หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ศรีอโยธยา : อดีตราชธานีสยามประเทศ
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 13 ก.ค. 2560, 15:39 น.
เข้าชมแล้ว 339 ครั้ง

 

“สโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา” เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐ เชิญที่ปรึกษาและนักวิชาการจากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์  ร่วมเสวนาในหัวข้อเรื่อง  “ศรีอโยธยา : อดีตราชธานีสยามประเทศ” ซึ่งเป็นการเผยแพร่ความรู้จากมูลนิธิฯ สู่สาธารณะทั้งในเรื่องบ้านเมือง เก่าแก่ยุคแรกเริ่มของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตลอดจนความสำคัญของแม่น้ำ เจ้าพระยาจนถึงปัจจุบัน โดยอาจารย์ศรีศักร  วัลลิโภดมเป็นวิทยากร  และดำเนินรายการโดยวลัยลักษณ์ ทรงศิริ ณ บริเวณโถงกลาง อาคารมติชนอคาเดมี   ซึ่งงานเสวนาดังกล่าวตลอดช่วงเวลาราว ๓ ชั่วโมง มีผู้ให้ ความสนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก มูลนิธิฯ ขอสรุปเนื้อหาหลักๆ นำเสนอดังต่อไปนี้

 

ภูมิวัฒนธรรมของกรุงศรีอยุธยาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

การศึกษาอยุธยาของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นั้น ไม่ได้ ศึกษาอยุธยาแบบนักโบราณคดีหรือนักประวัติศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ศึกษาเชิงมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เน้น เรื่องของภูมิศาสตร์ ที่สัมพันธ์ต่อการตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง เห็นถึง พัฒนาการ วิถีชีวิตของผู้คน ไม่ใช่เพียงแต่ศิลปวัฒนธรรมหรือปัญหา ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น

 

การศึกษาที่ผ่านมานั้นได้แบ่งออกเป็นหลายภาคเพราะแต่ละภูมิภาคมีพื้นที่ที่ต่างกัน เช่น ในภาคเหนือเป็นพื้นที่ราบระหว่าง ภูเขามีการใช้น้ำที่เป็นระบบเหมืองฝาย ภาคอีสานเป็นแหล่งที่มีที่ราบมากแล้งน้ำ เป็นท้องทุ่งขนาดใหญ่ต้องมีการจัดการน้ำ จึงใช้ระบบที่เป็นอ่างเก็บน้ำ การใช้น้ำภาคกลางตั้งแต่สุโขทัยเป็นท้องทุ่งตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาเป็นเขตของดินดอนสามเหลี่ยม ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ เขต คือ ดินดอนสามเหลี่ยมเก่าตั้งแต่ชัยนาทลงมาจนถึงอยุธยา และดินดอนสามเหลี่ยมใหม่ตั้งแต่อยุธยามาจนถึงกรุงเทพฯ พบว่าการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองนั้นเกิดขึ้นตามแม่น้ำลำคลองทั้งสิ้น

 

ความเป็นสหพันธรัฐเมืองท่า [Port Polity]

ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา “หากพูดถึงการเป็นราชธานีนั้นมีเพียง ๒ แห่งเท่านั้น คือ อยุธยา ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพราะถือเป็นการเกิดขึ้นของอาณาจักร และอีกแห่ง คือ กรุงเทพฯ”  ซึ่งเป็นสหพันธรัฐเมืองท่าเช่นเดียวกับเมืองนครปฐม โบราณ

               

เมืองนครปฐมมีความแตกต่างจากเมืองใหญ่ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เพราะเป็นเมืองชุ่มน้ำ โอบล้อมไปด้วยลำน้ำขนาดใหญ่และมี น้ำผ่ากลางเมือง การขุดคลองพระประโทณนั้นเพื่อที่จะสามารถให้เรือเชื่อมได้ทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก รอบๆ ประกอบไปด้วยเรือที่สัญจร ซึ่งสามารถผ่านไปยังแม่กลองได้นครปฐมถือเป็นเมืองชุมทางน้ำที่สำคัญ เมืองร่วมสมัยต่อมาคือคูบัวและศรีมโหสถ เรือสามารถเชื่อมเข้าได้ทั้งทางตะวันตกและตะวันออก เป็นเมืองท่าที่สำคัญเกิดขึ้น ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมาร่วมสมัยกับศรีวิชัย ซึ่งมีเรือจากต่างประเทศเข้ามาถึงได้ แต่ก่อนหน้านั้นไม่มีเรือใหญ่เข้ามาเพราะเส้นทางจากอินเดียข้ามมายังคาบสมุทรมาทางทวายมาลงบริเวณอู่ทอง 

               

บ้านเมืองก่อนการสร้างเขื่อนภูมิพลมีแม่น้ำลำคลองที่อุดมสมบูรณ์และคนในยุคก่อนจะเข้าใจภูมิประเทศ การใช้แม่น้ำลำคลองเป็นอย่างดีเพราะเมื่อถึงหน้าน้ำ น้ำจะมาแล้วก็ไป ไม่ใช่มาแล้วเป็นน้ำท่วมขังเช่นในปัจจุบัน

               

ผู้คนใช้แม่น้ำลำคลองในการสัญจรและทำการค้า การเกิดเมืองอยุธยานั้นมีความคล้ายคลึงกับการเกิดเมืองนครปฐมและเมืองกรุงเทพฯ คือการเป็นคลองรอบเมืองและมีผู้คนอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบเช่นกัน การเกิดขึ้นของชุมชนต่างๆ ตามแม่น้ำลำคลองมีทั้งเกิดขึ้นตามลำน้ำธรรมชาติและตามคลองขวาง คลองขุดต่างๆ 

 

การเกิดขึ้นของอยุธยา

จากการติดตามอาจารย์มานิต วัลลิโภดม (บิดา) ไปศึกษาและอาศัยอยู่ในอยุธยามาเป็นเวลาหลายปี ทำให้เข้าใจถึงสภาพภูมิศาสตร์ของเมืองอยุธยาเป็นอย่างดี คนอยุธยาจะทราบดีว่าอยุธยามีเมืองเก่าอยู่ที่ฝั่งตะวันออกบริเวณที่เรียกว่า “วัดเดิม” หรือวัดอโยธยา อาจารย์มานิต ยืนยันว่าเมืองอโยธยาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศพบว่าเป็นเมืองที่ไม่สมบูรณ์ เพราะถูกทำลายกำแพง แต่คูน้ำนั้นยังคงอยู่คือ “คูขื่อหน้า” และคลองขุดที่มีมาจนถึง ปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นถึงร่องรอยของการตั้ง ถิ่นฐานบ้านเมืองเก่า กลุ่มวัด พบศิลปะต่างๆ ที่เป็นแบบเดียวกับที่พบ ในเกาะเมือง ซึ่งท่านอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ เรียกว่า “ศิลปะแบบอโยธยา-สุพรรณภูมิ” สัมพันธ์กับตำนานต่างๆ เช่น ตำนานเจ้าแม่ สร้อยดอกหมากที่วัดพนัญเชิง และการสร้างพระพุทธรูปประธานก่อน การสถาปนากรุงศรีอยุธยาหลายปี

 

“คูขื่อหน้า” น่าจะเป็นร่องรอยของเมืองเก่า ส่วนทางด้าน ตะวันออกไม่มีร่องรอยอะไร เพียงแต่พบแนวคลอง ๒-๓  แห่ง  เช่น คลองวัดกุฎีดาว จึงเห็นว่านี่คือเมืองเก่าก่อนการสร้างอยุธยา

               

เมื่ออาจารย์ศรีศักรขยายขอบเขตงานศึกษาของเมืองอยุธยาไปตามลำน้ำต่างๆ อย่างละเอียดทั้งแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก และ แม่น้ำน้อย จึงพบว่าเมืองอโยธยาเกิดขึ้นในบริเวณแม่น้ำป่าสัก ซึ่งไม่ได้ เกี่ยวกับแม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำน้อย เพราะบริเวณอยุธยาเป็นปลายของดินดอนสามเหลี่ยมเก่า บริเวณตั้งแต่ชัยนาทนั้นแม่น้ำได้แตกออกเป็นหลายแพรก แต่ละแพรกนั้นสามารถเป็นเส้นทางคมนาคม แต่ก็ไม่ใช่ทุกแพรกและตรงไหนที่มีการขุดคลองขวางขึ้นมาตรงนั้นคือแหล่งที่ตั้งของชุมชนเมืองใหญ่และมีชุมชนขนาดเล็กกระจายอยู่โดยรอบ

 

เมืองอโยธยาเกี่ยวข้องกับแม่น้ำป่าสักเพราะแม่น้ำป่าสัก เกิดขึ้นในเขตหัวรอแล้วเบนออกไปทางแม่น้ำหันตราออกไปทางวัดพนัญเชิงซึ่งบริเวณนี้เรียกว่า “คลองสวนพลู” มีการจัดการขุดคูคลองเป็นจำนวนมาก คูขื่อหน้าคือบริเวณด้านตะวันตกเพราะเมืองอโยธยาหันหน้าสู่แม่น้ำหันตราและลำน้ำหันตราคือแม่น้ำป่าสัก  ซึ่งผ่านตัวเขตอยุธยาไปออกวัดพนัญเชิงไปสมทบกับลำน้ำน้อยและลำน้ำเจ้าพระยา ซึ่งรวมกันผ่านบริเวณหัวแหลมจึงกลายเป็นลำน้ำขนาดใหญ่

 

ลำน้ำหันตราออกจากวัดพนัญเชิงเรียกว่าคลองสวนพลู คูขื่อหน้าคือคูคลองด้านหลัง ส่วนด้านหน้าลงสู่แม่น้ำหันตรา และแม่น้ำหันตราคือลำน้ำป่าสักซึ่งไหลผ่านตัวเขตอยุธยา ผ่านวัดพนัญเชิงไปสมทบกับแม่น้ำน้อย  การรวมตัวกันระหว่างแม่น้ำน้อยกับแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นลำน้ำขนาดใหญ่ที่ฝรั่งเรียกกันว่า “แม่น้ำ” ในแผนที่โบราณต่างๆ

 

                ภาพวาดจากจินตนาการ เมืองอโยธยา จากการสันนิษฐานของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

อาจารย์ศรีศักรเห็นว่าแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณป้อมเพชรและวัดพนัญเชิงที่เรือต่างประเทศเข้ามาถึงและลงไปถึงปากน้ำ เจ้าพระยา คือ “แม่น้ำเจ้าพระยา” เดิมก่อนหน้านี้ไม่ได้เรียกว่าลำน้ำเจ้าพระยา เพราะไม่มีการเรียกชื่อแม่น้ำตลอดทั้งสาย หากแต่เรียกเป็นช่วงๆ ตามท้องถิ่นต่างๆ แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาก็ให้รวมเรียกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งสาย

               

เหนืออยุธยาขึ้นไปมีคลองลพบุรีซึ่งมีแพรกแยกออกไป ๒ แพรก คือ ลำน้ำลพบุรีเก่าและใหม่เขตพื้นที่ต่ำของอยุธยาเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า “หนองโสน” การสร้างกรุงศรีอยุธยาในระยะแรกจะอยู่เพียงรอบๆ หนองโสนหรือบึงพระรามเพราะการเกิดเมืองในอดีตจะเกิดขึ้นรอบหนองน้ำขนาดใหญ่ ฉะนั้นวัดเก่าๆ จึงอยู่รอบบึงพระรามทั้งสิ้น และมีชุมชนเกิดขึ้นอย่างหนาแน่นสมัยพระเจ้าอู่ทอง มาจนถึงพระมหาธรรมราชาบริเวณคูขื่อหน้าเป็นที่โล่งและมีเพนียดวัดซอง ใกล้กับวังจันทรเกษมซึ่งเดิมเคยเป็นคุกในสมัยพระมหาธรรมราชาจึงได้ขยายเมืองเข้ามาประชิดลำน้ำเกิดเป็นกำแพงเมืองและมีชาวนานาชาติอยู่อาศัยโดยรอบ

               

แม่น้ำป่าสักเมื่อไหลผ่านเข้ามายังเขตจังหวัดสระบุรีคดเคี้ยวไปจนถึงนครหลวง คลองจากลำน้ำลพบุรีมาเชื่อมลำน้ำป่าสัก คือคลองบางพระครูทำให้นครหลวงเป็นแหล่งที่มีผู้คนสัญจรไปมา สามารถผ่านลำน้ำป่าสักมายังฝั่งอยุธยาได้ และยังมีชุมชนลาวเกิดขึ้นมาในบริเวณอีกแพรกหนึ่งที่แยกออกจากแม่น้ำป่าสักเรียกว่า “คลองพระแก้ว” ซึ่งมีตำนานเรื่องเล่าการเคลื่อนย้ายพระแก้วมรกตจากเวียงจันทน์มาประดิษฐานยังกรุงเทพฯ

 

คลองพระแก้วนั้นผ่านที่ราบลุ่มที่ด้านหลังผ่านอำเภออุทัยไปยังบ้านสร้างออกไปคลองโพที่บางปะอิน เส้นทางน้ำดังกล่าวคือ เส้นทางน้ำเก่าที่มีความสัมพันธ์กับอยุธยาผ่านถิ่นฐานบ้านเมืองที่มีมาตั้งแต่สมัยทวารวดีและลพบุรีเพราะด้านตะวันตกของคลองบางแก้วมีการพบร่องรอยของเมืองโบราณ เช่น พระฉาย เมืองอู่ตะเภา เมื่อผ่านอโยธยามี “คลองกระมัง” หรือ “คลองบ้านบาตร” และในลิลิตยวนพ่ายมีการกล่าวถึงการประสูติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ณ ทุ่งพระอุทัย แดนตำบลอุทัยทุ่งกว้าง

               

ด้านตะวันตกของคลองพระแก้วมีเมืองเก่าในสมัยทวารวดี อยู่เมืองหนึ่งคือ “อู่ตะเภา” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปลายเทือกเขาที่ต่อมาจากแนวเขาใหญ่มีพระพุทธฉายและพระพุทธบาทเป็นสิ่งสำคัญและมีความเก่าแก่เป็นบริเวณที่ติดต่อกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่าน เข้ามาทางปากช่อง เส้นทางดังกล่าวพบชุมชนทวารวดีที่เขาโพธิสัตว์ และมีร่องรอยเมืองเก่ามาจนถึงบริเวณของพุทธฉาย และพุทธฉายอาจสร้างขึ้นในสมัยลพบุรีตอนปลายเพราะร่องรอยพระพุทธบาทที่อยู่ด้านบนนั้นเป็นรอยที่ขุดลงไปกับพื้นหินทำเป็นธรรมจักรไม่มีลาย มงคลร้อยแปดประการและบริเวณเขาพุทธฉายเป็นบริเวณที่สำคัญมา ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เพราะเป็นเขาหินแกรนิตมีเพิงหินขนาด ใหญ่ ซึ่งเพิงหินดังกล่าวนั้นคือพื้นที่ที่มีคนมาจาริกแสวงบุญ มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ใช้ทำพิธีกรรมเนื่องจากพบภาพเขียนสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ด้วยและต่อมาในสมัยอโยธยาก็มีความสัมพันธ์มีความเชื่อมโยงกันกับพื้นที่แห่งนี้ทั้งสิ้น

               

บริเวณวัดพระฉายมีลำน้ำอยู่ ๒ สาย สายแรกคือลำน้ำพระแก้ว และลำน้ำร่องแซงหรือหนองแซงที่ออกไปยังนครนายก ส่วนบริเวณหนองแคเป็นเวิ้งอ่าวจากดงละครมาจนถึงศรีมโหสถเข้าคลอง บ้านบาตรมาอยุธยา หรือคลองโพลงมายังกรุงเทพฯ

               

อยุธยาไม่ใช่เฉพาะพื้นที่เกาะเมือง โดยรอบน้ำมีพื้นที่เข้าไป ในทุ่งที่ทำนาและเป็นทุ่งรับน้ำ บริเวณกลางทุ่งจะมีเจดีย์สำคัญ เช่น เจดีย์ภูเขาทอง เจดีย์วัดวรเชษฐ์ ฯลฯ เจดีย์ภูเขาทองคือเจดีย์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของอยุธยาตอนกลาง เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองตั้งอยู่บนฐานสูงแต่ฐานนั้นเป็นฐานแบบพม่า ซึ่งเจดีย์แบบนี้มีอยู่ที่วัดใหม่ประชุมพล วัดญาณเสน เจดีย์ภูเขาทองนั้นเคยปล่อยให้รกร้าง สันนิษฐานว่าช่วงที่เสียกรุงให้กับพม่าครั้งแรกนั้นน่าจะถูกปรับปรุงซ่อมแซมโดยพระ เจ้าบุเรงนองที่มีความเชื่อในระบบจักรพรรดิราช การทะนุบำรุงพุทธศาสนาแม้ในต่างถิ่นจึงเป็นเหตุใหญ่ที่สมควรทำ

 

รูปแบบของเมืองอโยธยาเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งคล้ายคลึงและร่วมสมัยกับ คูบัว สุพรรณภูมิ ซึ่งบางแห่งมีพระราชวังอยู่ เช่น เมืองเสมาซึ่งจะแตกต่างจากพม่าเพราะของเราต้องมีคูเมืองเพื่อกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และด้านหนึ่งของเมืองจะเป็นลำน้ำธรรมชาติ และ วัดใหญ่ๆ จะอยู่นอกเมือง

 

กรุงเทพฯ และอยุธยามีความเหมือนกันตรงที่สร้างเส้น ทางน้ำที่มีประตูปิด เปิด และใช้คลองเมืองเป็นตัวผันน้ำเข้าไปใช้ในพระบรมมหาราชวัง รวมทั้งมีระบบจัดการน้ำที่มีความก้าวหน้าและซับซ้อน

 

อโยธยาศรีรามเทพนคร

จารึกวัดส่องคบกล่าวถึงนคร ๒ นคร คือ “ศรีสุพรรณภูมิ” และ “ศรีอโยธยา” จะเห็นได้ว่าทั้งสองเป็นรัฐร่วมสมัยกันในช่วงรุ่นก่อนสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้นมีรูปแบบของนครรัฐร่วมสมัย ที่ไม่ได้ขึ้นต่อกัน

 

นอกจากนั้นยังพบจารึกวัดเขากบของสุโขทัยที่กล่าวถึงมหาเถรฯ สร้างพระธาตุเจดีย์ที่ “อยุธยาศรีรามเทพนคร” แสดงให้เห็นว่าเป็นเมืองสำคัญซึ่งตรงกับจดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์หมิง กล่าวถึง “หลอฮกก๊ก” และ “เสียมหลอฮกก๊ก” ที่มีความสัมพันธ์กันและหมายถึง “สยาม” และสยามคือเมืองสุพรรณภูมิ ไม่ใช่อยุธยาเพราะอยุธยาอยู่ในกลุ่มละโว้

               

หากพูดถึงรูปแบบทางภูมิศาสตร์ อโยธยาคือส่วนหนึ่งของ ละโว้และสุพรรณภูมิมีเมืองลูกหลวงคือเมืองแพรกศรีราชา และเมืองแพรกศรีราชาคือเมืองหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ

               

ความเป็นสหพันธรัฐนั้น ความสำคัญอยู่ที่ตัวกษัตริย์ คือ การ กินดองหรือการแต่งงาน บารมีของกษัตริย์หาใช่การรบทัพจับศึกไม่ เพราะฉะนั้นกษัตริย์ที่อยู่ในรัฐรูปแบบของสหพันธรัฐ ซึ่งอาจเรียก ได้ว่าเป็น Mandala หรือ มณฑล นั้นต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพในตัวกษัตริย์ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ใช้นั่นคือบารมีไม่ใช่มีเพียงอำนาจไปปกครองแต่ต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัยทั้งการเป็น เครือญาติ ความเป็นจักรพรรดิราช เป็นต้น

 

ส่วนเมืองสุพรรณภูมิเป็นแหล่งที่คนภายนอกเข้ามาจึงเกิดตำนานท้าวอู่ทอง และหากมองในเชิงมานุษยวิทยา แปลความได้คือ การเข้ามาของพ่อค้าซึ่งเป็นคนกลุ่มใหม่ที่มีความผสมผสานและทำให้เกิดบ้านเมือง

 

โครงสร้างของนครหมายถึงเป็นพื้นที่ซึ่งมีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก และมีความซับซ้อนทางสังคม หากเป็นเมืองเล็กเรียกว่า “ปุระ” ที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบเป็นเวียงที่มีอยู่ทั่วไป

               

อาจารย์ศรีศักร  วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์

 

เรื่องพระบรมธาตุเป็นเรื่องโบราณเพราะอย่างน้อยก็พบว่าเมืองนครปฐมมีพระประโทณเป็นศูนย์กลางและมีพระบรมธาตุอยู่กลางเมือง แต่ที่สำคัญอีกอย่างคือ เป็นแหล่งจาริกแสวงบุญนั่นคือ “พระปฐมเจดีย์” ส่วนเมืองหริภุญชัยนั้นก็มีพระบรมธาตุกลางเมืองสิ่งเหล่านี้อยู่ร่วมสมัยกัน 

               

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่เรียกว่าอโยธยาดังกล่าว มีความ สัมพันธ์กับจีนเพราะถือเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางทั้งเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หากได้รับการยอมรับจากจีนนั่นคือเครื่องมือตีตราเป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่รัฐที่อยู่ห่างไกลได้ และในส่วนของระบบเศรษฐกิจจีนเป็นเมืองที่รับซื้อของป่ามากที่สุดแห่งหนึ่ง ฉะนั้นการค้ากับจีนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงเกิดการ “จิ้มก้อง” หรือระบบบรรณาการ

               

การค้นพบสิ่งของเครื่องทองต่างๆ จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะที่สร้างขึ้นเพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนครินทราธิราช ที่สันนิษฐานว่าเป็นพระร่วงไปเมืองจีนในตำนาน จึงมีความสำคัญที่ทำให้เห็นว่า มีความมั่งคั่งของเครื่องราชูปโภค เครื่องทองต่างๆ  ภาพจิตรกรรม ล้วนพบศิลปกรรมและภาพสะท้อนอิทธิพลทางการค้าของความเป็นจีนอยู่อย่างมากมาย

 

ความสำคัญของแม่น้ำเจ้าพระยา รากฐานบ้านเมืองในปัจจุบัน

ทั้งอยุธยาและกรุงเทพฯ ทั้งสองเป็นเมืองที่มีรากฐานของความเป็นชุมชนลุ่มน้ำ ผู้คนมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมอยู่กับแม่น้ำลำคลองการขยายตัวของชุมชนล้วนมีลำน้ำเป็นปัจจัยในการตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง

 

“การพัฒนา” อาจจะเป็นสิ่งเดียวกับการทำลายรากเหง้าของสังคมลุ่มน้ำและอัตลักษณ์ของความเป็นเมืองลุ่มน้ำทั้งอยุธยาและกรุงเทพฯ การพัฒนาควรเริ่มจากข้างในเน้นชุมชนต้องเริ่มหนุนให้ชาวบ้านรู้จักพื้นที่ตัวเอง

 

การพัฒนาอยุธยาสิ่งที่จะช่วยได้คือการทำพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่การแสดงโบราณวัตถุแต่แสดงความเป็นบ้านเมือง วัตถุจะเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เข้ามาช่วยประกอบ ต้องศึกษาประวัติศาสตร์เมืองแล้วจะช่วยในการพัฒนา หากในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเมืองสมัยใหม่เกิดขึ้น โดยไม่ได้คำนึงถึงรากฐานของบ้านเมือง ไม่เข้าใจพื้นที่ จะทำให้การให้ความหมายและความสำคัญของแม่น้ำเปลี่ยนไป ดังเช่นโครงการเรื่องแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

เสวนาทางวิชาการ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๔ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๖๐)

 

อัพเดทล่าสุด 13 ก.ค. 2560, 15:39 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.