หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"เมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ" และการเดินทางย้อนรอยการจัดการเมืองประวัติศาสตร์ที่ไม่มีชีวิต(๔)
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงสิริ
เรียบเรียงเมื่อ 26 ธ.ค. 2561, 16:28 น.
เข้าชมแล้ว 33560 ครั้ง

ปัญหาพื้นฐานทางความคิดเรื่อง “ความดั้งเดิม ความแท้จริง” [Authenticity] ในการอนุรักษ์เมืองเก่าของประเทศไทยทำให้เกิด ความขัดแย้งในการอนุรักษ์และศึกษาเรื่องเมืองประวัติศาสตร์หรือย่านเก่าต่างๆ คือ ผู้มีหน้าที่อนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์จะเข้าใจว่า ชุมชนเหล่านั้นต้องสืบสายเลือด สืบตระกูลมาจากคนในยุคสร้างบ้าน แปงเมืองและยังต้องทำงานช่างหัตถกรรมต่างๆ เช่นเดียวกับชุมชนในตำแหน่งที่ระบุไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์

 

ในขณะที่ชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปนั้นทราบและรับรู้ว่า ชุมชนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา [Living Community] มีผู้ย้ายเข้าและย้ายออกไปโดยเหตุต่างๆ กลุ่มคนดั้งเดิมเป็นใคร และกลุ่มคนที่ย้ายเข้ามาใหม่คือใคร โดยยอมรับผู้มาใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่ง ของชุมชนจากการช่วยเหลือและทำกิจกรรมในชุมชนร่วมกัน แต่ก็ยังเป็นชุมชนอยู่

 

ทำให้เกิดปัญหาเมื่อต้องพิจารณาว่าชุมชนใดควรถูกไล่รื้อ หรือชุมชนใดควรได้รับการสงวนไว้ และมีสิทธิโดยชอบธรรมในที่อยู่ อาศัยนั้น และการประเมินคุณค่าของชุมชนต่างๆ โดยไม่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลโดยรอบด้าน ทำให้ให้คุณค่าน้อยจนถึงกับรื้อถอนจนลบหายไป เมื่อไม่เข้าใจจึงสนใจแต่เฉพาะสิ่งที่เห็นประจักษ์คือโบราณสถานหรือโบราณวัตถุและสิ่งที่จับต้องได้ตามองเห็นเท่านั้น

 

ปัจจุบันของพื้นที่ทางสังคมของคนย่านเก่าในเมืองประวัติศาสตร์ ตอนที่ ๒

“ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์” ซึ่งอยู่ในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ เดิมเป็นบริเวณวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธุ ์ต้นราชสกุลสวัสดิกุล พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สร้างตำหนักประทานพระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ ประทับอยู่ที่วังส่วนพระองค์ใกล้วัดเทพธิดาฯ และทรงเป็นมรรคนายกวัดเทพธิดาฯ ด้วย พระตำหนักเป็นตึกสร้างแบบยุโรป รูปทรงสี่เหลี่ยมสองชั้นทาสีขาว หลังทิวงคตผู้สืบสกุลอาจจะไม่สามารถดูแลวังได้

 

ต่อมาอาณาบริเวณวังกรมพระสมมตฯ นั้นกลายเป็นห้องเช่าสำหรับผู้หาเช้ากินค่ำ เช่น คนงานหรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาด สำราญราษฎร์และคนขี่สามล้อถีบรับจ้างจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อบ้านที่ตรอกไข่ไฟไหม้และลามไปจนถึงตรอกหลังวัดเทพธิดารามฯ ก็ย้ายมาเช่าห้องแถวในบริเวณวังกรมพระสมมตฯ และคนจากตรอกไข่กระจัดกระจายย้ายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ทั้งป้อมมหากาฬ บ้านสายรัดประคด และบริเวณชุมชนวังกรมพระสมมตฯ ด้วย

 

ในปัจจุบันการจัดการพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นแตกต่างจากกรุงเทพมหานคร ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในชุมชนป้อมมหากาฬตามพระราชกฤษฎีกาโดยสิ้นเชิง เพราะยังให้พื้นที่ชุมชนเดิมอยู่อาศัยโดยการเช่าอยู่ แต่ปรับปรุง เรือนที่พักให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยยังไม่เข้ามาไล่รื้อหรือให้ย้ายออกไปแต่อย่างใด

 

ขณะเดียวกันชุมชนที่ป้อมมหากาฬ ซึ่งมีทั้งกลุ่มคนที่เคยอยู่แต่ดั้งเดิมมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายและกลุ่มที่เข้ามาเช่าอยู่ใหม่เช่นเดียวกับชุมชนวังกรมพระสมมตฯ กลับเผชิญการไล่รื้อชุมชนจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องการเปิดพื้นที่เพื่อทำสวนสาธารณะ เมื่อเสนอแนวทางการอยู่อาศัยร่วมกับโบราณสถานโดยการดูแลพื้นที่ ทางกรุงเทพมหานครกลับโต้แย้งข้อเสนอดังกล่าวในหลายประเด็น ทั้งในแง่ของกฎหมายที่ชาวชุมชนไม่สามารถโต้แย้งได้ เนื่องจากชาวชุมชนส่วนใหญ่มิใช่เจ้าของที่ดิน แต่เป็นเพียงผู้เช่าผู้อาศัย ส่วนเจ้าของเดิมเป็นผู้รับค่ารื้อถอนไปแล้ว จึงถือเป็นผู้ละเมิดกฎหมาย และเข้ารื้อชุมชนจัดการเป็นพื้นที่สวนสาธารณะเสร็จสิ้นเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๕๖๑

 

“บ้านบาตร” แทบจะเป็นชุมชนแบบหมู่บ้านในเมืองแห่งเดียว ที่ยังเหลือองค์ประกอบความเป็นชุมชนครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งใน ทางกายภาพและโครงสร้างทางสังคมเพียงแห่งเดียวในย่านเก่าแถบนี้ เพราะชุมชนชาวตรอกที่บ้านบาตรทำให้เห็นว่ามีโครงสร้างสังคมที่ทำให้ผู้คนในชุมชนรู้จักกัน มีความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเหมือนกันจนเกิดสำนึกระหว่างเป็นคนกลุ่มชุมชนเดียวกัน

 

หลังจากไม่สามารถสู้งานปั๊มบาตรพระแบบกึ่งอุตสาหกรรมได้ ชาวบ้านจึงตั้งกลุ่มอนุรักษ์การทำบาตรบ้าง กลับมาทำบาตรตามรอยบรรพบุรุษบ้าง และทำบาตรในราคาขายส่งที่ไม่แพงบ้าง ซึ่งน่าจะเหลืออยู่ไม่น่าจะเกิน ๖ ครอบครัว การทำบาตรในทุกวันนี้ไม่อาจแข่งกับบาตรปั๊มที่มีอยู่ได้จึงกลายเป็นกลุ่มสืบทอดและเผยแพร่วิธีการทำบาตรโบราณ และตีบาตรสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบาตรเป็นของที่ระลึก หรือต้องการบาตรแบบประณีตพิเศษและราคาสูงเท่านั้น การทำบาตรพระแต่ละใบด้วยการตีด้วยมือจึงใช้ผู้ชำนาญหรือช่างหลายคนทำให้มีต้นทุนสูงเพราะแบ่งค่าจ้างแรงงานให้กับช่างฝีมือต่างๆ ประกอบด้วย ช่างตีขอบ ช่างต่อบาตร ช่างแล่น ช่างลาย ช่างตี และช่างตะไบ ความรู้ในการตีบาตรคงอยู่กับคนบ้านบาตรมานาน ถือเป็นอาชีพสำคัญและยังสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่งานหัตถกรรม หลายชนิดที่อยู่ภายในพระนครและรอบนอกในชุมชนบ้านต่างๆ หายสูญไปแล้วเกือบหมด

 

บริเวณ “ชุมชนวัดสระเกศฯ” นั้นปลูกอาศัยอยู่บนทางน้ำเก่าที่ต่อกับคลองบ้านบาตร ชาวบ้านที่มาเข้ามาทำงานรับจ้าง หาบเร่ขาย ขนมหวานที่มีชื่อเสียงมากหรือมาทำอาชีพถีบสามล้อค่อยๆ ปลูกบ้าน รุกล้ำลำคลองจนกลายเป็นผืนดินไปหมด จากการเป็นที่รวมของผู้คนร้อยพ่อพันแม่จึงกลายเป็นแหล่งอาชญากรรมทุกประเภทในอดีตและลดน้อยลงในปัจจุบันเพราะชาวบ้านมีที่พักเป็นหลักแหล่งและตั้งตัวได้มากขึ้น

 

ชุมชนวัดสระเกศฯ นั้นแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๓ ส่วน คือ พื้นที่รุกล้ำที่สาธารณะหรือคลองบ้านบาตรเดิม มีบ้านเรือนตั้งอยู่บนแนวคลองเดิมซึ่งกรุงเทพมหานครเคยไล่รื้อครั้งหนึ่ง ซึ่งวัดสระเกศฯ เจรจาให้ย้ายออกและมีพื้นที่ใหม่หลังโรงเรียนวัดสระเกศฯ เพื่อปลูกบ้าน ทดแทน 

 

ส่วนที่สองคือที่ด้านซ้ายต้นซอยของซอยคลองถมวัดสระเกศฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ในอำนาจจัดการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในขั้นตอนการเจรจากับชาวบ้านเพื่อปรับปรุงอาคารเก่าให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย เป็นบ้านไม้เก่าสวยงามหลายหลัง ส่วนมากเป็นของข้าราชการเก่า

 

ส่วนที่สามคือพื้นที่ของวัดสระเกศฯ ด้านซ้ายของซอยคลองถมวัดสระเกศฯ ด้านหลังซอยเรื่อยมาจนถึงตึกแถวริมถนนบำรุงเมือง ข้ามฝั่งถนนไปที่ตึกแถวโรงพิมพ์กรมศาสนาและซอยบ้านบาตรบางส่วน ซึ่งทางวัดสระเกศฯ เจรจาซื้อคืนเป็นส่วนๆ และอยู่ในระหว่างดำเนินการโดยไม่ต่อสัญญาเช่าในระยะนานแต่ใช้เป็นรายปี

 

ตลาดนางเลิ้ง

 

“ตลาดนางเลิ้ง” เกิดขึ้นจากการพัฒนาพื้นที่ชานพระนครทางด้านตะวันออกที่ต่อเนื่องมาจากการสร้างพระราชวังและวังสวนดุสิต ทางด้านทิศเหนือนอกพระนคร ที่อยู่ระหว่างคลองเมืองผดุงกรุงเกษมและคลองสามเสนในช่วงทศวรรษที่ ๒๔๔๐ และเป็นตลาดบกแห่งใหม่ ที่เป็นอาคารตึกของหลวงให้เช่าริมถนนและตลาดสดอาคารโถง ที่มีการมหรสพเสริมสร้างต่อเนื่องในระยะต่อมา

 

นางเลิ้งเป็นย่านกิจกรรมคนเมืองอย่างแท้จริงมาตั้งแต่เริ่มพัฒนาเป็นพื้นที่ตลาด มีการคมนาคม มีรถรางเดินทางสะดวกแก่คนไปมาสัญจร คนมาซื้อของที่นางเลิ้งทั้งตลาดสดและตลาดอาหาร ร้านค้า ไม่ใช่เป็นตลาดของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่เป็นของเมืองซึ่ง ขยายมาทางฝั่งคลองขุดใหม่อีกแห่ง ทดแทนที่ตลาดเก่าเยาวราช ตึกแถวที่ปลูกให้เช่าส่วนใหญ่มีแต่ชาวจีนโพ้นทะเล ครอบครัวจำนวนมากอยู่มาตั้งแต่เริ่มเช่าครั้งแรกในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และอีกกลุ่มที่เป็นกลุ่มใหญ่ไม่น้อยคือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อประเทศจีนเปลี่ยนไปอยู่ในมือพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศไทยทุกวันนี้น่าสังเกตว่าไม่สามารถทำการค้าแบบร้านเล็กร้านน้อยเกิน ๒-๓ รุ่น กิจการของครอบครัวที่มักมีความรู้ประสบการณ์ส่งตรงเช่นนี้หลายๆ ร้านก็คงหมดไปกับคนรุ่นที่สาม กิจการส่วนใหญ่ในร้านค้าปลีกพวกทำอาหาร เครื่องดื่ม หรืองานฝีมือ มักเป็นคนจีนที่ส่วนใหญ่เห็นคุณค่าของการศึกษาอันเป็นช่องทางในการปรับตัวเข้าสู่ชนชั้นอื่นๆ เมืองไทยไม่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ ก็สามารถเลื่อนสถานะตนเองกันได้เสมอๆ ถ้ามีความสามารถและเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ ซึ่งแตกต่างจากการจัดลำดับทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศอื่นๆ หรือเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก

 

ผู้คนและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่นางเลิ้งค่อนข้างหนาแน่น ทำให้ผู้คนต่างทยอยออกไป นอกจากนี้วังของเจ้านายต่างๆ หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น วังได้เปลี่ยนเป็นสถานที่ราชการ ต่อมาโรงหนังแบบเดี่ยวๆ ก็พบกับทางตัน และในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ โรงภาพยนตร์เฉลิมธานีจึงปิดลงกลายเป็นพื้นที่เช่าเก็บของ รวมระยะเวลาที่ฉายหนังยาวนานกว่า ๗๕ ปี

 

จากนโยบายการเปลี่ยนเอาสถานที่ราชการออกไปนอกเมือง ซึ่งดึงคนออกไปด้วยภายในเวลากว่า ๒๐ ปีภายหลัง ตลาดนางเลิ้งจึง เหลือแค่เพียงเป็นโรงอาหารกลายๆ และขายได้แค่สายๆ จนถึงพักเที่ยง ส่วนตลาดสดนั้นที่เคยเป็นตลาดหลักก็เหลือพื้นที่ไม่มาก รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในเมืองเปลี่ยนไป ย่านพระนครแทบจะเป็นเมืองร้างในทุกวันนี้

 

มีความพยายามฟื้นตลาดนางเลิ้งในหลากหลายโครงการและรูปแบบ บรรยากาศตลาดแบบเดิมๆ หายไปมากและอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง ตลาดสดและตลาดขายอาหารแบบธรรมชาติที่มีคนเดินตลาด หาซื้อของใช้และของกินในชีวิตประจำวัน กับตลาดเพื่อการท่องเที่ยว ปัจจุบันก็ยังดำรงสภาพกึ่งๆ เช่นนั้นอยู่และชาวบ้านกำลังรวมกลุ่มร่วมขบคิด และปรึกษาหารือถึงอนาคตชุมชนตลาดนางเลิ้งของตนเอง

 

บริเวณ “ตรอกละคร” ที่อยู่ใกล้เคียงกับตลาดนางเลิ้ง เคยเป็นถิ่นฐานของกลุ่มไพร่หลวงเกณฑ์บุญจากทางใต้ในสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พื้นที่บริเวณนี้ด้านทิศใต้ติดกับคลองขุดมหานาคทางตะวันออกเป็นที่นากว้าง สภาพพื้นที่เป็นทุ่งนาที่ลุ่มเรียกว่าสนามควาย ย่านที่อยู่อาศัยมีสองกลุ่ม คือ ริมคลองมหานาคมีศูนย์กลางของชุมชนอยู่ที่วัดมหายิ้มหรือวัดสิตาราม หรือวัดคอกหมู

 

ตรอกละคร ป้ายคณะครูพูน  เรืองนนท์

 

ครอบครัวของครูพูน เรืองนนท์จากย่านตรอกละคร มีโอกาสกลับไปยังนครศรีธรรมราชเมื่ออายุราว ๘ ขวบ แล้วไปฝึกหัดเชิดหนัง ตะลุง โนรา ใช้การเชิดหนังเป็นภาษาใต้แต่บทพูดเป็นภาษากลาง เป็นคณะหนังตะลุงแบบทางใต้ในกรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ขณะเดียวกันก็รับเล่นละครชาตรีทุกวันเพราะเป็นที่นิยมและแสดงในงานแก้บนเป็นหลัก บางครั้งก็แสดงที่บ้านตนเองเพราะไม่ใช่มหรสพเพื่อคนดูแต่เพื่อการทำพิธีกรรมแก้สินบน รับการสืบทอดมาจากคณะโนราทางใต้ในรุ่นใหม่ๆ กว่าคณะละครอื่นๆ ที่ถูกปรับให้เป็นการแสดงกึ่งละครนอกไปแล้ว

 

เนื่องจากครูพูน เรืองนนท์ มีภรรยาและบุตรหลานจำนวนมาก จึงแตกสายเป็นคณะละครอีกหลายคณะในเวลาต่อมา เช่น คณะครูทองใบ เรืองนนท์ รุ่นหลานบัวสาย เรืองนนท์ คณะกนกพร ทิพโยสถ ฯลฯ ขณะเดียวกันก็มีการสืบสายละครในครอบครัวอื่นๆ เช่น คณะจงกล โปร่งน้ำใจ ที่เกิดในตรอกละครนี้แต่สืบเชื้อสายละครชาตรีมาจากตระกูลอากาศโปร่ง ที่อพยพมาจากพัทลุงในช่วงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และจากย่าทางอำเภอท่าเรือ พระนครศรีอยุธยา และรับงานประจำเป็นละครรำแก้บนที่ศาลพระ พรหมเอราวัณ นอกจากนี้ยังมีละครทางบ้านฝั่งถนนดำรงรักษ์ที่เป็นคณะโขน ละครรำลิเกจากสายฝ่ายหญิงที่เคยอยู่ทางตรอกละคร หลานหลวงอย่างน้อยก็น่าจะมีถึงสองคณะ

 

“ย่านบ้านนราศิลป์และตรอกละคร” ซึ่งเป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สถานีขึ้นลงของรถไฟฟ้าใต้ดิน คนหลานหลวงยังไม่ได้รับคำตอบแน่นอน สำหรับกรณีเวนคืนพื้นที่เพื่อสร้างสถานีขึ้นหรือลงรถไฟใต้ดิน ซึ่งถ้าทำตามแบบแผนเดิมย่านละครแถบถนนสนามควายที่บอกเล่าประวัติศาสตร์การสร้างความเป็นพระนครมาแต่ยุคต้นกรุงฯ คงหายไป

 

บริเวณเยื้องฝั่งตรงข้ามกับนางเลิ้งคือที่ตั้งของ “ชุมชนวัดญวน สะพานขาว” ชาวญวนในพระนครเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชน ที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อครั้งกรุงธนบุรี ชาวญวนกลุ่มที่ ๒ นั้นมากับ องเชียงสือ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวญวนบางส่วนที่ไปอยู่กาญจนบุรีต้องการจะย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ทรงโปรดฯ ให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ย่านคลองผดุงกรุงเกษม และให้ไปสังกัดเป็นทหารปืนใหญ่ฝ่ายวังหลวง ส่วนพวกที่ถือคริสตังให้ย้าย ไปสังกัดเป็นทหารปืนใหญ่ฝ่ายวังหน้า

 

ต่อมาพวกชุมชนที่วัดญวนสะพานขาวส่วนหนึ่งกลายเป็น “ตรอกใต้” และมีงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับตรอกใต้เรื่อง “ชีวิตและจุดจบของสลัมกรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง” และ “มองสังคมผ่านชีวิตในชุมชน” ของอาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ผู้ล่วงลับ เป็นการศึกษาชุมชนแออัดหรือที่ถูกเรียกว่าสลัม งานวิทยานิพนธ์ทางมานุษยวิทยา ปริญญาเอกเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๒ ที่ทำงานศึกษาเรื่องชุมชนแออัด โดยศึกษาแบบเข้าไปอยู่ในชุมชน เป็นงานศึกษาชิ้นแรกและแทบจะไม่ปรากฏมากนักแม้ในช่วงเวลาปัจจุบัน

 

ชุมชนวัดญวน-คลองลำปัก

 

ตรอกใต้หลังจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ใน พ.ศ. ๒๕๑๑ คนเดิมก็เข้าไปจับจองที่ทันที จนหลังจากนั้นอีกราว ๑๐ ปี หลวงพ่อบ๋าวเอิง (องสรภาณมธุรส) เจ้าอาวาสวัดญวน สะพานขาวให้ค่าขนย้ายแก่ชาวบ้านออกไปจากที่ดินของวัดและทำข้อตกลงกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อจะระบุแนวเขตที่ดินและภายหลังตกลงแบ่งพื้นที่กันได้ คนจากตรอกใต้จึงย้ายออกไปอยู่ที่แฟลตดินแดงเป็นจำนวน มากและอีกกว่าร้อยหลังคาเรือนยังอยู่กันที่ตรอกใต้เช่นเดิม ส่วนวัดก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าเช่าตึกดังกล่าวและที่ดินด้านหน้าเพื่อทำที่จอดรถชั่วคราวด้วย

 

ส่วนกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่นั้นก็จะมาเข็นรถรับจ้างที่ตลาดมหานาค ขนผลไม้ ซึ่งความคึกคักของย่านตลาดโดยรอบลดน้อยลง ตั้งแต่สองสามปีที่แล้วมา พ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้รถเข็นซึ่งมาจากที่อื่นๆ และต่างจังหวัดที่เข้ามาเช่าบ้านอยู่ในตรอกวัดญวน-คลองลำปัก ถือ เป็นความสืบเนื่องจากย่านชุมชนแออัดแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร ที่ต่อเนื่องกลับกลายมาจนถึงปัจจุบัน

 

สี่แยกมหานาคเป็นย่านตลาดและย่านชุมชนมุสลิม บริเวณนี้มีชุมชนรายคลองอยู่ไม่น้อยทั้งจีน ชาวจามที่ถูกเรียกว่าแขกครัว และ ชาวมลายูที่มีพื้นฐานของชุมชนเป็นข้าราชการและสามารถสร้างสุเหร่า ขึ้นเป็นแห่งแรกๆ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างก่อน พ.ศ. ๒๓๕๐ “ชุมชน มัสยิดมหานาค” ในปัจจุบันเปิดมัสยิดรับรองแก่ชาวมุสลิมจากที่ต่างๆ รองรับเป็นกลุ่มใหญ่และแยกกลุ่มชายหญิงอย่างชัดเจนแทบจะตลอดเวลา เพราะอยู่ในย่านการค้าและมีผู้เดินทางมาได้สะดวกกว่ามัสยิดในพระนคร กูโบร์ที่มหานาคเป็นกูโบร์ใหญ่โตและกลายเป็นพื้นที่สีเขียว กลางเมืองใหญ่ในปัจจุบัน บริเวณที่จอแจกลับกลายเป็นอีกโลกหนึ่งจนน่าเป็นสถานที่พักผ่อนและปลงต่อชีวิตไม่ว่าผู้เข้าเยี่ยมชมนั้นจะนับถือศาสนาใด ชาวชุมชนเล่าให้ฟังว่าแต่เดิมพื้นที่กูโบร์เดิมคงอยู่ลึกกว่านี้พอสมควร เพราะบริเวณพื้นดินปัจจุบัมีการถมรอบสองแล้ว และดินส่วนหนึ่งที่ถมก็ได้มาจากดินที่ขุดลอกจากคลองมหานาค

 

ชุมชนมหานาคมีพื้นที่การอยู่อาศัยมากกว่าชุมชนในเมืองที่มัสยิดจักรพงษ์และมัสยิดตึกดินมาก แต่ถึงเช่นนั้นความเปลี่ยนแปลง ก็ยังทำให้เห็นร่องรอยว่าเคยเป็นชุมชนใหญ่ที่ผู้คนโยกย้ายออกไปหา ที่อยู่ใหม่ตามขนาดของครอบครัวที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สี่แยกมหานาคซึ่งเป็นย่านชุมชนการค้ามาตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ตั้งอยู่ ใกล้กับสะพานเจริญราษฎร์ ๓๒ ที่ข้ามคลองมหานาค ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ แทนสะพานร้อยปีซึ่งสร้างเนื่องในโอกาสฉลองพระนครครบ ๑๐๐ ปี ที่สร้าง พ.ศ. ๒๔๒๕ ปากซอยมัสยิดมหานาคในปัจจุบันเมื่อข้ามสะพานเจริญราษฎร์ ๓๒ ต่อเนื่องกับตลาดโบเบ๊ที่ขายเสื้อผ้าค้าส่งและมีตลาดผลไม้ ด้านในเคยเป็นวังมหานาคของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ต้นราชตระกูล จิรประวัติ ก่อนทายาทจะขายพื้นที่วังส่วนใหญ่ไปทำโรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส และยังเหลือพื้นที่ของวังมหานาคขนาดไม่ใหญ่โตนัก ตั้งอยู่ท่ามกลางความจอแจของตลาดโบ๊เบ๊

 

ชุมชนมหานาค

 

ย่านริมแม่น้ำตั้งแต่ถนนสี่พระยาเรื่อยมาทางทิศใต้ บริเวณนี้เป็นย่านที่มีท่าเรือมาจอดแต่เดิมก่อนที่จะมีการสร้างท่าเรือคลองเตย ที่สร้างขึ้นในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๙๐ จึงมีผู้คนหลากเชื้อชาติทั้งชาวตะวันออกและชาวตะวันตกเข้ามาอยู่อาศัย มีโบสถ์อัสสัมชัญและสถานกงสุล เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อยู่ใกล้ศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ มีการสร้างโรงภาษีร้อยชักสามหรือศุลกสถาน ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรมเจ้าท่า ธนาคาร บริษัทห้างร้านต่างๆ ส่วนฝั่งตรงข้ามคือย่านบางลำพูล่างหรือฝั่งคลองสาน ที่มีคลังสินค้าของชาวจีนและชุมชนดั้งเดิม

 

บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของ “ชุมชนมัสยิดฮารูณ” คนในชุมชนส่วนมากเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญที่อยู่ใกล้เคียง และเรียนศาสนาในช่วงเย็น โดยพื้นฐานแล้วสามารถใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษา อาหรับได้ดี และแปลได้อย่างคล่องแคล่วซึ่งเหมาะกับย่านที่มีศาสนิกนานาชาติที่ชอบมาฟังกัน จนถือว่าได้รับการศึกษาขั้นสูงกว่าชุมชนอื่นๆ อีกหลายแห่ง แต่เมื่อมีคนย้ายออกไปเพราะครอบครัวต่างๆ ขยายใหญ่ขึ้น แต่เมื่อถึงช่วงวันสำคัญต่างๆ ก็จะมาทันทีเพื่อพบปะสังสรรค์เยี่ยมเยือน และยังคงฝังศพไว้ที่กูโบร์ของชุมชนเช่นเดิม

 

ชุมชนมัสยิดฮารูนยังมีความเป็นชุมชนที่มีโครงสร้างทางสังคมเข้มแข็งจากการปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ และความผูกพันกันในระหว่างเครือญาติที่ยังแน่นแฟ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบด้านในพื้นที่ย่านธุรกิจดั้งเดิมและย่านการสร้างอาคารสมัยใหม่เพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยวที่อยู่รายรอบ

 

น่าจะสรุปได้ว่าความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งผูงโยงไว้ด้วยระบบเครือญาติและความสัมพันธ์ในชุมชนนั้น สำหรับชุมชนมุสลิมในย่าน เมืองประวัติศาสตร์ถือเป็นชุมชนที่จะสามารถยืนหยัดท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับชุมชนชาวพุทธเก่าแก่หลายแห่งที่กำลังสูญสลายไปเพราะปัจจัยต่างๆ

 

นับแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางกายภาพและทางสังคมวัฒนธรรมครั้งสำคัญนั้นเกิดเมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองและชุมชนเกือบทั่วกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงก็เปลี่ยนแปลง เข้าสู่สมัยการเป็นเมืองแบบตะวันตก [Urban Space และ Urban Community] แม้ว่าวัดและศาสนสถานในระบบความเชื่อยังดำรงอยู่ แต่สภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ของเมืองเปลี่ยนไป ความเป็นเมืองทางน้ำการคมนาคมทางน้ำหมดไปหันมาใช้เส้นทางบก คือการสร้างถนนใหญ่เล็กขึ้นมาแทนที่ถนนใหญ่ๆ เกิดขึ้นจากการถมคลองแล้วสร้างถนนทับ รวมทั้งลำคูคลองที่เคยเข้าไปถึงชุมชนและวัดเพื่อการไปมาทั้งเดินเท้าและเรือขนาดเล็ก และเกิดการตัดถนนหนทางซึ่งลบเอาชุมชน เดิมที่ส่วนใหญ่เป็นชุมชนในกลุ่มชาติพันธ์ุหลายแห่งออกไปด้วย มีการสร้างที่ทำการรัฐบาลลงบนวังเจ้านายแต่เดิมหลายแห่ง รวมทั้งสร้างวังใหม่ๆ พระราชทานพระเจ้าน้องยาเธอและพระราชโอรสทรงกรม ที่ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองและเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างพระราชวังนอกเมือง จนกลายเป็นการขยายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ออกไปยังบริเวณปริมณฑลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา จนถึงช่วงภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการสร้างสถานที่สัมพันธ์กับสัญลักษณ์และปณิธานของคณะราษฎร ที่ต้องการสร้าง สัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญอันเป็นอำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชนหลายประการ และละทิ้งการดูแลสภาพแวดล้อมของเมืองแบบเดิม โดยปล่อยทิ้งไม่ได้ช่วยเหลือทางการบำรุงรักษามากเท่าที่ควรจะเป็น

 

จนถึงยุคสมัยที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี มีความพยายามสร้างขนบประเพณีหลวงให้กลับมามีหน้าที่เช่นเดิม และยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่สถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ต่างๆ ถูกเพิกเฉยในช่วงเวลายาวนาน จนหลายสิ่งที่มีผลต่อกายภาพของเมืองไม่มีการสืบทอดต่อไป เช่น วังของพระราชวงศ์หลายแห่งกลายเป็นสถานที่ราชการและอยู่ในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ความรู้ความสามารถของพระราชวงศ์หลายพระองค์ที่ได้รับการศึกษาชั้นเยี่ยมไม่สามารถนำมาบริหารประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปได้ การดูแลกรมช่างสิบหมู่ถูกยกเลิกไปและกลายเป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งของกรมศิลปากร ทำให้ทั้งงานฝีมือช่างหลวงและช่างชาวบ้านที่อยู่รายรอบพระนครต้องขาดผู้อุปถัมภ์และสูญหายไปมาก แม้จะมีการอนุรักษ์ด้วยหน่วยงานศิลปาชีพบ้างหรือวิทยาลัยในวังบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าสูญหายไปตามยุคสมัยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา หรือถูกเบียดขับจากผลิตภัณฑ์แบบโรงงานต่างๆ

 

เมื่อเมืองขยายอย่างใหญ่ออกไปทุกทิศทางและอย่างรวดเร็ว หลังกำเนิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติหลัง พ.ศ. ๒๕๐๔ ส่งผลให้ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง นับแต่โครงสร้างทางสภาพแวดล้อม ทรัพยากรทุกชนิดถูกกำหนดให้นำมาใช้อย่างมาก การส่งเสริมโรงงานจนกลายมาเป็นเขตอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษในปัจจุบัน สร้างให้เกิดการย้ายถิ่นฐานอย่างขนานใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ชุมชนเก่าในกรุงเทพมหานคร ที่ผู้คนส่วนใหญ่ย้ายออกไปจากบ้านที่ครอบครัวเคยอยู่อาศัยภายในระยะ ๕๐ ปีที่ผ่านมา จนทำให้บ้านเรือนเก่าเปลี่ยนสภาพเป็นบ้านเช่า คนจากท้องถิ่นอื่นมาเช่าเพื่ออยู่อาศัยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไป

 

และไม่มีการควบคุมขอบเขตของเมืองที่มีอายุกว่า ๒๐๐ ปีเหล่านี้ จนเมื่อมีความพยายามจะอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและอาคาร ตลอดจนโบราณสถานดั้งเดิมในเขตย่านเก่าของกรุงเทพมหานคร ชั้นในโดยจัดตั้งคณะกรรมการดูแลซึ่งปรับเปลี่ยนจนเป็น “คณะ กรรมการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า” ที่มีหน่วยงานอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และมีหน่วยงานร่วมอีกจำนวนมาก โดยการให้คำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ส่วนใหญ่เป็นสถาปนิกและงานผังเมือง งานโบราณคดีและวิทยาศาสตร์

 

มีนโยบายอนุรักษ์พื้นที่และอาคารโบราณสถานต่างๆ ในปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าเน้นการจัดการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมตามนิยามขององค์การยูเนสโกว่าเป็นวัฒนธรรมจับต้องได้ หรือการอนุรักษ์เฉพาะโบราณวัตถุและโบราณสถานโดยขาดบริบทของชุมชนและความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม จึงทำให้ผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่เข้าใจและหลงลืมย่านเก่าที่ถือเป็นจุดกำเนิดชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจของคนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจ ของการจัดการเมืองประวัติศาสตร์

 

ดังนั้นสภาพแวดล้อมในปัจจุบันของกรุงเทพมหานครในย่านเมืองเก่านั้น จึงปรากฏเป็นความผิดปกติของเมืองที่กลายเป็นการ อนุรักษ์เมืองเก่าเฉพาะงานสถาปัตยกรรมทั้งที่เป็นของเดิมเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ตึกอาคารต่างๆ โดยไม่รวมอาคารของเอกชนที่ต้องดูแลด้วยตนเอง และสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ ทางจักรยาน พื้นทางเท้า แต่ละเลยมรดกวัฒนธรรม ด้านอื่นๆ

 

 

 

 

การเดินเท้าศึกษาพื้นที่ชุมชนในย่านเก่าต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย บ้าน วัด มัสยิด วัง ตลาด ฯลฯ อันประกอบกันขึ้นเป็นเมืองเก่ากรุงเทพมหานคร (ตรอกไก่แจ้ บางลำพู, บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี โรงเรียนจุลนาค, วังสะพานขาวเคยเป็นวังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร และเคยใช้เป็นกรมประชาสงเคราะห์, และบริเวณชุมชนมัสยิดมหานาค)

 

การสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตในย่านเมืองเก่า เช่น การย้ายสถานที่ราชการทั้งหมดโดยไม่คัดเลือก ให้คงอยู่บ้าง กลายเป็นการย้ายผู้คนออกจากเมืองเศรษฐกิจ จากพื้นที่ตลาดแบบดั้งเดิมถูกขับให้ออกไป การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางสังคมของคนกรุงเทพฯ ที่ทำให้เกิดการอพยพโยกย้ายของผู้คน เจ้าของพื้นที่ในชุมชนต่างๆ ออกไปจากถิ่นที่อยู่เดิม และทิ้งบ้านเรือนให้เป็นพื้นที่เช่าราคาถูก ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมจากการไม่ดูแล รักษาเพราะไม่มีแนวทางในการช่วยเหลือเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์แต่อย่างใด ฯลฯ

 

เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องยาวนานในช่วงระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่นโยบายของคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ถูกนำมาใช้งานจนทำให้เกิดปัญหาการไล่รื้อชุมชนในย่านเก่า ดังเช่น กรณีชุมชนป้อมมหากาฬที่เคยอยู่ในละแวกที่เรียกว่า “ตรอกพระยา เพ็ชรฯ” มาก่อนและถูกขอให้ย้ายออกไปทั้งหมดเพื่อเปิดพื้นที่โบราณสถานให้เห็นทางฝั่งนอกเมืองและเพื่อสร้างสวนสาธารณะและเพิ่มสีเขียวให้เมืองโดยปราศจากชุมชน

 

ข้อมูลจากโครงการวิจัย การศึกษาแบบมีส่วนร่วม สร้างประวัติศาสตร์สังคมย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ

โดยการสนับสนุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้

 

ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๒๐ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๖๑)

 

 

อัพเดทล่าสุด 27 ธ.ค. 2561, 16:28 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.