หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
วัดกับชุมชน บทสำรวจท้องถิ่นเมืองแกลง จังหวัดระยอง
บทความโดย จิราพร แซ่เตียว
เรียบเรียงเมื่อ 20 ก.ค. 2561, 12:44 น.
เข้าชมแล้ว 388 ครั้ง

 เนื่องในวันอาสาฬหบูชาขอนำวิถีชาวพุทธจากผู้คนในท้องถิ่นเมืองแกลง จังหวัดระยองมาเล่าสู่กันฟัง

 

                     

ภาพถ่ายหมู่พระในอำเภอแกลง   

 

ภาพเก่านี้ เป็นภาพถ่ายหมู่พระในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากพระอาจารย์จำปี นามเจริญให้บันทึกภาพ ท่านไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับภาพมากนัก กล่าวแต่ว่าเป็นภาพเก่าเป็นร้อยกว่าปี ซึ่งได้มาจากการไปค้นคว้าเรื่องราวเมืองแกลงที่หอจดหมายเหตุ จันทบุรี. จากภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองแกลงจากท่าน สะท้อนถึงบทบาทของพระ และวัด กับทุกด้านของชีวิตคนท้องถิ่นเมืองแกลงในรุ่นของพระอาจารย์ 

 

พระอาจารย์จำปี เล่าว่าชื่อเดิมฉันคือจำปี นามเจริญ  อายุ ๕๘ ปี เป็นคนบ้านพลงช้างเผือก อำเภอแกลง จังหวัดระยอง  เรียน  และบวชที่วัดพลงฯ มาตั้งแต่ปี ..๒๕๒๖ ไม่เคยสึกจากความเป็นพระ

 

พระอาจารย์จำปีกับเอกสารเก่าที่นำมาให้พวกเราศึกษา

 

ในอดีตวัดกับชุมชนเรื่องการบริหารจัดการจะไม่แยกจากกัน จะคลุกคลีกัน เด็กวัดจะหิ้วปิ่นโตตามพระไปบิณฑบาตร วัด ชุมชน โรงเรียนมีความสามัคคีกัน  เดิมวัดจะมีกิจกรรมประจำเดือน ประจำปี เพื่อให้ผ่อนคลายกัน ฉะนั้นไปไหนไม่ได้เลยชาวบ้านก็ต้องอยู่กับวัด 

 

วัดเป็นสถานที่ของการศึกษา เมื่อก่อนเด็กเยอะ มีงบมาจากรัฐบาลน้อย ชุมชนจึงต้องอาศัยวัด ครูก็น้อยต้องใช้พระเป็นครูด้วย วัดยังเป็นสถานที่สนุกสนานของเด็ก แม้แต่อาหารการกินผลไม้ก็เยอะแยะ วัดเป็นหัวใจสำคัญของเด็กรุ่นฉันเพราะได้ความรู้เยอะแยะ 

 

สมัยก่อนที่พระสำคัญกับชุมชนเพราะพระทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน เจ้าอาวาสเป็นหัวใจหลัก แล้วพระรองๆ ลงมาจะมีความรู้แตกต่างกัน และความรู้ของพระก็เป็นความรู้ที่ได้มาจากที่เดิม คือความรู้จากชุมชน  อย่างฉัน รุ่นปู่เป็นแพทย์ประจำตำบลเพราะคนโบราณมีการสืบทอดความรู้ตามสายตระกูล ตอนนี้ฉันก็เป็นแพทย์สมุนไพร ก็รับเอาวิชาของปู่มา ฉันเป็นหมอฉันจะไปเผยแพร่วิชาก็จะไปทั่ว ถ้าลูกศิษย์เก่งแล้วก็จะย้ายไปเรื่อย ถ้าลูกศิษย์ยังไม่เก่งตรวจโรคไม่ได้ยังไงฉันก็ต้องอยู่ แม่ฮ่องสอนฉันก็มีลูกศิษย์ เชียงใหม่ก็มีลูกศิษย์  ฉันมีสโลแกนของฉันว่า   วันนึงรู้สึกอิ่มมื้อเดียวพอ ชีวิตที่เหลือช่วยเหลือด้านทุกขเวทนา เจ็บป่วยได้ไข้กับมหาชนทั้งหลายแหล่  นี่ว่าจะย้ายอีกแล้วไปอยู่กับลูกศิษย์ที่วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) ตีนดอยสุเทพ ไปทำสมุนไพรอยู่นั่น 

 

ชาวบ้านอยากแสวงหาความรู้ ก็มาแสวงหากับพระ เช่น อยากจักสานก็ไปหาพระองค์นี้ อยากทำกระบุงเป็นไปหาพระองค์นี้  อยากสานเสื่อไปหาพระองค์นี้  เราอยากเรียนอะไรก็ไปหาพระท่านก็จะสอนให้ และพระจะมีความรู้ใหม่ๆ เยอะแยะ เพราะนอกจากความรู้จากวิถีชาวบ้านแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็ได้รับการศึกษาทางตรงมาจากกรุงเทพฯ เช่น การเรียนทางไปรษณีย์ 

 

รุ่นร้อยกว่าปีที่แล้วเขาก็เรียนทางไปรษณีย์ หนังสือก็ส่งมาจากเรือ ไปรษณีย์ก็ไปรับ ถึงเวลาก็ขึ้นเรือไปสอบกันที่สนามเสาชิงช้า วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ  รุ่นทวดฉันถ้ายังอยู่ก็มีอายุร้อยกว่าปี ท่านก็เรียนทางเรือเหมือนกัน ส่งหนังสือมาเป็นผูกๆ ก็เอาตำรามาอ่านกันที่วัด อาจารย์ก็จะเขียนใบลานมาให้ มีทั้งสมุดข่อยและใบลาน สมัยก่อนไม่มีหนังสือธรรมะหรอก

 

โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง เสาชิงช้า ไปคุ้นกับพระ พระก็บอกให้ทำหนังสือไปให้คนจน เลี่ยงเชียงก็ให้พระเขียนธรรมะให้ก็มาทำเป็นผูกๆ แล้วก็พิมพ์ขาย เลี่ยงเชียงจะเกิดก่อนทั้งหมดแถวเสาชิงช้า  คนโบราณเมื่อปู่ย่าตาทวดตายจะมีสมุดพวกนี้เยอะก็ต้องมาถวายให้กับวัดเพราะรุ่นหลังก็ไม่ได้ใช้สมุดพวกนี้แล้ว วัดก็เก็บสะสมไว้ คนโบราณตามบ้านก็เรียนกันเองด้วยสมุดข่อยแบบนี้  รุ่นนั้นก็ใช้ไต้เป็นแสงสว่าง  

 

สมัยอยู่ปอหนึ่ง ฉันคนจนก็ใช้กระดานชนวน เขาจะมีดินสอดำๆ ให้แท่งนึงเป็นดินสอหิน  แล้วมีผ้าขี้ริ้วอีกอันผูกไว้ที่กระดาน     ถ้าสมัยตาฉันเรียนที่วัดก็ใช้ดินหม้อกับน้ำข้าวผสมกันให้ดี แล้วเอากระดานมาแผ่นนึงเป็นกระดานไม้ใหญ่ๆ มาทาตากแดดให้แห้ง ถึงเวลาเรียนก็ขีดบนกระดานก็เป็นตัวหนังสือได้ รุ่นแม่ก็ใช้ใบตอง ต้องพกไปหลายแผ่นก็เขียนหนังสือได้   รุ่นแม่จนไม่มีตังค์ซื้อหนังสือ รุ่นแม่ก็เรียนที่วัดพลงฯ

 

 กิจของสงฆ์วัดพลงช้างเผือกเนื่องในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา

 

คุณพิชัย สมคิด เจ้าของสมคิดฟาร์มแอนด์โฮมสเตย์ ผู้กรุณาพาเรามาพบพระอาจารย์จำปี เพื่อให้ได้ข้อมูลเมืองแกลงจากนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตัวจริง ช่วยเสริมข้อมูลจากความทรงจำในอดีตของท่านว่าช่วงสงกรานต์เป็นเวลาที่สนุกสนานมากโดยเฉพาะที่วัดพลง คนก็จะมารวมกันที่วัดทั้งหมด ทำประหล่ำทำเป็นเสาชั่วคราวทำจากไม้ไผ่แล้วสานข้างบน ใช้ทางมะพร้าวเป็นแพยาวไป มีการละเล่นกีฬาพื้นบ้านต่างๆ เช่น ปิดตาตีหม้อ ขี่ม้าส่งเมือง ตอนเย็นหนุ่มสาวก็จะมารวมตัวกัน ข้างบนก็จะมีการแสดงธรรม เล่นสะบ้าล้อ สะบ้าทอย ที่เหลือจากนั้นคือการทำบุญทำทานสงกรานต์จัดกันหลายวัน คนแต่ก่อนอยู่กันเป็นเดือน หมดจากหน้านาหน้าไร่ก็ไม่มีอะไรทำ" 

 

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ และหนุ่มสาวในปัจจุบันคงคิดและเข้าใจตามได้ยาก  ในวันที่มีแท็บเล็ตแทนหนังสือ ข้อมูลประดามีหาได้จากมือถือ หรือเพียงแค่คลิกเม้าส์อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ วัดและพระ แม้ยังนับได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจ และสำคัญต่อผู้คน และชุมชน ดังเช่นที่พวกเราได้เข้าไปสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมในคืนวันวิสาขบูชาที่ผ่านมาที่วัดพลงฯ  แต่ก็ไม่สามารถเทียบได้กับคนรุ่นอดีตที่เรื่องราวจากทั้งสองท่าน รวมถึงชาวเมืองแกลงท่านอื่นๆ ทำให้เราได้ตระหนักว่า วัด และพระ กับชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของวัด และพระด้านการศึกษาและการขัดเกลาผู้คนทั้งด้านความรู้ ปัญญา และทางศีลธรรม 

 

ความสำคัญและสัมพันธ์กันของบ้าน วัด โรงเรียน ที่ดูจะแยกกันไม่ออกกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย และนับจากอดีตถึงปัจจุบันดังเรื่องที่เล่ามา ถึงวันนี้พระอาจารย์ท่านก็ต้องยอมรับว่า  “สมัยนี้จะห่างมากขึ้นจนเป็นช่องว่าง

 

บรรยากาศ ณ วัดพลงช้างเผือกเนื่องในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา

 

ความห่วงใยถึงบทบาทของวัด และพระที่มีต่อผู้คนและชุมชนจากคนรุ่นนี้ ยังสะท้อนให้เห็นจากบทสนทนาของเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนปอเจ็ดรุ่นแรกของโรงเรียนวัดพลงฯ ท่าน คือคุณไพฑูรย์ ปฏิบัติ คุณสมโภชน์ ปราณีคุณากร และคุณพิศักดิ์ แซ่ลิ้ม รวมถึงภรรยาของท่านทั้งสาม

 

พวกศาสนาพุทธนี่สมัยผมเรียนมีสอนหน้าที่ศีลธรรม ประวัติพระพุทธเจ้า ปัจจุบันนี้น่าจะไม่มีแล้วนะ แต่อิสลามเด็กเพิ่งคลอดเค้าเรียนศาสนา เค้าปลูกฝัง ลองไปถามอิสลาม เด็กเค้าบอกได้ว่าพระอัลเลาะห์คือใคร แต่ถามเด็กไทยสิ ไม่มีใครรู้หรอก ไม่ต้องถามเด็กหรอก ถามผู้ใหญ่ก็ยังตอบยากเลย

 

ชาวคริสต์วันอาทิตย์เค้าต้องเข้าโบสถ์ อิสลามวันศุกร์เค้าต้องไปสุเหร่า ในขณะที่คนไทยพุทธวันสำคัญก็ไม่ไป” 

 

ทุกวันนี้วัดก็เป็นเรื่องของธุรกิจ ต่อไปวันข้างหน้าคนจนจะไม่มีสิทธิจัดงานศพในวัด มีคนกินหัวคิว เป็นธุรกิจไปหมด คนนี่ห้ามตายนะ ถึงจุดเสื่อมไปหมด

 

บทรำพึงฝากเป็นแง่คิดจากคนรุ่นก่อน ณ เมืองแกลง ท้องถิ่นที่ผู้คนยังให้ความสำคัญกับพระและวัด แม้จะลดน้อยถอยลงเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่ออดีตดังสะท้อนจากคำบอกเล่าของคนใน  

 

ถึงเวลาย้อนกลับมามองที่ชุมชนของเรา และการร่วมกันทบทวนว่าพระ และวัด กับชาวบ้าน และชุมชน จะพึงมีบทบาทต่อกันอย่างไร.

 

ขอขอบคุณชาวเมืองแกลงที่เอ่ยนามมาทุกท่าน

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 5 ต.ค. 2561, 12:44 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.