หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"สามย่านรามา" โรงหนังในย่านตลาดของคนเมืองแกลง
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 29 มิ.ย. 2561, 16:41 น.
เข้าชมแล้ว 719 ครั้ง

โรงภาพยนตร์สามย่านรามาที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

 

หากเอ่ยถึงคำว่า “สามย่าน” หลายคนคงนึกไปถึงสามย่าน แถบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่สามย่านที่กำลังจะกล่าวถึงคือสามย่านที่เมืองแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งการให้ความหมายของ คำว่า “สามย่าน” ของคนเมืองแกลงนั้นมีอยู่หลายชุดข้อมูล จากการพูดคุยกับครูลำใย วงศ์พิทักษ์ อดีตข้าราชครูผู้เป็นที่เคารพนับถือของคนเมืองแกลงวัย ๙๒ ปี เล่าว่า

 

“การเป็น ‘สามย่าน’ คือ หากยืนตรงจุดกลางสามแยกหน้าที่ว่าการอำเภอ (หลังเก่า) หันหลังให้ที่ว่าการอำเภอแล้ว ‘หันหน้า’ ไปยังบ้านดอนเค็ดและบ้านโพธิ์ทอง ซึ่งมีถนนลงไปสู่ท่าเรือปัจจุบันคือ หัวสะพานร้อยปีเมืองแกลง ‘ขวามือ’ คือเส้นทางไปสู่วัดพลงช้างเผือก และบ้านทะเลน้อย ‘ซ้ายมือ’ คือเส้นทางไปสู่ทางวัดสารนาถธรรมาราม”

 

แต่ก็มีคนรุ่นต่อมาให้ความหมายของ “สามย่าน” อีกว่า คือ สามแยกที่เป็นถนนสุขุมวิทตัดกับถนนเดิมบริเวณป้ายทันใจและวงเวียนนอกซึ่งเป็นหัวถนนสุนทรโวหาร ปัจจุบันรื้อถอนไปแล้ว บริเวณดังกล่าวเคยเป็นที่จอดรถโดยสารสำหรับไปมาที่ตลาดสามย่าน 

 

เดิมเมืองแกลงที่ “สามย่าน” นั้นมีแหล่งการค้าและความเจริญอยู่เพียงแค่ช่วงถนนสุนทรโวหารและพื้นที่ท่าน้ำ  ผู้คนเข้า มาทำการค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจีนที่เล่าว่ามาจากปากน้ำประแส บริเวณแยกหน้าอำเภอมีร้านค้าและแหล่งบันเทิงต่างๆ เช่น โรงฝิ่น และวิกมหรสพ

 

คนเมืองแกลงเล่าว่า แต่เดิมมีวิกมหรสพอยู่สองวิกเท่านั้นคือ ”วิกของลุงชิว” เป็นวิกเล็กอยู่บริเวณหน้าโรงพักหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหอประวัติเมืองแกลงสาหรับทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชน ส่วนวิกอีกแห่งซึ่งเป็นวิกใหญ่คือ “ไพบูลย์บันเทิง” เป็นของคุณอำพล บุญศิริ บุตรชายของหลวงแกลงแกล้วกล้า (บุญศรี บุญศิริ) และคุณนายประกอบ ยิ่งภู่ ซึ่งเป็นภรรยาของคุณอำพล ส่วนชื่อวิกนั้นตั้งตามชื่อลูกชาย คือคุณไพบูลย์ บุญศิริ ก่อตั้งเมื่อประมาณช่วง ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อยู่บริเวณเชิงสะพานร้อยปีในปัจจุบัน

 

วิกหนังไพบูลย์บันเทิงนั้นคนสามย่านจะเรียกกันอยู่หลายชื่อ บ้างก็เรียกวิกคุณพล บ้างก็เรียกวิกคุณนายประกอบ คนสามย่านที่เกิดและโตร่วมสมัยกับวิกหนังไพบูลย์บันเทิงต่างเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า วิกดังกล่าวเป็นสถานที่ที่ทันสมัย แหล่งพบปะสังสรรค์ให้ความสนุกสนานของคนเมืองแกลง มีทั้งหนัง  ลิเก ละคร เป็นต้น บรรยากาศของพื้นที่รอบๆ ก็เต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คนที่สัญจรไปมารวม ทั้งแรงงานจากโรงเลื่อยที่อยู่อีกฝั่งคลอง ผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของและมาต่อเรือที่ศาลาท่าโพธิ์ เพื่อจะเดินทางต่อไปยังปากน้าประแส

 

พิธีลงเสาเอกโรงหนังสามย่านรามาถ่ายเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ 

 

สามย่านรามา” โรงหนังแห่งเดียวในเมืองแกลง

หลังจากที่วิกมหรสพยุคนั้นเริ่มซบเซาได้เกิดแหล่งบันเทิง แห่งใหม่ขึ้นมานั่นคือ “สามย่านรามา” ซึ่งเป็นโรงหนังแบบเดี่ยวๆ หรือ Stand Alone แห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองแกลง ตั้งอยู่หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองแกลง เดิมพื้นที่บริเวณนี้คือตลาดเทศบาล ๒ ซึ่งมีร้อยโทนายแพทย์ประณีตและนางกิ่งจันทร์ แสงมณี ได้สร้างและยกให้เป็นสมบัติของสุขาภิบาลทางเกวียนหรือสำนักงาน เทศบาลตำบลเมืองแกลงปัจจุบัน เพื่อหวังจะขยายเมืองจากทางฝั่งถนนสุนทรโวหารออกมา แต่เดิมพื้นที่โดยรอบเป็นป่าและเป็นสวนยางไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่

 

โรงหนังเติบโตและขยายตัวมากตามต่างจังหวัดในช่วงยุคต้น ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นผลมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐4-๒๕๐๙) ในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ต่างจังหวัดเริ่มมีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสะดวกขึ้น มีถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา นับจากนั้นเป็นต้นมาทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมภาพยนตร์เติบโตขึ้นตามมาเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดธุรกิจการทำภาพยนตร์ออกตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

 

คุณสมพงษ์  โชติวรรณ ผู้ประกอบธุรกิจสายหนังทางภาคตะวันออก

 

“คุณสมพงษ์  โชติวรรณ” ผู้เป็นทายาทของคุณพิพัฒน์  โชติวรรณผู้ดูแลและผู้เช่าโรงหนังเฉลิมธานีที่นางเลิ้ง และเป็นผู้บุกเบิกทำธุรกิจโรงภาพยนตร์ในพื้นที่ภาคตะวันออกหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือโรงหนังสามย่านรามา คุณสมพงษ์เล่าถึงที่มาที่ไปในการก่อตั้งสามย่านรามาว่าเหมือนโรงลิเก โรงมหรสพ”  คุณสมพงษ์ให้ข้อมูล

 

ตั๋วหนัง

 

ป้ายโฆษณา โปสเตอร์ รถแห่ และการตีตั๋ว

การโฆษณาเป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ในธุรกิจทำโรงภาพยนตร์เพราะเป็นการกระจายข่าวถึงโปรแกรมหนังที่กำลังฉายและหนังที่กำลังจะเข้ามาป้ายโฆษณาหรือโปสเตอร์นั้นมีช่างประจำที่มารับจ้างเขียนให้ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นที่แกลง

 

โดยปกติแต่ละโรงจำเป็นต้องมีช่างเขียนประจำ แต่หากช่างเขียนมีฝีมือดีก็สามารถรับงานได้หลายที่ ก่อนที่จะได้ช่างท้องถิ่นมา ต้องเอาคนที่มีฝีมือมาถ่ายทอดแล้วเรียนรู้ต่ออีกที นอกจากนั้นยังต้องมีการโฆษณาโดยการใช้รถแห่ไปหลายๆ จุด หรือต้องไปฝากโปสเตอร์ไว้ตามร้านค้าในท้องถิ่น แลกเปลี่ยนโดยการให้บัตรดูฟรี

 

คุณสมพงษ์เล่าว่า “บางทีต้องฝึกเด็กใหม่ๆ ขึ้นมา สมัยก่อน ป้ายโฆษณาหนังต้องติดรถแห่ ทากาวไม่ให้มีรอยย่น โรงหนังมันต้องไม่หยุดเรียนรู้ทุกอย่าง สมัยก่อนการทำแบนเนอร์ [Banner] ยังไม่มีต้องอาศัยช่างเขียนเป็นหลัก คนมีฝีมือก็เกิดขึ้น รถแห่สมัยก่อนเวลาไปที่ไหนชาวบ้านก็จะขี่มอเตอร์ไซค์มาดูกัน ต้องมีเทคนิคการทำโฆษณา สมัยก่อนแหล่งบันเทิงนอกจากทีวีก็มีโรงหนังเท่านั้นคนเลยนิยม”

 

ช่วงเวลาในการฉายหนังจะไม่มีการยืนโรงนานนัก แต่ถ้าหนังดีๆ มีคนมาดูมากต้องเบียดแย่งกันตีตั๋วเพราะไม่มีการกำหนด หมายเลขที่นั่ง และตัดปัญหาเรื่องค่าตั๋วโดยการขายราคาเดียวกันทั้งหมด ผู้ชมจับจองที่นั่งตรงไหนก็สามารถทำได้ ก่อนฉายต้องเปิดเพลงหน้าโรงให้ครึกครื้น เช่น เปิดเพลงมาร์ช และเลือกเพลงให้เป็นเอกลักษณ์ของโรงหนัง โรงหนังสามย่านรามาขนาดของโรงหนังสามารถบรรจุคนได้ประมาณ ๓๐๐-4๐๐ ที่นั่ง โดยเป็นเก้าอี้แบบพับ โรงหนังต้องใช้คนหลายหน้าที่ ตั้งแต่พนักงานต้อนรับ คนขายบัตร คนฉายหนัง พนักงานต้อนรับเปิด-ปิดประตู และผู้รักษาความสะอาด ดูแลสภาพแวดล้อมต่างๆ แล้วยังต้องมีนักเลงคุมด้วย เพื่อป้องกันคน มาขอดูหนังฟรี 

 

เครื่องฉายหนัง โรงภาพยนตร์สามย่านรามา

 

การเลือกหนังมาฉายนั้นตามความเข้าใจของคนทั่วไปคงคิดว่าโรงหนังสามารถที่จะเลือกเฉพาะหนังที่คิดว่าดังหรือกระแสดีมาฉายได้ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำได้เพราะทางบริษัทหนังต้องส่งหนังคละกันมาให้ฉาย ต้องมีทั้งหนังดังและไม่ดังมาด้วย ส่วนจะฉายหรือไม่ฉายขึ้นอยู่กับผู้บริหารงานโรงหนังจะจัดการเอง

 

“บรรยากาศรอบๆ โรงหนังเวลาหนังเลิกจะมีรถเข็นมาดักรอคน ขายของกินต่างๆ บรรยากาศครึกครื้น ช่วงทำหนัง ไม่คิดจะ ไปประกอบอาชีพอื่นเลย เพราะสนุก พ่อเริ่มเห็นลู่ทางจากการบริหารหนังที่นางเลิ้งก่อน ที่บ้านก็ขายอาหารมาก่อน หน้าโรงหนังบางทีต้องทำหุ่นโชว์เพื่อเรียกคน” 

 

โรงหนังเทศบันเทิง จังหวัดระยอง

 

การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสายหนังภาคตะวันออก

ก่อนหน้าที่จะมาทำโรงหนังสามย่านนั้นคุณสมพงษ์ได้เริ่มต้นการทำโรงหนังที่เมืองระยองก่อนคือ “โรงหนังเทศบันเทิงระยอง” ปัจจุบันกลายเป็นหอนาฬิกาเมืองระยองไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ทำโรงหนังบูรพาเธียเตอร์ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกถือว่าเจ้านี้ก็เป็นแหล่งผลิตหรือให้บริการเกี่ยวกับกิจการหนัง ให้กับภาคตะวันออกทุกโรง จัดจองตั๋วหนัง ทั้งจัดซื้อเข้ามาและทางบริษัทเองก็ได้มาฝากให้โรงหนังบริหารงานเอง ก่อนหน้านั้นทางคุณ สมพงษ์ทำโรงหนังอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อมีพรรคพวกเข้าไปทำธุรกิจ ที่ระยองซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ขายเครื่องฉายหนังแต่ไม่มีความรู้ทางด้าน การบริหารโรงหนังจึงชวนทางคุณสมพงษ์เข้าไปช่วยบริหาร หลังจากนั้นจึงได้ขยายกิจการออกไปตามพื้นที่ต่างๆ

 

การทำธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่บ้านฉางของคุณสมพงษ์ถือว่า เป็นพื้นที่แรกๆ ที่เริ่มเติบโตโดยการเข้ามาทำธุรกิจหนังสายภาค ตะวันออกอย่างเต็มตัว เพราะในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้นอู่ตะเภา เป็นฐานทัพของทหารอเมริกัน จึงคิดไปลงทุนในบ้านฉางเพราะถือว่า เป็นทำเลดี มีความเจริญ และได้บริหารงานโรงหนังหลายแห่งในเวลาเดียวกันเพราะถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ ขณะนั้นบ้านฉางมีโรงหนังถึง ๒ แห่ง คือบ้านฉางรามาและบูรพาเธียเตอร์ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๑ ฉายทั้งหนังไทยและหนังฝรั่ง และปิดไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒  คุณสมพงษ์เล่าว่า “สมัยคุณพ่อต้องเรียนรู้งานเองจากผู้ที่ทำธุรกิจโรงหนัง เพราะสมัยก่อนมีการหวงวิชา ไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีการถ่ายทอดให้เกิดการพัฒนา ผมนี่กว่าจะฉายหนังเป็นต้องเรียนรู้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปัดกวาดเช็ดถู จึงจะสามารถฉายหนังได้ การติดต่อกับบริษัทหนังต่างประเทศต่างๆ มีการตั้งสำนักงานหนังอยู่ตึกอาคเนย์แถววังบูรพา หลายบริษัทเราก็ไปเช่าม้วนฟิล์มเขามา พอไปตั้งหลักที่ระยองคนก็ให้ความเชื่อถือเรา ช่วงที่อเมริกันอยู่เราก็อยู่กันที่ระยองเลย เพราะบ้านฉางอยู่ใกล้อู่ตะเภามากกว่า” 

 

นอกจากที่ระยองแล้ว ยังรวมถึงโรงหนังดาราที่จังหวัดตราด คุณสมพงษ์ถือว่าเป็นผู้ไปบุกเบิกก็ว่าได้ โดยการเข้าไปช่วยช่วงเริ่มสร้างก่อนจะไปทำโรงหนังที่ระยอง การทำหนังนั้นไม่สามารถไปทำธุรกิจต่างโซนได้ 

 

สู่ยุคอาลาโรงหนัง Stand Alone

โรงหนังสามย่านรามาปิดตัวมาราวยี่สิบกว่าปีแล้ว เกิดจากการเติบโตของสื่อสารพัดชนิดทั้งวิดีโอ ทีวีที่เข้าถึงคนได้ถึงในบ้าน รวมทั้งต้นทุนการทำโรงภาพยนตร์ ที่มีราคาสูงหลังจากการปิดตัวไปของสามย่านรามาแล้วคุณสมพงษ์เปลี่ยนแนวการทำธุรกิจโดยการไปซื้อที่เพื่อทำสวนแถวชานเมืองซึ่งห่างจากเมืองแกลงประมาณ ๑๒ กิโลเมตร และผันตัวมาประกอบอาชีพเกษตรกรและนักธุรกิจผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตร ในนามบริษัท อีสเทิร์น อกรีเท็ค จำกัด ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เด่นคือ Rain Drop และมินิสปริงเกอร์ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ บริเวณด้านหลังโรงหนังสามย่านรามาที่เมืองแกลง

 

 

แม้ทุกวันนี้อำเภอแกลงก็ยังมีโรงหนัง Cineplex ที่ทันสมัย อยู่ที่ห้างโลตัสแกลง แต่โรงภาพยนตร์อันเป็นตำนานของท้องถิ่นก็ไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย 

 

ตึกเก่าโรงหนังยังเด่นตระหง่านอยู่หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองแกลง ปัจจุบันเป็นโกดังสาหรับเก็บอุปกรณ์ของบริษัท อีสเทิร์น อกรีเท็ค จำกัด และบริเวณด้านหลังเป็นที่อยู่ของพนักงานบางส่วนของบริษัทซึ่งบางท่านเคยเป็นผู้ให้บริการตำแหน่งต่างๆ ในโรงหนัง และเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับให้คนรุ่นเก่ามาย้อนวันวานหวนคิดถึง ความรุ่งเรืองวัยหนุ่มสาวที่เคยเพลิดเพลินอยู่กับ “สามย่านรามา”

 

อ้างอิง

ธนาทิพ ฉัตรภูติ. ตำนานโรงหนัง. สานักพิมพ์เวลาดี ในนามบริษัท แปลน สารา จากัด. กรุงเทพฯ, ๒๕๔๗

สนธยา ทรัพย์เย็น และโมรีมาตย์ ระเด่นอาหมัด. สวรรค์ ๓๕ มม. : เสน่ห์วิกหนังเมืองสยาม. ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส), ๒๕๕๗

เทศบาลตำบลเมืองแกลง. เมืองแกลงของเราเมืองเก่าของบรรพชน. จังหวัดระยอง, ๒๕๔๖

เทศบาลตำบลเมืองแกลง. ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน. จังหวัดระยอง, ๒๕๕๒

 

ขอขอบคุณ

คุณลำใย วงศ์พิทักษ์, คุณสมพงษ์  โชติวรรณ, คุณสันติชัย ตังสวานิช นายกเทศมนตรีตำบลเมืองแกลง

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๘ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๖๑)

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ย. 2561, 16:41 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.