หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ย่านเก่ากับชีวิตจริง กิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจท่องเที่ยว
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 26 ก.ย. 2560, 08:36 น.
เข้าชมแล้ว 2202 ครั้ง

ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในย่านเก่าของ กรุงเทพมหานครเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการปรับเปลี่ยนอาคารร้านค้าและบ้านเรือนไม้ที่มีอายุไม่น้อยให้กลายเป็นที่พักแรมจำพวกบูติคโฮเทลหรือโฮสเทล ที่เป็นแบบห้องนอนรวมและกลายเป็นร้านกาแฟ เบเกอรี่น่านั่งอย่างมากมายภายในเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานี้

 

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพื่อรองรับกระแสการท่องเที่ยว ในย่านเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวต้องการลดค่าใช้จ่ายจากการเคยนิยมพักแรมตามโรงแรมชั้นดี แต่ห่างไกลจากชีวิตผู้คนท้องถิ่น ตลอดจนความต้องการท่องเที่ยวเรียนรู้ชีวิตวัฒนธรรมของคนปกติในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้มีการจัดสร้างหรือเสแสร้งมากนัก

 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผู้คนอยู่อาศัยภายในย่านเมืองเก่าน้อยลงๆ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐที่ต้องการจัดแต่งให้เมืองในย่านเก่ามีการจัดระบบระเบียบและสวยงาม จึงควบคุมการใช้พื้นที่ของชาวบ้านที่ทำมาหากินริมถนนหรืออยู่ในย่านพื้นที่ซึ่งอาจจะทำให้เมืองดูไม่งาม ทั้งย้ายหน่วยราชการแทบจะทั้งหมดออกไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตเป็นประจำในเมืองเก่าแห่งนี้น้อยลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย

 

แม้ย่านธุรกิจดูเหมือนกำลังจะลดถอยลงเรื่อยๆ เช่น การค้าในย่านบางลำพูก็ตาม แต่ในบริเวณถนนบำรุงเมือง ย่านเสาชิงช้า และย่านแพร่งที่มีฐานธุรกิจการค้าเรื่องของอาหารการกินที่อุดมมากมาแต่อดีตในย่านที่เป็นแหล่งกระทรวงทบวงกรมหลายแห่งตั้งอยู่ รวมทั้งกิจการค้าเครื่องหมายของข้าราชการและนักเรียน ตลอดจนการค้าเครื่องสังฆภัณฑ์ที่ดูเหมือนร้านสองประเภทหลังนั้นสามารถค้าขายได้เรื่อยๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่ยังมีความนิยมในเครื่องหมาย ยศศักดิ์ที่ดูจะเป็นค่านิยมหลักในสังคมไทยอย่างยิ่ง รวมทั้งความเชื่อในวัตถุประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งสามารถหาได้ครบทุกสิ่งในย่านเสาชิงช้า

 

ถือเป็นธุรกิจเก่าแก่ของย่านเก่าที่ยังสามารถดำรงอยู่ได้ แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปจากเมืองที่เคยใช้อยู่อาศัยทำงาน และใช้ชีวิตปกติประจำวันมาเป็นเมืองเก่าเพื่อการท่องเที่ยวและมีธุรกิจ เพื่อการท่องเที่ยวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแข็งขันสูงเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างประเทศ

 

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังไม่มีหน่วยงานทั้งการจัดการเมืองประวัติศาสตร์ และองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนการท่องเที่ยว ตระหนักหรือเริ่มศึกษาผลกระทบต่างๆ ที่มีต่อผู้คนประชาชนธรรมดา ที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิตในย่านเมืองเก่าแต่อย่างใด

 

“ข้าวเสียโป เฮียหลอ” ของอร่อยในตรอกช่างทอง แพร่งสรรพศาสตร์

ป้ามาลีหรือคุณสุธิสา สุชิน ภรรยาของเฮียหลอผู้เสียชีวิต ไปแล้วทำข้าวเสโปมาตั้งแต่อายุ ๒๙ ปี เมื่อแต่งงานเข้ามาอยู่กับ ครอบครัวเฮียหลอที่บ้านตรอกช่างทอง ก็เริ่มช่วยกิจการในครอบครัวสามี ได้รับช่วงสูตรการทำมาจากเตี่ยของเฮียหลอซึ่งเป็นคนจีน เคยทำงานภัตตาคารแล้วออกมาขายผลไม้ แล้วมาทำข้าวหมูแดงขายที่สะพานพุทธเป็นรถเข็น พอเลิกจากขายรถเข็นพ่อของเฮียหลอก็ไปขายที่โรงเรียนรุจิเสรีแถวสะพานควายโดยทำจากที่บ้านตรอกช่างทองแล้วเอาไปขายที่โรงเรียน ส่วนแม่ของเฮียหลอมาขายตรงหน้ากระทรวงกลาโหม ป้ามาลีจะเป็นคนช่วยทำของและช่วยขาย เมื่อพ่อกับแม่เฮียหลอเสียชีวิตลง เฮียหลอกับป้ามาลีจึงมาเช่าร้านขายที่ย่านแพร่งนราข้างโรงเรียนตะละภัฏ เปิดขายอยู่ประมาณ ๗ ปี โดยเฮียหลอเป็นคนหาลูกค้าเพราะรู้จักคนเยอะ เมื่อคุณสันติ เศวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำได้มาถ่ายทำรายการ จึงเรียกชื่อว่า ข้าวเสโปเฮียหลอ

 

ข้าวเสียโป

 

พ่อเฮียหลอเคยเล่าให้ป้ามาลีฟังว่า ข้าวเสโปก็คือข้าวของคนที่เสียโปที่เป็นการพนัน เมื่อไม่มีเงินก็มากินข้าวที่เขาหาบขายสมัย ก่อน แถวหน้าโรงโปที่เยาวราชจะมีคนแก่เขาหาบมาขายตอนดึกจะมีตะเกียงดวงหนึ่งติดอยู่ข้างหน้าแล้วก็ร้องเสียโปๆ แล้วไปหยุดขายที่หน้าโรงโป คนที่มาเล่นโปก็มาซื้อกินจะมีพวกเครื่องในเป็นไส้เป็ด ไส้ หมู หูหมู กระเพาะหมู ข้าวเสโปป้ามาลีนั้น ถ้าอยากกินทุกอย่างก็ใส่เครื่องรวมกัน มีหมูแดง เป็ดย่าง กุนเชียง ไส้เป็ด ไข่ ผักและขิงดอง เป็นแบบเฉพาะข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดงก็ได้ ป้าจะทำให้ตามความชอบของคนกิน ถ้าไม่สั่งพวกเครื่องในก็ไม่ใส่ให้เพราะบางคนไม่ชอบกิน

 

ป้ามาลีขายข้าวเสโปอยู่ที่ร้านค้าที่แพร่งนราประมาณ ๗ ปี จึงเลิกขายลูกน้องกลับบ้านหมด ป้ากลับมาอยู่บ้านที่ตรอกช่างทอง (แพร่งสรรพศาสตร์) อยู่เหงาๆ ก็เลยทำขายที่บ้านแบบไม่ทำมาก แต่เพราะลูกค้าตามมาบอกกันปากต่อปาก ถึงบ้านจะคับแคบไม่ค่อยมีที่นั่งเขาก็สั่งเป็นห่อเป็นกล่องทีละมากๆ ไปรับประทานกัน ป้ามาลีบอกว่าถ้าป้าเลิกทำก็ไม่มีใครทำต่อแล้วเพราะลูกไม่มีใครรับช่วงต่อ เพราะเป็นงานที่เหนื่อยและมีขั้นตอนการทำยุ่งยาก

 

หลังจากป้ามาลีกลับมาขายข้าวเสโปที่บ้านพักตนเองในตรอกช่างทองก็ทำให้ในซอยนี้คึกคักขึ้น เพื่อนบ้านก็เริ่มมาช่วยและขายขนมอื่นๆ ด้วยโดยจะขายเฉพาะวันธรรมดาไม่ขายในวันหยุดราชการทุกอย่างตั้งแต่เวลา ๗ โมงเช้าจนถึงบ่าย ๓โมงก็หมดแล้ว

ขอบคุณคุณสุธิสา สุชิน (ป้ามาลี) : อายุ ๖๔ ปี

 

ร้านขายเครื่องหมาย “ร้านสุวรรณประดิษฐ์”

ร้านนี้ตั้งขึ้นสมัยคุณปู่ของผมท่านชื่อเศียร คุณย่าชื่อเติม พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ แต่คุณปู่มาจากนครราชสีมา เป็นคนจีนมาค้าขายในกรุงเทพฯ ตอนแรกๆ ขายหลายอย่าง มาอยู่ตรงตลาดเสาชิงช้าก่อนแต่รื้อไปหมด แต่ก่อนเป็นเทศบาลนครกรุงเทพฯ แล้วจึงย้ายมาซื้อที่อาคารห้องแถวเป็นห้องๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณหัวโค้งต่อกับถนนบำรุงเมืองในปัจจุบันทำเป็นร้านขายเป็นลักษณะขายชุดเครื่องหมาย พวกเข็มขัดนาค สมัยก่อนชอบทำเข็มขัดนาค เครื่องชุบทอง ภายหลังเริ่มมีเงินก็ทำเป็นเข็มขัดทอง เข็มขัดนาค แล้วก็เอาไปขายต่างจังหวัดบ้าง เอาไปฝากห้างแผ่นเสียง ต.เง็กชวน ที่บางลำพูเพราะว่าเขาไปต่างจังหวัดก็เลยรับไปขายด้วย เราก็ไม่ต้องไปไกล

 

คุณสรรพสุข  นัยสวัสดิ์ : ร้านสุวรรณประดิษฐ์

 

มีคนรับงานไปทำที่บ้านเป็นวัตถุดิบมา เราก็มาชุบแบบโบราณไม่ต้องเป็นโรงงานอะไร ซื้อทองมาแล้วก็กัดให้เป็นน้ำแล้วก็ต้ม ที่ผมเคยทำกับคุณย่าผมตอนที่มาอยู่นี่แล้ว เอาผูกแล้วก็ลงไปชุบอย่างที่ข้างถนนทำนั่นแหละ นำทองแท้ๆ ซื้อทองมาทีก็สลึงหนึ่งบ้าง บาทหนึ่งบ้างเป็นทองแบบบางๆ เอามาตัดฝอยแล้วก็กัดด้วยน้ำกรดเป็นน้ำหมดแล้วไปต้มในหม้อลงทุนตามที่เราซื้อทอง แต่ก่อนบาทละ ๔๐๐ ก็ซื้อบาทหนึ่งแล้วก็มาต้มก็ได้หม้อใหญ่ๆ เราก็ชุบไปแล้วก็คิดไปว่าควรจะขายเท่าไหร่

 

รุ่นใหม่ก็ทำแบบเป็นโรงงานใหญ่ก็เลยเป็นธุรกิจใหญ่โตไป ถ้าเป็นสมัยโบราณก็ทำแบบข้างถนนตรงหัวมุม แต่ของเรามีทั้งชุบเงิน ชุบทอง ชุบนาค เรื่องทองชุบไม่แพงก็ตามราคาทอง แต่สมัยนี้ชุบก็แพงทองเป็นหมื่น ก่อนที่จะมาเป็นเครื่องชุบนี่เป็นโลหะทองเหลือง ทองแดง แต่อะลูมิเนียมชุบไม่ได้ชุบได้แต่ทอง เงิน ทองแดง ทองเหลืองเป็นตัวหลัก ซึ่งเข็มขัดโดยมากก็ทำด้วยทองแดงเพราะเนื้อมันอ่อนทำง่ายขัดก็เงาดีแล้วก็มาชุบ

 

สมัยก่อนไม่น่าจะมีมากเท่าที่รู้ก็ที่ร้านผมก็คงจะมีย่อยๆ ไม่ใช่ร้านเดียว แต่ว่าต่างคนต่างทำก็เป็นร้านพวกร้านช่างทองนี่แหละ จะทำกันมากกว่า เราไม่ได้ทำทองแบบคนละแวกนี้ แต่รับชุบร้านที่ทำทองหรือสร้อยทองนี่แหละถึงจะต้องมีการชุบด้วย เขาจะต้องมีความรู้แบบนี้ แต่ที่เรามาชุบเนื้อโลหะโดยเฉพาะ

 

แล้วพอมาอยู่นี่ก็เริ่มทำเครื่องหมายข้าราชการตอนนี้ต้องเริ่มทำเองเริ่มมีช่างมาช่วยงานก่อนจะทำเป็นเครื่องหมายก็ต้องมีแม่พิมพ์เป็นก้อนเหล็กแล้วก็เอาแผ่นทองเหลืองที่เขารีดเป็นบางๆ มาวางแล้ว ก็มีเครื่องปั้มลงไปออกมาก็เป็นรูปเครื่องหมายก็เริ่มทำที่นี่ทำเครื่องแบบ ทำหมวกมีช่างตัดอยู่ข้างบนมีจักร เพราะจะไปจ้างใครก็ไม่ค่อยมีเราก็ต้องเริ่มทำเอง

 

เครื่องหมายต่างๆ ของร้านสุวรรณประดิษฐ์

 

ส่วนใหญ่ต้องเริ่มทำของเราเองและให้ช่างรับไปทำไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ อย่างงานปักดิ้นมีคนรับไปทำตามบ้านไม่ต้องมาที่ร้าน อยู่ทางสามแยกไฟฉายอยู่ตามบ้านสวน พ่อแม่ก็ทำสวนแต่ตัวเขาก็มีความชอบทางเย็บปักถักร้อยงานปักพวกนี้เขาก็สนใจมา แต่ต้นตอจริงๆ คือ ช่างวังหลวงที่ออกจากวังแล้วกลับบ้านก็เข้ามารับงานไป ทำในช่วงเริ่มแรกช่วงนี้ช่างน้อยลง ช่างเก่าๆ ตายไปบ้างออกมาทำเองบ้าง มารับงานทางร้านเราด้วยทำเป็นส่วนตัวแต่ส่วนรับราชการอยู่ในสำนักราชวังก็เป็นช่างปักอยู่ทางท้ายวัง

 

ยุคจอมพล ป. ให้ใส่หมวกขายดีมาก ย่านนี้สมัยใหม่แล้วแต่งเครื่องแบบกันมโหฬารเครื่องหมายก็ขายตามปกติมีครบหมด ออกแบบมาเราทำหมดเพราะเป็นลักษณะเครื่องแบบแล้ว ทหาร ตำรวจ มีทุกกระทรวง  แหวนรุ่นผมก็ทำโรงเรียนจะทำแหวนรุ่น ราชการแหวนรุ่น เราก็ทำได้ไม่ยาก ช่างทำงานพวกเครื่องหมายเป็นช่างทำพวกนี้ได้

 

ผมเรียนอัสสัมชัญ เรียนเสร็จก็มาทำงานอย่างนี้ แล้วก็มาเรียนธรรมศาสตร์ไปไกลไม่ได้ ส่วนน้องเรียนแบบต่างคนต่างเรียน มี โอกาสได้ไปไม่ได้มาทำต่อของผมเป็นรุ่นที่ ๔ แล้ว หลานๆ ผมไม่รู้จะเอาหรือเปล่า เมื่อก่อนอาศัยอยู่ที่นี่ผมเกิดที่นี่แต่วันนี้ไม่ไหวแล้วต้องออกไปอยู่บ้านที่พระโขนง

ขอบคุณคุณ สรรพสุข นัยสวัสดิ์ : อายุ ๘๒ปี

 

“เจริญชัยการช่าง” ร้านค้าเครื่องสังฆภัณฑ์และพระพุทธรูปอายุ กว่า ๕๐ ปี

ร้านสังฆภัณฑ์เก่าแก่ที่อยู่คู่กับถนนบำรุงเมืองตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม คุณวารี จิวารุ่งเรือง เล่าให้ฟังว่า

“ตอนเด็กแถวนี้ (ชุมชนหลังโบสถ์พราหมณ์ที่ถูกเทศบาลรื้อเรือนไม้บ้านแต่เดิมออกไปแล้วทำเป็นอาคารให้เช่าและขายที่ส่วนใหญ่ เป็นคนเชื้อสายจีน) เป็นดินขรุขระฝนตกก็จะเฉอะแฉะ เมื่อถึงประเพณีไหว้พระจันทร์จะมีการเล่น “เต็งลั้ง” จะเป็นโคมและเป็นกระดาษแก้วทำเป็นรูปทรงเครื่องบิน โคม ดาว ตะเกียง ดอกไม้ ตรงกลางจะเป็นเทียนไขวาง พอพระอาทิตย์ตกดินเด็กก็จะถือโคมที่เรียกว่าเต็งลั้งนี้ออกมาเดินตามซอยจะเดินกันเป็นกลุ่มประมาณเกือบ ๑๐ คน เป็นกลุ่มเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย เด็กบางคนไม่มีสตางค์ก็จะใช้กระป๋องนม เอามาเจาะรูเล็กๆ ตรงก้นเพื่อให้แสงสว่างพอมีออกซิเจนเข้าได้เทียนไม่ดับ แล้วเอาไม้เสียบร้อยด้ายกับไม้สำหรับถือยาวๆ เด็กจะเดินทุกซอย มีจื่อก้วย ตือฮวน เกี่ยมฉ่าย ไข่เป็ดอบมาเป็นตู้ ไอติมตัดแบกหาบขายไปมาซึ่งมันเป็นสีสันที่ต่อมาได้เลือนหายไป”

 

ก่อนหน้านี้ครอบครัวคุณวารีอยู่ในซอยจะขายพวกจานชาม ข้างบ้านขายไม้กวาด มีการตัดถนนในย่านหลังโบสถ์พราหมณ์ ทุกคนก็ออกมาขายของริมถนน สมัยคุณพ่อคือคุณเจริญชัยซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณลุงชื่อจรูญ (ร้านจรูญการช่าง) ชวนกันมาหุ้นเปิดร้านขายสังฆภัณฑ์ปรากฏว่าขายดีมาก ต่อมามีคนทักว่าเป็นเพื่อนที่ดวงดีด้วยกันทั้งคู่ ถ้าทำคู่กันจะไม่เติบโต แต่ถ้าแยกกันทำจะรำรวยทั้งคุณเจริญชัยและคุณจรูญจึงตัดสินใจแยกกันเปิดร้านค้า ซึ่งต่อมาก็คือ “ร้านเจริญชัยการช่าง” และ “ร้านจรูญการช่าง” ทั้งสองร้านเติบโตคู่กันมาแต่ร้านจรูญการช่างจะเป็นที่รู้จักมากกว่า เมื่อคุณจรูญเสียชีวิตลูกหลานก็แยกย้ายกันไปร้านจรูญการช่างเดิมก็กลายเป็นร้านธรรมเจริญ

 

พระพุทธรูป ร้านเจริญชัยการช่าง

 

เครื่องสังฆภัณฑ์ของร้านเจริญชัยไม่ได้ทำเองทั้งหมดจะทำเพียงบางส่วนแต่พระพุทธรูปจะหล่อเอง แต่ช่วงหลังพบปัญหาเรื่องของการจ้างช่าง คุณพ่อจึงตัดสินใจเปิดโรงหล่อพระเพื่อลดปัญหาเรื่องช่างและรักษาฐานลูกค้าเอาไว้จนถึงปัจจุบัน การหล่อนั้นจะประกอบเป็นชิ้นมาแล้วส่งเข้าหน้าร้านเพื่อให้หน้าร้านเป็นตัวจำหน่าย และยังมีย่าม ตาลปัตร งานประดิษฐ์ดอกไม้ ซึ่งร้านเจริญชัยถือได้ว่าทำครบวงจรและมีข้าวของประกอบเครื่องพิธีกรรมครบทุกอย่างและมีให้เลือกเป็นจำนวนมาก

 

ต่อมาคุณเจริญชัยได้มาซื้อที่ดินแปลงปัจจุบันราว ๑ ไร่ เพราะพื้นที่กว้างขวางประกอบกับการลงทุนที่สูงขึ้นจึงทำให้ต้องขายร้านเดิมที่อยู่ด้านหน้าถนนบำรุงเมืองให้กับร้านขายกระเป๋าไป ซึ่งเมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมาทางร้านกระเป๋าก็ได้ขายคืนร้านเดิมให้นับเป็นความภูมิใจ ที่เราได้สิ่งที่เป็นก้าวแรกของร้านเจริญชัยการช่างกลับมารักษาไว้

ขอบคุณ คุณวารี จิวารุ่งเรือง

 

“อ๋องอิวกี่” แห่งสี่กั๊กเสาชิงช้า : จากตำนานสู่ความร่วมสมัย

ชาเป็นวัฒนธรรมการดื่มที่ถูกถ่ายทอดมาจากประเทศจีนมีมายาวนานกว่า ๔,๐๐๐ ปี เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ของครอบครัว สำหรับเลี้ยงรับแขกและดื่มเพื่อพักผ่อน นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมการเซ่นไหว้เพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ เมื่อชาวจีนอพยพโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานในต่างแดนย่อมนำวัฒนธรรมต่างๆ เหล่านี้ติดมาด้วย ในระยะที่กรุงเทพฯ เฟื่องฟูในด้านของเศรษฐกิจ การค้าบริเวณสี่กั๊กเสาชิงช้า เพราะเป็นย่านการค้าที่คึกคักรถรางสอง สายมาบรรจบกันตรงแยกแห่งนี้ซึ่งถือเป็นจุดใหญ่ ตรงกลางมีวงเวียนสำหรับรถยนต์ จึงกลายเป็นย่านการค้าที่เป็นย่านคนจีนที่หลากหลาย มีทั้งห้างร้านสินค้านำเข้ารวมไปถึงของกินอีกมากมาย ว่ากันว่าเป็นย่านจีนที่เกิดมาก่อนเยาวราช

 

 

บริเวณโค้งด้านแพร่งภูธรของสี่กั๊กเสาชิงช้ามีร้านชาที่เก่าแก่อยู่ร้านหนึ่งชื่อ “ห้างใบชาอ๋องอิวกี่” ซึ่งเปิดกิจการยาวนานกว่า ๕๐ ปี มีสัญลักษณ์ยี่ห้อเป็นตรามังกรและตราปั้นชา ตัวอาคารมีลักษณะเป็นตึกแถว ๓ ห้องเหมือนร้านค้าทั่วไปแต่ภายในร้านมีการออกแบบ ที่พิเศษประตูร้านลึกเข้าไปยังด้านหลัง มีช่องเพดานที่เปิดสำหรับใช้รอกดึงรับ-ส่งใบชาและตู้ที่ติดเป็นผนังถูกออกแบบสำหรับเป็นที่เก็บชาที่มีอุณหภูมิที่คงที่เรียกว่า “ถ้ำชา”

 

ใบชามีด้วยกันหลากหลายชนิดแต่ละชนิดก็มีลักษณะการดื่มที่ไม่เหมือนกัน ชาบางประเภทต้อง “กินเก่า” เพราะยิ่งเก่ายิ่งมีราคาสูง ส่วนประเภทต้อง “กินใหม่” เช่น ชาหอม ชาดอกไม้ ชามะลิไม่สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานานต้องรีบชงก่อนกลิ่นจะหายไป ชาขึ้น อยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคล บางคนชอบชาหอมหวานดื่มง่าย บางคนอาจจะชอบความขมของชา

 

คุณนพพร  ภาสะพงศ์  ทายาทห้างใบชาอ๋องอิวกี่

 

ยุคก่อตั้ง

คุณนพพร ภาสะพงศ์ ทายาทห้างใบชาอ๋องอิวกี่บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวให้ฟังว่า “ก๋งเป็นคนจีนฮกเกี้ยน บรรพบุรุษของก๋งเป็นตระกูลที่ทำชามาแต่ดั้งเดิม ออกมาจากเมืองจีนตอนอายุ ๑๗-๑๘ ปี มาถึงเมืองไทยตอนแรกยังไม่ได้ทำใบชาขาย สักพักท่านก็กลับที่เมืองจีนทำใบชามาจากอำเภออันเค่ย ซึ่งเป็นสถานที่มีชื่อเสียงเรื่องของการทำใบชามากและนำใบชากลับมาขายที่เมืองไทย โดยก๋งได้มาเช่าตึกนี้และต่อมาก็ได้ซื้อเป็นของตัวเอง”

 

การนำเข้าสินค้าสมัยยุคที่จีนเกิดปัญหาทางการเมืองเมื่อจีนปิดประเทศ จึงได้มีการนำเข้าชาจากไต้หวันอยู่พักใหญ่จนจีนเปิด ประเทศอีกครั้งจึงได้ชาจากเมืองจีนกลับเข้ามาขาย ซึ่งในขณะเปิดประเทศใหม่ๆ ชาที่จีนราคาถูกมาก สั่งชามาจากทั้งสองประเทศซึ่งเป็นชาจีนเหมือนกันแต่รสชาติแตกต่างกันเป็นรสชาติตามรสนิยมของแต่ละประเทศ “ยุคที่เฟื่องฟูที่สุดของร้านคือยุคของก๋ง ซึ่งวิธีการขายสมัย นั้นขายหน้าร้านอย่างเดียว”

 

ช่วงการขยายรากฐานธุรกิจใบชาในไทย

เมื่อมาถึงรุ่นของคุณพ่อคุณนพพร ท่านได้รับตำแหน่งเป็นนายกสมาคมใบชา คุณนพพรเล่าว่า “คุณพ่อขึ้นไปดูงานไร่ชาที่ เชียงใหม่ต้องขี่ลาเข้าไปในพื้นที่เพื่อเอาชาลงมาขายตั้งแต่ก่อนที่บ้านเราจะนิยมการปลูกชา และได้รับการช่วยเหลือจากคนไต้หวันที่ปลูกชาอูหลงมาช่วยสอนซึ่งคนไทยก็ทำได้ดีชามีคุณภาพและรสชาติที่ดีขึ้น”

 

ชาชนิดต่างๆ ในร้าน "อ๋องอิวกี่"

 

ชาที่นำเข้ามาในสมัยคุณพ่อกับก๋งของคุณนพพร มีสูตรชาที่นำเข้ามา คือ ชาที่นำเข้ามา ๕๐๐ ลัง มีเบอร์ ๑ มา ๕๐ ลัง เบอร์ ๒ มา ๕๐ ลัง เบอร์ ๓ มา ๑๐๐ ลัง เบอร์ ๔ มา ๖๐ ลัง แต่ละเบอร์รสชาติจะแตกต่างกันนำมาเป็นสูตรผสมชาออกมาเป็น ๑ ตัว เมื่อได้สูตรชาบางตัวอาจจะให้มีรสชาตินำกินเข้าไปแล้วชุ่มคอกลิ่นตาม แต่บางตัวจะให้กลิ่นนำรสตาม แล้วแต่จะให้คนผสมที่เรียกว่า “เถ่าชิ้ว” สมัยก่อนจะมีความรู้มากว่าชาแต่ละเบอร์ควรจะผสมออกมาอย่างไรจึงจะได้รสชาติแบบใด

 

ชาแต่ละร้านก็จะคิดสูตรของตนออกมา สูตรที่ชาฝรั่งใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ในการผสมชาเอิร์ลเกรย์ [Earl Grey Tea] ผสมชาดาร์จี ริ่ง [Darjeeling Tea] ผสมชาอิงลิช เบรกฟาสต์ [English Breakfast] คือชาที่อาศัยสูตรจะใช้วิธีซื้อชาจากศรีลังกาหรือจีน ซึ่งเป็นชาซึ่งเป็นแบล็กที นำแต่ละตัวและนำมาผสมสูตรออกมา บางทีเขาก็เอาไปอบกับสมุนไพรต่างๆ เช่น เบอร์กามอต เปลือกส้ม เพราะฉะนั้นชาฝรั่ง จะมีกลิ่นที่แตกต่างออกไปจากกลิ่นดั้งเดิมของชา แต่ชาจีนถึงแม้จะผสมไม่ได้ผสมกับสมุนไพร ด้วยความที่คนจีนกินชากันมาแต่ดั้งเดิม คนจีนจะกินชาเก่งมากไม่จำเป็นต้องอาศัยกลิ่นอะไรมาผสมกินเสร็จ ก็จะรู้เลยว่ารสเป็นอย่างไร กลิ่นเป็นอย่างไร ถึงจะผสมชาก็ผสมแต่เนื้อชากันเองล้วนๆ

 

“สมัยพ่อต้องมีหน่วยรถวิ่งต่างจังหวัดส่งไปท่าเตียนเพื่อ กระจายสินค้าไปตามจังหวัดต่างๆ เมื่อเกิดบริษัทการค้าใหญ่ท่าเตียน ก็เงียบไป ซึ่งร้านค้าใหญ่เครดิตนานมาก...ไม่คุ้ม”

 

ยุคการดื่มชาร่วมสมัย

เมื่อถึงรุ่นคุณนพพรหลังจากเรียนจบจากไต้หวันแล้ว กลับมาพบว่าวิธีขายที่บ้านตามยี่ห้อของแต่ละร้านลูกค้าเก่ามีที่เคยกินชารู้อยู่แล้ว แต่รุ่นใหม่ไม่รู้จักคิดว่าจะทำอย่างไรให้เป็นที่รู้จัก จึงได้เปิดขายตามเชลฟ์ของซูเปอร์ที่ห้างเยาฮันก่อนเป็นห้างแรกและสยามพารากอนเป็นที่ต่อมา ชื่อร้าน “อ๋องที” [Ong Tea] ที่เปิดเป็นร้านมีเคาน์เตอร์ ชา จัดทำตู้และอุปกรณ์ชงชาสวยงาม ตั้งขายและให้ความรู้บอกเล่าเรื่องราวของชาแต่ละชนิดซึ่งจะมีตำนานของชาบอกไว้ ซึ่งได้รับการตอบรับจากเด็กรุ่นใหม่ๆ เป็นอย่างดี

 

ห้างใบชาอ๋องอิวกี่ที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์

ภาพจาก Facebook : Ong Tea By Bee

 

การให้ความรู้เกี่ยวกับชาจีน

ในช่วงการทำตลาดใหม่ทางห้างใบชาอ๋องอิวกี่ได้เลือกชา ๔ ชนิด ที่จะมาทำตลาด คือ อูหลง ทิกวนอิม จุยเซียน ชาดอกไม้ เพราะ เป็นชาที่มีบุคลิกแตกต่างกันและเป็นชาที่สามารถแยกประเภทคนกินชาได้ชัดเจน เช่น ชอบกลิ่น ชอบรสชาติ การแยกประเภทชาสามารถทำได้หลายอย่างแต่จำง่าย คือการแยกตามสีของนำเช่น ชาเขียว ชา ขาว ชาแดง

 

ชา เป็นต้นไม้ที่แบ่งอยู่ในกลุ่ม Camellia sinensis var. sinensis ถึงจะเรียกว่าชา นอกเหนือจากนี้ เช่น ชาใบหม่อน ชากุหลาบ ชาตะไคร้ พวกนี้ไม่ใช่ชา อย่างชากุหลาบถือเป็น Flower ใบหม่อน ชาตะไคร้ ถือเป็น Herb วิธีการกินชงเป็นนำดื่มเขาก็เรียกชาหมด แต่ถ้าชาแท้ๆ ที่มาจากต้นชาจริงๆ ต้องเป็นกลุ่ม Camellia sinensis var. sinensis เท่านั้น ตรงนี้คนจะงงคือทุกอย่างที่ชงมาดื่มเป็นชาหมด แต่ถ้าจะเป็นชาจริงๆ ของจีนเป็น Camellia sinensis var. sinensis ของศรีลังกาเป็นชาอัสสัม [Assam Tea] Camellia sinensis var. assamica คือเป็นกลุ่มของชาอัสสัมที่ชงดื่มเหมือนกัน ซึ่งกลุ่มชาจีนที่อธิบายว่าจะมี สีขาว สีเขียว สีแดง จะมีชาเหลืองด้วยแต่ไม่โดดเด่นคนกินน้อย พอถึงชาดอกไม้ถ้านับจริงๆ ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Camellia sinensis var. sinensis กลุ่มนี้ แต่มีคนกิน ถ้าเราอธิบายตามสีของน้ำเราก็มีชาดอกไม้อีกตัวที่อบกับดอกมะลิ อบกับดอกกุหลาบ ดอก พุทธ พวกนี้เวลาอบเสร็จเขาก็ร่อนเอาดอกไม้ออกเหลือแต่ชาซึ่งเป็นกลุ่ม Camellia sinensis var. sinensis เพียงแต่ไม่หอมต้องอาศัยกลิ่นดอกไม้มาอบให้หอม

 

ชามะลิที่เมืองจีนจะปลูกมะลิไว้สำหรับอบชา ต้องนำเอาชาแห้งเทออกมาทั้งลังโดยเอาผ้าใบปูก่อน เทชา ๑ ตุย แล้วเอามะลิสด วางข้างบนอีก ๑ ตุย เกลี่ยให้เสมอกัน แล้วก็เทชากับมะลิซ้อนกันขึ้นไปแบบนี้แล้วพ่นนำคลุมผ้า มะลิเป็นดอกไม้เมื่อโดนความร้อนจาก ผ้าใบก็จะบานกลิ่นจะออกใบชาแห้ง จะเริ่มดูดกลิ่นมะลิเข้าไป พอรุ่งเช้าเปิดผ้าใบออกเกลี่ยผสมกันแล้วเอาไปอบให้แห้ง แล้วแยกใบชากับมะลิออกจากกันเหลือเพียงใบชาอย่างเดียว

 

ลักษณะของใบชา เช่น ใบเหยียด ใบม้วนขอดเป็นก้อนกลม

 

ลักษณะของใบชาแต่ละอย่างจะไม่เหมือนกัน เช่น มีใบเหยียด ใบม้วนขอดเป็นก้อนกลม วิธีการดมชา คือเอาจมูกดมเข้าไปที่ใบชาแล้วสูดหายใจเข้าและหายใจออกทำซ้ำสองถึงสามครั้งจะได้กลิ่นชาแท้ๆ ออกมาเป็นกลิ่นลึกไม่ใช่กลิ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ หากอยากได้กลิ่นชาแท้เราก็ต้องดม แต่เวลาซื้อไม่ใช่ทุกร้านที่จะให้เราดมแบบนี้

 

การดื่มชานั้นต้องเคลียร์ลิ้นก่อนดื่มจึงจะได้กลิ่นจางๆ และรสชาติหวาน กลิ่นชาคุณภาพดีจะหอมเหมือนดอกไม้ ใบชาเป็นใบไม้ชนิด เดียวที่ไม่เหม็นเขียว การดื่มชาให้อมชาไว้ที่กระพุ้งแก้มก่อนกลืน จมูกจะได้กลิ่นชาหอมฟุ้งขึ้นมา ปกติการดื่มชาต้องลวกใบชาก่อนนำที่หนึ่งจะยังไม่ออกกลิ่นและรส ต้องดื่มนำที่สองรสและกลิ่นจะออกมา สมัยก่อนเถ่าชิ้วจะต้องผสมชากันเวลาชิมชาเสร็จได้รสได้กลิ่นเขาก็จะบ้วนทิ้งไม่กลืนลงไปเป็นวิธีการทดสอบชาเพราะในชามีคาเฟอีนหรือเตอิน ชาก็คือ “เต๊” ซึ่งในกาแฟและชาจะมีพอกัน ดื่มมากทำให้นอนไม่หลับ การดื่มชานั้นคนจะคิดว่าชาจีนก็เหมือนกันหมดแตกต่างกันที่ยี่ห้อเท่านั้น แต่สำหรับนักดื่มชาจะดื่มตามความชอบที่มีต่อชาแต่ละชนิด

 

สาธิตการชงชาโดยน้องชายคุณนพพร  ภาสะพงศ์

 

การชงชาที่สำคัญต้องลวกภาชนะในการประกอบชาด้วย ปั้นชาแต่ละปั้นที่ทำจากวัสดุที่แตกต่างกัน ถึงจะชงชาชนิดเดียวกันรสชาติของนำชาที่ได้ก็จะแตกต่างกันเช่นเดียวกัน ฉะนั้นแล้วภาชนะก็เป็นสิ่งที่สำคัญ มากๆ ในการดื่มชา ชาจึงเป็นวัฒนธรรมการดื่มที่ถือว่าเป็นศิลปะชั้นสูงสำหรับผู้ที่สนใจ

 

ปัจจุบันการดื่มชาเป็นที่สนใจมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจ กลับหวนเข้าหาวัฒนธรรมแบบเก่าเกิดการเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าวิธีการดื่มที่ถูกวิธีสะสมภาชนะและอุปกรณ์ในการปรุงชา การเปิดตลาดใหม่ของห้างใบชาอ๋องอิวกี่ที่ควบคู่กับการให้ความรู้สำหรับลูกค้าถือเป็นวิธีการแบบใหม่ที่ทันสมัยและน่าสนใจ เป็นพื้นที่สำหรับผู้สนใจหน้าใหม่ได้สัมผัสถึงการดื่มดำชา ส่งเสริมทำให้การดื่มชาเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่กำลังจะเกิดขึ้น

สัมภาษณ์คุณนพพร ภาสะพงศ์ : ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐

 

คนย่านเก่า : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๕ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๖๐)

 

อัพเดทล่าสุด 11 ต.ค. 2560, 08:36 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.