หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บันทึกจากท้องถิ่น ชาวประมงปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
บทความโดย จิราพร แซ่เตียว
เรียบเรียงเมื่อ 7 มิ.ย. 2561, 10:07 น.
เข้าชมแล้ว 491 ครั้ง

บทสนทนาว่าด้วย:

การรายงานสถิติจำนวนเรือประมงและปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ของศูนย์วิทยุประมงชายฝั่งประแสร์ในอดีต

 

จากภาพเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา  ดร.นาวิน เจริญพร รองนายกเทศมนตรี คุณภาณุ ธนะสาร กำนันตำบลปากน้ำประแส  และคุณชัชวาลย์ เจริญพร ประธานสภาเทศบาลตำบลปากน้ำประแส ในฐานะที่ทั้งสามท่านเป็นทั้งผู้นำท้องถิ่น และเถ้าแก๋เรือจึงได้ร่วมกันเล่าถึงความรุ่งเรืองในการทำประมงของชาวประแสในอดีตให้พวกเราทีมงานมูลนิธิฯ ได้เข้าใจวิถีชีวิตส่วนหนึ่งที่สำคัญของชาวประแส

 

คุณภาณุ ให้ความอนุเคราะห์นำสมุดรายงานสถิติจำนวนเรือประมงและปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ของศูนย์วิทยุประมงชายฝั่งประแสร์ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๓๗ มาให้พวกเราดู  และช่วยอธิบายข้อมูลการรายงานสถิติฯ  และช่วยกันย้อนความทรงจำกลับไปถึงช่วงเวลาดังกล่าว

 

 

“ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ พอเรือจะเข้ามา เค้าจะรายงานเข้ามาที่ศูนย์วิทยุฯ ว่าเรือลำไหนเข้า ได้ปลาอะไร ได้เท่าไหร่ สมุดรายงานพวกนี้ผมเก็บเอาไว้หมดเลย เพราะความชอบทะเล เพราะความรักเรือ เกิดมาอยู่กับกองอวน เรื่องความรู้ไม่ต้องไปเรียน มันอยู่ในสายเลือด”

 

ดร.นาวิน “เค้าจะรายงานอย่างเช่น วันนี้วันที่ ๑๗ เดือน ๔ ปี ๓๗ เวลาเจ็ดโมงครึ่ง วิทยุลำแรกที่รายงานคือ ประสิทธิผล ๒๒ เหตุการณ์ปกติก็คือไม่เป็นไร ไม่มีอะไร สมมติอันนี้ ร ๗๑๕ ถึงสงขลา อันนี้แสดงว่าได้ปลาเข้า รายงานเจ็ดโมง ถึงสงขลาเที่ยง”

 

 

คุณภาณุ ช่วยเสริมว่า “ปี ๒๕๓๗ รุ่นนี้เค้ามีวิทยุอยู่ที่บ้านส่วนตัว บอกแล้วกิจการประมงมันโต เค้าจะมีวิทยุ โทรศัพท์ ดาวเทียมคุยกัน เค้าไม่ค่อยรายงาน ต้องดูอันโบราณๆ อันนั้นรุ่นใหม่”

 

ดร.นาวิน “อย่างนี้ก็จะรายงานว่า วันที่ ๑๔ มิถุนา รายงาน แสงมณีได้ห้าพันโล กำลังอัดอวนอยู่ ได้ปลาแล้ว ยังทำงานอยู่ คนทะเลก็จะรู้กัน ได้ปลากุแล ปลาปน บางอันก็รายงาน ศรีโสภณกำลังเดินทางออก อย่างอันนี้ศรีโสภณ ๕ ได้ปลาพันโล เข้าไปจอดวันนึงแล้วก็ออก”

 

คุณภาณุ “ปี ๒๕๑๘ เล่มแรก เค้าจะบอกเลยเรือลำนี้ยาวกี่วากี่ศอก เรือพรเจริญ ๓  ยาว ๗ วา ๒ ศอก เรือ ต.๔ ยาว ๑๑ วา ๒ ศอก  เรือ ต.๒ ยาว ๙ วา ๒ ศอก ของเฮียชัช (คุณชัชวาลย์) เรือสิงห์เรือทอง ๕ ยาว ๗ วา ๒ ศอก เค้าจะบอกหมด อันนี้เริ่มแรก ปี ๒๕๑๘ จะจดเฉพาะเรือที่เข้าฝั่ง รายงาน ปลาเป็ดสามพันโล เก๋าเก๊งสาวสองพันโล โม่งสาวเจ็ดร้อยโล อยู่หลังมัน ปลารวม ห้าพันเจ็ดร้อยโล สองวันอวนซั้ง เค้าจะบอกวันทำการประมงด้วยว่ากี่วัน และทำประเภทไหน ทำอวนซั้งได้ปลามาเท่านี้ เช่น รายงาน ปลาเป็ดสามพันหกร้อยโล  หลังเกาะช้าง ๔ วัน ปลาเก๋าเก๊งหนึ่งพันห้าร้อยโล  โม่งสาวห้าร้อยโล อวนซั้ง  ทำประมงอยู่สี่วัน”

 

ดร.นาวิน  “สมัยก่อนที่เค้าต้องรายงานอย่างนี้ เนื่องจากว่าการขนส่งลำบาก น้ำแข็ง อะไรที่ต้องจัดต้องเตรียม ก็เตรียมไว้”

 

คุณชัชวาลย์ “ต้องเตรียมรถไปเอา”

 

คุณภาณุ  “อย่างปลาซั้งต้องหาคนไปเลือก เอาผู้หญิงไปทำงาน ไปเลือกไปคัดปลา”

 

ดร.นาวิน “ที่ประแสจะมีสมาคม ชาวประมงรวมกัน เค้าก็จะต้องรายงานเข้าศูนย์วิทยุ เพราะสมัยก่อนเครื่องไม้เครื่องมือมันไม่ได้สะดวกเหมือนทุกวันนี้ ต้องรายงานเข้าไปที่ศูนย์ก่อน มีคนรับวิทยุ ๑ คน แต่ที่ผมทันนะ แล้วที่เหลือก็จะไปฟังข่าว เพราะที่บ้านไม่รู้หรอกว่าเรือได้หรือไม่ได้ปลา ก็ต้องรอตอนเช้าเค้าจะรายงานที่ศูนย์เจ็ดโมง เจ็ดโมงครึ่ง”

 

คุณภาณุ “คือแต่ละศูนย์มันมีเวลา แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราทำจำเพาะ มันมี ๒๒ จังหวัดชายทะเล อย่างของเรา ศป ๒๔  สมาคมประมงลำดับที่สองสี่ อย่างสมุทรปราการ ศป ๙ หรือไงเนี่ย”

 

ดร.นาวิน “คิวเรา เราก็จะมาฟัง”

 

คุณภาณุ “แล้วเค้าจะทำงานคือต่างเวลากัน วิทยุจะสื่อกันหมด ๒๒ จังหวัดนี้ ประแสทำเจ็ดโมงครึ่งถึงแปดโมง แต่เจ็ดโมงสี่สิบห้านาทีต้องเปลี่ยนช่องละ เค้าเรียกช่องหลังบ้านให้สมาคมอื่นมาทำงานต่อ อย่างอันนี้สมัยก่อนจับปลาทู เรือมันไม่ได้อยู่กับที่ ไปทั่วหมดนะ สมัย ๒๕๑๘ ก็ไปแล้วนะสงขลา จับกันดีขนาดไหน ดูซิเนี่ยปลาทูได้กันทุกวันเจ็ดพันโล ต.๒ ได้ทูเล็กเจ็ดพันโล วีระ ๔ ทูเล็กหนึ่งพันโล  เวลาส่งขายมาเข้าบ้าน จะมีแม่ค้าซื้อไปส่ง บางคนก็ส่งเอง บางคนก็ผ่านแม่ค้าคนกลาง แม่ค้าคนในพื้นที่เนี่ยล่ะ ถ้าเป็นปลาทูนี่ส่งเมืองชล คือแพใครแพมัน อย่างสมมตินี่เค้าเป็นแพซื้อปลา ผมมาผมก็จะขายเค้าประจำ แล้วเค้าเอาไปขายก่อน ขายเสร็จเค้ากลับมาตีราคาให้เรา ตรงนี้ต้องยิ้มนิดนึงคือชาวประมงเราไม่มีมือ”

 

คุณชัชวาลย์  “ชาวประมงใจถึง เราไม่ได้เป็นคนตั้งราคา แพปลาตั้งราคา”

 

ดร.นาวิน “ประมงถ้าเป็นปากน้ำระยองเค้าจะดีกว่าเราเนอะ เพราะเค้าขายเอง”

 

คุณภาณุ “ประมงระยองเค้าซื้อเองขายเอง น้ำแข็งเค้าก็ลงเรือเอง น้ำมันบางทีเค้าก็ซื้อตุน เค้ามีทุน ประแสนี่ไม่มีทุน เพราะไม่มีหลักทรัพย์อะไรที่จะไปเข้าธนาคารเอาเงินธนาคารออกมาได้”

 

ดร.นาวิน “ปัจจุบันการรายงานผ่านศูนย์วิทยุเลิกไป”

 

คุณภาณุ “ตอนหลังเค้าไม่ต้องรายงานเข้าศูนย์ รายงานตรงกับที่บ้านได้เลย ตามเอกสารที่หยุดบันทึกปี ๒๕๓๗ คือที่ศูนย์เลิกทำงาน ไม่มีคนทำ เจ้าของเรือต่างคนต่างมีวิทยุอยู่ที่บ้านตัวเอง"

 

บทสนทนาว่าด้วย: เมื่อเถ้าแก๋ต้องออกเรือ

ดร.นาวิน “ผมเรียนหนังสือนี่อยู่บ้านแม่เรียกให้ไปทำอะไรไม่ได้ออกเลยนะ แต่ออกทะเลไต๋ (ไต้ก๋ง) บีบแกรปี๊ดจะวางอวนต้องออกนะ ฝนตกแค่ไหนก็ต้องออก เพราะถือว่าเวลามันเจอปลา มันไม่ได้เจอตลอดเวลา ผมออกไปทำประมงเฉพาะกลางคืน อย่างเก่งก็วางปลาเย็นหน่อยนึง กลางวันนี่นอน ในชีวิตผมเคยออกมากสุด ๑๓ คืน  วางปลา ๓ คืนเท่านั้นเอง นอกนั้นนอนอย่างเดียว ผมอ่านหนังสือพิมพ์คืออ่านแล้วอ่านอีก  ผมติดนิยายจีน อ่านนิยายจีนจนจบจนไม่รู้จะอ่านอะไร จนต้องไปเอาทานตะวัน เอาบางกอกลูกน้องมาอ่าน ก็สิบกว่าวันไม่มีอะไรจะทำ”

 

คุณภาณุ “เจอะมั่งไม่เจอะมั่ง อย่างที่บอกบางที ๒๐ วันไม่ได้วางอวนเลย ก็บอกหนังสือพิมพ์อ่านกระทั่งช่องบริการงานศพน่ะ”

 

ดร.นาวิน “ไม่ได้ทำอะไร ถึงเวลาเช้าไม่ได้วางอวน เจ็ดโมงบีบแตรกินข้าว”

 

คุณภาณุ “อาหารการกินไม่ต้องกลัวอด เราไม่ได้วางปลาก็ไม่ต้องกลัวอด ขอเค้าได้  เค้าให้ปลาดีๆ ทั้งนั้นล่ะ”

 

ดร.นาวิน “บ่ายสองโมงบีบแตรจับช่อง ถ้าจุมโพ่ (คนทำกับข้าว) ขยันก็ทำขนมให้กิน

 

คุณภาณุ “มีคนทำกับข้าว ตั้งเงินให้ต่างหาก สมัยก่อนจะต้องซื้อถั่วเขียว ถั่วดำ แล้วก็ซื้อมะพร้าวลูก มีกระต่ายพร้อม”

 

ดร.นาวิน “อาหารฮิตที่สุด  ถั่วบดไม่ก็ข้าวเหนียวหัวหงอก ถ้าไม่มีอะไรกิน หุงข้าวเหนียว ใส่มะพร้าวขูด แล้วก็โรยน้ำตาล”

 

คุณภาณุ “กลางคืนถ้าเราไม่ได้วางอวน เราจะให้ลูกน้องช่วยกันปะอวน ปะอวนเราก็จะให้เค้าทำขนมกินกัน ลูกน้องในประแสนี่ไม่ต้องกลัว อ้วนท้วนสมบูรณ์ทุกคน”

 

ดร.นาวิน “วางอวนเสร็จแล้วเย็นก็กินข้าวอีก กินข้าวเสร็จถ้าคืนไหนวางอวน ปลาก็เอามาย่างกิน หุงข้าวอีกรอบ อย่างผมเป็นลูกเถ้าแก๋ก็ดีหน่อย อยากกินอะไรก็บอก ต้มข้าวต้มกินกัน”

 

คุณภาณุ “อยู่บ้านเคยกินข้าวเย็นมั้ย คนเรือกินข้าวเย็นไม่เป็น เหลือเท่าไหร่ทิ้งน้ำหมด”

 

คุณชัชวาลย์ “ข้าวลงทีเจ็ดแปดกระสอบ”

 

คุณภาณุ “สมัยก่อนผมทำเรือสามลำ ผมซื้อข้าวสารเป็นห้องน่ะ”

 

คุณชัชวาลย์ “อย่างบนบกนี่ค่าแรงต้องขนาดนี้ แล้วหากินเอาเองสามมื้อ นี่เราเลี้ยงทุกมื้อที่หิว วางอวนก็กิน อยากกินอะไรก็ทำกิน”

 

คุณภาณุ “ปลาเป็นๆ ไปย่าง กระโดดอยู่ในเตากินกันสดๆ”

 

ดร.นาวิน “ลูกน้องนี่ปลาดีๆ กินก่อนนะ ถ้าวางอวนเจอปลาอินทรีย์กินปลาอินทรีย์ก่อนนะ เจอหมึกก็กินหมึก กินกุ้งแย่จะตาย แล้วทางทะเลเค้าไม่หวง ยกเว้นได้เยอะๆ หวง แต่ถ้าได้น้อยๆ ได้สิบกว่าตัวก็เก็บกินกัน

 

คุณชัชวาลย์ “กินของดีกว่าเจ้าของอีก”

 

ดร.นาวิน “นี่เคยออกทะเลกันหมด”

 

คุณภาณุ “ญี่ปุ่นกินเซซามิหรอ สู้ของเราไม่ได้หรอก นี่เราแล่กำลังดิ้นเลย หมึกนี่กินผิวยังยึบยับๆ อยู่เลย กินดี”

 

บทสนทนาว่าด้วย : การแบ่งงานและเงิน

คุณภาณุ “สมัยนั้นคิดเป็นส่วน เริ่มแรกเลย ไต๋ (ไต้ก๋ง) จะได้ส่วนแบ่ง ๕ ส่วน แล้วก็จะมียี่ชิ้ว (มือที่สอง ผู้ช่วยไต้ก๋ง) จะได้ส่วนแบ่ง ๓ ส่วน  ซาชิ้ว (มือที่สาม)  จะได้ส่วนแบ่ง ๒ ส่วน

 

คุณชัชวาลย์ “ยี่ชิ้วหมายความคนถือท้าย”

 

คุณภาณุ “แล้วก็รองๆ ไล่ตามลงมา ลูกน้องธรรมดาจะเป็น ๑ ส่วน ถ้าเด็กจะมี ๑/๒ เสี้ยว ๓ เสี้ยว  ๒ เสี้ยว เด็กมันจะชอบออกทะเล เพราะได้เงิน”

 

ดร.นาวิน “พ่อแม่ไม่ให้เรียนหนังสือ มาออกทะเล ก็มีแต่ไม่ใช่เด็กเล็กเลย เด็กสิบสองสิบสาม”

 

คุณภาณุ “ผมก็เคยผ่านตรงนี้มา เด็กพวกนี้จะมีหน้าที่กระโดดน้ำ กลางคืนอยู่บนเรือ มึงกระโดดน้ำอยู่โน่น มืดก็มืด อยู่ได้ ทำได้ เด็กพวกนี้จะไปเกี่ยวทุ่น พวกนี้จะได้ ๑/๒ ส่วน ๓ เสี้ยว

 

ดร.นาวิน “เด็กต้องว่ายน้ำเป็น เวลากว้านทุ่น ต้องเอาทุ่นมา เกี่ยวทุ่น”

 

คุณชัชวาลย์ “มันจะได้สาวอวนเบา อวนมันจะอยู่อย่างนี้แล้วดึงเข้ามา”

 

คุณภาณุ “แบ่งกันอย่างนี้ หมื่นนึง เอาไปร้อยนึง”

 

คุณชัชวาลย์ “สามคนนี้ ไต้ก๋ง ยี่ชิ้ว ซาชิ้ว จะช่วยกัน”

 

ดร.นาวิน “เค้าอาจจะมียี่ชิ้วคนเดียว ซาชิ้ว ๓ คน รองลงไป”

 

คุณภาณุ “คือการเดินทางของเรา ถ้าเราเดินทางทั้งวันทั้งคืนมันก็ต้องเปลี่ยน คำสั่งอยู่ที่ไต๋  ยี่ชิ้วขับเรือ  สมัยก่อนใช้กระดิ่ง ไอ้นี่ต้องอยู่ในห้องเครื่อง”

 

ดร.นาวิน “ผมทันแค่เป่านกหวีด อยู่ข้างบน ทีนึงขวา สองทีซ้าย ไต๋จะเป็นคนบอกว่าไปทางไหน เรือจะวิ่งตามเข็ม ไต๋จะเป่าเวลาเรือจะตกเข็ม ไต๋จะบอก เช่น ลงใต้ วิ่งเข็มศูนย์”

 

คุณภาณุ  “ถ้าเราเป็นลูกเรือวิ่งเข็มศูนย์ดีใจตายห่าเลยได้เข้าบ้านแล้ว (หัวเราะ)

 

ดร.นาวิน “ถ้าไต๋เค้าตั้งเข็มศูนย์ เค้าจะมีจออยู่ข้างบน สมัยผมออกนะ ถ้ามันกลายเป็นเข็มสองเข็มสาม เข็มสี่ ไต๋เค้าจะไม่เป่าลงมาก็ด่า”

 

บทสนทนาว่าด้วย: รำพึงถึงปัญหาประมง ณ ปัจจุบัน

 

 

คุณภาณุ “รายชื่อเรือตามที่อยู่ในสมุดรายงานฯ จะบอกให้ที่ขึ้นชื่อ แสนสมุทรก็เจ๊งแล้ว ศรีโสภณก็เจ๊งแล้ว ลาภวารินทร์ก็เจ๊งแล้ว สิทธิ์สมุทรก็เจ๊งแล้ว คงสมุทรก็เจ๊งแล้ว ลาภสมุทรเหลือร่อแร่ ชวนสมุทรก็ไปเรียบร้อยแล้ว วีระสมุทรก็กำลังจะตายแล้ว แสงมณี ๕ ก็หมดแล้ว เหลือแสงเจริญอยู่ดี แสงสมุทรไปแล้ว ชัยสมุทรไปแล้ว ชวนเลิก  ต.ที่บ้านยังอยู่  ทรัพย์สมุทรก็ไปแล้ว ลาภ ๗ สมัยก่อนจับดีมาก ก็ไปกันแล้ว ขึ้นไปอยู่บนสวนทำสวน”

 

ดร.นาวิน “แสงเจริญ มีธุรกิจครบวงจรทำปลาป่น เค้าครบเค้าก็ยังอยู่ได้ คราวนี้มันเป็นวิกฤตเนื่องจากรัฐบาลออกกฎเกณฑ์ซึ่งไม่เอื้ออำนวยกับชาวประมงเลย รัฐบาลไม่ประกาศเป็นกฎหมาย สามวันประกาศเป็นระเบียบร้อยกว่าอย่าง มันเกินเหตุบางที เรื่องแรงงานก็ยังพอว่า เรื่อง sea book (หนังสือคนประจำเรือ) เรื่องเรือขนาด ๒๐ คนต้องมีพยาบาลประจำเรือต้องไปอบรม ฯลฯ ผมว่าน่าจะต้องประกาศทีเดียว”

 

คุณภาณุ “ประกาศจะต้องมีพลุไฟ ต้องมีแผนที่ มีลูกดิ่ง กฎหมาย ๓๐ ปีมาแล้วเอามาใช้”

 

ดร.นาวิน “อย่างจะรายงานผิดไปสองร้อยสามร้อยโลก็ไม่ได้ ผมว่าอันนี้ก็เหลือทน มันมากขึ้นเรื่อยๆ น่าจะรู้จักพอบ้าง ออกกฎกติกามาแค่นี้ แล้วก็พอก่อน เอาให้เค้าปรับตัวกันให้ได้ก่อน นี่ออกกฎวันนี้ มะรืนนี้ออกอีกแล้ว อีกสามวันออกอีกแล้ว”

 

คุณภาณุ “คนออกกฎมองวิถีชีวิตของเมืองนอก เรือเหล็กลำใหญ่โตมโหฬาร เรือเราลำกระติ๊ดเดียว เอาไปเทียบกับเรือหาปลามัน ของมันจะเอาอะไรก็ได้ จะสร้างสนามบอลก็ได้”

 

ดร.นาวิน “คือเวลาทำงานจะต้องใส่เสื้อใส่กางเกง ใส่ถุงมือ ใส่รองเท้าบูทอย่างเนี้ย”

 

คุณภาณุ “ตอนแกทำงานแกใส่อะไร กางเกงในตัวเดียว”

 

ดร.นาวิน “เพราะอะไร หนึ่งคือแห้งเร็ว ถ้าใส่เสื้อต้องซัก ใส่กางเกงจีน ต้องใส่กางเกงเล กางเกงอื่นก็ใส่ไม่ได้ เพราะเวลาอวนมันไปติดกระดุม นาฬิกาก็ใส่ไม่ได้ สร้อยอะไรก็ใส่ไม่ได้ เพราะเวลาสะบัดอวนมันเกี่ยว เอามาจากฝรั่งไงต้องใส่หมวกกันน็อค”

 

คุณภาณุ “อะไรก็ใส่ไม่ได้ กางเกงในตัวเดียว ของเค้าใช้พวกไฮดรอลิค ของเราไม่ใช้ ใช้แรงงาน”

 

ดร.นาวิน “เครื่องมือเหมือนกันแต่สภาพสิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน”

 

คุณภาณุ “เราก็ใช้เครื่องมือเค้านะ แต่ทีนี้เราทำงานไม่ถนัด”

 

คุณชัชวาลย์ “เราไม่ปรับอวนไปหาเค้าน่ะ”

 

คุณภาณุ “ปลาที่เราได้ มันจะแตกมันจะเสียหาย ปลาของเค้ามันตัวใหญ่ ตัวเท่าคน ปลาเราตัวสองโลสามโล”

 

ดร.นาวิน “ทำมาหมด ตอนมีวิกฤตแรงงานก็เปลี่ยนมาใช้เครื่องมือบางส่วนเหมือนกัน ทีนี้มันไม่เข้ากับเรา อย่างของเราเวลาทำงานจะให้ไปใส่กางเกง รองเท้าบูท ใส่กันฝนแบบฝรั่ง วิถีของเรามันไม่ถึงขนาดนั้น”

 

ขอขอบคุณ

คุณชัชวาลย์ เจริญพร อายุ ๗๔  ปี ประธานสภาเทศบาลตำบลปากน้ำประแส

คุณภาณุ ธนะสาร อายุ ๕๕ ปี กำนันตำบลปากน้ำประแส

ดร.นาวิน เจริญพร อายุ ๔๖ ปี รองนายกเทศมนตรี

พี่ลูกน้ำ เจ้าของลูกน้ำโฮมสเตย์

ผู้ใหญ่เจี๊ยบ เจ้าของร้านผู้ใหญ่เจี๊ยบ ทุ่งโปรงทอง

คุณฐอน เจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่ BOOK & TEA

 

 

อัพเดทล่าสุด 21 ก.ย. 2561, 10:07 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.