หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
รายการ "อดีตในอนาคต" ตอนที่ ๑๖ ภูสามเส้า
บทความโดย พนมกร นวเสลา
เรียบเรียงเมื่อ 19 ก.ค. 2561, 11:15 น.
เข้าชมแล้ว 343 ครั้ง

รายการอดีตในอนาคต ตอนที่ ๑๖ "ภูสามเส้า"  

 

รายการอดีตในอนาคต ตอนที่ ๑๖ "ภูสามเส้า" มาทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่ดอยสามเส้า หรือขุนน้ำนางนอนกับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ในหลากหลายประเด็นทั้งตำนานการสร้างบ้านแปงเมือง ชาติพันธุ์ และการจัดการน้ำในพื้นที่

 

จากเหตุการณ์กรณีทีมฟุตบอลเยาวชน “หมูป่าอะคาเดมี่” ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติภายใต้การดูแลของวนอุทยานป่าสงวนแห่งชาติดอยนางนอน ขณะเดียวกันถ้ำแห่งนี้ยังเป็นจุดหมายสำหรับนักผจญภัยในการสำรวจถ้ำทางธรรมชาติ ด้วยฐานคิดดังกล่าวนั้นถ้ำแห่งนี้จึงมีความหมายเป็นเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามหากมองผ่านประเด็นทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ย่อมจะทำให้เกิดความเข้าใจต่อความสำคัญของถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนและผู้คนในท้องถิ่นที่อาศัยและมีความเชื่อต่อถ้ำแห่งนี้

 

“ภูสามเส้า” เป็นหนึ่งในกลุ่มเทือกเขาแดนลาวที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า และติดกับพื้นที่ราบแอ่งเชียงแสนในลุ่มนำ้กก โดยมีภูเขาเรียงต่อกันสามลูกในแนวทิศเหนือ-ใต้ ได้แก่ ดอยจ้อง(ปัจจุบันคือดอยนางนอน), ดอยปู่เฒ่าและดอยตุง (หรืออีกชื่อหนึ่งในตำนานคือดอยดินแดง) ความสำคัญของภูสามเส้าคือเป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำสายต่างๆในพื้นที่ลุ่มแอ่งเชียงแสน เช่น ลำน้ำรวก ลำน้ำแม่คำ ลำน้ำแม่มะ ลำน้ำเหมืองแดง เป็นต้น ลำน้ำเหล่านี้ล้วนไหลผ่านถ้ำในภูเขาและจะไหลออกมาจากตามช่องเขา ผ่านที่ราบแอ่งเชียงแสนไปทางทิศตะวันออกสบกับแม่น้ำโขง ทำให้บริเวณพื้นที่ราบลุ่มหน้าภูสามเส้าเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรมดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ทำนาดำและยังพบร่องรอยของการตั้งชุมชนโบราณ เช่น บริเวณด้านหน้าภูสามเส้า ยังคงเหลือแนวคันดินที่ทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้และวกไปทางทิศตะวันออก  (ซึ่งนักวิชาการบางท่านเสนอว่าเป็นที่ตั้งเมืองเวียงพานคำหรือเวียงพางคำ) นอกจากนี้ในบริเวณที่ราบยังพบว่ามีน้ำซับจากใต้ดินอยู่บางแห่ง เช่น ที่หนองหล่ม ( ซึ่งในตำนานพื้นเมืองเชียงแสนระบุว่าเดิมเป็นเวียงโยกนกแต่ท้ายสุดล่มลงไปกลายเป็นหนองน้ำ) หนองน้ำดังกล่าวอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเขียงแสน ด้วยสภาพทางธรรมชาติดังกล่าวยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์ของคนในท้องถิ่น กล่าวคือ ชาวลัวะซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมในท้องถิ่นถือว่าภูเขาแห่งนี้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นหลักสำคัญ (Landmark) ในการแบ่งพื้นที่หรือการเดินทางและสัมพันธ์กับการโยนหินสามก้อนในการเดินผ่านแดนธรรมชาติแห่งนี้ ขณะที่ถ้ำตามภูเขาก็ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่มักจะมีการบูชาอยู่หน้าถ้ำและไม่รุกล้ำเข้าไปด้านใน

 

ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณอำเภอแม่สาย ด้านซ้ายมือของภาพคือตีนภูสามเส้าและส่วนพื้นที่ด้านขวาคือที่ราบลุ่มแอ่งเชียงแสน

 

นอกจากมิติทางด้านภูมิศาสตร์ในการศึกษาและการทำความเข้าใจต่อภูสามเส้า ในอีกแง่หนึ่งมิติทางประวัติศาสตร์ยังสะท้อนพัฒนาการในพื้นที่ภูสามเส้า-แอ่งที่ราบเชียงแสนผ่าน “ตำนานพื้นเมืองเชียงแสน” ยังเป็นอีกหนึ่งมิติที่สำคัญในการทำความเข้าใจและศึกษาพื้นที่ดังกล่าว และแม้ว่าหลักฐานจากตำนานท้องถิ่นจะไม่สามารถระบุช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน หากแต่ภาพสะท้อนจากเนื้อหาของตำนานย่อมทำให้เห็นถึงสาระสำคัญของพัฒนาการในพื้นที่ได้แก่ ประการแรก คือการผสมผสานระหว่างกลุ่มคนดั้งเดิมในพื้นที่กับกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายมาจากต่างพื้นที่ กล่าวคือ กลุ่มชาวไทยผู้ที่เคลื่อนย้ายมาจากต่างพื้นที่ได้นำระบบความเชื่อทางศาสนาพุทธของตนเข้ามาผสมผสาน (acculturation) กับความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่นดังเห็นได้จาก การสร้างพระธาตุดอยตุงตามตำนานได้กล่าวว่าพระยาอชุตราช ได้ให้ ปู่เจ้าลาวจก (หมายถึงชาวลัวะ ที่ตามตำนานกล่าวว่ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนาถวายข้าวใส่บาตรให้แด่พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพระองค์เสด็จผ่านมายังบริเวณดอยดินแดงหรือดอยตุงแห่งนี้) เป็นผู้ดูแลองค์พระธาตุ พร้อมด้วยบริวารอีก 500 คน ดังนั้นจึงเป็นภาพสะท้อนของพุทธศาสนาที่เข้ามาซ้อนทับและผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิม (การนับถือธรรมชาติ-ภูเขาศักดิ์สิทธิ์) ขณะเดียวกันตำนานเกี่ยวกับภูสามเส้าในสมัยหลังที่อธิบายรูปร่างภูเขาเชื่อมโยงกับผู้หญิงนั้นก็ยังคงมีลักษณะเค้าโครงเรื่องการปะทะสังสรรค์ระหว่างคนที่มาจากสองกลุ่มที่ต่างกันและมีความสัมพันธ์กัน ประการที่สองคือ การจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติผ่านระบบความเชื่อและจารีตที่กล่าวถึงกฏระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ต่อการอยู่อาศัยในพื้นที่ เช่น ข้อห้ามและข้อปฏิบัติของคนในพื้นที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยเช่นกัน เช่น ข้อห้ามในการสร้างบ้านที่พักขวางทางน้ำ ซึ่งถือว่าหากฝ่าฝืนจะถือเป็นการ “ขึด” หรือทำผิดจารีตจะเกิดหายนะเป็นต้น

 

อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญประการหนึ่งในปัจจุบันคือ การขาดความรู้ความเข้าใจทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ย่อมทำให้คุณค่าและความสำคัญของภูสามเส้า รวมทั้งถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวที่ตอบสนองต่อการพักผ่อนและการผจญภัย ตามแนวคิดการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่แห่งนี้ถูกลดทอนลงไปในที่สุด

_______________________________________

 

บรรณานุกรม

พระธรรมวิมลโมลี (ปริวรรต). ตำนานเมืองเชียงแสน. กรุงเทพฯ: มติชน,2538.

ศรีศักร วัลลิโภดม. สยามประเทศ. กรุงเทพฯ: มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 3, 2539.

ศรีศักร วัลลิโภดม. สร้างบ้านแปงเมือง. กรุงเทพฯ: มติชน, 2560.

 

สามารถติดตามรายการ "อดีตในอนาคต" ได้ทาง VLek-Prapai Channel ผ่านทางยูทูป https://www.youtube.com/playlist?list=PLjKdW0KVRxePzZ-jFXx7kr7UL8S2qmSZH

 

 

อัพเดทล่าสุด 21 ก.ย. 2561, 11:15 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.