หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ล้างป่าช้าในบางกอก
บทความโดย เมธินีย์ ชอุ่มผล
เรียบเรียงเมื่อ 12 ม.ค. 2561, 11:06 น.
เข้าชมแล้ว 453 ครั้ง

 

ส่วนของสุสานที่ยังคงอยู่ภายในเขตเดียวกันกับสวนสาธารณะ”สวนสวยแต้จิ๋ว”ที่สร้างขึ้นใหม่

 

สถานที่พำนักสุดท้ายของร่างกายคือเชิงตะกอน  สถานที่สถิตสุดท้ายของวิญญาณก็คือสุสาน หากยังผูกพันและห่วงหาวิญญาณจึงยังไม่สามารถละทิ้งไปได้จึงยังคงอยู่เป็นความเชื่อส่วนหนึ่งของโลกแห่งความตาย ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องความตายของคนไทยที่มีมาแต่เก่าก่อนนั้น เมื่อใครสักคนตายจึงต้องมีพิธีสวดส่งวิญญาณ ทำบุญส่งให้วิญญาณ และฝังหรือเผาร่างนั้นไปเสีย ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์นั้น บริเวณที่ฝังศพหรือเผาศพส่วนใหญ่ก็คือบริเวณท้ายวัดที่เราเรียกกันว่า “ป่าช้า “

 

แต่ป่าช้าหรือสุสานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเป็นรู้จักกันดีก็คือ “ป่าช้าวัดดอน” หรือ “สุสานวัดดอน”  พื้นที่ ๑๕๐ ไร่ในซอยเจริญกรุง ๕๗ ซึ่งปัจจุบันส่วนหนึ่งถูกปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะชื่อว่า “สวนสวยแต้จิ๋ว”เป็นพื้นที่สำหรับออกกำลังกายและเป็นปอดให้กับคนในย่านนี้  และอีกส่วนก็ยังคงความเป็น “สุสาน” ซึ่งแต่ในอดีตคนรุ่นอายุ ๓๐-๔๐ ปี หรือมากกว่านั้นก็จะทราบว่าที่นี่เคยเป็นที่ฝังตับ ไต ไส้ พุง ร่างอันไร้วิญญาณ และเป็นสถานที่เก็บอัฐิของชาวจีนมากมายหลายต่อหลายชั่วคนที่ผ่านมา

 

แต่เดิมนั้น วัดดอน หรือ วัดบวรสถล เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยหัวหน้าของชาวชาวทวายที่ชื่อ “มังจันจ่า” หนีจากแผ่นดินพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชกาลที่ ๑ และในราวปี พ.ศ.๒๓๓๕ ได้รับพระราชทานที่ดิน ณ บริเวณตำบลคอกกระบือให้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวทวายที่อพยพมา พระองค์ท่านได้แต่งตั้งให้มังจันจ่าพระยาทวายขึ้นมาเป็นหัวหน้าปกครองดูแลผู้คนอยู่ตรงนี้ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๐ มังจันจ่าและชาวทวายจึงได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้น โดยสัณฐานของบริเวณที่ใช้เป็นที่สร้างวัดนั้นเป็นที่ดอน ชาวบ้านแถวนั้นจึงเรียกวัดนี้ว่า “วัดดอนทวาย” เรื่อยมา แม้ว่าในสมัยแผ่นดินรัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านจะได้พระราชทานนามใหม่ให้กับวัดว่า “วัดบวรสถล” ก็ตาม แต่ชาวบ้านก็ยังติดที่จะเรียกวัดนี้ว่า “วัดดอนทวาย”

 

ปรากฏหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ป่าช้า-สุสานของคนจีนในบริเวณพื้นที่ตรงนี้ ก็คือในสมัยรัชกาลที่ ๕ ราวปี พ.ศ.๒๔๔๒ มีกลุ่มพ่อค้าเอกชนและห้างร้านต่างๆที่มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วได้ร่วมกับบริจาคเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาพื้นที่และจัดสร้างสุสานเพื่อเป็นที่ฝังศพให้แก่บรรดาชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วที่มาเสียชีวิตในแผ่นดินสยาม  สุสานแห่งนี้จึงจัดตั้งขึ้น ณ บริเวณ บ้านทวาย ติดกับอาณาเขตของวัดดอน ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกสุสานนี้ว่า “สุสานวัดดอน”  หรือในภาษาจีนเรียกว่า “หงี่ซัวเต๊ง”   โดยในระยะแรกนั้นการฝังศพส่วนใหญ่เป็นแบบหลุมฮวงซุ้ย ซึ่งไม่ได้มีการจัดระเบียบเป็นหลักการเท่าที่ควรและไม่มีการเก็บค่าบริการ ต่อมาเมื่อมีการซื้อที่ดินทำสุสานเพิ่มเติมอีก ๒๐๐ ไร่ ในความเข้าใจของผู้คนนั้นต่างเข้าใจว่า วัดดอนหรือวัดบวรสถลกับตัวสุสานนั้น มีการบริหารจัดการแบบเดียวกัน แท้จริงแล้วในส่วนพื้นที่ของสุสานวัดดอนนั้นมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบกันอยู่ ๓ องค์กรด้วยกัน คือ  สมาคมแต้จิ๋วแห่งแประเทศไทย  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และสมาคมไหหลำด่านเกเต้  โดยภายในสุสานจะมีทั้งหลุมฝังในลักษณะแบบฮวงซุ้ย  ศพที่บรรจุเฉพาะอัฐิและศพไร้ญาติ และในส่วนของสวนสาธารณะนั้นอยู่ในความดูแลของสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย

 

ที่ทำการเดิมของสุสานวัดดอน และที่ตั้งของสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทยในอดีต

 

ในประวัติศาสตร์การค้าของชาวจีนในสยาม ณ บริเวณย่านยานนาวา ซอยเจริญกรุง และใกล้ๆกันนั้น จะเป็นย่านที่คนจีนกระจายตัวกันเข้าไปลงหลักปักฐานทำมาหากินอยู่จำนวนมาก โดยกลุ่มคนจีนเหล่านี้ลงเรือมาจากเมืองจีนและมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือ แต่เดิมบริเวณหน้าวัดยานนาวาจะเป็นที่ตั้งของ “ท่าเรือฮั่วเสียม”  ซึ่งแปลว่า สยามรุ่งเรือง และมีการก่อตั้งบริษัทเรือเมล์จีนสยามทุนจำกัด ใครๆก็เรียกท่าเรือแห่งนี้ว่า ท่าเรือเมล์จีนเป็นท่าจอดเรือที่มาจากเมืองจีน และต่อมาเมื่อตระกูลหวั่งหลีเข้ามาดำเนินกิจการขนส่งที่บริเวณท่าเรือแห่งนี้  ก็มีเรือเดินทะเลของชาติต่างๆ มาจอดเทียบท่าที่บริเวณนี้จำนวนมากทำให้สันนิษฐานได้ว่าที่กลุ่มพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋วได้มาซื้อพื้นที่บริเวณใกล้กับวัดดอนทวายเพื่อสร้างสุสานนั้นก็เพราะเป็นย่านที่มีการอยู่อาศัยของชาวจีนจำนวนมากนั่นเอง

 

แต่เดิมนั้นสุสานวัดดอนเคยมีหลุมฝังศพมากราว ๗๐,๐๐๐ หลุม เรียกได้ว่าแออัดมากเมื่อหลุมศพในสุสานมากขึ้นมีพื้นที่รองรับไม่เพียงพอเป็นปัญหาที่ทางผู้ดูแลและบรรดาลูกหลานชาวจีนต่างตระหนักกันอยู่ จึงเกิดพิธีกรรมล้างป่าช้า ขึ้น เพื่อจัดการกับหลุมฝังศพที่ฝังไว้นานและไม่มีลูกหลานมาดูแลอีกต่อไปแล้ว หรือบรรดาหลุมฝังศพของศพไร้ญาติที่ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรับมาเพื่อดำเนินการต่อ โดยในอดีตพิธีการล้างป่าช้านี้มีการนำขั้นตอนของพิธีมาจากประเทศจีน  เพื่อให้ได้พิธีกรรมที่ถูกต้องครบถ้วน  วิญญาณของศพไร้ญาติที่ได้นำมาจากการขุดอัฐิตามสถานที่ต่าง ๆ  จะได้รับบุญกุศลไปสู่ดินแดนสุขาวดี ที่เป็นความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายานและในลัทธิเต๋า ส่วนนักแสวงบุญที่ไปร่วมจารึกแสวงบุญก็ได้อานิสงส์ไปด้วย  

 

ความเชื่อเรื่องการล้างป่าช้านั้น จากการสอบถาม ดร.สยมภู เกียรติสยมภู หรือคุณซิง ประธานเครือข่ายผู้เข้าร่วมเก็บศพไร้ญาติและล้างป่าช้า  มีความเชื่อว่าการได้เข้ามาร่วมกันเก็บศพไร้ญาติในป่าช้าหรือในสุสานถือว่าได้บุญกุศลแรงทำให้คนที่ยังห่วง หรือวิญญาณที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดนั้นได้รับการปลดปล่อยและได้รับบุญจากพิธีกรรมนี้ ทำให้พิธีกรรมของการล้างป่าช้านั้นมีหลายขั้นตอนด้วยกัน จำนวนวันที่จะใช้ในพิธีกรรมทั้งหมดคนทรงของเทพเจ้าจะเป็นผู้กำหนด ในการเตรียมวางแผนการจัดงานและมีประกาศออกไปตามเครือข่ายศาลเจ้าที่เคารพนับถือเทพเจ้าองค์เดียวกัน ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนช่วยทั้งการระดมทุน การเข้ามาร่วมล้างป่าช้าและการจัดการอื่นภายในงานด้วย  

 

บริเวณศาลเจ้าหลวงปู่ไต้ฮง หรือ ไต้ฮงกง เทพเจ้าที่ชาวจีนแต้จิ๋วให้ความเคารพนับถือ

 

ขั้นตอนหลักของการล้างป่าช้าจะเริ่มจากการอัญเชิญกระถางธูปของเทพเจ้าผู้คุ้มครองศาลเจ้าที่นับถือ และแห่งรอบตลาดหรือแห่รอบชุมชนที่จะทำการล้างป่าช้า   ต่อมาจะทำพิธีเปิดป่าช้า(ไคบ้อซัว) และจำออกป่าช้ากันทุกวันจนกว่าจะได้ศพตามจำนวนที่กำหนดไว้และเข้าสู่พิธีปิดป่าช้า(อี่บ้อซัว) จึงจะมีการตั้งธงสถิตวิญญาณ(เซงปอก่าย) จากนั้นก็จะประกอบพิธีโปรดวิญญาณ(เตี่ยวโกวฮุง) ในวันต่อมาผู้เข้าร่วมพิธีจะตั้งขบวนแห่ไปอัญเชิญน้ำทิพย์ศิกดิ์สิทธิ์ (ฉูจุ้ย) และพิธีต่อมาคือพิธีล้างกระดูก(โซ่ยโกวกุก)  ปิดทองอัฐิ  พิธีมหากงเต็กเปิดแดนนรก (พั่วตี่เง็ก)  เมื่อเสร็จจากพิธีนี้แล้วก็จะอัญเชิญอัฐิทั้งหมดที่ผ่านขั้นตอนแล้วขึ้นสู่เมรุเพื่อทำการฌาปนกิจหรือที่เรียกว่า (ฮวยห่วย) เมื่อเสร็จพิธีนี้แล้ว ก็จะนำอัฐิที่ฌาปนกิจเรียบร้อยใส่ในหาบทองและตั้งขบวนแห่อัฐิไปบรรจุยังสุสานรวม จากนั้นจะมีพิธีลอยกระทงอัญเชิญดวงวิญญาณทางน้ำ และพิธีโปรยทานอุทิศบุญกุศลแก่ดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ  เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะมีการทำพิธีขอบคุณเทวดา และเซ่นไหว้บรรพบุรุษอีกครั้งเป็นอันเสร็จพิธีล้างป่าช้า  ผู้ที่เข้าร่วมงานล้างป่าช้านี้ โดยเฉพาะคนทรง เจ้าภาพ และคณะกรรมการคณะล้างป่าช้า ต้องถือศีล ๘ กินเจ เพื่อทำให้บริสุทธิ์ทั้งกายและใจตลอดช่วงของการล้างป่าช้าจนกว่าจะเสร็จสิ้นงาน ในระหว่างงานทางนั้นทางเจ้าภาพจะเปิดโรงทานจัดการดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารเจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกคนด้วย ผู้ที่เข้าร่วมพิธีจะต้องสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ เพื่อให้ได้ช่วยกันทำงานด้วยจิตบริสุทธิ์ กลุ่มของศาลเจ้าและมูลนิธิต่างๆ ที่จัดพิธีล้างป่าช้าในประเทศไทยนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๔ กลุ่ม[*]

 

ส่วนของสุสานวัดดอนบางส่วนที่ผ่านการล้างป่าช้าและพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะ 

 

พิธีการล้างป่าช้าหรือพิธีบำเพ็ญกุศลแก่ศพไร้ญาติที่สุสานวัดดอนนั้นถูกจัดขึ้นครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๘๐ พิธีนี้ถูกจัดขึ้นในบริเวณของสุสานส่วนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งดูแล และสืบทอดการทำพิธีล้างป่าช้ามาเรื่อยๆ เมื่อจำนวนหลุมศพที่ได้สำรองไว้นั้นเริ่มจะเต็มอีกครั้งก็จะมีพิธีล้างป่าช้า จนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สุสานของมูลนิธิฯ ได้ย้ายไปตั้งใหม่ที่ ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากพื้นที่เดิมของสุสานวัดดอนนั้นบางส่วนถูกเวนคืนจากทางราชการเพื่อไปสร้างทางด่วนสายบางโคล่-แจ้งวัฒนะ ทำให้พื้นที่ที่ค่อนข้างแคบอยู่แล้วยิ่งลดน้อยลง ได้มีการย้ายศพไร้ญาติจำนวนกว่าสองหมื่นศพที่มูลนิธิฯ ดูแลอยู่ไปไว้ที่สุสานแห่งใหม่ในปีนั้นเอง  มีพิธีกรรมการล้างป่าช้าที่จัดขึ้น ณ สุสานวัดดอนจนถึงปี พ.ศ.๒๕๓๙ ถูกจัดขึ้นทั้งหมด ๙ ครั้ง และสุสานวัดดอนก็ไม่ได้เปิดรับศพใหม่อีกเลยเพราะถือว่าเต็มพื้นที่ ยังคงมีเพียงฮวงซุ้ยบรรพบุรุษที่ลูกหลานยังคงมาดูแลและทำพิธีเคารพกราบไหว้อยู่เท่านั้น

 

จากภาพความน่ากลัวของสุสานได้ถูกพัฒนาไปเป็นพื้นที่สาธารณะภายใต้ความดูแลของเอกชนและกทม. ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งเป็นช่วงที่ทางเอกชนที่ดูแลสุสานวัดดอนเริ่มจะมีแผนการในการย้ายสุสานออกไปยังพื้นที่ใหม่ “สวนสวยแต้จิ๋ว” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในละแวกวัดดอนและชุมชนใกล้เคียง ช่วยลดความน่ากลัวของพื้นที่ และสถานที่ก็ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงจาก กทม. ที่เข้ามารับผิดชอบในส่วนของสวนสาธารณะ

 

 

 


[*] กลุ่มที่จัดงานล้างป่าช้า มีดังนี้ ๑. สมาคมพุทธมามกสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทย (เม่ง) โดยนับถือมีองค์ไท้เสียงเล่ากุนศาสดาในลัทธิเต๋าและเทพเจ้าแปดเซียน  ๒. สมาคมสหพันธ์การกุศล “เต็กก่าแห่งประเทศไทย” โดยมีพระอรหันต์จี้กงพร้อมเทวอาจารย์ทั้งสี่ ๓.มูลนิธิสหพุทธธรรมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย (พ่งเลี้ยง) โดยมีองค์ฮ้อเอี๊ยฮุ้งเซี๊ยโจ้ว และ ๔.มูลนิธิอิสระ(ที่ไม่ได้สังกัดในทั้ง ๓ กลุ่มที่ได้กล่าวมา)

อัพเดทล่าสุด 12 ม.ค. 2561, 11:06 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.