หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
วัดสะพานหิน : ร่องรอยพื้นที่ต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์ก่อนเมืองสุโขทัย
บทความโดย พนมกร นวเสลา
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2561, 11:09 น.
เข้าชมแล้ว 1894 ครั้ง

พระอัฏฐารสปางประทานอภัยประทับยืนในวิหาร

 

โบราณสถานต่างๆ บริเวณเมืองเก่าสุโขทัยคือภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของเมืองสุโขทัยและในบริเวณลุ่มน้ำยมมิได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เท่านั้น หากแต่มีร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์สืบเนื่องมาจนถึงสมัยสุโขทัย ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีการอยู่สืบเนื่องกันมาอย่างยาวนานคือเรื่องของทรัพยากรและสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของบ้านเมืองพร้อมกับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในพื้นที่โบราณสถานบริเวณเมืองสุโขทัยมิได้มีสถานะเพียงแค่ภาพแทนความรุ่งเรืองทางศาสนาเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายถึงการควบคุมหรือการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ทรัพยากรที่สำคัญของบ้านเมือง ณ บริเวณแหล่งต้นน้ำที่อยู่ใกล้เคียงหล่อเลี้ยงบ้านเมืองบริเวณเชิงเขาหลวงแห่งนี้มาอย่างยาวนาน

 

และจากการสำรวจพื้นที่เพื่อถ่ายทำรายการ “อดีต ใน อนาคต” ตอน “นครรัฐสุโขทัยในสยามประเทศ” พบข้อมูลตามการสันนิษฐานของนักวิชาการหลายท่านว่าโบราณสถานบางแห่ง เช่น “วัด สะพานหิน” น่าจะเป็นพื้นที่ต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อนสมัย สุโขทัย

 

สำหรับร่องรอยชุมชนโบราณก่อนการเกิดขึ้นของเมืองสุโขทัย พบว่าอาณาบริเวณโดยรอบของเมืองสุโขทัยมีร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานผู้คนก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อย่างชัดเจน นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณพื้นที่ต้นลำน้ำแม่ลำพัน มีแหล่ง โบราณคดีที่สำคัญ คือ แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี ทั้งเป็นแหล่งถลุงเหล็กและพบโบราณวัตถุ พวกเครื่องมือเหล็กและภาชนะดินเผาตลอดจนลูกปัดแก้ว จี้ห้อยคอ ดุนลายรูปลิงหรือสิงห์ทำด้วยทองคำและเงิน เหรียญศรีวัตสะ และเหรียญรูปพระอาทิตย์ในสมัยทวารวดี ขณะที่บริเวณเมืองสุโขทัยได้พบโบราณวัตถุพระพุทธรูปยืนสมัยทวารวดีและที่เมืองศรีสัชนาลัย พบร่องรอยโบราณสถานสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยทวารวดี จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดชมชื่นด้วยเช่นกัน การแพร่กระจายโบราณวัตถุในสมัยทวารวดีในลุ่มน้ำยมดังกล่าวสัมพันธ์กับเส้นทางลำน้ำของแต่ละชุมชน โดยเส้นทางหลักคือน้ำแม่ลำพันและแม่น้ำยม

 

ดังนั้นการค้นพบร่องรอยชุมชนสมัยทวารวดีในบริเวณลุ่มน้ำยมสะท้อนให้เห็นถึงการแพร่กระจายของวัฒนธรรมทวารวดีจากบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาขึ้นมายังบริเวณลุ่มน้ำยมเช่นเดียวกับลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น ลุ่มน้ำน่านในเขตจังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันพบใบเสมาหินสลักภาพพระพุทธรูปประทับนั่งแบบทวารวดีที่วัดหน้าพระธาตุ เมืองนครไทย (อำเภอนครไทย) และชิ้นส่วนพระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่ เขาสมอแคลง (อำเภอวังทอง) ฯลฯ และต่อมาร่องรอยชุมชนความเป็นเมืองปรากฏอย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่กลุ่มวัฒนธรรมขอมเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ดังปรากฏร่องรอยโบราณสถาน เช่น ปรางค์เขา ปู่จา ปราสาทศาลตาผาแดง และปราสาทที่วัดพระพายหลวง ก่อนที่จะเกิดการสร้างเมืองสุโขทัยในเวลาต่อมา

 

บริเวณเทือกเขาหลวงและเขตภูเขาด้านทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ถือแหล่งต้นน้ำลำธาร ซึ่งมีระบบการจัดการชลประทานในรูป แบบของทำนบทดน้ำและอ่างเก็บน้ำที่เรียกว่า ตระพัง ถือเป็นระบบชลประทานแบบเมืองสุโขทัยที่เป็นอัตลักษณ์

 

ทรัพยากรน้ำเป็นทรัพยากรที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการของบ้านเมืองสมัยโบราณ สำหรับเมืองสุโขทัยในตรีบูรซึ่งเป็นเมืองที่ เกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ มีลักษณะเมืองในผังสี่เหลี่ยมมีคันดินซ้อนกันสามชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลาดเอียงและมีลำน้ำสำคัญคือลำน้ำแม่ลำพันที่มีต้นน้ำในเขตอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และลำน้ำคลองเสาหอจากเขาหลวงทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย จากสภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวเมืองสุโขทัยมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม โดยมีระบบการจัดการน้ำและควบคุมน้ำเพื่อให้บ้านเมืองดำรงอยู่ได้ทั้งในช่วงฤดูน้ำและฤดูแล้ง

 

ประการแรก จากการเป็นพื้นที่ลาดเอียงโดยมีแหล่งต้นน้ำจากทางเทือกเขาหลวงทางทิศตะวันตกบริเวณแนวด้านหน้าเขาทางทิศตะวันออกพบร่องรอยของการทำคันดินหรือทำนบสำหรับชะลอน้ำ เช่น บริเวณระหว่างช่องเขาพระบาทใหญ่และเขาพระบาทน้อยทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองสุโขทัย มีคันดินชะลอน้ำที่ไหลมาจาก “โซก พระร่วง ลองพระขรรค์” จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖เป็นคันดินในแนวทิศเหนือ-ใต้มีความยาว ๔๙๐ เมตร สูง ๘ เมตร และกว้าง ๓๐ เมตร ทำนบบริเวณนี้ต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า “สรีดภงส์”

 

จากการสำรวจของคุณพิทยา ดำเด่นงาม นักโบราณคดีของกรมศิลปากรพบว่า ถัดไปทางทิศใต้ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยประมาณ ๗กิโลเมตรพบคันดินชะลอน้ำที่ไหลมาจาก “โซกพระแม่ย่า” มายังพื้นที่ช่องเขาระหว่างเขาสะพานเรือและเขากุดยายชีในแนวทิศเหนือ- ใต้ ขนาดความยาว ๑,๑๗๕ เมตร กว้าง ๒๕ เมตร ถือเป็นทำนบที่เป็นสรีดภงส์อีกแห่งหนึ่ง

 

การทำคันดินเหล่านี้มีประโยชน์ในการช่วยชะลอความแรงของกระแสน้ำและกักเก็บน้ำที่หลากมายังพื้นที่นาและชุมชนทางทิศตะวันออกของเขาหลวงทั้งเมืองสุโขทัยและทางทิศใต้ยังมีชุมชนอื่นๆ ตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยเช่นกัน เห็นได้จากโบราณสถานบนเขาปู่จา เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตามนอกจากทำนบที่ชะลอน้ำระหว่างช่องเขาแล้ว ถัดออกมาบนพื้นที่ลาดยังคงพบแนวทำนบในแกนทิศเหนือ-ใต้ ทั้งทางทิศเหนือและใต้ของเมืองสุโขทัย รวมทั้งแนวคันดินบางแห่ง เช่น บริเวณทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัยยังทำหน้าที่ในการเบนน้ำให้ลงคูเมืองสุโขทัยทางประตูอ้อ (ทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย)

 

ประการที่สอง ระบบการจัดเก็บน้ำอีกรูปแบบหนึ่งของเมืองสุโขทัยคือการกักเก็บน้ำไว้ในตระพังหรือสระน้ำซึ่งรูปแบบดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนการเกิดเมืองสุโขทัย เช่น ที่วัดพระพายหลวง ฯลฯ และ ต่อมาเมื่อเกิดเมืองสุโขทัยขึ้นแล้วพบว่ามีโบราณสถานหลายแห่งที่ ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางตระพัง เช่น วัดตระพังทอง วัดตระพังเงิน วัด สระศรี ฯลฯ น้ำที่ล้อมรอบโบราณสถานเหล่านี้อาจมีความหมายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์และเป็นอุทกสีมาไปพร้อมๆ กับการเป็นน้ำกินน้ำใช้ของชาวเมืองสุโขทัยดังปรากฏในจารึกหลักสำคัญ

 

แผนภาพทิศทางการไหลของน้ำจากเทือกเขาหลวงไปทางทิศตะวันออก

 

การจัดการดูแลรักษาต้นน้ำที่เห็นได้ชัดของเมืองสุโขทัย คือ การสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริเวณที่ทางน้ำไหลผ่านจากเทือกเขาลงสู่เขต ที่ราบ เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมและควบคุมการใช้ทรัพยากรมิให้บุคคลใดมาผูกขาดการใช้ทรัพยากร โดยทำให้เป็นพื้นที่สาธารณะและยกให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อการแบ่งปันดูแลทรัพยากรใช้ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติมากำกับ อีกนัยหนึ่งอาจหมายถึงการทำให้น้ำมีความศักดิ์สิทธิ์หรือบริสุทธิ์โดยการไหลผ่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในพื้นที่บริเวณเมืองสุโขทัยมีเทือกเขาหลวงทางทิศตะวันตกของเมือง มีหลักฐานในสมัยสุโขทัยสะท้อนให้เห็นว่าชาวเมืองเชื่อว่าเป็นที่สถิตของ “พระขพุงผี” ซึ่งเป็นผีใหญ่ที่สุดหรือผีปกปักรักษาเมืองในโลกทัศน์ของชาวสุโขทัย ขณะที่ตามแนวเทือกเขามีร่องรอยโบราณสถานบนเทือกเขาขนาดย่อมด้านหน้าสุด ตั้งเรียงรายซึ่งแต่ละแห่งตั้งอยู่ใกล้กับทางน้ำที่ไหลผ่านซอกเขามาสู่ตัวเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันออก ถัดมาอีกเวิ้งเขาอีกแห่งของเทือกเขาหลวงมีร่องรอยศาสนสถานในระบบความเชื่อท้องถิ่นคือ “ถ้ำพระแม่ย่า” ประดิษฐานพระแม่ย่าที่ดูจะเป็นรูปเคารพสตรีที่เพิงผาเหนือโซกพระแม่ย่าที่เป็นลำน้ำสำคัญของท้องถิ่นบริเวณนอกเมืองสุโขทัยด้านทิศใต้ การสร้างศาสนสถานและรูปเคารพดังกล่าวนี้สัมพันธ์กับเส้นทางลำน้ำหรือโซกน้ำไปทางทิศตะวันออก อันเป็นนัยของการใช้อำนาจเหนือธรรมชาติหรือระบบความเชื่อทางศาสนามาควบคุมแหล่งทรัพยากรน้ำสำคัญของท้องถิ่นและของเมืองสุโขทัย

 

“วัดสะพานหิน” นั้นเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลำน้ำสำคัญที่ไหลหล่อเลี้ยงชุมชนก่อนเมืองสุโขทัย บริเวณพื้นที่ต้นน้ำทาง ทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัยปรากฏศาสนสถานต่างๆ เรียงราย อยู่บนเชิงเขาในกลุ่มเทือกเขาหลวง อาทิ วัดสะพานหิน วัดเขา พระบาทน้อย วัดอรัญญิก วัดเจดีย์งาม วัดเขาพระบาทใหญ่

 

ทางขึ้นโบราณสถานวัดสะพานหิน

 

กลุ่มวัดอรัญญิกตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัยบนภูเขาขนาดย่อมไม่สูงมากนัก มีทางเดินขึ้นเขาปูด้วยหินชนวนในเขตโบราณสถานของวัดมีพระอัฏฐารส หรือพระพุทธรูปประทับยืนปางประทานอภัย ซึ่งได้รับการบูรณะแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ประดิษฐานอยู่ในวิหารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า พระอัฏฐารสองค์นี้น่าจะเป็นพระอัฏฐารสองค์เดียวกับที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ความว่า “...ในกลางอรัญญิก มี พิหารอันณื่ง... ใหญ่สูงงาม...มีพระอัฎฐารศอันณื่งลุก ยืน...” ในจารึกหลักที่ ๑ นี้ยังระบุว่าในวันเดือนดับและวันเพ็ญพ่อขุนรามคำแหงทรงช้างเผือกชื่อ “รูจาครี “ มาไหว้พระในอรัญญิกซึ่งน่าจะรวมถึงวัดแห่งนี้

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าโบราณสถานวัดสะพานหินจะสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย แต่พบพระพุทธรูปศิลปะสมัยทวารวดีประทับยืน รวมทั้งพบฐานหินชนวนสี่เหลี่ยม มีหลุมอยู่กึ่งกลางซึ่งอาจเป็นฐานเดิมของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ เคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยทวารวดี สอดคล้องกับบริเวณพื้นที่ทางทิศตะวันออกของวัดสะพานหินเป็นที่ตั้งของศาสนสถานและชุมชนเก่าก่อนเมืองสุโขทัยคือบริเวณ “วัดพระพายหลวง” ที่มีคูน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบศาสนสถาน โดยรับธารน้ำจากบริเวณเขาพระบาทน้อย และบริเวณนี้มีคันดินชะลอน้ำบริเวณวัดศรีชุม คันดินดังกล่าวน่าจะทำหน้าที่เบนน้ำลงตระพังวัดพระพายหลวง ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนสถานก่อนสมัยสุโขทัย จนเมื่อมีการสร้างเมืองในผังสี่เหลี่ยมมีตรีบูรแล้วจึงมีการใช้ลำน้ำจากโซกพระร่วงฯ ลงสู่คลองเสาหอเบนน้ำลงคูเมืองสุโขทัยทางประตูอ้อในเวลาต่อมา การนำน้ำจากแถบเขาแถบวัดสะพานหินจึงมีการใช้สำหรับเมืองสุโขทัยลดน้อยลง

 

พระพุทธรูปประทับยืนศิลปะทวารวดีขนาดใหญ่ขนาดสูงกว่า ๓ เมตร

พบที่วัดสะพานหินจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้น่าจะเป็นที่สิงสถิตของผีต้นน้ำที่สำคัญมาตั้งแต่ก่อนสมัยทวารวดี เพราะเมื่อถึงสมัยทวารวดีระบบความเชื่อทางศาสนาพุทธได้เข้ามาบูรณาการกับความเชื่อท้องถิ่น เกิดเป็นการสร้างพุทธศาสนสถานขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ โดยบริเวณโบราณสถานวัดสะพานหินพบหลักฐานชิ้นสำคัญคือพระพุทธรูปประทับยืนทำวิตรรกะมุทราบนฐานบัว มีความสูงเกือบ ๓ เมตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนแบบทวารวดีใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร แต่บันทึกไม่ตรงกันว่านำมาจากวัดมหาธาตุ สุโขทัย) และนอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปประทับยืนแบบทวารวดีขนาดย่อมกว่าซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง เป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับพื้นที่ต้นน้ำแห่งนี้จนกระทั่งถึงในสมัยสุโขทัย ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่ดังกล่าวด้วยการสร้างโบราณสถาน วัดสะพานหินในรูปแบบของศิลปะสุโขทัยด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นวัดสะพานหินจึงเป็นภาพสะท้อนของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต้นน้ำแห่งหนี่งที่เกิดขึ้นก่อนการสร้างเมืองสุโขทัย กล่าวคือ เป็นแหล่งน้ำที่มีการใช้งานปรากฏหลักฐานชัดเจนมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ซึ่งอาจมีบ้านเมืองเป็นชุมชนขนาดเล็กตั้งถิ่นฐานอยู่และสัมพันธ์กับ ตระพังน้ำที่ล้อมรอบวัดพระพายหลวงก่อนการเกิดขึ้นของเมืองสุโขทัย จนกระทั่งมาถึงสมัยสุโขทัยภายหลังจากสร้างบ้านแปงเมืองเป็นนครรัฐแล้วยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่แห่งนี้อยู่ด้วยการสร้างวัดสะพานหินอันมีพระอัฏฐารสเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ เป็นการสืบเนื่องของแนวคิดในการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จากการจัดการน้ำในอดีตจนมาเป็นศาสนสถานสำคัญของเมืองสุโขทัยในเวลาต่อมา

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๙ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๖๑)

 

 

อัพเดทล่าสุด 1 ต.ค. 2561, 11:09 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.