หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
กิจกรรม พระนคร ๑๐๑ ครั้งที่ ๖-๒ (พระนครชวนชม) เรียนรู้ “จีนสยามและความหลากหลายทางชาติพันธุ์และความเชื่อย่านสำเพ็ง” กิจกรรมช่วงที่สอง: พระนครชวนชม
บทความโดย จิราพร แซ่เตียว
เรียบเรียงเมื่อ 17 ม.ค. 2561, 09:30 น.
เข้าชมแล้ว 16067 ครั้ง

กิจกรรมในสองวันนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น ๗๐ คน สำหรับวันที่สองทางมูลนิธิฯ ได้รับเกียรติจากวิทยากรท้องถิ่น  ได้แก่  ท่านฮัจยี อิบรอฮิม วงศ์สอาด อิหม่ามมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก คุณชัยรัฐ สมันตรัฐ ทายาทผู้ก่อตั้งมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก คุณชัชวาลย์ รัศมีคุณธรรม แห่งร้าน Chatchawan Gems และคุณสมชัย กวางทองพานิชย์ แห่งร้านก้วงเฮงเส็งเชือกและตาข่าย โดยวิทยากรทุกท่านร่วมกันฉายภาพให้เห็นความหลากหลายทางชาติพันธุ์และความเชื่อย่านสำเพ็งผ่านเรื่องราวของสถานที่ ผู้คนจากอดีตถึงปัจจุบันในพื้นที่จากคลองสำเพ็งจรดคลองสามปลื้ม โดยมีคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ และคุณพนมกร นวเสลา นักวิชาการมูลนิธิฯ ช่วยเสริมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เป็นระยะ

 

กิจกรรมวันที่สองเริ่มต้นที่วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร หรือที่รู้จักกันในนามวัดสำเพ็ง ซึ่งจะเป็นจุดหมายแรกในการเรียนรู้ครั้งนี้ และจะไปสรุปการบรรยายในจุดหมายสุดท้ายที่วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารหรือวัดสามปลื้มเป็นเส้นทางที่กำหนดไว้ ตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ที่กล่าวไว้ว่าโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชาเศรษฐี และพวกคนจีนย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สวน ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้ม   (วัดจักรวรรดิฯ) ไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง (วัดปทุมคงคาฯ)”

 

คุณวลัยลักษณ์ฉายภาพแผนที่เพื่อความเข้าใจกรุงเทพฯ

 

แผนที่กับการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน

วิทยากรท่านแรก คุณวลัยลักษณ์เริ่มต้นด้วยการฉายภาพแผนที่ .. ๒๔๓๐ .. ๒๔๔๐ และ .. ๒๔๗๕  เพื่อทำความเข้าใจสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่ผ่านแผนที่   จากแผนที่ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของกรุงเทพธนบุรีซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนชุมชนวัดวาอารามตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่สมัยอยุธยา  ดังปรากฏหัวเมืองสำคัญ อาทิ เมืองนนทบุรี  ธนบุรี  และเมืองปากน้ำหรือพื้นที่บริเวณท่าเรือคลองเตยในปัจจุบัน  ซึ่งเมืองเหล่านี้จะปรากฏร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของชุมชน  ดังจะเห็นได้จากวัดเก่าที่เคยมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาและได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์โดยรัชกาลที่ พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางใกล้ชิด เช่น วัดเกาะสัมพันธวงศ์ และวัดปทุมคงคาที่จะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป  

 

จากประเด็นเกี่ยวกับการใช้แผนที่ วิทยากรได้ขยายความอธิบายถึงแผนที่โบราณ และแผนที่สมัยใหม่ว่าแผนที่โบราณนั้นจะให้ข้อมูลแบบคร่าวๆ โดยไม่มีการระบุทิศที่ชัดเจน จากแผนที่โบราณสะท้อนให้เห็นเมืองกรุงเทพธนบุรีในฐานะของเมืองท่าริมน้ำเป็นย่านการค้าที่สำคัญ  ขณะที่ระบบของการใช้แผนที่สมัยใหม่ที่เมืองไทยรับมาใช้มี ระบบ คือ ระบบอังกฤษ ฝรั่งเศส และที่นำมาใช้ล่าสุดคือระบบของอเมริกัน ซึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนนั้นคุณวลัยลักษณ์แนะนำว่าควรใช้แผนที่ร่วมกับการเดินเท้าสำรวจชุมชนละแวกบ้านตนเอง  เช่นเดียวกับคุณสมชัยวิทยากรหลักที่จะบรรยายในวันนี้ 

 

จากแผนที่ .. ๒๔๓๐  วิทยากรได้อธิบายให้เห็นถึงสภาพกรุงเทพธนบุรีในสมัยอยุธยาจนถึงประมาณสมัยรัชกาลที่ ซึ่งยังปรากฏชุมชน และสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นท่าเรือ  มีโกดังสินค้า  บ้านเรือนมีลักษณะของเก๋งจีนริมน้ำในยุคเก่า มีคลอง สะพานยาว และอาคารต่างๆ  อยู่ลึกเข้าไปพื้นที่ภายใน ตั้งแต่ย่านตลาดน้อยลงมาจนถึงแถบวัดบพิตรพิมุข  สำเพ็งในยุคดังกล่าวถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตามสำเพ็งเป็นพื้นที่ซึ่งมีการระบุถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่หลายครั้งซึ่งมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ รวมถึงการตัดถนนในระยะต่อๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ลงมา เกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย (Modernization) เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการถือครองที่ดินจากการพระราชทานที่ดินสู่การครอบครองโฉนดซื้อขายเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดิน ซึ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนหากพิจารณาจากแผนที่ .. ๒๔๗๕ 

 

คุณสมชัย กวางทองพาณิชย์ ส่งภาพสำคัญๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวย่านสำเพ็งให้กับผู้ร่วมกิจกรรม

 

วัดสำเพ็ง ย่านสำเพ็ง

วิทยากรท่านถัดไป คุณสมชัยกล่าวทักทาย และเริ่มสนทนาพูดคุยกับทุกท่านผ่านการใช้เครื่องมือสำคัญคือภาพถ่ายเก่าเปรียบเทียบกับสภาพพื้นที่ปัจจุบันเพื่อสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่และวิถีของผู้คนในย่านนี้  เริ่มรู้จักสำเพ็งจากพระราชดำรัสรัชกาลที่   ที่กล่าวถึงการย้ายชุมชนคนจีนจากพื้นที่ท่าเตียนและบริเวณใกล้เคียงมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ระหว่างสองฝั่งคลอง ภาพถ่ายภูมิประเทศบริเวณคลองวัดสำเพ็ง แม่น้ำเจ้าพระยา และวัดสำเพ็ง จากภาพถ่ายสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงจากชุมชนเมืองท่าการค้ามาสู่การถมคลองตัดถนน และเป็นแหล่งสินค้าหลากชนิดที่มีผู้คนขวักไขว่มาจนถึงปัจจุบัน สินค้าเหล่านี้จะแบ่งพื้นที่เป็นย่านต่างๆ  ทั้งข้าวสาร ธัญพืช และพืชไร่ อาหารแห้ง สินค้าประเภทเชือกและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตร เครื่องประดับ สินค้าขายปลีกและส่งตามสมัยนิยม 

 

นอกจากนี้คุณพนมกรยังได้ช่วยเสริมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวัดสำเพ็ง วัดโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญโดยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในรัชกาลที่ และมีการปฏิสังขรณ์เรื่อยมา มีการประดิษฐานพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องต้นแบบกษัตริย์ แสดงปางมารวิชัย นามว่าพระพุทธมหาชนก   ซึ่งรัชกาลที่ พระราชทานนามให้สอดคล้องกับการสร้างถวายสมเด็จพระบรมชนกธิราช   อีกทั้งยังได้ชมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ได้แก่ พระเจดีย์โบราณ และแท่นหินประหาร ซึ่งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์วัดนี้ถูกใช้เป็นที่สำเร็จโทษเจ้านาย เนื่องจากเป็นวัดที่ถือว่าอยู่ชนบทห่างไกลจากกำแพงพระนคร  ไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์ในอดีตสมัยต้นกรุง วัดและย่านนี้ยังเป็นแหล่งย่านบ้านเก่าของบุคคลสำคัญๆ ของประเทศจนถึงปัจจุบัน เช่น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นักเศรษฐศาสตร์และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  เจ้าสัวใหญ่อย่างตระกูลเจียรวนนท์ เป็นต้น

 

ผู้ร่วมกิจกรรมฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการถมคลองสำเพ็ง และคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ

 

คุณชัชวาลย์ รัศมีคุณธรรม เล่าถึงการค้าพลอยในย่านนี้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

 

ย่านวัดเกาะ หนังสือวัดเกาะ

คุณชัชวาลย์ รัศมีคุณธรรม  พ่อค้าพลอยเชื้อสายทมิฬมุสลิมจากอินเดีย เป็นวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งที่เข้ามาช่วยเติมเต็มข้อมูลถนนการค้าพลอยของพ่อค้าชาวอินเดีย และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ และร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับย่านวัดเกาะ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีโรงพิมพ์สำคัญ เช่น โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญที่ตีพิมพ์หนังสือวัดเกาะ หนังสือนิทานพื้นบ้านนิทานชาดกที่ครองใจผู้อ่านและเป็นปรากฎการณ์แห่งยุคสมัย อีกทั้งคุณชัชวาลย์ และคุณสมชัยยังช่วยกันชี้ชวนพูดคุยเกี่ยวกับบ้านพักหมอบรัดเลย์นายแพทย์ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์และมีคุณูปการด้านการพิมพ์ การแพทย์สมัยใหม่ของไทยซึ่งเคยมีถิ่นพำนักในย่านนี้ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญที่ในหลวงรัชกาลที่ และรัชกาลที่ เสด็จประพาสสำเพ็ง เรื่องราวและรูปถ่ายของวัดเกาะในอดีตซึ่งเห็นร่องรอยความเป็นเกาะ  จากนั้นวิทยากรทั้งสองท่านได้พาเดินเลาะผ่านตรอกสะพานญวน และได้เล่าข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมว่าพื้นที่บริเวณนี้นอกจากกลุ่มคนจีน คนมุสลิมแล้วยังน่าจะมีกลุ่มคนญวน และคนนับถือศาสนาคริสต์กลุ่มต่างๆ ปะปนอยู่ซึ่งหลงเหลือร่องรอยจากชื่อตรอกสะพานญวนดังกล่าว ซื่อข้อมูลเหล่านี้ยังต้องการการสืบค้นต่อไป

 

คุณชัชวาลย์ และคุณสมชัยช่วยกันบอกเล่าประวัติศาสตร์ชุมชน

 

ตรอกสะพานญวนกับข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับอดีตของคนในย่านนี้

 

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

ชาวคณะได้พากันเดินจากจุดเริ่มต้นวัดสำเพ็ง ผ่านจุดที่เคยเป็นคลองสำเพ็ง  ตัดเข้าถนนวานิช ผ่านอาคารร้านรวง ร้านค้าพลอย เลาะเลี้ยวเข้าสู่มัสยิดหลวงโกชาอิศหากบนถนนทรงวาดโดยมีท่านฮัจยี อิบรอฮิม วงศ์สอาด  คุณชัยรัฐ สมันตรัฐ ให้การต้อนรับ และร่วมกันบอกเล่าความเป็นมาของมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก ศาสนสถานของชนมุสลิมบริเวณนี้ที่อยู่คู่กับชุมชนมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงฯ จนถึงปัจจุบัน

 

คุณชัยรัฐ คุณชัชวาลย์ และท่านฮัจยี อิบรอฮิม

 

มัสยิดหลวงโกชาฯ แต่เดิมนั้นเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว หรือที่เรียกว่าบะแลสร้างขึ้นราวรัชกาลที่ ถึงรัชกาลที่ ตามประวัติจากหอสมุดแห่งชาติ และคนในพื้นที่ ได้เล่าถึงประวัติของหลวงโกชาฯ และครอบครัว  รวมถึงประวัติความเป็นมาของมัสยิด ดังนี้ 

 

หลวงโกชาอิศหากเป็นชาวมลายู มาจากไทรบุรี (ซึ่งแต่เดิมเป็นดินแดนในเขตสยาม ต่อมาทางฝ่ายสยามได้ยกให้แก่อังกฤษเพื่อแลกกับการกู้เงินสร้างทางรถไฟ) กล่าวกันว่าหลวงโกชาอิศหากได้เดินเรือสำเภาจนมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ธนบุรี หรือที่ในปัจจุบันคือที่ซอยเจริญนคร ๒๑    มัสยิดหลวงโกชาอิศหากหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่   เป็นอาคารที่รับอิทธิพลศิลปะยุโรปโดยพัฒนามาจากบะแลที่สร้างตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และล้อมรอบด้วยชุมชนชาวจีน ขณะเดียวกันหากชาวจีนที่นับถือศาสนาอิสลามเมื่อเสียชีวิตแล้วก็จะนำศพมาฝังยังกุโบร์ด้านหลังมัสยิดเช่นกัน

 

ปู่ของคุณชัยรัฐรับราชการในสมัยรัชกาลที่ ในตำแหน่งหลวงโกชาอิศหาก มีความเชี่ยวชาญภาษายาวี (คำว่าหลวงโกชาอิศหากปรากฎชื่อตำแหน่งนี้ตั้งแต่รัชกาลที่ เป็นต้นมา ในตำแหน่งกรมท่าขวา เทียบเท่าได้กับตำแหน่งกรมท่าเรือในปัจจุบัน ควบคุมตั้งแต่กรุงเทพฯ ลงไปจนถึงมลายู) ในคราวสร้างมัสยิดหลวงโกชาฯ ในสมัยรัชกาลที่ นั้นหลวงโกชาอิศหากหรือคุณปู่ของคุณชัยรัฐได้ร่วมมือกับลูกๆ ของท่านทั้ง ๑๖ คน รวบรวมวัสดุก่อสร้างและแรงงานมาช่วยกันสร้างมัสยิด ต่อมาเมื่อคุณปู่ถึงแก่อนิจกรรมลง พระยาสมันตรัฐหรือคุณพ่อของคุณชัยรัฐเป็นผู้รับหน้าที่ดูแลมัสยิดต่อ

 

    

ผู้ร่วมกิจกรรมฟังเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีปฏิบัติศาสนกิจของคนมุสลิมด้วยความสนใจ

 

พระยาสมันตรัฐมีช่วงชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างรัชกาลที่ ถึงรัชกาลที่ ชีวิตการทำงานได้เป็นนายอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ก่อนจะมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลมี นโยบายที่สำคัญคือมุ่งเน้นให้เด็กและประชาชนเรียนภาษาไทย เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปัจจุบันผู้ก่อการแบ่งแยกไม่สามารถก่อเหตุอะไรได้เพราะคนในพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ สำหรับพระยาสมันตรัฐถือว่าเป็นผู้ว่าฯในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภายหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง .. ๒๔๗๕ พระยาสมันตรัฐก็ได้รับเลือกให้เป็น .คนแรกของจังหวัดสตูลโดยที่ไม่ต้องเลือกตั้ง และรัฐบาลพลเอกพหลฯ ได้เรียกไปรับราชการที่กรุงเทพฯ เป็นรัฐมนตรีชั่วคราวสังกัดกระทรวงมหาดไทยคนแรก และในปี .. ๒๕๐๒ พระยาสมันตรัฐได้ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษามลายูให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ) คราวเสด็จเยี่ยมราษฎร์จังหวัดสตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ในปี .. ๒๕๐๒ พระยาสมันตรัฐถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี .. ๒๕๐๖

 

นอกจากนี้ทางสถาบันประวัติศาสตร์ของรัฐเคดาห์ประเทศมาเลเซีย (historical facility of kedah)  ยังเคยเดินทางมามัสยิดแห่งนี้ และได้สอบถามประวัติเกี่ยวกับหลวงโกชาฯ พร้อมทั้งออกใบรับรองประวัติให้ด้วยในนามของรัฐบาลเคดาห์ โดยระบุว่าหลวงโกชาฯ ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐเคดาห์โดยเชื่อว่าภูมิลำเนาเดิมน่าจะอยู่ในพื้นที่ของรัฐเคดาห์ และเชื่อว่าท่านน่าจะเป็นนักเดินเรือ ที่มีลูกเรือเป็นชาวมุสลิมด้วยเช่นกัน ท่านเองก็คงเดินทางเข้ามาในย่านพื้นที่สำเพ็งนี้และได้สร้างบาแลในพื้นที่นี้  ส่วนเอกสารอีกชิ้นหนึ่งคือจดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ  เรียบเรียงโดยมหาดเล็กในรัชกาลที่  กล่าวถึงหลวงโกชาฯ ว่ามีบทบาทในพื้นที่รัฐเคดาห์ด้วยเช่นกัน และมีบทบาทสำคัญต่อสยามค่อนข้างสูง

 

กุโบร์ที่ฝังศพคนมุสลิมกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

 

หลังจากรับฟังข้อมูลความรู้แล้ว วิทยากรทุกท่านได้บอกเล่าถึงการดำเนินชีวิตตามแนวทางศาสนา และกรุณาพาชมพื้นที่ภายในบริเวณมัสยิด และกุโบร์ รวมทั้งได้ชมโคมไฟที่ระลึกจากงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า    เจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้นำมุสลิมเข้าเฝ้าฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดี 

 

โคมไฟพระราชทาน

 

ถ่ายรูปร่วมกันหน้ามัสยิดหลวงโกชาฯ

 

ถนนสำเพ็ง ทรงวาด

จากมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก คุณสมชัยได้พาชาวคณะเดินชมและบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตึกเก่า และความเป็นย่านการค้าของแถมถนนทรงวาด ถนนซึ่งตัดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ พร้อมกับถนนเส้นอื่นๆ ในยุคนั้น  เช่น ถนนเยาวราช ราชวงศ์ แปลงนาม พาดสาย เป็นต้น การตัดถนนมาพร้อมๆ กับการถมคลอง เส้นทางครั้งนี้จึงมีหลายจุดที่เป็นการเดินบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นคลองในอดีตลัดไปตามตรอกต่างๆ กลับทางถนนสำเพ็ง ถนนที่ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นถนนวานิช ๑ ในปัจจุบันไปยังศาลเจ้า และโรงเจสำคัญในย่านนี้ โดยในเส้นทางนี้จะเห็นตึกเก่า

 

ตึกโบราณริมถนนทรงวาด

 

คุณสมชัยบอกเล่าความเป็นท่าเรือในอดีต การขนส่งสินค้า และเศรษฐกิจการค้าในย่านนี้ 

 

และได้ฟังข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนสำเพ็งในอดีตผ่านชื่อบ้านนามเมืองซึ่งเป็นร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ เช่น ชื่อตรอกโรงกะทะ ตรอกข้าวสาร ตรอกปลาเค็ม ตรอกโรงโคม ชื่อตรอกเหล่านี้ปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปแล้ว เช่น ตรอกโรงโคมได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นตรอกอิศรานุภาพ เป็นต้น นอกจากนี้คุณสมชัยยังพาเดินชมจุดที่เป็นบ้านเจ้าจอมสมบูรณ์ เจ้าจอมในรัชกาลที่ ซึ่งเป็นคนย่านนี้ และตึกเก่าซึ่งหลงเหลืองานไม้แกะลวดลายสวยงามที่แสดงฝีมือเชิงช่างของคนจีนแต้จิ๋วในยุคนั้น สำเพ็งที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นการผสมผสานระหว่างความเก่าใหม่ อดีตและปัจจุบัน เช่นระหว่างที่ชื่นชมกับตึกเก่าสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ พร้อมกันนั้นทุกท่านก็ได้เพลิดเพลินไปกับสตรีทอาร์ตบนกำแพงเช่นเดียวกับเมืองเก่าที่มีเรื่องราวแห่งอื่นๆ 

 

ชื่อบ้านนามเมืองที่บ่งบอกวิถีชีวิตในอดีต

 

ศาลเจ้า โรงเจ

สำเพ็งนอกจากจะสะท้อนผ่านความเป็นชุมชนการค้าของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ดังที่ปรากฎแล้ว ภาพสะท้อนของพื้นที่ทางศาสนาวัฒนธรรมที่สำคัญก็โดดเด่นไม่แพ้กัน    เราได้เข้าไปเยี่ยมชมสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและรับฟังความรู้เกี่ยวกับความหมาย ความแตกต่างในหน้าที่ของศาลเจ้าและโรงเจที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเชี้ยอึ้งกง  ศาลเจ้าซินปู้นเก่าถัง  (ซินปุนเถ่ากง) และโรงเจบุญสมาคม ตามลำดับ 

 

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเซี้ยอึ้งกง

 

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเชี้ยอึ้งกง เป็นศาลเจ้าที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่   ศาลลักษณะนี้จะอยู่ทางเข้าออกของเมือง หลักเมืองจีนในที่นี้คือเทพองค์หนึ่งซึ่งคอยดูแลเมือง หน้าที่หลักคือการดูแลวิญญาณเข้าออก เช่น ในเวลาที่มีบุคคลในครอบครัวเสียชีวิตต้องมีคนในบ้านมาจุดธุปบอกเพื่อขออนุญาตให้คนตายสามารถเข้าออกได้ นี่เป็นความเชื่อพื้นบ้าน  คุณสมชัยยังเล่าอีกว่าศาลเจ้าที่ดีต้องมีโรงงิ้วส่วนตัว ดังเช่นศาลแห่งนี้ที่มีโรงงิ้วเป็นของตัวเองซึ่งมีอยู่ไม่กี่แห่ง งิ้วจะนำมาแสดงในวันสำคัญคือวันเกิดเทพเจ้าหลักประจำศาลนั้น อีกกิจกรรมสำคัญคือการทิ้งกระจาดซึ่งถือเป็นการทำทานแก่ผู้ยากไร้  นอกจากนี้ที่นี่ยังมีปริศนาธรรมสอนใจต่างๆ เช่น ภาพจับโต่ยคือภาพของด่านทั้งสิบ ตามคติความเชื่อที่ว่าคนเมื่อตายไปแล้วต้องผ่านการตรวจดูความดีความชั่วที่เคยทำมาว่าเหมาะสมที่จะไปอยู่ด่านไหนในนรกสวรรค์  ตุ้ยเลี้ยงหรือโคลงกลอนคู่ อักษรมงคล โดยคุณสมชัยหยิบยกตุ้ยเลี้ยงโคลงกลอนคู่ที่อยู่ในศาลเจ้า ซึ่งตรงกับที่พ่อเคยสอนไว้เป็นภาษาจีนที่แปลเป็นไทยได้ว่าคนจะทำดีหรือไม่ดีนั้น ฟ้ารู้ คนรู้ ดินรู้ ผีรู้ ถ้าทำดี หรือทำสิ่งไม่ดี ก็จะได้สิ่งนั้นตอบแทน” 

 

คุณสุเมธ และคุณสมชัยร่วมกันบอกเล่าวิถีคนจีนที่ผูกพันเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

พวกเราได้เดินต่อไปถึงศาลเจ้าซินปุนเถ่ากง คุณสุเมธกรรมการศาลเจ้าให้เกียรติมากล่าวต้อนรับ    และแนะนำประวัติความเป็นมาสั้นๆ ว่าศาลเจ้านี้ชื่อลิ้มจุ่ยเซียอ๊วง โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าซินปุนเถ่ากง ซินแปลว่าใหม่ ปุนเถ่ากงคือเทพเจ้าที่ทำคุณประโยชน์ ทุกปีจะมีการฉลองศาลเจ้าช่วงวันที่สอง เดือนสองของปฏิทินจีน คือราวหลังตรุษจีนหนึ่งเดือน ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างปี .. ๒๓๗๒ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าของคนตระกูลแซ่เตีย ซึ่งอพยพมาจากซัวเถา ประเทศจีน และระยะหลังก็มีคนตระกูลแซ่อื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย คนมักจะมาไหว้ขอในเรื่องการเสริมบารมี เลื่อนตำแหน่ง จากนั้นคุณสมชัยช่วยเสริมข้อมูลว่า เทพเจ้าลิ้มจุ่ยเซียอ๊วงเป็นเทพเจ้าประจำตระกูล และเมื่อคนจีนอพยพมาประเทศไทยก็นำเอาความเชื่อเรื่องการนับถือเทพเจ้านี้เข้ามา ซึ่งตามชื่อปุนเถ่ากงนี้จะเป็นเทพเจ้าคนละองค์กับศาลเจ้าตรงถนนทรงวาด ซึ่งมีวันเกิดไม่ตรงกัน  ในการศึกษาความเป็นมาของกลุ่มคนจีนที่อพยพเข้ามานั้นสามารถศึกษาได้จากป้ายภาษาจีนที่ปรากฎอยู่ในศาลเจ้าซึ่งจะระบุไว้ว่าเป็นคนจากหมู่บ้านไหน ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงร่วมกับศาลเจ้าอื่นๆ เช่น ศาลเจ้าต้นไทร ถนนผดุงด้าว ศาลเจ้าอาม้าเก็ง ถนนบำรุงรัฐ ในช่วง .. ๒๕๐๐ ลงมา คือปรับศาลเจ้าให้ขึ้นมาเป็นศาลเจ้าลอยฟ้าอยู่บนชั้นสองของตึกแล้วใช้พื้นที่ชั้นล่างทำการค้าจากป้ายในศาลเจ้าได้ระบุถึงการทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองคนจีนที่นี่

 

โรงเจบุญสมาคม

 

ย้ายจากศาลเจ้าพวกเราเดินต่อไปทางซอยอาเนียเก็งซอยที่ยาวที่สุดในสำเพ็งคุณสมชัยได้เล่าผ่านชื่อตรอกแต่ละช่วงในย่านนี้ เช่น ตรอกเต๊า ตรอกโรงเขียน ที่สุนทรภู่ และเสฐียรโกเศศได้เคยกล่าวถึงโรงรับชำเราบุรุษ หรือแหล่งบันเทิงที่มีหญิงคณิกาเป็นที่รู้จักทั่วไปในยุคนั้น   พวกเราได้เดินต่อไปถึงโรงเจบุญสมาคม ก่อนที่จะพากันเข้าไปเยี่ยมชมภายในโรงเจ คุณสมชัยได้บรรยายถึงความแตกต่างระหว่างพระจีนกับพระญวน และความแตกต่างที่สำคัญของโรงเจกับศาลเจ้า หลักใหญ่ๆ ของความแตกต่าง เช่น การใช้สี ศาลเจ้ามักใช้สีแดงเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่โรงเจมักใช้สีเหลือง และมีเสาทีกง  โรงเจบุญสมาคมถือได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดการกินเจโรงแรกๆ  ชื่อจีนชื่อว่าเตี่ยชู่หั่ง แปลได้ว่าซอยของตระกูลเตี่ย ชื่อโรงเจบุญสมาคมได้รับพระราชทานชื่อมาจากรัชกาลที่ เป็นโรงเจเพียงแห่งเดียวในย่านนี้ เทพประธานของโรงเจนี้เป็นมารดาแห่งดาวฤกษ์ทั้งมวล รวมถึงเป็นมารดาของเทพประธาน องค์ของการกินเจ ดาวสำคัญทั้ง องค์นี้เกี่ยวข้องกับดาวจรเข้ ซึ่งเป็นดาวที่ดูแลเกี่ยวกับสุขภาพ การกินเจจึงมีความเชื่อมโยงกับการรักษาสุขภาพ

 

วัดสามปลื้ม

จากนั้นออกเดินทางผ่านชุมชนการค้าย่านสำเพ็งเพื่อจะไปยังวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร เดิมเรียกว่าวัดสามปลื้ม (เอกสารบางฉบับระบุว่าเดิมเรียกวัดนางปลื้ม) สันนิษฐานว่าเป็นวัดตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และได้มีการบูรณะในสมัยรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ พระยาอภัยราชาได้เคยบูรณะวัดนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๑ และต่อมาได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดยเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภายหลังจากที่เสร็จศึกที่เวียงจันทร์

 

ถ่ายรูปร่วมกัน ณ อุโบสถวัดสามปลื้ม

 

ในการบูรณะครั้งนี้มีการสร้างวิหารพระบาง สำหรับประดิษฐานพระบาง พระพุทธรูปที่ถูกอัญเชิญตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ และนอกจากวิหารพระบางแล้วยังมีการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่   เนื่องจากเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทอดกฐินที่วัดสามปลื้มแห่งนี้ ทอดพระเนตรเห็นว่าอาคารวิหารสูงกว่าอาคารพระอุโบสถ จึงเกิดการสร้างอุโบสถหลังใหม่ ตัวอาคารวางผังในแกนขวางกับพระอุโบสถ (หลังเดิม) และวิหารพระบาง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์แบบรัชกาลที่   และได้ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามว่าวัดจักรวรรดิราชาวาส”  และต่อมาเมื่อมีการส่งคืนพระบางไป  ก็ได้มีการอัญเชิญพระนากจากพระบรมมหาราชวังมาประดิษฐานไว้ที่หอพระบางแทน

 

คุณสมชัยเน้นย้ำประเด็นการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน

 

ปิดท้ายกิจกรรมคุณสมชัยได้ทบทวนเส้นทางเดินตามพระราชพงศาวดารจากคลองสำเพ็งจรดคลองสามปลื้ม การทำความเข้าใจพื้นที่ผ่านชื่อตรอกซอกซอยต่างๆ  ในภาษาจีน และภาษาไทย เช่น ตรอกปลาเค็ม ตรอกดีบุก ตรอกมุ้ง ตรอกเครื่องหวาย จากระยะทางดังกล่าวทำให้เห็นร่องรอยความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชุมชน และคุณสมชัยยังได้เน้นย้ำถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนด้วยคนในชุมชนเอง การเรียนรู้อดีตเพื่อทราบว่าจะไปต่อในอนาคตอย่างไร

 

คุณวลัยลักษณ์สรุปปิดกิจกรรม

 

จากกิจกรรมพระนครชวนชมภายใต้กิจกรรมพระนคร ๑๐๑ครั้งที่ ในครั้งนี้ ได้เห็นถึงความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ย่านสำเพ็ง เมืองท่าและย่านการค้าที่สำคัญของกรุงเทพฯ จากอดีตสู่ปัจจุบัน เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายของการอยู่ร่วมกันของผู้คน จากการทำงานของมูลนิธิฯ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาพเก่า และแผนที่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมส่งท้ายในปี ๒๕๖๐ เรื่องราวยังมีรายละเอียดอีกมากให้ทุกท่านได้ติดตามจากวิดีทัศน์ของทางมูลนิธิ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ในปี .. ๒๕๖๑ ที่จะเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้ที่สนใจในงานประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมกันต่อไปในโอกาสหน้า

 

อัพเดทล่าสุด 17 พ.ค. 2561, 09:30 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.