หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"พลังท้องถิ่น" ในการฟื้นฟูโบราณสถานวัดโบสถ์(ร้าง) อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
บทความโดย พนมกร นวเสลา
เรียบเรียงเมื่อ 27 มิ.ย. 2561, 16:41 น.
เข้าชมแล้ว 138 ครั้ง

“บางละมุง” ในจังหวัดชลบุรีปรากฏร่องรอยหลักฐานโบราณสถาน โบราณวัตถุและเอกสารที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พบว่ามีการระบุชื่อ “บางละมุง” ปรากฏตำแหน่งเป็นเมืองชายทะเลอยู่ในสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าตลอดแนวริมคลองบางละมุงก่อนจะออกไปสู่ปากน้ำต่อกับชายฝั่งทะเลมีร่องรอยของวัดในช่วงกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่เรียงราย ได้แก่ วัดโบสถ์ (ร้าง) วัดบางละมุง วัดนางเศรษฐี (ร้าง) และวัดท่ากระดาน ซึ่งถูกเปลี่ยนสภาพจนไม่เหลือร่องรอยเดิม วัดบางแห่งยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันคือวัดบางละมุง ส่วนวัดนางเศรษฐี (ร้าง) ซึ่งตั้งอยู่ในโรงเรียนชั้นประถมได้รับการบูรณะโดยการสนับสนุนงบประมาณจากบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ และวัดโบสถ์ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้กับวัดบางละมุง ซึ่งเป็นวัดร้างไร้คนดูแลพึ่งจะได้รับความสนใจ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาชุมชนโดยรอบวัดร้างแห่งนี้หรือเรียกกันว่าชุมชนเกาะโพธิ์ ได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันดูแลรักษาโบราณสถานจนสะอาดน่าชื่นชม

 

วัดโบสถ์ที่รกร้างไปแล้วเหลือเพียงอาคารที่เคยเป็นโบสถ์ หนึ่งหลังและเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองหนึ่งองค์ด้านหน้าอาคาร ด้านหน้าอาคารมีประตูทางเข้าทางเดียวด้านหลังไม่มีประตู ผนังเจาะช่องหน้าต่างด้านละ ๒ ช่อง ส่วนด้านบนชั้นหลังคาเป็นหลังคาทรงจั่ว และมีหลังคาลาดด้านหน้าและด้านหลังอาคารเนื่องจากยังปรากฏร่องรอยของเสาไม้เก่าที่รองรับหลังคา จากคำบอกเล่าของนายวารี สามกิ อายุ ๗๑ ปี ชาวบ้านที่ชุมชนเกาะโพธิ์กล่าวว่า “...เสาไม้ข้างนอกเป็นของดั้งเดิม แต่ก่อนนี้มีทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เป็นทรงสำเภา...” ชิ้นส่วนของกระเบื้องหลังคาเดิมถูกเก็บไว้อยู่ภายในอาคาร ส่วนเจดีย์ที่อยู่ข้างหน้าอาคารมีสภาพทรุดโทรมเหลือเพียงแต่ส่วนฐานลักษณะเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย ส่วนท้องไม้ยืดค่อนข้างสูงซ้อนกันสามฐาน ด้านบน ส่วนกลางและส่วนยอดหักหายไป สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายร่วมสมัยกับวัดอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน

 

การรวมตัวกันของชาวบ้านชุมชนเกาะโพธิ์ในการช่วยกัน รักษาโบราณสถานวัดโบสถ์ (ร้าง) นั้นนับว่าเป็นเรื่องของความ เคลื่อนไหวโดยพลังของคนในชุมชนอย่างแท้จริง เพราะก่อนการเริ่มบูรณะโบราณสถานแห่งนี้ พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่ารกชัฏ นายวารี สามกิ ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาและช่วงก่อนการบูรณะโบราณสถาน แห่งนี้ไว้ว่า “...ชื่อเดิมเรียกวัดโบสถ์อยู่แล้ว...สภาพโบสถ์ก่อนบูรณะตี สังกะสีไว้ เพราะมีคนเข้ามาซ่อมไว้ครั้งนึง แต่ก่อนนี้มันจะมองไม่เห็น หรอกเพราะหญ้ามันคลุมเป็นป่า...”

 

วัดโบสถ์  บางละมุง

 

ต่อมาได้มีกลุ่มบุคคลจากภายนอกชุมชนที่มีความสนใจศึกษาท้องถิ่นในภาคตะวันออกเข้ามาพบเห็น แล้วถ่ายรูปสภาพโบราณสถาน ดังกล่าวที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมใกล้จะพังเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ พร้อมทั้งทำป้ายไวนิลประกาศประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่และคนทั่วไปได้ เห็นคุณค่าและความสำคัญของวัดโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากบุคคลภายนอกจานวนมากรวมทั้งกรมศิลปากรได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพของโบราณสถานดังกล่าวเมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อสำรวจและประเมินความเสียหายทรุดโทรมของอาคาร

 

อย่างไรก็ตามด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนเกาะโพธิ์และในบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนคนในท้องถิ่นบางละมุง รวมทั้ง ข่าวจากสื่อออนไลน์ที่ได้ชักชวนผู้ที่สนใจมาร่วมกันบูรณะ ได้รับเงินบริจาคสนับสนุนมากถึง ๒ ล้านกว่าบาท ด้วยวิธีการบอกต่อกัน เมื่อการดำเนินการของชุมชนแล้วเสร็จโบราณสถานวัดโบสถ์(ร้าง) จึงมีสภาพที่ดี ไม่ทรุดโทรมรกเรื้อเหมือนแต่ก่อน

 

นับเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของคนในชุมชน ในการช่วยกันรักษาโบราณสถานในพื้นที่ด้วยกำลังและความสามารถของตนเอง “...ซ่อมมา ๒-๓ ปี ชาวบ้านทำกันเอง ไม่มีหน่วยราชการมาช่วยเราหรอก ...กำแพงกับพื้นที่ปูไว้นั่นก็เงินชาวบ้านล้วนๆ...”

 

หลังจากการบูรณะแล้วเสร็จโบราณสถานวัดโบสถ์แม้จะร้าง แต่ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวและแปลกแยกไปจากชุมชน หากแต่เป็น เสมือนพื้นที่สาธารณะทางศาสนาที่สำคัญของชุมชนเกาะโพธิ์ นอกเหนือจากการกราบไหว้พระพุทธรูปด้านในอาคาร ยังใช้เป็นที่พักของพระสงฆ์ที่ธุดงค์มาจากต่างถิ่นที่มาบรรยายธรรมแก่ชาวบ้าน

 

วารี สามกิ อายุ ๗๑ ปี อดีตชาวบ้านทุ่งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรมท่าเรือแหลมฉบัง

ตัวแทนชาวบ้านเกาะโพธิ์ดูแลโบราณสถานในปัจจุบัน

 

สำหรับ “ชุมชนเกาะโพธิ์”  ซึ่งตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่โดยรอบโบราณสถานวัดโบสถ์ (ร้าง) และเช่าที่ดินของกรมการศาสนาในปัจจุบันนี้เดิมอพยพมาจาก “บ้านทุ่ง” อาณาบริเวณที่อยู่ในโครงการท่าเรือแหลมฉบัง  นายวารีเล่าให้ฟังว่า “...แต่เดิมก็อยู่บ้านทุ่งบางละมุงนี่แหละ เค้าก็เรียกกันบ้านทุ่งตรงนั้น...” และยังกล่าวเสริมอีกว่า “...ก่อนหน้านี้คนก็อยู่ข้างในกันหมด โดนเวนคืนไม่มีที่จะไป ก็มาเช่าที่วัดร้างนี้อยู่กัน ชาวบ้านทุ่งมีที่ไปที่อื่นไม่เยอะหรอก ส่วนใหญ่ก็รวมกันอยู่ที่นี่...” การเวนคืนที่ดินในช่วงเวลานั้นเป็นผลจากนโยบายการสร้าง

 

ท่าเรือแหลมฉบังที่มีมานานตั้งแต่ครั้งรัฐบาลถนอม-ประภาสแล้ว แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นจริงไปได้ จึงไม่ได้ขวนขวายหาที่ทางไป ต่อมาเมื่อพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายสำคัญข้อหนึ่งคือ ส่งเสริมให้มีนิคมอุตสาหกรรมในส่วนภูมิภาค โครงการพัฒนา พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แต่ชุมชนบ้านทุ่งในย่านแหลมฉบัง ซึ่งมีอาชีพทั้งทำนาและประมงพื้นบ้านต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมของกลุ่มนายทุนที่ต้องการกว้านซื้อที่ดินบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลและทางฝ่ายท้องถิ่นเองมักจะตกเป็นผู้ถูกกระทำและเสียเปรียบ

“...เตี่ยอยู่บ้านคนเดียว แก่แล้ว มีคนเข้ามาขู่บ้าง อะไรบ้าง แล้วก็ไม่ได้ดูว่าเซ็นอะไรไป ๒๐ กว่าไร่ไม่ได้อะไรเลย...”

 

เมื่อถูกเวนคืนที่ดินที่อยู่อาศัยทำให้ต้องย้ายมาเช่าที่อาศัย อยู่บริเวณรอบวัดโบสถ์ที่เป็นโบราณสถานร้าง ซึ่งกรมศาสนาดูแล และควบคุมส่วนพื้นที่ทุ่งนาตรงที่เคยเป็นชุมชนบ้านทุ่งเดิมกลายเป็นท่าเรือแหลมฉบังไปในที่สุด สภาพของชุมชนในปัจจุบันมีลักษณะของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มค่อนข้างหนาแน่นกว่าการอยู่อาศัยรอบนอก ปลูกเป็นบ้านชั้นเดียวแบบเรียบง่าย ขณะเดียวกันด้วยสถานะของการเช่าที่กับกรมศาสนาที่ประกาศขึ้นค่าเช่าเป็นจานวนเงินค่อนข้างสูง ประกอบกับแผนโครงการปรับปรุงพื้นที่ริมชายฝั่งเป็นท่าเรือเฟสต่อมาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ชุมชนเกาะโพธิ์หรือชุมชนบ้านทุ่งเดิมและชุมชนประมงชายฝั่งอื่นๆ ไปจนถึงอ่าวอุดมอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นค่าตอบแทนการเวนคืนที่ดินเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถ ที่จะทำให้คนในชุมชนเกาะโพธิ์สามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้เช่น เดิม “...ค่าเวน (คืนที่ดิน) จะไปพออะไร บ้านนึงสองหมื่น สี่หมื่น ห้า หมื่น อย่างมากก็เป็นแสนจะไปซื้ออะไรได้ เมื่อราคาที่ดินก็ราคาเป็นล้าน...”

 

สภาพวิถีชีวิตปัจจุบันของคนในชุมชนยังคงประกอบอาชีพเกี่ยวเนื่องกับประมงพื้นบ้าน คนสูงอายุรับจ้างถักแหทาอวน จาพวก อวนปู อวนกุ้ง อวนปลา อวนหอยแมลงภู่ เป็นต้น มีครอบครัวหนึ่ง ยังออกเรือทางปากคลองบางละมุง บางครอบครัวรับซื้ออาหาร ทะเลไปขาย และคนรุ่นต่อมาก็มีอาชีพรับจ้างเป็นคนงานในโรงงาน อุตสาหกรรมที่มีอยู่ทั่วไปในย่านนี้  

 

เรือประมงพื้นบ้านในคลองบางละมุง

 

สำหรับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการของรัฐวิจารณ์ระบบการปกครองในปัจจุบันว่า เมื่อเริ่มนำเอาระบบเลือกตั้ง ระบบเทศบาล และตัวแทนพรรคการเมือง ผลที่ตามมาคือเกิดความแตกแยกภายในชุมชนเกิดขึ้นอย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อน “...คนในหมู่บ้านเคยกลมเกลียวกันมาก ขนาดปลูกบ้าน ๓ วันก็เสร็จเกี่ยวข้าวทีนึง ๔๐-๕๐ คน มากันเต็มนา แต่พอมีเลือกตั้งก็แตกแยกแบ่งพรรค แบ่งพวกกันไป แทบไม่คุยกัน...” นายวารีกล่าวถึงความหลังของสภาพชุมชนบ้านทุ่งแต่เดิม

 

แม้ว่าชุมชนเกาะโพธิ์หรือชุมชนบ้านทุ่งนั้นจะเป็นหนึ่งในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเวนคืนที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม แต่การอพยพลงมาอยู่บริเวณคลองบางละมุงนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นความพยายามที่จะหาพื้นที่ตั้งบ้านเรือนให้ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นอยู่เดิมที่เคยอยู่ใกล้ชายฝั่งและสามารถประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านได้ แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย แต่การยึดมั่นในหลักทางพุทธศาสนาและเห็นคุณค่าของโบราณสถานได้ทำให้เกิดกระบวนการรวมกลุ่มและยึดมั่นร่วมกัน ภายในชุมชนจากการร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์จนกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอย่างเด่นชัด เมื่อเปรียบกับวัดร้างนางเศรษฐีที่ได้รับการบูรณะจนสวยงาม และตั้งอยู่ภายในโรงเรียนจากบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่สวยงามแต่ ไม่มีหน้าที่ต่อชุมชนแต่อย่างใด ชาวบ้านเกาะโพธิ์ที่บางละมุงจึงกลายเป็นผู้ฟื้นโบราณสถานให้กลับมามีหน้าที่ทางสังคมและมีอายุสืบต่อ เป็นขวัญและศูนย์กลางของชุมชนบ้านทุ่งใหม่แห่งนี้ได้อีกครา

 

บรรณานุกรม

ผู้จัดการออนไลน์. กรมศิลปากรตรวจโบสถ์ร้างบางละมุง เตรียมแผน บูรณะครั้งใหญ่. เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เข้าถึงได้จาก : https://mgronline.com/local/detail/9580000002280

ผู้จัดการออนไลน์. “ชาวบางละมุง” สุดเสียดาย! พบโบสถ์-เจดีย์สมัย อยุธยาไร้การเหลียวแล. เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑  เข้า ถึงได้จาก : https://mgronline.com/local/detail/9580000001517

ข้อมูลสัมภาษณ์ : นายวารี สามกิ อายุ ๗๑ ปี

 

 

อัพเดทล่าสุด 27 มิ.ย. 2561, 16:41 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.