนักการเมืองที่เข้าไปมีบทบาทในรัฐสภา

 

            อย่างที่สอง เป็นเรื่องที่อุบัติขึ้นในสังคมเมือง ในหมู่ผู้มีการศึกษาและปัญญาชน ทั้งทางราชการและเอกชน คนชั้นกลางที่มีฐานะนิยมให้ลูกเต้าได้รับการศึกษาสูงๆ ในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพราะนอกจากจะทำให้ได้ความรู้ความก้าวหน้าในด้านการทำมาหากินแล้ว ยังเป็นเรื่องของการแสดงสถานภาพที่มีหน้ามีตาทางสังคม ในขณะที่ทางราชการก็มีการให้ทุนกับคนรุ่นใหม่ๆ หรือส่งคนที่เป็นข้าราชการอยู่แล้วไปเรียนต่อในต่างประเทศ มีการจัดองค์กรต่างๆ ในการทำงานแบบใหม่ เพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ล้วนเป็นการนำคนรุ่นใหม่ให้อยู่ภายใต้การครอบงำในด้านความคิด ความรู้ และวิธีการของสังคมและวัฒนธรรมตะวันตกอย่างสิ้นเชิง เพราะคิดอะไรทำอะไรแบบตะวันตกนั้น คือความทันสมัย ความถูกต้องและการมีเกียรติภูมิเป็นที่ยอมรับแก่คนทั่วไป เลยทำให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้เห็นว่าขนบธรรมเนียม ประเพณี วิธีคิดและวัฒนธรรมที่มีมาแต่ก่อนนั้นเป็นสิ่งล้าหลัง ไม่มีประโยชน์จึงทอดทิ้ง เลยนิยมที่จะรับอะไรต่ออะไรจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

 

            อันที่จริงการไปเรียนต่อต่างประเทศทางตะวันตกนั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย แถมยังอาจได้ความรู้ความเข้าใจอะไรใหม่ๆ อย่างกว้างขวางและลุ่มลึกอีกด้วย เพราะคนตะวันออกในบ้านเมืองอื่น ประเทศอื่น ที่ไปเล่าเรียนมาก็กลับมาทำประโยชน์ให้บ้านเมืองตนก็มีมาก แต่จุดอ่อนของเมืองไทยนั้นอยู่ที่ไปเรียนมาอย่างไม่ครบเครื่อง คือ เลือกเรียน เลือกปฏิบัติ แต่เฉพาะวิชา ความรู้เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและทางโลกวัตถุเป็นสำคัญ เช่น บรรดาวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การศึกษา การค้า การบริหารธุรกิจ อะไรทำนองนั้น หาให้ความสนใจและเป็นความสำคัญทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการเป็นมนุษย์ไม่ เหตุนี้แหละคือการที่ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องความเป็นมนุษยชาติของคนไทยทั่วไปในปัจจุบัน คนไทยรุ่นใหม่ในเมืองไทยปัจจุบันมักขาดสำนึกความเป็นมนุษย์ที่จะต้องอยู่รวมกันจึงจะอยู่รอด หากคิดอะไรเป็นปัจเจกและบริโภคนิยมไปหมด มุ่งแต่เอาและอยากได้โน่นได้นี่ที่เป็นวัตถุไปหมด ขาดความเข้าใจและเห็นคุณค่าของอดีต ทำอะไรก็มีแต่ปัจจุบัน และมองอนาคตอย่างเพ้อเจ้อ จึงกลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ไม่รู้จักรากเหง้าและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนเอง

 

            บัดนี้มนุษย์พันธุ์ใหม่ได้เกิดขึ้นอย่างมากมายและแพร่หลายทั้งในสังคมเมือง และสังคมท้องถิ่นในชนบท สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ พฤติกรรมของบรรดาวัยรุ่นที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์และจอทีวี ยกตัวอย่างเช่น การเล่นสงกรานต์กันในกรุงเทพมหานครและตามเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดที่แสดงให้เห็นว่าแก่นแท้และความหมายสำคัญของความเชื่อและประเพณีที่เคยจรรโลงความราบรื่นและมั่นคงทางจิตใจของมนุษย์นั้น ได้หมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง แก่นแท้ของประเพณีเป็นเรื่องของคนแต่ละกลุ่มเหล่าตามท้องที่หรือท้องถิ่นต่างๆ ของบ้านเมืองต่างจัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคนและสภาพแวดล้อมให้ปราศจากมลพิษและเกิดความร่มรื่นในเวลาปีใหม่ที่จะมาถึง และคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ เช่น การทำบุญให้กับญาติพี่น้องมิตรสหายที่ตายไปแล้ว รวมทั้งการทำพิธีไหว้ผีไหว้เจ้าและเข้าวัดทำบุญเพื่อให้เกิดความมั่นคงและศิริมงคล

 

 

            ประเพณีสงกรานต์ก็คือประเพณีปีใหม่ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากเวลาหนึ่งเข้าสู่เวลาใหม่ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาเขามีกัน จึงเป็นประเพณีที่แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์รุ่นใหม่พันธุ์ใหม่มีลักษณะเป็นอมนุษย์ หาเข้าใจในแก่นแท้ของประเพณีไม่ ได้แต่อาศัยคำว่าสงกรานต์ เวลาและโอกาสเล่นสาดน้ำ เต้นระบำ ด้วยอาการถ่อยๆ กันถึงสามวันสามคืน นั่งรถปิคอัพ ขี่มอเตอร์ไซค์ สัญจรไปมาตามท้องถนนแบบคนจรที่ไม่มีหัวนอนปลายตีน อมนุษย์วัยรุ่นเหล่านี้คือตัวแทนของคนในชาติรุ่นใหม่ที่ประกอบด้วย

 

            ๑. คนชั้นกรรมกรที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองหรือไม่ก็เลิกงานกลับบ้านช่องในเวลาสงกรานต์ พวกนี้มีทั้งขี่จักรยานยนต์ ยอมสีผม แสดงอาการหยาบคายต่างๆ นานา

 

            ๒. พวกลูกหลานของคนชั้นกลางที่เข้ามาหากินอยู่ในเมืองตามห้องแถว ห้างร้าน ทาวน์เฮาส์ และบ้านจัดสรร ที่ไร้สภาพของความเป็นชุมชน พวกนี้มักแห่กันขึ้นรถปิคอัพที่มีถังน้ำ เครื่องฉีดน้ำเล่นคละกันไปตามถนนหนทางกับวัยรุ่นที่เป็นคนชั้นกรรมกร

 

            ผลที่ตามมาของการเล่นสาดน้ำที่อ้างว่าเป็นประพณีสงกรานต์ก็คือ การไม่แลเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชนอื่นที่อยู่ในเมืองเดียวกัน แลไม่เห็นความสะอาดของสภาพที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ของเมือง ทำนองกลับกันมีแต่ขยะและความสกปรกอยู่ทั่วไป ในขณะที่การสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ การเข้าวัดทำบุญเพื่อความมั่นคงและความเป็นสิริมงคลไม่มี มีแต่อัปมงคล คนตายหลายร้อยและบาดเจ็บเป็นพันคน นี่แหละคือลักษณะและสภาพของคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า คนไทย

 

            อย่างไรก็ตาม เรื่องสาดน้ำเวลาสงกรานต์ก็เป็นสิ่งเกิดขึ้นปีหนึ่งครั้งหนึ่ง แต่พฤติกรรมของอมนุษย์วัยรุ่นนั้น หาเป็นครั้งเป็นคราวไม่ หากยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการปรุงแต่งเพิ่มเติมให้มีสีสันของความเป็นอมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ดังเรื่องที่เป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ที่เพิ่มเติมจากการจับกลุ่มมั่วสุมกันตามผับตามสถานที่เริงรมย์เสพย์ยาเสพติดและมีความสัมพันธ์ทางเพศแบบสำส่อน นั่นก็คือ แข่งกันประกวดการไว้ ผมล่าง อันเป็นส่วนที่อยู่ในที่ปกปิดของร่างกาย เลยทำให้เกิดมีช่างและร้านตัดผมล่างกันขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน พฤติกรรมเช่นนี้ นอกจากผิดความเป็นมนุษย์แล้วยังผิดวัฒนธรรมของคนตะวันออกอีกด้วย เพราะประเพณีของชนอารยะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น นิยมปกปิดร่างกายแต่บั้นเอวลงไปจนถึงตาตุ่มเท้า อย่างเช่นผู้หญิงมักต้องนุ่งผ้าซิ่น เป็นต้น

 

            ในขณะเดียวกันอาจจะเปิดเผยให้เห็นถึงส่วนบนที่เหนือสะเอวขึ้นไป เช่น หน้าอกและหน้าตา ในขณะที่ชาวตะวันตกมักไม่แคร์กับการทำอะไรวอบๆ แวมๆ กับร่างกายส่วนล่าง ที่มักจะเห็นได้จากการแสดงและการร้องรำทำเพลง แต่ก็ไม่ถึงกับจะมีการเปิดเผยที่เป็นลักษณะอุจาด เพราะมีกลไกทางสังคมมนุษย์ควบคุมอยู่ อมนุษย์วัยรุ่นคนไทยมักนำเอารูปแบบของตะวันตกมาปรุงแต่งให้สูตรใหม่ รวมถึงการอ้างเสรีภาพที่แม้แต่มนุษย์ทางตะวันตกเขาก็ไม่ใช้กันมาแสดงสิทธิจนทำให้บรรดาผู้ใหญ่โง่ๆ ที่เล่าเรียนมาจากทางตะวันตกแบบเปลือกๆ ต่างมาให้ท่าให้ท้าย จึงเป็นเหตุให้พฤติกรรมแบบอมนุษย์นี้แพร่ระบาดไปทั้งวัยรุ่นในระดับกรรมกรและชนชั้นกลาง ซึ่งผลของการโชว์ผมล่างนี้ ก็คือ ยั่วยุให้เกิดพฤติกรรมทางเพศแบบสำส่อนนั่นเอง การสำส่อนทางเพศเป็นปรากฏการณ์ของสัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์ ผลของการทำอะไรที่ผิดธรรมชาตินั้น ไม่เพียงแต่ทำลายความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคมเท่านั้น หากยังเป็นเหตุให้เกิดโรคร้ายโรคระบาดนานาชนิด ที่อาจทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สิ้นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น โรคเอดส์ที่ระบาดอยู่เวลานี้ ก็คือผลพวงอย่างหนึ่งของการสำส่อนทางเพศนั่นเอง

 

            พฤติกรรมของอมนุษย์วัยรุ่นนี้ จึงเป็นสิ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งที่ทางรัฐและปัญญาชนในสังคมต้องช่วยกันพิจารณาหาทางป้องกันอย่างแยบยล ก่อนที่ความวิบัติของชาติจะเข้ามาเยือน สิ่งที่ผู้มีปัญญาทั้งหลายควรสังวรก็คือ พฤติกรรมของอมนุษย์วัยรุ่นดังกล่าวนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ความล้าหลังทางวัฒนธรรมของสังคม ที่ว่าล้าหลังเพราะชอบทำอะไรตามแบบอย่างของคนอื่นอย่างที่ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง อย่างเช่นจะเอาแบบตะวันตกก็ไม่รู้จักเขาดี เอาแต่เปลือกมาเท่านั้น แล้วมาปรุงแต่งให้เข้ากับค่านิยมที่ล้าหลังอันมีมาแต่เดิม ค่านิยมที่เป็นสาเหตุของความล้าหลังและเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทยก็คือ ความอยากดีอยากเด่น เป็นปัจเจก มีหน้ามีตากว่าคนอื่น คนไทยชอบความรู้สึกที่เหลื่อมล้ำอันเป็นมรดกมาแต่สังคมสมัยศักดินา ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่อาจสร้างให้เกิดความเสมอภาคในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยได้ ซึ่งในที่สุดก็ไม่สามารถสร้างการดำรงอยู่ของกลุ่มที่เป็นชุมชนธรรมชาติในความเป็นมนุษย์ได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

ศรีศักร  วัลลิโภดม

เปิดประเด็น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๔๓ (ก.ค.-ส.ค.๒๕๔๖)

 

อัพเดทล่าสุด 2 มี.ค. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.