หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“วัดคูเต่า” กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูอย่างมีส่วนร่วม
บทความโดย ธิป ศรีสกุลไชยรัก
เรียบเรียงเมื่อ 26 ก.พ. 2559, 10:38 น.
เข้าชมแล้ว 3685 ครั้ง

 

 

 

วัดคูเต่า ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภา อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ภายในอาณาบริเวณของวัดประกอบไปด้วยอาคารเสนาสนะต่างๆ ถือเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะอุโบสถวัดคูเต่าได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรแล้ว

 

วัดคูเต่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๙ แต่เดิมวัดตั้งอยู่ที่บ้านคลองหิน ต่อมาจึงได้ย้ายเสนาสนะมาสร้างขึ้นริมคลองอู่ตะเภา วัดคูเต่าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ และเปิดให้มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๓ นอกจากนี้มีการตั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษาของทางราชการอยู่ในบริเวณวัดด้วย

 

ส่วนประวัติศาสตร์จากตำนานและการบอกเล่าของคนในชุมชนสรุปได้ว่า เดิมทีวัดคูเต่ามีชื่อว่า “วัดสระเต่า” เนื่องจากมีเต่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณสระน้ำของวัด  แต่เดิมวัดสระเต่าตั้งอยู่ตรงข้ามกับป่าช้าหนองหิน เหตุที่ต้องย้ายสถานที่ตั้งวัดเพราะบริเวณเดิมเป็นที่ราบลุ่มมักมีน้ำหลากและท่วมวัดในฤดูฝน พระภิกษุและชาวบ้านต่างได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก สภาพแวดล้อมของบริเวณนี้มีชาวจีนซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพในการทำสวนส้ม ต้องการไม้เพื่อเป็นวัสดุอุปกรณ์สำหรับค้ำยันต้นส้ม และเพราะดินน้ำดี ผลส้มลูกใหญ่จึงต้องใช้ไม้ค้ำจำนวนมาก  แต่เมื่อทำสวนส้มมากขึ้น ไม้ที่นำมาใช้ค้ำยันหมดลง ชาวบ้านจึงต้องเดินทางไปตัดไม้เสม็ดที่บริเวณทุ่งเกาะไหล การเดินทางและขนไม้ยากลำบาก บางคนเล่าว่าตอนขากลับมักเจอสัตว์ร้ายต่างๆ และมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เคยมี “เสือสมิง” ทำร้ายสามเณรมรณภาพ จากปัญหาต่างๆ ทำให้ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจขุดคูทอดยาวไปยังสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน เต่าที่เคยอยู่ที่วัดเดิมก็เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่คูใหม่ และเมื่อสร้างวัดขึ้นใหม่จึงให้ชื่อว่า “วัดคูเต่า”

 

ผลพลอยได้จากการขุดคูเต่านอกจากจะได้ที่ตั้งวัดใหม่ที่น้ำไม่ท่วมเหมือนวัดเดิมแล้ว ยังทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่งดงามขึ้นอีกด้วย ดังข้อมูลที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ทรงบันทึกไว้เมื่อเสด็จ มาถึงเมืองสงขลาในปี ร.ศ. ๑๒๖ ในพระนิพนธ์เรื่อง “ชีวิวัฒน์เที่ยวที่ต่างๆ ภาค ๗” ว่า

 

“...ที่ฝั่งตะวันออกท้ายเกาะยอทางตะวันตกเฉียงใต้ มีคลองแห่งหนึ่งชื่อคลองอู่ตะเภา ปากคลองกว้างประมาณ ๔ วา น้ำลึกประมาณ ๒ ศอก ในลำคลอง ๒ ฟาก มีต้นไม้เป็นชายเฟือย ต้นเหงือกปลาหมอ ปรงไข่ เป็นต้น ในลำคลองน้ำลึกประมาณ ๕-๖ ศอก คลองลดเลี้ยวไปประมาณ ๑๐๐ เส้นเศษ มีสวนมะพร้าว สวนผลไม้ต่างๆ มีสวนส้มเป็นสวนวิเศษตลอดไปทั้ง ๒ ฟากคลองประมาณ ๒๐ สวนเศษ เป็นส้มจุกซึ่งชาวกรุงเรียกส้มตรังกานู สวนเหล่านี้เป็นสวนไทยสักส่วนหนึ่ง สวนจีนสัก ๒ ส่วน มีบ้านเรือนตั้งประจำอยู่ที่สวนเป็นอันมาก ในคลองระหว่างสวนส้มนั้น มีวัดแห่งหนึ่งชื่อวัดสระเต่า มีศาลาที่พัก ๒ หลัง มีพระสงฆ์ ๑๗ รูป...”

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมาจากการขุดคูก็คือ ตลาดน้ำคูเต่า ซึ่งได้รับการตกทอดมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน ตลาดน้ำในยุคแรกๆ ราวปี พ.ศ. ๒๒๙๙ ถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองในระดับหนึ่ง และรุ่งเรืองสูงสุดในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๕๐๕ ซึ่งมีพระครูสุคนธศีลาจาร (หลวงพ่อหอม ปุญฺญาโน) เป็นเจ้าอาวาส ถือเป็นศูนย์กลางตลาดน้ำที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัดสงขลา แต่ในปัจจุบันตลาดได้ถูกย้ายขึ้นบกเป็นตลาดริมน้ำแล้ว

 

 

ข้อความในตอนต้นได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ ความสมบูรณ์ และความงามในอดีตของวัดคูเต่าและพื้นที่โดยรอบ จนประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เริ่มมีการใช้รถยนต์ในการคมนาคมมากขึ้น การค้าขายในตลาดน้ำคูเต่าเริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นตลาดที่ไม่ใหญ่มากนักในปัจจุบัน อาคารในวัดบางหลังก็ไม่ได้ใช้งาน ขาดการดูแลรักษา เนื่องจากศรัทธาที่ลดลง รวมถึงการปิดตัวลงของโรงเรียนในพื้นที่ เนื่องจากค่านิยมที่เปลี่ยนไป ทำให้คุณค่าทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลดน้อยลง

 

สถาบันอาศรมศิลป์  ได้มีโอกาสลงพื้นที่ศึกษาภาคสนามในบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จากการลงพื้นที่ในครั้งนั้นทำให้พวกเราได้พบกับสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมที่งดงามของวัดคูเต่า แม้ว่าในปัจจุบันอาคารบางหลังจะมีสภาพเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาก็ตาม หลังจากได้สอบถามความคิดเห็นพบว่า ชุมชนต้องการดำเนินการอนุรักษ์ซ่อมแซมอาคารต่างๆ ในพื้นที่วัดคูเต่าไว้เพื่อให้อาคารคงอยู่และใช้ประโยชน์ได้ และเพื่อให้ลูกหลานได้ดูได้ศึกษาถึงอดีตของท้องถิ่นตนเอง แต่เนื่องจากทางวัดขาดความรู้ความชำนาญในการอนุรักษ์อย่างถูกต้อง จึงยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในขณะเดียวกันทางสถาบันฯ มีความสนใจที่จะนำโครงการนี้มาใช้เป็นงานเรียน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้งานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน และให้งานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเป็นเสมือนเครื่องมือในการฟื้นฟูสิ่งดีๆ ที่มีในชุมชน โดยไม่ปิดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจใดๆ หากการพัฒนานั้นไม่ส่งผลเสียต่อคุณค่าที่มีอยู่ในพื้นที่  

 

ทางสถาบันฯ และแกนนำชุมชนเห็นว่าควรดำเนินการซ่อมแซมศาลาหลังแรกก่อน เนื่องจากมีอายุถึง ๘๖ ปี และอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ซึ่งศาลาหลังนี้มีคุณค่าทางด้านจิตใจต่อคนท้องถิ่น เพราะเป็นอาคารเรียนหลังแรกในท้องถิ่นและเป็นพื้นที่รองรับงานประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและวิถีชีวิต

 

จากแนวทางและเป้าหมายดังกล่าว ในช่วง ๘ เดือนที่ผ่านมา ทางสถาบันฯ และชุมชนจึงดำเนินการโดยร่วมกับหลายกิจกรรม โดยเริ่มต้นจาก (๑) การอยู่กับชาวชุมชนอย่างเป็นลูกเป็นหลาน (๒) ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ประวัติศาสตร์ของวัด และคุณค่าของชุมชน โดยศึกษาจากการบอกเล่าของชาวบ้าน (๓) การร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงานบุญวันว่าง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหวนระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ (๔) การเชิญผู้รู้ในด้านต่างๆ มาพูดคุยในเวทีชาวบ้าน (๕) เปิดเวทีพูดคุยกับชาวชุมชนเพื่อกำหนดรูปแบบในการซ่อมแซมศาลา และ (๖) ร่วมกับแกนนำทำเสื้อขายเพื่อหาทุนเริ่มต้นในการซ่อมแซมศาลาและเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการ

 

นอกจากนี้ทางสถาบันฯ ยังได้จัด “ค่ายการเขียนแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น วัดคูเต่า” เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายงานอนุรักษ์ให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น โดยประสานงานไปยังสถาบันการศึกษาท้องถิ่น ๒ แห่งที่มีการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้แก่ โรงเรียนสงขลาเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นอกจากนี้ทางมูลนิธิสถาบันทักษิณคดีก็ได้เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายโดยให้ความช่วยเหลือด้านการประสานงานและงบประมาณบางส่วน

 

กิจกรรมนี้ใช้เวลาทั้งหมด ๑๔ วัน จากคำสะท้อนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ทำให้ผู้จัดได้ทราบถึงประโยชน์ของ VERNADOC ว่า ในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ พวกเราสามารถร่วมกันสร้างงานศิลปะ สามารถปลูกจิตสำนึกและสร้างเครือข่ายในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและชุมชน เกิดความกลมเกลียวและความสนุกสนานร่วมกันจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และยังได้ฝึกสติ สมาธิ ในระหว่างการเขียนงาน มากไปกว่านั้น งานเขียนแบบทุกแผ่นก็ยังใช้เป็นหลักฐานและบันทึกทางประวัติศาสตร์ของอาคารก่อนทำการบูรณะได้อีกด้วย นอกจากนี้ทางสถาบันการศึกษาท้องถิ่นทั้งสองแห่งก็ได้เห็นถึงคุณค่า และจะนำกิจกรรมนี้ไปดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นกิจกรรมประจำปีด้วย

 

อย่างไรก็ตาม โครงการการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัดคูเต่ายังอยู่ในระหว่างการดำเนินโครงการ และยังจะต้องเกิดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นอีก หากผู้ใดสนใจเข้าร่วมกิจกรรมหรือต้องการเสนอความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการ สามารถแสดงความเห็นได้ที่สถาบันอาศรมศิลป์ E-mail: arch@arsomsilp.in.th หรือที่อาจารย์ธิป ศรีสกุลไชยรัก โทรศัพท์ ๐-๒๘๖๗-๐๙๐๓-๔ ต่อ ๑๒๓

 

ธิป  ศรีสกุลไชยรัก

อาจารย์ประจำหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสถาบันอาศรมศิลป์

 หมายเหตุจากผู้อ่าน :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๑ (พ.ย.-ธ.ค. ๒๕๕๒)

 

ขอขอบคุณ :          

ข้อมูลจาก คุณคุณาพร  ไชยโรจน์ และชาวชุมชนวัดคูเต่าทุกท่าน, ภาพเก่าจาก คุณอเนก นาวิกมูล, ผศ.สุดจิต สนั่นไหว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, คุณสมเกียรติ อรัญดร, มูลนิธิสถาบันทักษิณคดี, อาจารย์กานต์ เพียรเจริญ โรงเรียนสงขลาเทคโนโลยี, อาจารย์จเร สุวรรณชาติ และอาจารย์จามิกร มะลิซ้อน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และน้องๆ นักศึกษาทุกคนที่ได้ทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน

อัพเดทล่าสุด 26 มี.ค. 2561, 10:38 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.