หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
องค์สังครัตน์จักรพันธ์วสุกาญจนศิริ : วัดสมณานัมบริหารหรือวัดญวน สะพานขาว
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 16 พ.ค. 2561, 13:05 น.
เข้าชมแล้ว 174 ครั้ง

วัดสมณานัมบริหารหรือวัดญวนสะพานขาว

(๑)...

อาตมาภาพองค์สังครัตน์จักรพันธ์วสุกาญจนศิริ ฉายาเทียนทะเล เป็นพระสงฆ์ที่จำอยู่ในวัดสมณานัมบริหารนี้ พรรษาที่ ๑๑ย่าง๑๒ แล้ว ได้มีโอกาสให้ความรู้ทางด้านประวัติความเป็นมาพอที่จะได้เป็นสังเขป ทราบมาแต่ว่าวัดนี่ถูกสร้างขึ้นในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ ๒ ถึง ๓ เรียกว่าเป็นวัดหลวงประเภทหนึ่งแต่ก็ไม่ทราบว่าเขาเรียกวัดหลวงประเภทใด เพราะว่าทางคณะสงฆ์เราขึ้นตรงกับองค์สมเด็จพระสังฆราชโดยตรงโดยที่ไม่ต้องผ่านเถรสมาคม

 

ประวัติความเป็นมาโดยย่อๆ จากมีการเกิดปัญหาบ้านเมือง หรือสงครามกลางเมืองในประเทศเวียดนามจึงได้มีการอพยพชาวเวียดนามทั้ง ๒ สาย หมายถึง ทางด้านพุทธศาสนาและก็คาทอลิก ทางด้านพุทธศาสนาก็จะอยู่ที่วัดญวนสะพานขาวแห่งนี้ ตั้งเป็นชุมชนขึ้นมามีวัดญวน ส่วนฝ่ายคาทอลิกก็จะไปตั้งอยู่ทางโซนของสามเสน เขาเรียกวัดคาทอลิกสามเสนก็เรียกวัดญวนเหมือนกัน

 

หลวงพ่อบ๋าวเอิง

 

วัดญวนสะพานขาวมีเจ้าอาวาสหลายรูปท่านมาดำรงตำแหน่งทั้งคนไทยและคนเวียดนามโดยแท้ ในสมัยทีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดน่าจะเป็นสมัยช่วงหลวงพ่อบ๋าวเอิง เพราะในสมัยท่านมีความสามารถด้านอภิญญา คือ ท่านมีความสามารถอันเชิญดวงวิญญาณ ให้มาสถิตที่หน้านิ้วมือเราได้ แล้วก็มีภาพปรากฎมาบนหน้านิ้วมือคล้ายๆ เหรียญรูปไข่ เขาเรียกภาพนูนสูงออกมาจากหน้านิ้ว ประสบการณ์เคยเห็นครั้งหนึ่งแต่ไม่ใช่ตัวหลวงพ่อเอง มาจากผู้ชายท่านหนึ่งเขาแนะนำตัวเองว่าเขาเป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับหลวงพ่อบ๋าวเอิงได้ท่านได้เคยทำให้ดู ก็มีโอกาสได้เห็นในวันนั้นมีญาติโยมหลายคนด้านในสมัยนั้นอาตมาเป็นสามเณรอาตมาก็ได้เห็น ณ ที่ตรงนั้นผู้ชายคนนั้นได้ทำพิธีให้ดู เราเป็นสามเณรน้อยเรานั่งคุกเข่าที่ข้างล่างแล้วเราก็ชะโงกหน้าดู เราเห็นหน้าผากมันเกิดโปนขึ้นมาจากหน้านิ้วมีสันจมูกโด่ง มีโหนกแก้ม มีริมฝีปาก ในตามีแก่นตาดำ แต่ในแก่นตาดำด้านซ้ายรู้สึกจะเป็นสีเทาๆ ไม่ชัดเจน มีคางยื่นออกมา รูปหน้า ทุกอย่างเป็นลักษณะของหลวงพ่อท่านนู้นทั้งหมด เพราะว่าเขาต้องใช้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วถึงจะทำพิธีเชิญวิญญาณแบบนี้ได้

.

ความเป็นมาต่อมาวัดนี้มีกลุ่มคนญวนในสมัยช่วงรัชกาลที่ ๒ ถึง๓ เกาะกลุ่มกันได้แต่ไม่หนาแน่น เพราะความที่ว่าพุทธศาสนาในประเทศไทยรุ่งเรืองไปที่แห่งใด ตำบลใด ก็จะมีวัด มีโบสถ์ กลุ่มคนญวนเขาก็ยังที่จะสามารถทำบุญตามประเพณีของเขา ตามความเชื่อซึ่งมันค่อยๆ กลายจากเวียดนามที่แท้จริง กลายเป็นเวียดนามที่ค่อยๆ ซึมซับประเพณีและวัฒนธรรมไทยไปเรื่อย ๆ

 

องค์สังครัตน์จักรพันธ์วสุกาญจนศิริ ฉายาเทียนทะเล

 

อาตมาภาพเป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี เป็นเด็กน้อยสมัยอายุ ๑๓ ขวบก็ใฝ่อยากบวช อาตมาไม่มีเชื้อสายญวน มีเชื้อสายจีนกวางตุ้ง ซึ่งคุณปู่เดินทางมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ในสมัยนั้น ตอนที่จบช่วงวัยประถมนั้นเป็นคนที่เกิดความกลัวเกี่ยวกับเรื่องการถูกตี ถูกทำโทษจากคุณครู ก็เลยไม่อยากจะเรียนหนังสือต่อนึกอยากจะบวช เพราะว่าต้องการหลบเลี่ยงในการเรียนหนังสือในทางโลกเพราะกลัวครูตี ในสมัยนั้นก็ปี ๒๕๓๐ บวชสามเณรภาคฤดูร้อนครบระยะเวลาแล้วก็บวชต่อมาเรื่อยๆ ไปอยู่จันทบุรี ๑ ปี แล้วก็ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วงปี ๓๑ ประมาณเดือนพฤษภาคม จึงย้ายเข้ามาอยู่ที่ในวัดสมณานัมบริหารแห่งนี้

 

อาตมามาทันช่วงกลุ่มไหหลำช่วงสุดท้าย ช่วงปลายก่อนที่จะสูญหายหมดก็คือในสมัยหลวงพ่อบ๋าวเอิง ที่เขาว่ามีการทำพิธีลุยไฟเทพเจ้ากวนอู ในสมัยนั้นก็จะมีญาติโยมชาวไหหลำที่อยู่ในบริเวณละแวกวัดโบสถ์สะพานขาวเรา เป็นผู้ให้การอนุเคราะห์อุปถัมภ์ในการเข้ามาร่วมทำบุญ บริจาคทรัพย์ในการประกอบกิจกรรมหรือศาสนาพิธีต่างๆ ก็ได้ทราบมาอย่างนั้น พอตอนหลังมามีการโยกย้ายไปอยู่แถวบางโพธิ์ ซึ่งชาวไหหลำชุดที่ต่อจากกลุ่มชุมชนชาวญวน ก็เป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างไม้โดยส่วนมากเขาก็ย้ายไปรวมกลุ่มที่บางโพธิ์แล้ว

 

วัดญวนบางโพธิ์เป็นวัดต้นๆของคณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย อันนี้ก็เป็นเรื่องเล่าอาตมาได้ฟังสมัยได้เป็นเณรน้อย ได้มีการรับฟังเป็นคนที่ชอบจะฟังเรื่องราวว่าครั้งแรกที่มีการอพยพจากประเทศเวียดนามในสมัยองค์เชียงสือ องค์เชียงซุน นั้นก็มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาณของพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งวัดอยู่ที่สร้างวังอยู่ที่บริเวณเคียงกันใกล้วัดอรุณวรวิหาร ฝั่งตรงข้ามวัดอรุณข้ามมาก็เป็นฝั่งปากคลองตลาด ฝั่งปากคลองตลาดถัดไปอีกหน่อยเรียกชุมชนบ้านหม้อ ตรงนั้นก็มีวัดแรกของสงฆ์อนัมนิกายคือวัดทิพย์วารี เพราะวัดแห่งนี้เป็นวัดที่พระเจ้าตากท่านให้มาเป็นพื้นที่ที่มีไม่มากเพราะชาวเวียดนามอพยพมาก็มีพระกลุ่มหนึ่งเป็นหัวหน้าทีมมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาณของพระเจ้ากรุงธนบุรีท่านก็เกิดพระเมตตา อนุญาตให้เกิดสร้างวัด สร้างวิสุงคามสร้างเป็นโบสถ์ขึ้นมา

 

ซุ้มประตูทางเข้าวัด

 

สมัยก่อนไม่ได้ใช้คำว่าอนัมนิกาย ใช้คำว่าบรรพชิตญวนก็คือคำว่าบรรพชิตหรือพระภิกษุสงฆ์ก็ความหมายเดียวกัน แต่สมัยนั้นเขาเรียกบรรพชิตญวนแล้วก็หลวงจีนมีการแบ่งแยก แต่ทีนี้เป็นการแบ่งแยกที่ชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีการแบ่งแยกโดยชัดเจนว่าอันนี้คือคณะสงฆ์จีน คือ จะมีการสวดจีน คณะสงฆ์ญวนจะมีการสวดญวนโดยที่ถือปฏิบัติมา คณะสงฆ์จีนแรกเริ่มเดิมทีไม่มีในประเทศไทยเพราะว่าหลังจากที่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีได้มีการปกครอง ก็ได้มีการอนุญาตให้คณะสงฆ์ของฝ่ายมหายานหรือการเผยแพร่พุทธศาสนาแบบฝ่ายเหนือได้อยู่ในประเทศไทยก็มีวัดที่เป็นอนัมนิกายโดยมาก แล้วในสมัยนั้นคนจีนก็จะเป็นคนจีนที่อพยพมาจากเมืองจีนเองเลยก็ดี หรือว่าจะเป็นคนจีนที่มีเชื้อสายแต่มีความสามารถในการอ่านหรือเขียน หรือพูด ในภาษาจีนนั้น ๆ เช่นภาษาจีนแต้จิ๋ว จีนแคระ จีนกวางตุ้ง ก็ได้มีการใช้หนังสือเล่มเดียวกัน พระสูตรแบบเดียวกัน แต่มีการอ่านเสียงให้เป็นไปตามเสียงที่ตัวเองถนัด ยกตัวอย่างเช่น สมมุติอาตมาเป็นคนกวางตุ้งที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภานของประเทศไทยมาทำมาหากินเกิดอยากบวช

 

ตัวหนังสือสมัยก่อนโบราณภาษาญวนใช้ตัวหนังสือจีนเรียก ฮั่นเหวี่ยน ก็คือเป็นคนญวนที่ใช้ภาษาจีน ก่อนหน้าที่จะมีการยึดครองปกครองใหม่ของประเทศเวียดนามโดยฝรั่งเศส ก็ต้องใช้ภาษาจีนในการอ่านพระสูตรในการใช้สวดมนต์ก็เป็นที่มาเริ่มต้นของการแยกสายระหว่างจีนกับญวนขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ในทางด้านพุทธศาสนาอนัมนิกายในประเทศไทยที่ว่าไม่แพร่หลายเป็นเพราะว่าพระญวนก็คือคนญวนที่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่เป็นเพื่อนบ้านกับประเทศไทย

 

ชื่อญวนเรียกว่าบทบาทในทางพระพุทธศาสนาในความเชื่อของประชาชนคนไทย ซึ่งได้มีการรับอิทธิพลของฝ่ายเถรวาทมาก่อนแต่เดิม ก่อนหน้าที่จะมีการขาดช่วงของการเผยแพร่พุทธศาสนาแบบฝ่ายเหนือ ก็คือ ฝ่ายมหายาน(ที่เขาเรียกกัน) ก็ได้มีการเจือจางไปพวกเขาก็ไม่ค่อยได้รู้จัก รู้จักแต่คำว่าจีนเพราะไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว ใส่เสื้อ นุ่งกางเกงเป็นลักษณะของคนจีนซึ่งมีพื้นเพ พื้นฐาน อยู่ในประเทศไทย คนเวียดนามไม่ค่อยมีการประกาศตัวเองว่าตัวเองเป็นชาวเวียดนาม

 

(๒)...

ตอนนี้ในคณะสงฆ์อนัมนิกายมีวัดสุนทรประดิษฐ์ อยู่จังหวัดอุดรธานี เป็นวัดที่สร้างนานแล้วเช่นกัน พอช่วงหลังมาสักประมาณ ๕ ปีที่ผ่านมา ชุมชนชาวเวียดนามยังไม่เข้าวัดแต่มีการเกาะกลุ่มกันก่อนหน้าจะถึง ๑๐ กว่าปีแล้ว มีการเกาะกลุ่มตั้งเป็นกลุ่มพ่อค้าสมาคมชาวเวียดนามในประเทศไทย ที่จังหวัดอุดรธานี พอมีการรวมตัวเกิดกลุ่มชนที่แข็งแรงขึ้นมาแล้ว เขาเริ่มที่จะหาพื้นเพเดิมๆ ทีบรรพบุรุษตัวเองเคยได้สร้างเอาไว้หรือได้เคยมีมา ก็ได้ไปเจอวัดสุนทรประดิษฐ์ สมัยก่อนวัดสุนทรประดิษฐ์เรียกกันว่าวัดจีน เพราะว่าคนจีนเขาเห็นญาติโยมเห็นพระใส่เสื้อนุ่งกางเกงเขาก็เรียกพระจีนด้วยความเคยชินที่เห็นโดยที่ไม่ได้สอบถามแต่ก็เราไม่ได้ท้วงติงอะไร เรียกจีนเราก็ว่าจีน

 

วัดถาวรกาญจนบุรีก็เป็นวัดช่วงต้นๆ ของพุทธศาสนาแบบเวียดนาม แบบมหายานเหมือนกัน ชุมชนชาวเวียดนามพอเขาได้มีโอกาสหนีร้อนมาพึ่งเย็นในแผ่นดินสยาม ก็มี ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็อยู่ที่กรุงเทพฯ นี้ แต่อีกกลุ่มก็อพยพไปทางกาญจนบุรี เพราะว่าที่นั่นยังเป็นป่ายังมีน้ำ เรียกว่าวิถีชีวิตชาวบ้านซึ่งถือปฎิบัติมาค่อนข้างที่จะใกล้เคียงกับพื้นฐานเดิมของวิถีชีวิตชาวเวียดนามที่ย้ายมา เขาจึงเลือกที่จะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด บางคนก็ไปเป็นลูกจ้างโดยรับจ้างพรวนดินปลูกต้นไม้ กับอีกกลุ่มหนึ่งไปเป็นชาวประมงโดยการผูกแพ

 

ที่จันทบุรีมีวัดญวนแบบพุทธศาสนาเช่นกัน แต่สมัยก่อนวัดเขตร์นาบุญญาราม พระสงฆ์ในอนัมนิกายส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีเชื้อสายเป็นชาวเวียดนามแล้ว ก็จะกลายเป็นเชื้อจีนปนไทยอะไรต่ออะไรไป แต่การสวดก็สวดเป็นแบบเวียดนามโบราณ คนปัจจุบันในประเทศเวียดนามถ้าไม่ได้เรียนมาทางนี้ ถ้าเราอ่านให้เขาฟัง ท่องให้เขาฟัง เขาก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เพราะว่าหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยการปกครองของประเทศเวียดนาม ฝรั่งเศสเข้ายึดครอง เขาก็เปลี่ยนจากภาษาจีนเป็นภาษาเวียดนาม แต่สมัยนั้นยังมีการสืบทอด ปัจจุบันยังมีสืบทอดแต่มีส่วนน้อยที่สืบทอดก็คือภายในวัดของเวียดนาม พระหนุ่ม เณรน้อย จะต้องมาเรียนภาษาจีนที่อ่านออกเป็นเสียงเวียดนาม เรียกภาษาฮั่นเหวียด

.

ของเรานัันยังดำรงอยู่ตรงนี้ได้ก็จากหนังสือ ที่เปลี่ยนแปลงคือการเรียกแกะเสียงเป็นเสียงคาราโอเกะ คือหนังสือที่เขียนออกมาเป็นภาษาคาราโอเกะ ไม่มีความหมายไม่สามารถที่จะหาความหมายในหนังสือบอกว่า ตัวยึก ตัวทอป ภาษาจีนหรือจะเป็นภาษาเวียดนามเสียงจะซ้ำกันแต่ความหมายมันขึ้นอยู่กับรูปประโยคกับเสียงที่ใช้มันกลายเป็นอย่างนั้นไป ทุกวันนี้เราก็ใช้การท่องกันอย่างเดียว

.

ถ้าเป็นภาษาบาลีสันสฤต อย่างไต่ปุยฉิ่ว หรือว่า ภาษาอนันนิกายเรียก ด่ายบี่ มันเป็นภาษาสันสฤต นัมโมฮักกรา ด๊ากยา ด๊าลา หย่ายา ถ้าเป็นของจีนเรียก นัมโม พอลา พันลา ตอยา เสียงก็เพี้ยนไปแต่ด้วยลักษณะของโครงสร้างของตัวหนังสือยังมีความใกล้เคียงกัน ถ้าภาษาสันสฤตตัวพวกนี้มันแปลไม่ได้ ที่แปลไม่ได้หมายถึงว่ามันไม่ใช่ตัวหนังสือที่เป็นภาษาสันสฤต ก็ซึ่งเป็นภาษาคาราโอเกะของชาวจีนอีกทีที่แกะภาษาสันสฤตออกมาได้เสียงอย่างนี้

 

ส่วนหนึ่งจากการสัมภาษณ์องค์สังครัตน์จักรพันธ์วสุกาญจนศิริ : วัดสมณานัมบริหาร วันที่ ๑๙ เม.ย.๒๕๖๐

 

ที่มา : จากเพจ facebook สร้างประวัติศาสตร์สังคมย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ 

 

 

อัพเดทล่าสุด 16 พ.ค. 2561, 13:05 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.