หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
นครปฐมเมืองท่าแห่งสหพันธรัฐทวารวดี
บทความโดย พนมกร นวเสลา
เรียบเรียงเมื่อ 1 พ.ค. 2561, 16:41 น.
เข้าชมแล้ว 761 ครั้ง

บทนำ

เมืองนครปฐมโบราณ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองในสมัยทวารวดี และเป็นเมืองสำคัญทีตั้งอยู่ทางพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก โดยพบหลักฐานโบราณวัตถุในสมัยทวารวดีเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันพัฒนาการของเมืองนครปฐมโบราณก็มีปัจจัยสำคัญจากสภาพภูมิศาสตร์และตำแหน่งที่ตั้งของเมืองซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนากลายเป็นนครรัฐขนาดใหญ่นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

 

ธรรมจักรศิลปะทวารวดี แสดงถึงการเผยแผ่ทางพุทธศาสนา

นับเป็นโบราณวัตถุที่พบเป็นจำนวนมากในเมืองนครปฐมโบราณ

 

สภาพภูมิศาสตร์เมืองนครปฐมโบราณ

 เมืองนครปฐมโบราณ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีน โดยมีลำน้ำสายต่างๆเชื่อมระหว่างแม่น้ำทั้งสองสายและไหลไปออกทะเลอ่าวไทยทางทิศใต้ ลำน้ำที่สำคัญได้แก่ คลองบางแก้ว และ คลองบางแขม ทั้งสองลำน้ำไหลมาจากแม่น้ำแม่กลองแล้วไหลมาจรดที่แม่น้ำท่าจีน กล่าวคือ “คลองบางแก้ว” เกิดจากคลองทัพหลวงที่ไหลมาจากแม่น้ำแม่กลอง (ในเขตบ้านท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี) มารวมกับ คลองพะเนียงแตกซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองนครปฐมโบราณและไหลไปออกแม่น้ำท่าจีน (บริเวณตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม) โดยคลองบางแก้วไหลเข้ามาสู่เมืองนครปฐมโบราณทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้วไหลผ่านตัวเมืองไปทางทิศตะวันออก ผ่านวัดธรรมศาลาไปรวมกับแม่น้ำท่าจีนที่บริเวณวัดกลางบางแก้ว ตำบลนครชัยศรี อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ส่วน “คลองบางแขม” เกิดจากคลองท่าผาที่ไหลแยกมาจากแม่น้ำแม่กลอง (ในเขตบ้านท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี) ผ่านวัดบางแขมและไหลเข้าสู่พื้นที่ทางทิศใต้เมืองนครปฐมโบราณ โดยแยกออกเป็นทางน้ำ 2 สาย ทางน้ำสายแรกไหลเข้าสู่ทิศใต้ของเมืองเป็นคลองเมืองทางด้านใต้และรวมกับห้วยจระเข้ซึ่งเป็นคลองทางทิศตะวันตกของเมืองนครปฐมโบราณ มีชื่อเรียกคลองเมืองทางทิศใต้ในระยะนี้ว่าคลองพญากง และไหลออกไปทางทิศตะวันออกไปรวมกับลำน้ำบางแก้วทางวัดธรรมศาลา ส่วนทางน้ำอีกสายหนึ่งไหลผ่านพื้นที่ใต้เมืองนครปฐมโบราณ เรียกลำน้ำในระยะนี้ว่าคลองพญาพาน ไหลผ่านวัดวังไทรไปสู่ที่ราบลุ่มทางทิศใต้ไปรวมกับแม่น้ำท่าจีนในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมและในเขตอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

 

โบราณสถานพระประโทณเจดีย์ ศูนย์กลางแห่งเมืองนครปฐมโบราณ

 

ลักษณะผังเมืองของเมืองนครปฐมโบราณเป็นเมืองสี่เหลี่ยมมุมมนขนาดใหญ่ ตัวเมืองมีความกว้างประมาณ 2 กิโลเมตรและยาวประมาณ 3.6 กิโลเมตร ไม่มีคันดินแต่มีคลองคูเมืองล้อมรอบ มีคลองบางแก้วไหลผ่านในเมืองและมีคลองพระประโทนเป็นคลองกลางเมืองขนาดของเมืองเชื่อมคลองเมืองทางด้านทิศเหนือและทิศใต้เข้าด้วยกัน ส่วนนอกเมืองทางทิศตะวันตกก็เป็นก็เป็นที่ตั้งของกลุ่มชุมชนและโบราณสถานที่สำคัญ คือ โบราณสถานพระปฐมเจดีย์ โบราณสถานวัดพระเมรุ และบางส่วนที่อยู่ใกล้คลองบางแก้ว เช่น วัดพระงามและวัดห้วยจระเข้ เป็นต้น ขณะที่ทางทิศใต้ของเมืองนครปฐมโบราณแต่เดิมเคยมีการสำรวจพบแนวคันดินขนานลงมากับคลองขุดทางทิศใต้เรียกว่า คลองถนนขาด[1] ตัดผ่านคลองวังไทรหรือบางแขม (สันนิษฐานว่าเป็นทั้งทั้งถนนและคันดินชะลอน้ำ) ถัดลงมาจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร พบโบราณสถานเจดีย์เนินพระ ที่ตำบลดอนยายหอมซึ่งก็น่าจะเป็นชุมชนขนาดเล็กอีกแห่งหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้งของโบราณสถานเนินพระแล้วพบว่าเป็นที่ดอนซึ่งต่อกับพื้นที่ราบลุ่ม สันนิษฐานว่าในช่วงสมัยทวารวดีพื้นที่ราบลุ่มถัดมาจากดอนยายหอมนั้นมีสภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ (swamp) ลักษณะเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงไม่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานอันเป็นส่วนหนึ่งของดินดอนสามเหลี่ยมใหม่ (young delta) ในขณะนั้น และขอบเขตของพื้นที่สามเหลี่ยมดินดอนใหม่ยังครอบคลุมพื้นที่ในเขตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาค่อนข้างกว้าง ดังจะเห็นว่าไม่พบหลักฐานใดที่บ่งบอกถึงการตั้งถิ่นฐานของผู้คนก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ขณะเดียวกันแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานที่พบทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยทวารวดีพบว่ามีการตั้งอยู่ตามขอบพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมใหม่ทั้งสิ้น เช่นโบราณสถานดอนยายหอม มาจนถึงแหล่งโบราณคดีโคกพลับ(สมัยก่อนประวัติศาสตร์) และยังติดต่อกับแนวสันทรายเก่าจากเมืองคูบัว (ในจังหวัดราชบุรี) เป็นสันทรายยาวลงมาถึงเมืองเพชรบุรี เป็นต้น ดังนั้นด้วยสภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวจึงทำให้เมืองนครปฐมโบราณไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวหากแต่มีการติดต่อสัมพันธ์กับเมืองในบริเวณใกล้เคียง เช่น ในกลุ่มเมืองที่ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง-เพชรบุรี ด้วยเช่นกัน

 

นครรัฐการค้าแห่งสหพันธรัฐทวารวดี

ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นเมืองนครปฐมโบราณจึงเป็นเมืองที่มีพัฒนาการจนกลายเป็นนครรัฐขนาดใหญ่ ดังที่ปรากฏหลักฐานขนาดของผังเมืองในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามก่อนการเกิดขึ้นของเมืองนครปฐมโบราณ ได้มีการพบแหล่งโบราณคดีที่สะท้อนถึงการตั้งถิ่นฐานในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ราว 3,000 - 2,000 ปีมาก่อน ในเขตพื้นที่ตำบลบ่อทราย อำเภอดอนตูม และ ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน[2] รวมทั้งชุมชนโคกพลับ ในเขตตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในพื้นที่นี้มีผู้คนอยู่อาศัยเป็นชุมชนมาเป็นเวลานานแล้ว

         

จนในเวลาต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นบ้านเมืองนครปฐมโบราณที่เป็นเมืองตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่ม และเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สามารถติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนพื้นที่ภายใน เช่น ชุมชนกำแพงแสน ชุมชนพงตึก ชุมชนคูบัว เป็นต้น รวมทั้งรองรับกับการค้าทางทะเลเนื่องด้วยเป็นเมืองที่อยู่ในพื้นที่ตอนในที่ไม่ห่างจากชายฝั่งทะเลมากนัก ประกอบกับมีเส้นทางน้ำที่เรือสินค้าสามารถเดินเรือจากอ่าวไทย ผ่านปากน้ำเข้ามาจนถึงในบริเวณเมืองนครปฐมโบราณได้ ดังที่ปรากฏในข้อความในจดหมายของสมเด็จฯ กรมดำรงราชานุภาพ ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2475 ดังข้อความว่า “...ด้วยหม่อมฉันพยายามหามูลเหตุที่สร้างเมืองนครปฐมแต่โบราณ ว่าเพราะเหตุใดจึงสร้างมหานครที่ตรงนั้น ค้นหาหลักฐานมาตลอดเวลากว่า 30 ปี ชั้นเดิมได้ความเป็นต้นว่าในสมัยเมื่อสร้างเมืองที่ตรงนั้นอยู่ใกล้ทะเล ด้วยขุดพบเครื่องเรือทะเลที่ตำบลธรรมศาลา...”[3] พบซากเรือโบราณ เรือพนมสุรินทร์ ที่บริเวณบ่อกุ้งตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 8 กิโลเมตรและอยู่ไม่ไกลจากเมืองนครปฐมโบราณมากนัก ผลจากการขุดค้นพบว่าเป็นเรือขนาดใหญ่มีความยาวประมาณ 25 เมตร หัวเรือหนไปทางทิศใต้ ลักษณะเป็นเรือแบบอาหรับ มีไม้กระดูกงูยาว 17.65 เมตร เสากระโดงเรือมีสองต้น ส่วนโบราณวัตถุที่พบจากการขุดค้นซากเรือลำนี้ เช่น ลูกมะพร้าว หมาก เมล็ดข้าว งาช้าง และเขากวาง รวมทั้งเครื่องถ้วยจีนในสมัยราชวงศ์ถัง เบื้องต้นจึงสันนิษฐานว่าเรือลำนี้น่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14-15[4] การพบซากเรือพนมสุรินทร์จึงช่วยขยายให้เห็นภาพของการติดต่อการค้าจากทางทะเลของเมืองนครปฐมโบราณได้อย่างชัดเจนขึ้น สอดรับกับหลักฐานทางโบราณวัตถุที่ค้นพบในเขตเมืองนครปฐมโบราณ เช่น ลูกปัดแก้ว เครื่องเคลือบจีนสมัยราชวงศ์ถัง รวมถึงตราดินเผารูปเรือและอิฐที่มีลายคล้ายใบหน้าบุคคลแบบมุสลิม เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายผ่านทางเรือระหว่างภูมิภาค จากเมืองทางตะวันตก(อาหรับ) กับ เมืองปฐมเป็นต้น

 

                             ภาพอิฐมีการสลักเป็นรูปใบหน้าบุคคลแบบอาหรับ พบที่โบราณสถานเจดีย์จุลประโทน                                                 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์

 

ผลจากการเป็นเมืองท่าที่ตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมเอื้อต่อการเติบโตของบ้านเมือง ทำให้เห็นได้ว่าเมืองนครปฐมโบราณเต็มไปด้วยโบราณสถานโบราณวัตถุจำนวนมาก โบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ในผังสี่เหลี่ยมยกเก็จ ซึ่งเจดีย์รูปแบบดังกล่าวเป็นรูปแบบที่แพร่หลายและพบได้ตามเมืองในวัฒนธรรมทวารวดี สำหรับในเมืองนครปฐมโบราณมีโบราณสถานที่หลงเหลือร่องรอยในปัจจุบัน ได้แก่ โบราณสถานพระประโทนเจดีย์ โบราณสถานเจดีย์จุลประโทน ในขณะที่นอกเมืองนครปฐมโบราณพบโบราณสถานในสมัยทวารวดีกระจายอยู่โดยรอบ ได้แก่ องค์พระปฐมเจดีย์ โบราณสถานวัดพระเมรุ โบราณสถานวัดพระงาม โบราณสถานวัดห้วยจระเข้ โบราณสถานวัดธรรมศาลา โบราณสถานเนินพระ (ดอนยายหอม) เป็นต้น โบราณสถานดังกล่าวหลายแห่งเกี่ยวข้องกับตำนานพญากง-พญาพาน ซึ่งเป็นตำนานของท้องถิ่นที่อธิบายความเป็นมาของโบราณสถานแต่ละแห่ง ในขณะที่โบราณวัตถุที่พบนอกเหนือจากโบราณวัตถุต่างถิ่นที่สันนิษฐานว่ามาจากการค้า ยังพบโบราณวัตถุในศาสนาพุทธและฮินดู โดยเฉพาะโบราณวัตถุในศาสนาพุทธได้แก่ ธรรมจักร กับกวางหมอบ พระพุทธรูป เป็นจำนวนมาก (ขณะที่โบราณวัตถุในศาสนาฮินดูก็มีอยู่เช่นกัน อาทิ ประติมากรรมเทวรูป สวมหมวกทรงกระบอก)[5] ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุทางศาสนาที่พบเป็นจำนวนมากย่อมสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของบ้านเมืองที่มีการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงทรัพยากรและกำลังแรงงานในการสร้างโบราณสถานและโบราณวัตถุดังกล่าว

 

ประติมากรรมพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท แสดงวิตรรกมุทราพระหัตถ์ขวา ศิลปะทวารวดี

เป็นหนึ่งในสี่ของพระพุทธประทับนั่งห้อยพระบาทที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากโบราณสถานวัดพระเมรุ 

 

การเป็นเมืองท่าที่มีการแลกเปลี่ยนทางการค้าทั้งกับชุมชนโดยรอบและชุมชนทางไกล ก่อให้เกิดรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นเครือข่ายระหว่างชุมชน โดยมีเมืองนครปฐมโบราณเป็นเมืองหลักสำคัญ ในการติดต่อแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับชุมชนโดยรอบและชุมชนทางไกล จึงอาจกล่าวได้ว่าเมืองนครปฐมโบราณเป็นศูนย์กลางในกลุ่มเมืองทางฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในระบบที่เรียกว่า ระบบ    มัณฑละ หรือ มณฑล (Mandala) รวมกลุ่มกับชุมชนโดยรอบเป็นสหพันธรัฐทวารวดี อย่างไรก็ตามความเป็นศูนย์กลางเครือข่ายของโดยมีเมืองนครปฐมโบราณเป็นศูนย์กลางนั้นก็มิใช่การใช้อำนาจทางการเมืองปกครองชุมชนโดยรอบ หากแต่เป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ขณะเดียวกันพัฒนาการของบ้านเมืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ก็ไม่ได้มีเพียงเมืองนครปฐมโบราณเท่านั้น หากแต่ทางตอนใต้ในเขตบริเวณคาบสมุทรมลายูก็มีพัฒนาการของบ้านเมืองที่มีสถานะรวมกลุ่มเมืองท่าด้วยเช่นกัน ดังเช่น มัณฑละศรีวิชัย ที่มีพัฒนาการในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา และน่าจะมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับทางสหพันธรัฐทวารวดีที่มีเมืองนครปฐมโบราณเป็นศูนย์กลางด้วยเช่นกัน

 

ปูนปั้นประดับบนลวดบัววลัย ประกอบด้วยลายก้านขดขนาบข้างด้วยลายลูกประคำ ส่วนฐานโบราณสถานวัดธรรมศาลา

 

เมืองนครปฐมโบราณหลังสมัยทวารวดี

ภายหลังจากวัฒนธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 พร้อมกับอิทธิพลทางเขมรแผ่กระจายมายังลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดชุมชนต่างๆเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยโดยเฉพาะทางด้านฝั่งลุ่มน้ำแม่กลองและเพชรบุรี เช่น เมืองสิงห์ สระโกสินารายณ์ เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี บรรดาเมืองต่างๆเหล่านี้ยังคงเหลือร่องหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและผังเมืองปรากฏเห็นมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่เมืองนครปฐมโบราณแม้จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ก็ยังปรากฏพบโบราณวัตถุในศิลปะเขมรด้วยเช่นกัน เช่น จากการคุ้นพบพระพุทธรูปนาคปรกในพื้นที่พระราชวังสนามจันทร์เป็นต้น จนกระทั่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 กลุ่มเมืองในมัณฑละของศรีวิชัยเสื่อมลงจากการเป็นเมืองท่า ส่วนเมืองนครปฐมโบราณยังคงสืบเนื่องต่อมาและเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเมืองท่ากลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการจาริกแสวงบุญและกราบไหว้นมัสการ โดยเฉพาะที่พระปฐมเจดีย์ที่มีประวัติของการได้รับการบูรณะโดยสมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธา แห่งราชวงศ์พ่อขุนผาเมืองเมื่อครั้งที่ท่านกลับจากลังกา จนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการก่อครอบองค์พระปฐมเจดีย์ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

 

หมายเหตุ :   สามารถติดตามอ่านงานเขียนของ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดมเกี่ยวกับเมืองนครชัยศรีได้ใน

                   วารสารเมืองโบราณปีที่ 8 ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2525) : หน้า 7-23.

                   วารสารเมืองโบราณปีที่ 41 ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2558) : หน้า 23-36.

 

อ้างอิง

กรมศิลปากร. โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2548.

ศรีศักร วัลลิโภดม. “สหพันธรัฐทวารวดี”. วารสารเมืองโบราณ, 41, 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2558), 23-36.

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์. สาส์นสมเด็จ เล่ม 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2536.

สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง. โบราณคดี เมืองนครปฐม การศึกษาอดีตของศูนย์กลางแห่งทวารวดี. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2559.

 


[1] ศรีศักร วัลลิโภดม. “สหพันธรัฐทวารวดี”. วารสารเมืองโบราณ, 41, 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2558), 25.

[2] กรมศิลปากร. โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2548, 22-39.

[3] สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์. สาส์นสมเด็จ เล่ม 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2536, 184.

[4] สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง. โบราณคดี เมืองนครปฐม การศึกษาอดีตของศูนย์กลางแห่งทวารวดี. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2559, 175-176.

[5] กรมศิลปากร. โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2548, 78.

 

 

อัพเดทล่าสุด 27 มิ.ย. 2561, 16:41 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.