หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เมืองศรีมโหสถ นครรัฐฟากตะวันออกลุ่มเจ้าพระยา
บทความโดย พนมกร นวเสลา
เรียบเรียงเมื่อ 2 เม.ย. 2561, 16:09 น.
เข้าชมแล้ว 21410 ครั้ง

จากการลงพื้นที่สำรวจเมืองศรีมโหสถ เพื่อนำเสนอในรายการ "อดีตในอนาคต" ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๖๑ เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับระบบการจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำรงอยู่ของชุมชนที่มีขนาดใหญ่ในระดับเมือง และยังได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ โดยเมืองศรีมโหสถมีการจัดการน้ำในรูปแบบต่างๆ ทั้งการขุดสระ การขุดบ่อน้ำ การขุดคูน้ำและการทำคันดินกั้นน้ำหรือบังคับทิศทางของน้ำ ซึ่งความสามารถในการจัดการน้ำดังกล่าวส่งผลให้เมืองศรีมโหสถเป็นเมืองที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานและดำรงอยู่สืบเนื่องมานับตั้งแต่ก่อนเข้าสู่สมัยทวารวดีและเขมร เป็นนครรัฐที่สำคัญแห่งหนึ่งทางตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

 

กำเนิดและพัฒนาการของเมืองศรีมโหสถ

เมืองศรีมโหสถ ตั้งอยู่บริเวณขอบชายดงศรีมหาโพธิ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ดอนต่อกับบริเวณที่ลุ่มทางทิศเหนือและทิศตะวันตก กล่าวคือ ดงศรีมหาโพธิ์เป็นพื้นที่ป่าขนาดใหญ่มีพื้นที่ครอบคลุมนับตั้งแต่ใต้แม่น้ำปราจีนบุรีลงมาในเขตพื้นที่อำเภอศรีมโหสถ และส่วนหนึ่งในเขตอำเภอกบินทร์บุรี และขอบเขตบางส่วนในอำเภอพนมสารคาม และอำเภอสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ลักษณะของพื้นที่ของดงศรีมหาโพธิ์จะมีลักษณะที่เป็นที่ดอนและลาดเอียงเล็กน้อยมาทางทิศเหนือ ส่วนบริเวณโดยรอบ ทั้งทางด้านทิศตะวันตกถัดจากชายดงศรีมหาโพธิ์ไปนั้นจะเป็นที่ลุ่มน้ำบางปะกง เป็นพื้นที่ท้องนากว้างใหญ่ แต่เดิมสันนิษฐานว่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงแต่เดิมเป็นพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล และมีร่องน้ำอยู่หลายสายเข้ามายังพื้นที่บริเวณชายขอบดงศรีมหาโพธิ์รวมทั้งผ่านเข้ามาถึงบริเวณที่ตั้งของเมืองศรีมโหสถ

 

แผนผังเมืองศรีมโหสถ

 

ดังนั้นเมืองศรีมโหสถจึงน่าจะเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งในช่วงระยะแรกของสมัยทวารวดี โดยปรากฏหลักฐานการค้นพบลูกปัดที่คล้ายกับที่ค้นพบที่เมืองออกแอว (Oc Eo) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน และพัฒนาการของชุมชนในพื้นที่ศรีมโหสถช่วงต้นสมัยทวารวดีนี้ยังปรากฏให้เห็นชัดจากหลักฐานทางโบราณคดีและจารึก เช่น รอยพระพุทธบาทคู่ที่สระมรกต ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่มีความเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในประเทศไทย ลักษณะสลักเหมือนจริงตามธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงรูปร่างและความสั้นยาวของนิ้วพระบาท ซึ่งผิดกับหลังช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ มักจะทำแบบประดิษฐ์ คืออยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม นิ้วพระบาทยาวเท่ากัน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ กึ่งกลางรอยพระพุทธบาทจะสลักเป็นรูปธรรมจักรและมีกากบาทไขว้สันนิษฐานว่าเอาไว้ปักฉัตร และในอีกแง่หนึ่งรูปแบบของรอยพระพุทธบาทนี้ ก็มีความใกล้เคียงกับรอยพระพุทธบาท ศิลปะลังกาสมัยอนุราธปุระ ซึ่งเป็นลักษณะของการทำพระพุทธบาทคู่ กึ่งกลางสลักธรรมจักรเช่นเดียวกัน

 

รวมทั้งภายในพื้นที่ยังพบจากรึกเนินสระบัว อักษรหลังปัลลวะ ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ กล่าวถึง เตลกฏาหคาถา ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา จารึกหลักนี้พบที่สระบัวล้าในกลุ่มโบราณสระมรกต และอีกแห่งหนึ่งคือที่โบราณสถานสระแก้ว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองศรีมโหสถ ลักษณะเป็นสระน้ำในผังสี่เหลี่ยม ขนาด ๑๗.๕๐ เมตร ยาว ๔๒.๖๐ เมตร สระลึก ๕.๔๐ เมตร ทางลงสระอยู่ทางทิศตะวันตก ผนังสระเป็นศิลาแลงธรรมชาติจากการขุดสระ ขอบสระมีการสลักรูปสัตว์อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยม ได้แก่ ช้าง มกร หม้อน้ำ สิงห์ หมู งู (ซึ่งอาจเป็นการสลักเป็นโกลนที่อาจเคยมีปูนฉาบทับ) โดยรูปสลักช้างพบมากที่สุด ซึ่งอาจหมายถึง สัตว์ชั้นสูง สัตว์ของเทพในศาสนาฮินดูและสัตว์สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ ขณะที่รูปสิงห์เป็นความเชื่อรับมาจากอินเดีย และยังพบว่ามีการสลักสิงห์ในวัฒนธรรมทวารวดี เขมร เป็นต้น

 

ส่วน "มกร" เป็นรูปประติมากรรมที่ปรากฏที่แรกในอินเดีย เชื่อว่าเป็นสัตว์เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ ท่อนตัวจะเป็นปลาแต่ท่อนหัวจะเป็นหัวสัตว์ต่างๆหรืออาจเป็นรูปของสัตว์ผสม และยังพบว่ามีความใกล้เคียงกับ มกรในศิลปะเขมร แบบสมโบร์ไพรกุก (สมัยก่อนเมืองพระนคร) ที่มีลักษณะเป็นมกรคายท่อนพวงมาลัยอยู่สองข้างของทับหลัง ลักษณะปรากฏเป็น ส่วนหัว มีขาหน้า ส่วนตัวและหาง และมีความใกล้เคียงกับรูปแบบศิลปะอมราวดีของอินเดีย นอกจากนี้ยังมีหมู งู หงส์ กินรี ดังนั้นรอยพระพุทธบาทคู่ที่สระมรกต และรูปสลักที่ขอบสระแก้ว จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงระยะแรกของสมัยทวารวดีและสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของผู้คนและการตั้งชุมชนในบริเวณพื้นที่นี้มาตั้งแต่ช่วงต้นสมัยทวารวดีเป็นต้นมา

 

ภาพสลักศิลาแลงขอบสระแก้ว

 

ระบบการจัดการน้ำ หัวใจของการดำรงอยู่ของเมืองศรีมโหสถ

จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของเมืองศรีมโหสถนั้น จะพบว่าเป็นเมืองที่จำเป็นต้องมีการกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ โดยพบว่ามีขุดสระน้ำ บ่อน้ำ คูน้ำและทำคันดิน รวมทั้งยังมีหนองน้ำปรากฏอยู่ในบริเวณโดยรอบของเมือง นัยหนึ่งจึงอาจกล่าวได้ว่าบริเวณนี้อาจจะขาดน้ำในฤดูแล้ง และยังสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเมืองในการจัดการน้ำด้วยวิธีที่หลากหลายเพื่อสอดรับการเติบโตของบ้านเมืองและความหนาแน่นของชุมชนในบริเวณรอบๆ โดยพิจารณาจากแหล่งน้ำต่างๆในข้างต้น ประกอบกับพื้นที่เมืองศรีมโหสถมีลักษณะที่เอื้อต่อการขุดบ่อน้ำ เนื่องด้วยมีน้ำซับอยู่ใต้ดินเมื่อเจาะบ่อลงไปก็สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้ได้ ขณะเดียวกันการทำคันดินรับน้ำที่จะไหลจากทางใต้เมืองไปสู่พื้นที่ลุ่มทางทิศเหนือของเมือง จะพบว่ามีการทำคันดินเป็นแนวยาวบริเวณนอกเมืองศรีมโหสถทางทิศใต้ไปออกทางทิศตะวันออก และมีช่องบางจุดปล่อยให้น้ำไหลเข้ามากักเก็บไว้ในสระทางทิศใต้นอกคูเมือง เช่น สระแก้ว สระขวัญ สระกระท้อน รวมถึงไหลเข้าสู่คูเมืองทางทิศใต้ไปเชื่อมคูลูกศร ซึ่งเป็นคูที่ผ่ากลางเมือง ลักษณะเป็นคูน้ำค่อนข้างแคบเป็นเพียงช่องทางระบายน้ำออกไปสู่ทางทิศเหนือของเมือง

 

ส่วนภายในคูเมืองศรีมโหสถทางทิศใต้จนถึงทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองจะพบว่ามีการทำแนวศิลาแลงยื่นออกมาและการเซาะให้เว้าในแนวคูเมือง รวมทั้งปรากฏแนวศิลาแลงขวางทางน้ำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือสันนิษฐานว่าเป็นฝายน้ำและการเจาะช่องคันดินดูคล้ายกับทางระบายน้ำออกไปนอกเมือง ส่วนนอกเมืองศรีมโหสถทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองปรากฏแนวคันดินโบราณ (ปัจจุบันเหลือร่องรอยเริ่มตั้งแต่บ้านหัวซา) มีขนาดกว้างราวๆ ๒๐ เมตร ยาวขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและสิ้นสุดบริเวณบ้านเกาะสมอ ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างเรียกคันดินโบราณนี้ว่า ถนนพระมโหสถ ซึ่งจะสอดรับกับคันดินอีกแห่งหนึ่ง ที่เป็นแนวยาวลงมาจากชุมชนโบราณโคกขวาง (ปัจจุบันถูกทำลายไปมาก เหลือร่องรอยบริเวณบ้านเกาะเค็ดจนถึงบ้านดอนกอไผ่ใกล้กับบ้านหัวหว้า) แนวถนนนี้มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่าถนนนางอมรเทวี ตามเนื้อเรื่องพระมโหสถชาดก โดยอิงกับตอนที่พระมโหสถ (สมมติให้เป็นผู้ครองเมืองศรีมโหสถ) แห่ขบวนขันหมากไปสู่ขอนางอมรเทวี(สมมติให้อยู่ที่ชุมชนโคกขวาง) จึงต้องมีการสร้างถนนเกิดขึ้น

 

อย่างไรก็ตามเมื่อมองจากสภาพพื้นที่แล้วจะพบว่าคันดินเหล่านี้จะพบว่าไม่น่าที่จะเป็นถนนเชื่อมระหว่างสองเมือง เนื่องจากปลายคันดินทั้งสองห่างจากกันพอสมควร ดังนั้นจึงน่าจะเป็นคันดินที่สร้างขึ้นเพื่อ “ชะลอ” น้ำที่ไหลจากทางทิศใต้ เพื่อการกักเก็บน้ำและการเพาะปลูกทำนา ซึ่งในบริเวณบ้านหัวซาพบว่ามีบ่อน้ำขนาดใหญ่และขนาดย่อมอยู่ติดกันคือกลุ่มบ่อน้ำหัวซา ดังนั้นเมืองศรีมโหสถจึงมีระบบการจัดการน้ำทั้งน้ำที่อยู่ใต้ดินด้วยการขุดบ่อและน้ำที่อยู่บนผิวดินด้วยการขุดสระและการทำคันดินคูน้ำ

 

แนวคันดินพระมโหสถที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

 

บ่อน้ำโบราณบ้านหัวซา ทางทิศตะวันออกนอกเมืองศรีมโหสถ

 

เมื่อพิจารณาระบบการจัดการน้ำของเมืองศรีมโหสถกับพื้นที่อื่นๆ เช่น เมืองนครชัยศรี (ในเขตจังหวัดนครปฐม) จะพบว่า ลักษณะผังเมืองมีความคล้ายกัน คือ เป็นผังเมืองแบบสี่เหลี่ยมมุมมน และมีทางน้ำผ่ากลางเมืองเหมือนกัน หากแต่ความต่างของการมีทางน้ำผ่ากลางเมืองนั้น กล่าวได้ว่า เมืองนครชัยศรีเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในที่ลุ่มมีคลองพระประโทนผ่ากลางเมือง เป็นคลองขนาดใหญ่ที่เรือสามารถสัญจรเข้าออกได้ และภูมิศาสตร์ของเมืองที่ตั้งอยู่ในที่ลุ่มน้ำจึงไม่พบการขุดบ่อและสระมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองศรีมโหสถ ที่ตั้งอยู่บนที่สูงลาดเอียง จึงต้องมีการทำทางน้ำเพื่อกักเก็บและชะลอน้ำไว้ใช้ ทำให้เกิดการขุดสระ ขุดบ่อและทำคูน้ำคันดิน คูลูกศรที่เป็นทางน้ำผ่ากลางเมืองจึงมีลักษณะแคบเป็นที่ระบายน้ำเท่านั้น ส่วนเรือจากภายนอกจะเข้ามาถึงศรีมโหสถได้อย่างใกล้สุดคือคลองลำผักชี ที่ไหลผ่านทางทิศเหนือของเมืองศรีมโหสถไปออกทางทิศตะวันตก

 

เมืองศรีมโหสถกับความสัมพันธ์และการสืบเนื่องกับชุมชนโดยรอบ

ความสามารถในการจัดการน้ำของเมืองศรีมโหสถประกอบกับการเป็นเมืองท่าในลุ่มน้ำบางปะกง ทำให้เมืองศรีมโหสถเป็นเมืองที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในช่วงสมัยทวารวดีถึงสมัยเขมรที่มีอิทธิพลแพร่กระจายเข้ามายังพื้นที่ประเทศไทย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โดยในช่วงต้นเมืองศรีมโหสถและเมืองใกล้เคียงอย่างเมืองโบราณโคกขวางพบหลักฐานทางศิลปกรรมในศาสนาฮินดู เช่น โบราณสถานพานหิน ที่เมืองโคกขวาง กลุ่มโบราณสถานหมายเลข ๒๒ ในเมืองศรีมโหสถ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบเทวรูปพระนารายณ์ ๔ กร และชิ้นส่วนประติมากรรมพระนารายณ์ รุ่นราวคราวเดียวกับเมืองศรีเทพและแตกต่างไปจากรูปแบบเทวรูปแบบสมัยก่อนเมืองพระนครของเขมร รวมทั้งยังพบศิวลึงค์ด้วยเช่นกัน

 

ขณะเดียวกันศาสนสถานในศาสนาพุทธก็ปะปนในพื้นที่ด้วย โดยพบโบราณวัตถุพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี เป็นต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองท่าในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเมืองพระรถ (อยู่ในพื้นที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี) จะพบว่าจำนวนโบราณวัตถุที่พบนั้นไม่มากเท่ากับที่เมืองศรีมโหสถ (แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจชำรุดสูญหายหรือถูกเคลื่อนย้ายก็ตาม) แต่ก็สะท้อนให้เห็นได้ว่าเมืองศรีมโหสถนั้นมีความเจริญกว่ามาก ต่อมาในช่วงสมัยที่เขมรเฟื่องฟูและแพร่กระจายวัฒนธรรมเขมรเข้ามาสู่ประเทศไทย พบหลักฐานโบราณวัตถุ เช่น คันฉ่องสำริด และขันสำริดจารึกภาษาเขมร ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ยังพบว่าบริเวณโบราณสถานสระมรกต ยังมีการสร้างสิ่งก่อสร้างแบบศิลปกรรมเขมรในพื้นที่ด้วย ได้แก่ สระมรกต ลักษณะเป็นบารายหรืออ่างเก็บน้ำในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด กว้าง ๑๑๕ เมตร ยาว ๒๑๔ เมตร และกลุ่มอาคารด้านหน้าวิหารรอยพระพุทธคู่ ประกอบไปด้วย โคปุระหรือซุ้มประตูที่เชื่อมต่อกับแนวกำแพงแก้วล้อมรอบศาสนสถาน ถัดจากโคปุระเป็นทางเชื่อมเข้าสู่ปรางค์ประธานก่อด้วยศิลาแลง รูปแบบศิลปะเขมรแบบบายน ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ต่อมาภายหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แล้วบริเวณเมืองศรีมโหสถไม่ปรากฏให้เห็นหลักฐานที่สืบเนื่องต่อมาอีกเลยจึงสันนิษฐานว่าน่าจะถูกทิ้งร้างเป็นต้นมา

 

รอยพระพุทธบาทคู่  กล่าวกันว่ารอยพระพุทธบาทแห่งนี้เป็นรอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

 

ต่อมาในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังจากศึกเจ้าอนุวงศ์ได้มีการกวาดต้อนชาวลาวส่วนหนึ่งมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายดงศรีมหาโพธิ์ ทำให้เกิดคำอธิบายและตำนานที่เกี่ยวกับเมืองโบราณศรีมโหสถและเมืองโบราณโคกขวาง ตามเรื่องพระรถเสนชาดกบ้าง พระมโหสถชาดกบ้าง ซึ่งนิทานชาดกเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่นิยมและรับรู้กันแพร่หลายในกลุ่มชาวลาว ปัจจุบันภายในเมืองศรีมโหสถมีสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเริ่มกลายเป็นที่บุกเบิกทำไร่ทำสวนในเขตเมืองศรีมโหสถและบริเวณโดยรอบ

 

ส่วนพื้นที่รอบนอกทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของเมืองก็กลายเป็นท้องนากว้างใหญ่ และมีตลาดสินค้าที่สำคัญแห่งหนึ่ง คือ ตลาดม่วงขาวซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่แห่หนึ่ง มีคลองตลาดม่วงขาวเป็นคลองสำคัญ ปากน้ำของคลองสายนี้ออกไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง (จังหวัดปราจีนบุรี) ตลอดลำน้ำมีทางแยกไปตามพื้นที่ต่างๆ เช่น ขึ้นไปทางเหนือไปทางบ้านสะแกงาม บ้านดงกระทงยาม (ในเขตอำเภอศรีมโหสถ) หรือออกไปทางอำเภอบางคล้า อำเภอราชสาสน์ (ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทราปัจจุบัน) บริเวณตลาดม่วงขาวแต่เดิมเป็นท่าเรือที่ใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าของคนในพื้นที่หมู่ ๕ บ้านม่วงขาว และผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแนวขอบดงศรีมหาโพธิ์ ซึ่งทางทิศตะวันออกของตลาดม่วงขาว เป็นพื้นที่ดงศรีมหาโพธิ์สภาพพื้นที่เป็นที่ดอน เป็นที่ปลูกมัน ถั่วและงา

 

ส่วนบริเวณพื้นที่ทางทิศตะวันตกของชุมชนวัดม่วงขาวเป็นที่ลุ่มเหมาะแก่การทำนา แต่เดิมเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะใช้เรือมอญไปขนข้าวจากตามท้องนา บางครั้งเจ้าของนาก็นำข้าวใส่เกวียนมาแล้วมาขนถ่ายขึ้นเรือกันบริเวณท่าเรือตลาดม่วงขาวแห่งนี้ แต่เดิมชาวนาในพื้นที่สามารถทำนาได้เพียงปีละครั้ง ต่างจากปัจจุบันสามารถทำนาได้สองรอบแบบนาปรัง ส่วนโรงสีในพื้นที่ใกล้ๆ เช่น ในเขตบ้านสะแกงาม เป็นต้น

    

ปัจจุบันตลาดแห่งนี้ซบเซาลงไปกว่าเมื่อก่อนมาก ประกอบการพัฒนาด้านคมนาคมโดยเฉพาะถนนหนทางที่มีมากขึ้นทำให้ผู้คนมีทางเลือกในการสัญจรและการซื้อสินค้าจากที่อื่นได้มากขึ้น ทำให้ตลาดทางน้ำที่เคยรับสินค้าทางเรือต้องหมดความสำคัญลงไปกลายเป็นตลาดชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่ง

 

บทสรุปพัฒนาการของเมืองศรีมโหสถ

การตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของเมืองศรีมโหสถ ที่มีลักษณะของการดำรงอยู่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยเขมรในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นั้น ปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิศาสตร์ด้วยวิธีการจัดการน้ำที่หลากหลายและเป็นระบบทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการอยู่อาศัยและดำรงชีพได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการรับอิทธิพลจากภายนอกจากทางอินเดียและลังกา ทำให้ชุมชนพัฒนาเติบโตเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่มั่นคง โดยเห็นได้จากการสร้างศาสนสถานต่างๆ ทั้งในศาสนาพุทธและพราหมณ์ กระจายตัวออกไปตามแนวชายดงศรีมหาโพธิ์ ทั้งชุมชนโบราณโคกขวาง เมืองศรีมโหสถ และกลุ่มโบราณสถานสระมรกต ซึ่งบางแห่งก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมในศาสนาระยะแรกๆ ในเขตประเทศไทยปัจจุบัน เช่น รอยพระพุทธบาทคู่ที่สระมรกต เป็นต้น

 

อ้างอิง

กรมศิลปากร กองโบราณคดี. รายงานการขุดค้นและขุดแต่ง โบราณสถานสระมรกต. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2534.

_____________. ประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองศรีมโหสถ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2535.

บัณฑิต ลิ่วชัยชาญ และ ภัทรพงษ์ เก่าเงิน. โบราณคดีเมืองศรีมโหสถ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548

พีรพน พิสณุพงศ์. ประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองศรีมโหสถเล่มที่ 2. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2536.

 

บทความสรุปรายการ : อดีตในอนาคต ตอนที่ ๑๑ "เมืองศรีมโหสถ นครรัฐฟากตะวันออกลุ่มเจ้าพระยา"

 

อัพเดทล่าสุด 22 มิ.ย. 2561, 16:09 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.