หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“ชวนเด็กแกลงตามรอยพระเจ้าตากฯ ที่กรุงธนบุรี” กิจกรรมเนื่องในงานวันเล็ก-ประไพ รำลึกปีที่ ๑๕ ประจำปี ๒๕๖๐
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 8 ธ.ค. 2560, 15:08 น.
เข้าชมแล้ว 8487 ครั้ง

 “ชวนเด็กแกลงตามรอยพระเจ้าตากฯ ที่กรุงธนบุรี”

กิจกรรมเนื่องในงานวันเล็ก-ประไพ รำลึกปีที่ ๑๕ ประจำปี ๒๕๖๐

 

กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมกิจกรรมและทีมงาน  ณ โรงเรียนแกลง "วิทยสถาวร" 

 

กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมกิจกรรมและทีมงาน  ณ โรงเรียนแกลง "วิทยสถาวร" 

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับโรงเรียนแกลง "วิทยสถาวร" และชาวบ้านทะเลน้อย รวมทั้งวัดราชบัลลังก์ฯ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง จัดกิจกรรมค่ายวิชาการ “ชวนเด็กแกลงตามรอยพระเจ้าตากฯ ณ กรุงธนบุรี” เมื่อวันที่ ๒๔ - ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เป็นกิจกรรมเพื่อเรียนรู้การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านเมืองแกลง และประวัติศาสตร์ย่านภูมิภาคตะวันออกและกรุงธนบุรี รวมถึงศึกษา รวมถึงเรียนรู้เส้นทางสร้างชาติสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๒๕๐ ปีการเสียกรุงศรีอยุธยา และ ๒๕๐ ปี ในการสถาปนากรุงธนบุรี 

 

ในการทำกิจกรรมครั้งนี้ มูลนิธิฯ มุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะสามารถทำความเข้าใจในพื้นที่อำเภอแกลง ซึ่งมีชุดข้อมูลประวัติศาสตร์บอกเล่าในท้องถิ่นและความเชื่อเกี่ยวกับคำบอกเล่าการเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรม (Culture Hero) และในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีของผู้คนชายฝั่งทะเลตะวันออก เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่อถิ่นที่อยู่อาศัย รวมถึงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรุงธนบุรีอดีตราชธานีของไทย

 

กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมกิจกรรมและทีมงาน  ณ โรงเรียนแกลง "วิทยสถาวร" 

 

บันทึกภาพหมู่บริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ณ วงเวียนใหญ่ 

 

“จากเมืองแกลงสู่ธนบุรี”

กิจกรรมในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน สถานที่แรกของการเริ่มต้นกิจกรรมอย่างเป็นทางการ คือ การเข้าสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ณ วงเวียนใหญ่ ก่อนจะเข้าชมวัดต่างๆ ในพื้นที่ธนบุรีที่เคยมีความสำคัญในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และเข้าชมพระราชวังเดิมซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม กองบัญชาการกองทัพเรือ ในด้านสถานที่และการเป็นวิทยากรให้ความรู้ตลอดระยะเวลา ๒ ชั่วโมง

 

พระราชวังเดิม

 

ในพื้นที่พระราชวังเดิมและป้อมวิชัยประสิทธิ์ในการบอกเล่าประวัติศาสตร์สมัยที่ธนบุรีเป็นราชธานี กิจกรรมในช่วงนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓-๔ ที่มีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมากในการเรียนรู้และมีการตั้งคำถามในข้อสงสัยต่างๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์  เด็กๆ ได้ซึมซับบรรยากาศในท้องพระโรงซึ่งเคยเป็นที่เสด็จออกทรงงานและประกอบพระราชพิธีที่สำคัญมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี  อีกทั้งยังได้รับความรู้จากวิทยากรถึงเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ในสมัยกรุงธนบุรีต่อกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านการบรรยาย และการนำชมโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่จัดแสดง

 

พระราชวังเดิม

 

พระราชวังเดิม

 

ต่อมาเป็นการเข้าชมวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารและวัดโมลีโลกยารามฯ ซึ่งทั้งสองวัดถือเป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยธนบุรี “วัดแจ้ง” หรือ "วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับคลองมะกอกที่แยกออกจากแม่น้ำเดิม เรียกว่า “วัดมะกอกนอก” เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสด็จนำทัพ ผ่านถึงหน้าวัดมะกอกนอกก็เมื่อเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อ เป็น “วัดแจ้ง” ส่วนวัดโมลีโลกยาราม หรือ“วัดท้ายตลาด” ในอดีตอยู่ต่อจากตลาดของเมืองธนบุรีเก่า ทั้งสองเป็นวัดเดิมที่อยู่คู่กับชุมชนมานานตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาจึงเป็นวัดสำคัญที่ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานพระราชวังและไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาตลอดรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยในส่วนของวัดอรุณราชวรารามฯ ยังเป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดของความเป็นเมืองทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดมาจนทุกวันนี้ ขณะที่วัดโมลีโลกยารามฯ ยังเป็นแหล่งศึกษาปริยัติธรรมของภิกษุสงฆ์และสามเณรอยู่หลักฐานที่สะท้อนความสำคัญของวัดโมลีฯ ในสมัยกรุงธนบุรีคือวิหารที่มีตำนานบอกเล่าว่าเคยเป็น "ฉางเกลือ"  ซึ่งเกลือเป็นยุทธปัจจัยในการทำสงคราม การค้า และการตั้งชุมชน

 

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 

 

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 

 

วัดโมลีโลกยาราม

 

วัดโมลีโลกยาราม

 

ในพื้นที่โดยรอบชุมชนที่ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายของชาติพันธุ์ หลากหลายศาสนาของผู้คนในบริเวณนี้ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สืบมาธนบุรีและจวบจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์   เห็นได้จากมีวัดซึ่งเป็นศาสนสถานของผู้คนที่นับถือศาสนาพุทธ และมัสยิดต้นสนที่เป็นศาสนสถานของชาวมุสลิม

 

มัสยิดต้นสนเดิมเรียกว่า “กุฎีใหญ่” ซึ่งย่อมาจาก “กุฎีบางกอกใหญ่” โดยมีหลักฐานกำกับเป็นช่วงเวลาการฝังศพที่กูโบร์ สร้างในปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๑ โดยพระยาราชวังสัน(มะหมุด) แม่ทัพเรือที่ถูกส่งมากำกับการสร้างป้อมร่วมกับทหารฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๓๑๗ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสด็จพระราชดำเนินมาร่วมประกอบพิธีฝังศพเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด) สมุหนายกคนแรกในสมัยกรุงธนบุรี คนทั่วไปมักเรียกท่านว่า "เจ้าพระยาจักรีแขก” ถือว่าเป็นมัสยิดที่เก่าที่สุดในอาณาบริเวณกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

 

มัสยิดต้นสน

 

“ล้อมวงเสวนา..ประวัติศาสตร์นอกตำรา”

กิจกรรมส่งท้ายของวันคือการล้อมวงเสวนา ณ ที่พักบ้านคุณนายโฮสเทล บริเวณแยกโพธิ์สามต้น เป็นกิจกรรมเพื่อถอดบทเรียน สรุปกิจกรรม และประมวลภาพความรู้ ความเข้าใจที่ได้ตลอดทั้งวัน รวมถึงแลกเปลี่ยนพูดคุยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์นอกตำราเรียนของนักเรียนชั้นมัธยม ร่วมกับคุณครูผู้ควบคุมและผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของโรงเรียนแกลง “วิทยสถาวร” แลกเปลี่ยนความเข้าใจในประเด็นหัวข้อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้กับประวัติศาสตร์ในตำราเรียนที่คุ้นเคย วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วยต้นเองโดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถาม และการฝึกสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากคำบอกเล่าแบบง่าย ซึ่งนำคุยและวิทยากรให้ความรู้หลักโดยวลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ และทีมงานจากมูลนิธิฯ

 

กิจกรรม “ล้อมวงเสวนา..ประวัติศาสตร์นอกตำรา”

 

เด็กๆ ต่างมองว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่ไกลตัว กล่าวคือประวัติศาสตร์ที่นำเสนอผ่านบทเรียนนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ชาติที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องของการท่องจำเพื่อจะนำเนื้อหาไปทำข้อสอบ ซึ่งแตกต่างจากประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ทางมูลนิธิฯ กำลังนำพาเด็กๆ เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้นี้ การทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวควรเริ่มต้นจากการตั้งประเด็นคำถาม เช่น ชื่อบ้านนามเมืองมีที่มาอย่างไร พื้นที่ใกล้โรงเรียน ใกล้บ้าน มีความเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะแบบใดและเราสามารถศึกษาได้เองมากน้อยแค่ไหน และด้วยวิธีการใด ฯลฯ โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมรวมถึงมีพื้นที่ให้แสดงออกทางความคิดและมีผู้คอยให้คำแนะนำที่ดี เด็กๆ ก็จะสามารถเรียนรู้และเข้าใจท้องถิ่นของตนเองและมีสำนึกรักษ์ท้องถิ่นได้โดยวิธีการธรรมชาติ

 

กิจกรรม “ล้อมวงเสวนา..ประวัติศาสตร์นอกตำรา”

 

การเริ่มต้นศึกษาท้องถิ่นจากคนในท้องถิ่นเองนั้นสามารถเห็นในมิติที่ใกล้ชิดกับความเป็นท้องถิ่น เนื่องด้วยมีความเข้าใจในพื้นที่ ได้รับความเชื่อใจในการให้ข้อมูล ความคุ้นชินกับวิถีชีวิต เมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ทั้งเกิดจากปัจจัยภายในคนในชุมชนเอง หรือแม้แต่ปัจจัยภายนอก คนในท้องถิ่นก็จะสามารถเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาชุมชนร่วมกันโดยมีความเข้าใจเป็นพื้นฐาน

 

กิจกรรมในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เริ่มต้นจากการเข้าชมวัดอินทารามวรวิหาร หรือ วัดบางยี่เรือนอก ซึ่งเป็นวัดสำคัญของสมัยกรุงธนบุรีที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ โปรดทรงศีลบำเพ็ญกรรมฐานที่วัดแห่งนี้ มีพระแท่นบรรทมที่เคยใช้เป็นที่ประทับแรมทรงธรรมและกรรมฐาน เป็นไม้กระดานกว้าง ๒ แผ่น มีลูกกรงงาเป็นพระราชอาสน์ที่พระองค์ทรงประทับแรมทรงศีล

 

วัดอินทารามวรวิหาร หรือ วัดบางยี่เรือนอก

 

นอกไปจากนั้นวัดอินทารามยังเป็นที่ออกพระเมรุเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จกรมพระเทพามาตย์ พระบรมราชชนนี”และบำเพ็ญพระราชกุศลสักการะพระบรมอัฐิ และมีพระเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถเก่าคู่พระเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระอัครมเหสี

 

วัดอินทารามวรวิหาร หรือ วัดบางยี่เรือนอก

 

สถานที่สุดท้ายของกิจกรรม ณ กรุงธนบุรีคือ "วัดหงส์รัตนาราม"  เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา   เดิมชื่อว่า “วัดเจ้าสัวหง” หรือ“วัดขรัวหง” ซึ่งมีเศรษฐีจีนเป็นผู้สร้าง วัดหงส์รัตนารามเป็นพระอารามหลวงในสมัยกรุงธนบุรี เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังกรุงธนบุรี 

 

ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) ซึ่งเป็นชาวเมืองแกลงให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหงส์อาวาสวิหาร จนได้สมณศักดิ์ที่สมเด็จพระสังฆราช ต่อมาภายหลังปลายรัชกาลได้ถูกถอดสมณศักดิ์ตำแหน่งแต่ยังมีพระชนม์ชีพต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่ามุขปาฐะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าตากสินภายหลังจากการถูกประหาร เชื่อกันว่าระหว่างการเคลื่อนย้ายพระบรมศพจากป้อมวิไชยประสิทธิ์ไปยังวัดอินทาราม เมื่อพระบรมศพผ่านวัดหงส์ฯ พระโลหิตได้หยดลงภายในบริเวณวัด จึงได้มีการสร้างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินในภายหลัง

 

วัดหงส์รัตนาราม 

 

นับว่าเป็นครั้งแรกสำหรับเด็กและคุณครูจากเมืองแกลงที่มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ กรุงธนบุรี ซึ่งโดยปกติจะมีเพียงการทัศนศึกษาในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเท่านั้น จึงทำให้เห็นภาพประวัติศาสตร์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อยู่ในจินตนาการใกล้ชิดและมีตัวตนเด่นชัดอย่างแท้จริง

 

“ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่น”

กิจกรรมในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ณ ศาลากองทุนแม่ บ้านทะเลน้อย ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นการทำกิจกรรมในพื้นที่เพื่อศึกษาเส้นทางกู้บ้านเมืองของพระเจ้าตากสินฯ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในฐานะคนในท้องถิ่นเดียวกัน โดยมีวิทยากรท้องถิ่น ๒ ท่าน คือ คุณลุงบุญมี จำเนียร และคุณลุงสิทธิ ช่างเหล็ก

 

คุณลุงบุญมี จำเนียร และคุณลุงสุทธิ ช่างเหล็ก

 

 

จากคำบอกเล่าของคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะชาวบ้านทะเลน้อยที่เชื่อกันว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงนำทัพผ่านทางบ้านทะเลน้อยเพื่อข้ามไปยังจันทบุรี พร้อมยังมีหลักฐานคือ "ตั่งรองพระบาท" ที่ยังหลงเหลืออยู่ที่วัด เป็นตั่งไม้ที่เป็นศิลปะจีน เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือช่างและรูปแบบลวดลายเดียวกับพระแท่นบัลลังก์ที่จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

และในการนำไปครั้งนั้นจึงมีการตั้งชื่อวัดให้ใหม่จากวัดเนินสระ บ้านทะเลน้อย เป็น “วัดราชบัลลังก์ปฏิฐาวราราม” ที่ปรากฏอยู่ในแผนที่เก่าซึ่งตั้งโดยกรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรีราว พ.ศ.๒๔๔๖ ภายหลังถูกเปลี่ยนมาเป็น “วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาวราราม” แต่ในปัจจุบันชาวบ้านคงไว้เพียงชื่อ “วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม”

 

วิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อองค์หวาย

 

เดินทางเข้าไปภายในวัดพบวิหารซึ่งเคยถูกใช้เป็นพระอุโบสถ และเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อองค์หวาย ตัวอาคารเป็นรูปแบบเดียวกับพระอุโบสถที่พบในเมืองระยองคือ มีขนาดย่อม และมีพาไลด้านหน้า เดิมเป็นอาคารไม้ ภายหลังมีการซ่อมแซมให้เป็นอาคารที่ก่ออิฐถือปูนซึ่งเป็นศิลปะแบบจีนผสม

 

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ภายในวัดราชบัลลังก์ฯ

 

บริเวณด้านหลังวิหารประกอบไปด้วยเจดีย์อัฐิของพระอุปัชฌาย์ของวัดบ้านทะเลน้อย ๔ รูป ซึ่งการเป็นพระอุปัชฌาย์นั้นคือ พระที่สามารถบวชพระใหม่ได้ ตามความเชื่อและความศรัทธาของชาวบ้านคือต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาก มีความรู้ทั้งด้านการปกครองสงฆ์ การปฏิบัติกิจอย่างเคร่งครัด และเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านรวมถึงลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการพบเจดีย์อัฐิของพระอุปัชฌาย์ถึง ๔ รูป ที่วัดราชบัลลังก์ฯ ที่บ้านทะเลน้อยจึงถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญเป็นแหล่งความรู้ของผู้คนในย่านเมืองแกลง รวมถึงจังหวัดระยองด้วย

 

เจดีย์แบบท้องถิ่นจันทบูร ที่วัดราชบัลลังก์ฯ

 

นอกจากนั้นยังมีเจดีย์แบบท้องถิ่นจันทบูร ซึ่งชาวบ้านได้มีประเพณีเปลี่ยนผ้าห่มเจดีย์ในทุกๆ ปีของวันที่ ๒๘ ธันวาคม ในช่วงงานพระเจ้าตากฯ ซึ่งเป็นงานประจำปีของคนในหมู่บ้าน จากนั้นเดินเข้ามากราบสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในบริเวณข้างพระอุโบสถหลังใหม่ เรียนรู้ความแตกต่างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่กรุงธนบุรีกับศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในระดับหมู่บ้าน จำพวกเครื่องเซ่นไหว้และลักษณะศาล รวมถึงความเชื่อของท้องถิ่นในมิติต่างๆ

 

วัดราชบัลลังก์ฯ

 

พระอุโบสถหลังใหม่ซึ่งสวดถอนใบเสมาเดิมที่ทำจากหินชนวนและมีลายเส้นเป็นรูปบัวแปดกลีบซึ่งพบใบเสมาลักษณะเดียวกันนี้ที่วัดแหลมสนหรือวัดสมมติเทพฐาปนาราม และวัดโขมง อำเภอท่าใหม่ วัดโบสถ์ ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นต้น แตกต่างไปจากวัดเก่าที่เมืองระยองซึ่งเป็นใบเสมาหินทราย และชมตู้พระธรรมลายรดน้ำภายในศาลาการเปรียญก่อนจะเดินกลับไปศาลากองทุนแม่เพื่อรับประทานอาหารกลางวันโดยฝีมือแม่ครัวท้องถิ่นจากกลุ่มส่งเสริมการท่องเที่ยวของชาวบ้านทะเลน้อย

 

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านทะเลน้อย

 

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านทะเลน้อย

 

จากการทำกิจกรรมที่กล่าวขึ้นมาข้างต้นนั้นทำให้เห็นถึงภาพ “อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ที่สะท้อนให้เห็นว่าเด็กๆ มีความตระหนักในการศึกษาอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบันและกำหนดทิศทางของอนาคตร่วมกัน เช่นเดียวกับการร่วมจินตนาการความเปลี่ยนแปลงของเมืองแกลงของสมาชิกในทีมที่ช่วยกันสรรสร้างบรรยากาศของชุมชนที่อยู่อาศัยที่ต้องการ โดยพื้นฐานนั้นทุกกลุ่มยังต้องการคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยที่สะดวกสบายขึ้น และมีบางกลุ่มที่พยายามนำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองให้เข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการใช้พลังงานจากธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันคือคงความสวยงามตามสมัยนิยม

 

กิจกรรม “อดีต ปัจจุบัน อนาคต” คิดว่าเมืองแกลงเป็นอย่างไร? 

 

บรรยากาศการร่วมกิจกรรม

 

กิจกรรมทั้ง ๓ วันดังที่กล่าวมานั้นได้รับเสียงตอบรับจากชุมชนทะเลน้อย รวมไปถึงนักเรียนผู้เข้าร่วมกิจกรรมว่ามีความพึงพอใจ ได้รับความสนุก เพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกรุงธนบุรีและสามารถนำมาเชื่อมโยงทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากคำบอกเล่าได้มากยิ่งขึ้น โดยทำให้เห็นว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจค้นหาและสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ชีวิตปกติได้

 

เมื่อเริ่มสนใจที่จะมองเรื่องราวในอดีตเข้ากับปัจจุบันและร่วมสร้างสังคมในอุดมคติตามที่ได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบกันไว้อย่างเข้มแข็ง ฝึกการรับฟังความเห็นของผู้อื่น ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม และให้ความสำคัญกับข้อมูลประวัติศาสตร์ที่เกิดจากคำบอกเล่าของชุมชน ทั้งตำนาน ความเชื่อ รวมถึงวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรม สรรสร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไปในอนาคต 

 

 

ทั้งนี้มูลนิธิฯ มีความคาดหวังว่าจะมีโอกาสร่วมกิจกรรมกับทั้งโรงเรียนแกลง “วิทยสถาวร” ชุมชนบ้านทะเลน้อยและชาวอำเภอแกลง รวมถึงขยายขอบเขตของการศึกษา และเผยแพร่ความรู้ออกไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่องในโอกาสต่อไป

 

ขอขอบคุณ

โรงเรียนแกลง "วิทยสถาวร" อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม

มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม กองบัญชาการกองทัพเรือ

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร

วัดอินทารามวรวิหาร

วัดหงส์รัตนาราม

มัสยิดต้นสน

 

คุณบุญมี จำเนียร

คุณสุทธิ ช่างเหล็ก

คุณปรีชา สรรเสริญ

ชาวบ้านทะเลน้อย ตำบลทางเกวียน  อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

 

กิจกรรมเนื่องในงานวันเล็ก-ประไพ รำลึก ปีที่ ๑๕ ประจำปี ๒๕๖๐ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๗

(ม.ค.-มี.ค.๒๕๖๑)

 

 

อัพเดทล่าสุด 5 เม.ย. 2561, 15:08 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.