หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
หัตถกรรมทองคำเปลวย่านวัดบวร..ศิริทองคำเปลว
บทความโดย จิราพร แซ่เตียว และจารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 15 มี.ค. 2561, 14:22 น.
เข้าชมแล้ว 4125 ครั้ง

 

หน้าร้าน "ศิริ ขายทองคำเปลว"

 

สงสัยเขาคงไม่มาแล้วมั้ง” 

ได้ยินประโยคพูดคุยกันแว่วมาจากในร้านเสริมสวย ใกล้ร้านศิริทองคำเปลวที่นัดหมายของเรากับป้าหมู คุณพิมพ์ศิริ สุวรรณนาคร ประธานชุมชนตรอกบ้านพานถม แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร เพื่อพูดคุยกับเจ้าของร้านศิริทองคำเปลว แหล่งทำและซื้อขายทองคำเปลวเก่าแก่ในย่านวัดบวรนิเวศราชวรวิหารจนจรดบางลำพู

 

จากประโยคดังกล่าว เราทั้งคู่ที่ยืนหลบมุมรอพบป้าหมู และมองป้ายหน้าร้านที่ปิดอยู่สักพัก รีบก้าวออกไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ที่นัดหมายกับป้าหมูไว้ว่าจะมาขอสัมภาษณ์เจ้าของร้านเกี่ยวกับการทำทองคำเปลว บทสนทนาที่ลื่นไหลทั้งเรื่องภูมิปัญญาช่างทำทองคำเปลว และบรรยากาศชุมชนพระนครย่านเก่าในอดีตจึงได้เริ่มต้นขึ้น

 

คุณชรินทร์ สุพัฒนาภรณ์ (พี่ใหญ่)

 

คุณชรินทร์ และคุณสุวัสสา สุพัฒนาภรณ์ พี่ใหญ่ และพี่อ้อย สองสามีภรรยาทายาทคุณยายศิริ ที่มาของชื่อ และเครื่องหมายการค้าของร้าน ได้เริ่มต้นบอกเล่าความเป็นมาของร้านศิริทองคำเปลวจากเมื่อแรกตั้งว่า...

เดิมทีร้านศิริทองคำเปลวตั้งอยู่ตรงพื้นที่กำแพงวัดบวรฯ ในปัจจุบัน เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของกำแพงวัด  แนวกำแพงเมื่อก่อนจะตั้งแต่ถนนสิบสามห้างพอเลี้ยวมาเสร็จมันจะมีบ้านอยู่เกือบสิบหลัง  ต่อจากบ้านอีกสิบหลังก็เป็นกำแพงวัด จนไปถึงโรงเรียนวัดบวรฯ ซึ่งดูแล้วไม่สวยงาม วัดต้องการให้ดูเป็นวัด เป็นโรงเรียน เลยต้องให้ย้ายออก ขอพื้นที่คืน บ้านในบริเวณดังกล่าวที่เคยเช่าที่วัดอยู่จึงต้องรื้อออก เราเลยย้ายมาซื้อตึกและเปิดร้านอยู่ในซอยนี้ พอย้ายมา ตีทองแถวนี้มันหนวกหูบ้านอื่น เลยต้องเอาทองไปให้เขาตีตรงตึกดิน หลังวัดบวรฯ ใครย้ายมาอยู่ใหม่ก็ว่าหนวกหูไม่ได้ ตรงนั้นมีอาชีพตีทองกันมานมนานแล้ว ” 

 

คุณชรินทร์ และคุณสุวัสสา สุพัฒนาภรณ์

(ขอบคุณภาพจากคุณชรินทร์ และคุณสุวัสสา สุพัฒนาภรณ์)

 

การตีทองเป็นหนึ่งในขั้นตอนกระบวนการที่สำคัญในการแปรเปลี่ยนจากทองแท่งสู่แผ่นทองคำเปลว จากการทำโครงการวิจัยการศึกษาแบบมีส่วนร่วมสร้างประวัติศาสตร์สังคมย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯพบว่าช่างทองเป็นหนึ่งในงานช่างที่สำคัญ สะท้อนถึงทั้งในเรื่องของความรู้ภูมิปัญญาที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษกำลังจะสูญหายไปจากย่านเก่าพระนคร และสะท้อนความเปลี่ยนผ่านในการอาชีพจากรุ่นที่อาจไม่สามารถสืบทอดสู่อีกรุ่นต่อไป ก่อนที่เรื่องราวเหล่านี้จะเลือนหายไปจากย่านเก่า ให้เราพบเห็นแต่โฮสเทลที่เข้าแทนที่บ้านเรือนชุมชน ผู้คนย่านเก่า และนักท่องเที่ยวที่เดินกันขวักไขว่  เราขอให้พี่ใหญ่ และพี่อ้อยช่วยเล่าถึงกิจการร้านศิริทองคำเปลว  กระบวนการทำทอง และความเป็นชุมชนย่านพระนครจากอดีตถึงปัจจุบัน  ซึ่งพี่ทั้งสองก็กรุณาเล่าอย่างไม่มีปิดบัง 

 

ตราสัญลักษณ์ของร้านศิริ ทองคำเปลว ที่ทำมาจากทองคำแท้จากร้าน

 

ร้านศิริทองคำเปลวเป็นหนึ่งในสองร้านดั้งเดิมที่อยู่คู่ชุมชนมานาน มีช้างเป็นตราสัญลักษณ์ และอีกร้านคือ .สว่างวงศ์  ปัจจุบันร้าน .สว่างวงศ์ยังเปิดให้บริการอยู่ตรงตึกแถวฝั่งตรงข้ามวัดบวรริมถนนพระสุเมรุ  ขณะที่ร้านศิริทองคำเปลวอยู่ในซอยพานถม เชิงสะพานอุษาสวัสดิ์ซึ่งเดินเข้าซอยมาไม่ไกลมากนัก ปัจจุบันไม่ได้เปิดหน้าร้านประจำ แต่ยังมีสินค้าคุณภาพขายเพื่อการอนุรักษ์มากกว่าจะยึดเป็นธุรกิจจริงจังเช่นรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย   นอกจากนี้บริเวณชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน และชุมชนบวร-รังษี หลังวัดบวรฯ อาจจะยังมีช่างทำทองคำเปลวหลงเหลืออยู่บ้าง จากที่แต่เดิมเคยเป็นชุมชนช่างทองขนาดใหญ่ ทำกันเกือบทุกหลังคาเรือน  โดยพี่ทั้งสองได้เล่าให้ฟังว่า 

 

สมัยก่อนบางลำพูตรงนี้จะมีร้านขายทองแค่สองร้านเอง ก็คือร้านศิริทองคำเปลว กับร้าน .สว่างวงศ์ ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ดั้งเดิมของถิ่นนี้ เมื่อก่อนเราทำเองขายเอง ขายทั้งปลีกทั้งส่ง เมื่อก่อนยังทำครบวงจร เริ่มตั้งแต่ process แรกคือเป็นทองแท่งเลย มารีดยืดเป็นเส้น แล้วก็มาตัดทองเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจตุรัสเล็กๆ แล้วก็มาใส่ในกระดาษ และเอามาตีอีกหลายชั่วโมง กว่าจะได้บรรจุเป็นแผ่นทองคำเปลวหลากขนาดอย่างที่เห็น ” 

 

คุณยายศิริ เจ้าของร้านและผู้ก่อตั้งร้านศิริ ทองคำเปลว

(ขอบคุณภาพจากคุณชรินทร์ และคุณสุวัสสา สุพัฒนาภรณ์)

 

ภูมิปัญญาเรื่องการทำทองนั้นสืบทอดมาจากคุณตาเติม ซึ่งเป็นช่างตีทอง และคุณยายศิริ ซึ่งเป็นคนตัดทอง และเป็นที่มาของชื่อสินค้า สืบทอดต่อมาทางแม่พี่อ้อย คุณแม่ไฉน ซึ่งเป็นลูกสาวคนโต และน้าสาวคนรอง และมาถึงพี่อ้อยในปัจจุบัน แต่ถ้าถามว่าต้นเค้ามาจากที่ใด พี่อ้อย และพี่ใหญ่ก็จนใจจะยืนยันได้ว่าก่อนหน้าคุณตา และคุณยายได้ทำกันมาก่อนหรือไม่ แต่ถ้าให้สันนิษฐานแล้วก็คิดว่าคงจะมีมานานแล้ว  

 

ความรู้ก็คงถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ น่าจะตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา เคยไปพม่าก็มีช่างตีทอง แต่เรารู้จริงๆ ก็รุ่นตาเราเท่านั้นเอง ตาพี่อ้อยเป็นช่างทองอยู่หลังวัดบวร  เมื่อก่อนแกก็ตีทอง ทำกันในครอบครัว สามีตีทอง ภรรยาตัดทอง  ว่างจากตีทองก็ไปตามวัดไปขาย วัดสั่งมาร้อยแผ่นพันแผ่นก็เอาไปส่ง  ใช้ในงานวิจิตรศิลป์ก็ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อก่อนคนก็ใช้ไหว้พระจำนวนมาก  เพราะเมื่อก่อนคนไหว้พระทุกวัน ไปไหว้พระวันหยุดวันอะไร สมัยก่อนอาจมีนั่งรถเมล์ไป หรือไปเรือ อย่างวัดหลวงพ่อโสธร เมื่อก่อนไปต้องแจวเรือสมัยโบราณ

 

อาชีพทำทองไม่ใช่ทำหรือเป็นกันง่ายๆ ผู้เป็นเจ้าของถ้าแรงงานแค่ในครัวเรือนไม่เพียงพอก็ต้องจ้างคนเพิ่มเติม จึงต้องมีความรู้ความชำนาญตลอดทั้งกระบวนการ 

ต้องทันต้องรู้ด้วย ไม่ใช่สักๆ แต่ทำ คุณไม่รู้คุณก็ไม่ได้กำไรนะคะ โดนโกงหมด จับไม่ได้ก็มี เอาไปตัดที่บ้าน ขาดมา ถ้ามันมากก็บอก ถ้ามันไม่มากก็โอเค เพราะเราก็ไม่รู้ ถ้าไม่รู้ลึกจะทำลำบาก” 

 

สินค้าปัจจุบันของร้านศิริทองคำเปลว

 

กระบวนการทำทองจะเริ่มตั้งแต่

การนำทองแท่งมารีดยืดเป็นเส้น จากนั้นก็นำทองมาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ใส่ลงในกระดาษ แล้วนำทองมาตีเพื่อให้ทองยืดขยาย

การตีทอง ขั้นแรกเรียกว่าการตีกุบ โดยเอาทองที่ตัดไว้มาใส่ลงในกระดาษแก้ว วางซ้อนกัน แล้วห่อด้วยซองที่ทำจากหนังวัว นำไปตีบนแท่นหินหนึ่งรอบ จากนั้นก็นำทองที่ผ่านการตีกุบแล้วซึ่งจะขยายขึ้นขนาดประมาณ x นิ้ว  มาเข้าสู่กระบวนการตีขั้นที่สองคือตีฝักทอง ฝักจะคล้ายๆ กับกุบแต่มีขนาดใหญ่กว่า  ใช้เวลาตีแต่ละรอบราวสามสี่ชั่วโมง ทองที่ผ่านการตีฝักก็จะขยายขนาดขึ้นประมาณ x นิ้ว

. การตัดทอง หลังจากผ่านการตีกุบ และตีฝัก ก็มาถึงขั้นตอนจากฝัก เทใส่กระดาษดาม ตัดทองลงกระดาษตามขนาดที่จะจำหน่าย

 

สาธิตการตัดทองโดยคุณสุวัสสา สุพัฒนาภรณ์

 

ในแต่ละกระบวนการต้องมีการฝึกหัดกันเป็นเดือนๆ  ส่วนใหญ่การตัดทองก็จะเป็นผู้หญิง ส่วนการตีทองก็ต้องเป็นหนุ่มฉกรรจ์ที่แข็งแรง ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และการเปลี่ยนผ่านของเมืองพระนคร ทำให้การคงไว้ซึ่งภูมิปัญญาช่างทองโบราณในย่านเก่าที่เคยดำเนินมาในรุ่นบรรพบุรุษเป็นเรื่องยาก

 

การตีทองไม่ใช่จะตีกันง่ายๆ พอตีไปช่างทองจะเปิดดูว่าตรงไหนบางหรือยัง ล้นออกไปด้านไหนก็มีวิธีไล่กลับมา ตีแต่ละรอบ ทั้งตีกุบ และฝักรอบละสามถึงสี่ชั่วโมง ต้องฝึก เพราะว่าแผ่นทองจะออกแผ่นเล็กแผ่นใหญ่ แตกไม่แตก ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะได้กำไร บางทีทำมาเสียก็มี บางทีตีนานเกินไป หรือตีจังหวะไม่ดีทองแตก ขาดทุน เพราะเสียต้องเอามานั่งหลอมใหม่ การหลอมใหม่หมายถึงต้องมานั่งเริ่มตั้งแต่แรก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทุกขั้นตอนของการทำทอง ” 

 

ตั้งแต่เกิดมาเล็กๆ ก็เคยมาช่วยเขาทำเหมือนกัน แต่มันร้อน พัดลมเปิดไม่ได้เลย สมัยก่อนไม่ร้อนอย่างทุกวันนี้ ก็นั่งตัดทอง พัดลมไม่มี ยาหม่องนี่ห้ามเลย เพราะมันจะติดกระดาษ เขาเรียกว่าซาบกระดาษ มันเหมือนมีการระเหย การระเหิดของอากาศ แล้วไปทำให้ทองติดที่กระดาษแล้วเอาออกไม่ได้ คือเป็นอาชีพที่ต้องอดทน เพราะนั่งนาน วันหนึ่งคนหนึ่งต้องตัดให้ได้เป็นสี่ห้าร้อยแผ่น ขยันมากได้มาก ขยันน้อยได้น้อย แต่ก่อนที่งานเยอะๆ ก็ต้องจ้างคน พื้นตรงนี้เด็กก็จะนั่งยาว   ปูผ้ากันทำงานสองฝั่ง การจ้างก็จะนับ ตัดได้เท่าไหร่กี่ร้อย กวาดกระดาษคิดเป็นฝักละเท่าไหร่ ตัดก็จะนับเป็นตัว ตัดขาดไม่ขาดเขาจะดูด้วย

 

ป้ายร้านเก่า "ศิริ ขายทองคำเปลว"

 

สมัยตากับยายทำเองหมดทุกอย่าง รีดทองแต่ก่อนทำเอง เดี๋ยวนี้ไม่มีเครื่องมือ จะซื้อทองจากแถวบ้านหม้อ และจ้างเขารีดมาให้เสร็จ  รุ่นพ่อเราย้ายมานี่อันไหนทำได้เราก็ทำเอง อย่างตัดทองมาตัดที่นี่ กระดาษก็ไปจ้างโรงพิมพ์ตัด อย่างกระดาษกุบเมื่อกี้มาเป็นรีมใหญ่ๆ ต้องตัดเป็นไซส์นี้ๆ แต่ก่อนเคยตัดเอง ตอนนี้เครื่องมือเราเอาออกหมด มันเกะกะบ้าน บ้านเราเหลือแค่นี้ กระดาษจ้างโรงพิมพ์ ทองจ้างคนตี แบ่งงานกันไป  สามีอาจจะรับตีทอง  ภรรยาอาจจะตัดทอง ขณะเดียวกันเขาทำเองขายของเอง บางทีตัดทองไม่ทันก็มาจ้างเราตัดทองให้ แลกกันไปแลกกันมา อยู่ที่งานใครเร่ง เมื่อก่อนที่บ้านส่งวัดไร่ขิง วัดหลวงพ่อโสธร ที่ทำศาลพระภูมิแต่ก่อนใช้ทองแท้ทั้งนั้น ที่บ้านส่งเยอะ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นสีหมด เพราะมีราคาถูก ” 

 

ทางเราลูกหลานไม่มีสืบทอด ไม่มีรับทำต่อ ก็ค่อยๆ หายไป อย่างมารุ่นนี้ก็แทบจับน้อยแล้ว ไม่เหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำเต็มที่  ตอนนี้คนที่เคยทำอยู่ก็คือกลุ่มที่เคยทำกับคุณแม่ แยกไปทำ มีหลายเจ้า ก็ไปทำของเขาเอง เพราะพี่น้องเยอะ  ในกรุงเทพน่าจะมีไม่เยอะแล้ว  ตอนนี้เจ้าของเก่าๆ แก่ๆ แบบเรานี่เลิกหมดแล้ว ส่วนใหญ่ไปทำตามบ้านนอกต่างจังหวัด ส่งเข้าเมืองมา ส่งมาขายเสาชิงช้าอะไรอย่างนี้   พอมารุ่นเราการใช้ทองก็ไม่เหมือนสมัยก่อน  แต่ก่อนไปไหว้พระก็ต้องใช้ทองแท้ มาหลังๆ ราคาทองสูง คนไหว้พระต้องมีตังค์ถึงจะเอาทองจริงไปปิดพระ     ส่วนใหญ่ทุกวันนี้ทองแท้จะไปใช้งานวิจิตรศิลป์มากกว่า หรือตามวัดใหญ่ๆ อย่างเช่น วัดหลวงพ่อโสธร  วัดไร่ขิง ยังใช้อยู่แต่เป็นทองเล็กๆ ไม่เต็มแผ่นที่เรียกว่าทองจิ้มเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่แปดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นทองวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น  เพราะราคาถูก

 

ตัวอย่างแผ่นทองคำเปลวของร้านศิริ ทองคำเปลว

 

วิธีสังเกตคือ ทองวิทยาศาสตร์จะแข็ง  พอปิดแล้วจะปลิวว่อนไปหมด ถ้าทองแท้พอถูปุ๊บมันจะแนบ วิธีการเช็คว่าทองแท้ไม่แท้ เราก็แตะที่เนื้อทอง แล้วขยี้ดู ถ้ามันยังไม่หายไปในลายมือ ยังเป็นขุย นั่นคือทองวิทยาศาสตร์ แล้วสีถ้าดูเทียบกันทองแท้ถ้าถูๆ จะหายไปในลายมือ อย่างเวลาเราสมัยเด็กๆ เขาบอก คนนี้อาจารย์แกร่งกล้า ลงนะหน้าทอง เอาทองถูๆ ก็จะหายไปเลย ศักดิ์สิทธิ์มาก จริงๆ แล้วนั่นคือทองแท้ คุณสมบัติทองแท้ต้องเป็นอย่างนั้น  ซึ่งเดี๋ยวนี้มีทองแท้ผสมเงินด้วย ก็จะกระด้างหน่อย 

 

รุ่นเราเป็นรุ่นที่สามแล้ว ทำเหมือนกับเพื่ออนุรักษ์มากกว่า ไม่ได้ยึดเป็นธุรกิจแล้ว เพราะว่ามันไม่ได้ขายดีเหมือนสมัยปู่ย่าตายายพ่อแม่  สมัยก่อนมีออเดอร์ มีท้ังสั่งทำเยอะมาก เอาออกไปขาย ความต้องการในการไหว้พระ หรืออะไรจะเยอะ เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่งานที่ขายออกไปจำนวนมากก็จะเป็นงานวิจิตรศิลป์ แต่ถ้าน้อยๆ อย่างนี้ บางคนก็ยังยึดติดอยู่ว่าอยากได้ทองเต็มแผ่น เต็มขนาด ไม่เต็มขนาด ทองเมื่อก่อนมี ไซส์ เล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งเป็นทองเต็มแผ่นหมด ตอนนี้เราขายแค่ ไซส์ ก็คือ พิมพ์ใหญ่กับพิมพ์กลาง ซึ่งเต็มแผ่นเหมือนกัน ส่วนอันนี้ทองจิ้ม เหมาะสำหรับไหว้พระ คือไม่จำเป็นต้องเต็มแผ่น แต่เพื่อความเป็นสิริมงคลเราให้เป็นทองแท้ ถ้าเราศรัทธามาก แต่บางคนก็ไม่เป็นไร  อย่างวัดเอาไปขายก็ไม่จำเป็น เพราะเวลาขายพร้อมดอกไม้ธูปเทียนวัดจะเก็บ ๒๐ บาท หรือแล้วแต่ทำบุญ ส่วนใหญ่คนจะทำบุญ ๒๐ บาท อย่างน้อยขึ้นไป ดอกไม้ธูปเทียน ถ้าเอาทองอย่างนี้ไป ค่าทองก็ ๑๐ บาทแล้ว เพราะฉะนั้นวัดก็จะไม่ได้อะไร วัดก็ต้องเอาทองวิทยาศาสตร์ไปขาย ถ้าทองวิทยาศาสตร์ก็อาจจะสามแผ่นบาท  อันนี้แผ่นละ ๒๐บาท ดังนั้นเราทำบุญ ๒๐ บาท ต้นทุนวัดอาจจะสี่ห้าบาท ที่เหลือก็เป็นกำไรเข้าวัดไป ”  

 

ป้ายโฆษณาร้าน

 

นอกจากการค้าขายแล้ว ทุกวันนี้ที่บ้านยังมีการไหว้ครูทองประจำทุกปีในช่วงสงกรานต์ โดยวางเครื่องมือ อุปกรณ์ในการทำทอง ได้แก่  ไม้กวาดทอง กูบ ฝัก หมอนรองตัด หมอนกวาดสอ กระดาษแก้ว กระดาษดาม และสวดอัญเชิญครูบาอาจารย์ตามชื่อที่คุณตาคุณยายบอกไว้ เครื่องบูชานั้นมีทั้งหัวหมู หมูเห็ดเป็ดไก่ กล้วย ดอกไม้ธุูปเทียน ขนมต้ม ขนมสี ทองหยิบทองหยอด ขนมถ้วยฟู เหล้า น้ำดื่ม น้ำชา มะพร้าว ไข่ต้ม ในอดีตยังเคยนำของไหว้บางส่วนไปไหว้ครูที่แท่นหินตีทองของช่างที่อยู่หลังวัดบวร แต่ปัจจุบันบ้านช่างดังกล่าวย้ายออกไปจากชุมชนแล้วพิธีกรรมดังกล่าวทำแค่เพียงในบ้านอย่างเดียว

 

ในปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากฟากผู้ผลิตเช่นพี่ใหญ่ พี่อ้อย และช่างทองในย่านพระนครอื่นๆ  ซึ่งเผชิญกับปัญหาราคาทองที่แพงขึ้น  การขาดแรงงานผู้สืบทอด รวมถึงฝั่งลูกค้าอย่างวัด  พุทธศาสนิกชน ก็หันไปใช้ทองวิทยาศาสตร์ซึ่งราคาถูกกว่า ทำให้การทำทองคำเปลวถึงจุดที่ไม่คุ้มทุน  ทำให้มาถึงปัจจุบันนี้ แหล่งผลิต ที่มาของศิริทองคำเปลว  ได้ย้ายจากครอบครัวพี่ใหญ่ พี่อ้อย ไปอยู่ที่บ้านของลูกน้องคุณแม่ไฉน คุณแม่พี่อ้อย ที่อยุธยา และเจ้าอื่นๆ ที่พี่ใหญ่พี่อ้อยยังติดต่อสั่งทำทองคำเปลวคุณภาพเพื่อการอนุรักษ์ไว้ซึ่งภูมิปัญญาช่างทองจากบรรพบุรุษ 

 

เมื่อประมาณเกือบสิบปีที่แล้วก็มาสัมภาษณ์ว่าเป็นยังไง ทองคำขึ้นราคามาก ก็บอกไปว่าเราก็ทำจนกว่าจะทำไม่ไหว คนไม่ซื้อเมื่อไหร่เราก็เลิกทำ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าจากสินค้าที่เราต้องวางเป็นตู้ๆ เหลือแค่นี้

 

เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีลูกน้องคุณแม่ไปอยู่ที่อยุธยา ก็ทำครบวงจร เลยบอกงั้นทำมาให้พี่แล้วกัน เขาไปทำในทุ่งนา เพราะไม่รบกวนใคร แล้วให้มาส่งที่เรา เมื่อก่อนเขาเคยทำงานที่บ้านเรา ไม่มีทุน เราก็ซื้อทองให้ไปทำ ทำไปทำมาพอมีทุน เราก็ไม่ซื้อทองให้แล้ว แล้วที่วัดจะติดต่อซื้อขายก็ติดต่อโดยตรงไปเลย

 

เราทำทองก็อนุรักษ์ ต้องบอกว่าคุณภาพก็ต้องเป็นคุณภาพของเรานะ  จะไม่เหมือนกันกับเจ้าอื่น บางที่จะคนละเกรดกับเรา จะมีผสม สีของเนื้อทองจะเทียบดูได้ว่าต่างกัน สีของเขาจะซีดกว่าเรา ของเราเป็นทองแท่งเลย ของเขาพอหลอมแล้วจะผสมเงินไป สมมติทองบาทนึงผสมเงินไปสองกรัมสามกรัม    ต้นทุนก็จะเซฟไปเป็นหลายพันบาท เวลาขาย  อย่างนี้เวลาเราขายแผ่นละ ๑๐  บาท เขาอาจจะขายแผ่นละ   บาท ซึ่งลูกค้าเคยมาต่อว่าเราว่าทองร้านเราแพงนะ ไปร้านอื่นไม่แพงแบบนี้หรอก ก็ตอบไปว่า ไม่เป็นไร พี่ลองใช้ดู เราไม่พูดไม่โจมตีใคร พี่ซื้อที่ไหนมา ลองใช้ดู เทียบสีดูว่าทำไมของเราขายแพง ที่ขายทุกวันนี้ไม่ได้เอากำไร ขายทุน เหลือนิดเดียวเองจริงๆ เพราะอยากให้คุณยายแม่นมของพี่อ้อยซึ่งอายุจะเก้าสิบแล้วได้มีกิจกรรม เมื่อก่อนคุณยายจะขายเอง มาซื้อแผ่นนึง สามแผ่นก็มานั่งหยิบให้ แต่พอมาตอนหลังเริ่มป่วย เริ่มหลง ก็บอกคุณยายไม่ต้องขายแบบนั้น ให้คุณยายขายเป็นชุดตามนี้ แผ่นนึงไม่ต้องขายแล้ว เคยมีคนเอาแบงค์พันปลอมมาหลอกซื้อจากคุณยายก็มี

 

 

เครื่องไหว้ครูทองประจำปี ณ ร้านศิริ ทองคำเปลว

(ขอบคุณภาพจากคุณชรินทร์ และคุณสุวัสสา สุพัฒนาภรณ์)

 

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องสัจธรรมที่เราทุกคนคงต้องตระหนักรู้ และเรียนรู้ไปกับมัน ไม่ว่าจะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภูมิปัญญาเชิงช่างของไทย วิถีชีวิตของคนย่านเก่าพระนคร หรือแม้แต่วิถีชาวพุทธอย่างเราๆ ท่านๆ  วันนี้ท่านเข้าวัดลองสังเกตดูว่าแผ่นทองคำเปลวที่ท่านกำลังจะปิดองค์พระนั้น เป็นทองแท้ หรือทองวิทยาศาสตร์ หรือหากท่านอยากรู้ว่าทองคำเปลวจากภูมิปัญญาช่างโบราณเป็นอย่างไรเชิญได้ที่ ศิริทองคำเปลว 

 

ขอขอบคุณ 

คุณชรินทร์ และคุณสุวัสสา สุพัฒนาภรณ์ เจ้าของร้านศิริทองคำเปลว สัมภาษณ์ วันที่ มีนาคม ๒๕๖๑

คุณพิมพ์ศิริ สุวรรณนาคร ประธานชุมชนตรอกบ้านพานถม แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กทม.

คุณทำนุ  เหล็งขยัน  ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม.

 

อัพเดทล่าสุด 3 พ.ค. 2561, 14:22 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.