หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
น้ำ-ข้าว-วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงของชุมชนบ้านทะเลน้อย เมืองแกลง
บทความโดย กิตติคุณ โพธิ์ศรี และพชรพงษ์ พุฒซ้อน
เรียบเรียงเมื่อ 11 ก.ค. 2560, 16:22 น.
เข้าชมแล้ว 1084 ครั้ง

แผนที่หมู่บ้านทะเลน้อย

 

ชุมชนบ้านทะเลน้อยเป็นชุมชนขนาดเล็กตั้งอยู่ในตำบลทางเกวียน  อำเภอเเกลง  จังหวัดระยอง มีความหลากหลายของทรัพยากร เพราะมีบริเวณติดลำน้ำประแสที่อยู่ในบริเวณน้ำกร่อยเพราะใกล้ ปากน้ำห่างจากชายฝั่งทะเลไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ในอดีตก็มี พื้นที่ทำการเกษตรเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะการทำนา ส่วนการ ทำประมงในแม่น้ำประแสทำในช่วงว่างจากการทำนา และมีบางคน ที่มีความสามารถก็ออกหาจับสัตว์น้ำชายฝั่งด้วยเรือประมงขนาดเล็ก 

               

พื้นที่ของชุมชนบ้านทะเลน้อยตั้งอยู่ตอนปลายของแม่น้ำประแส มีอาณาเขตทางทิศตะวันออกยาวจนถึงทิศใต้ติดกับแม่น้ำประแส ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอแกลง ห่างจากตัวอำเภอ แกลงประมาณ 7 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแวดล้อมด้วย น้ำกร่อย  มีพื้นที่ทั้งหมด ๙,๓๔๖ ไร่

               

ความพิเศษเฉพาะของหมู่บ้านทะเลน้อยได้สั่งสมภูมิปัญญา ของการหาอยู่หากินในภูมิประเทศเช่นนี้ที่ต้องเป็นทั้งชาวนาและชาว ประมงในเวลาเดียวกัน ทำให้สภาพความเป็นอยู่ไม่อดอยากแต่อย่างใด

                “ลุงบุญมี จำเนียร” อายุ ๗๑ ปี คนในชุมชนทะเลน้อยเล่าว่า

                “สมัยก่อนหมู่บ้านนี้ไม่มีใครที่ทำนาเป็นแต่หาปลาไม่เป็น ชายหญิงทุกคนต้องหาปลาเป็นหมด”  

               

เริ่มแรก การปลูกข้าวที่บ้านทะเลน้อยต้องพึ่งพาน้ำฝนแต่ เพียงอย่างเดียว จึงใช้วิธีปลูกปักกล้าดำนาและเลือกพันธุ์ข้าวที่ทนต่อ พื้นที่ดินเค็มและน้ำกร่อยเข้าท่วมในช่วงน้ำทะเลหนุน ซึ่งน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างในช่วงน้ำทะเลหนุนดังกล่าวเป็นที่มาของชื่อบ้าน “ทะเลน้อย”  

               

พันธุ์ข้าวพื้นบ้านของคนในชุมชนมีหลากหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมใช้เพาะปลูกมากที่สุดคือ “พันธุ์ขาวมะแขก” เพราะเป็นพันธุ์ที่ ทนต่อน้ำเค็ม ให้ผลผลิตเร็วก่อนฤดูน้ำทะเลหนุนสูง และการเลือกพันธุ์ข้าวต้องเลือกตามพื้นที่ในการปลูกข้าวว่าติดหรือห่างจากแม่น้ำ ประแสแค่ไหน เพราะข้าวแต่ละพันธุ์มีความทนน้ำเค็มต่างกัน ฉะนั้นคนในบ้านทะเลน้อยต้องรู้และเข้าใจในฤดูกาลที่ส่งผลให้ระดับน้ำขึ้นลงในแม่น้ำประแสด้วย

               

การขึ้นลงของน้ำทะเลเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนใน ชุมชนใกล้ชายฝั่งทะเลเข้าใจเป็นอย่างดี คนที่บ้านทะเลน้อยเรียกช่วง เวลาน้ำขึ้นและน้ำลงว่า “หัวน้ำหางน้ำ” ตามลำดับ โดยแบ่งลักษณะการหากินตามช่วงเวลาเรียกว่า “น้ำเป็น น้ำตาย” โดยความแตกต่าง ของน้ำเป็นน้ำตายคือ น้ำเป็น เป็นช่วงที่เวลาน้ำขึ้นน้ำลงเป็นระยะเวลาสม่ำเสมอ มีการไหลที่ต่อเนื่องในช่วงขึ้นลงของน้ำ แต่ น้ำตาย จะเป็นช่วงระยะเวลาที่น้ำนิ่งไหลช้าน้ำขึ้นลงไม่เป็นเวลา  ซึ่งการไหลขึ้นลงเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามข้างขึ้นข้างแรมและฤดูกาลแต่ละช่วงเวลา ส่งผลให้การจับสัตว์น้ำในแต่ละวันและช่วงระยะเวลาต่างกัน ใช้อุปกรณ์ต่างกันโดย น้ำเป็น จะเป็นช่วงที่เหมาะแก่การจับสัตว์น้ำที่สุดเพราะมีลักษณะเป็นน้ำไหล

     

การประมงสัตว์น้ำของชาวบ้านในแม่น้ำประแส          

 

จุดเปลี่ยนวิถีชีวิตคนหมู่บ้านทะเลน้อยเริ่มจากการเข้ามาตั้งโรงสีข้าวที่บริเวณท่าน้ำทางใต้ของหมู่บ้าน หรือที่เรียกติดปากของคนในชุมชนว่า “โรงสีเจ๊กจุ่น” เป็นโรงสีชาวจีน สันนิษฐานตามคำบอกเล่าว่าเข้ามาก่อตั้งโรงสีในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นต้นมา โดยรับซื้อ ข้าวจากคนในชุมชนไปขายที่ปากน้ำประเเส แล้วรับเอาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาขายในชุมชน เช่น น้ำมันตะเกียง ขนม ไม้ขีด ฯลฯ ซึ่ง ตามคำบอกเล่าของคนในชุมชนว่า “หากทำนา ๔๐ ไร่ เก็บไว้กิน ๑ ปี ๑๐ ไร่ อีก ๓๐ ไร่ที่เหลือเอาไปขายให้โรงสีเจ๊กจุ่น” ถือว่าเป็นการผลิตเพื่อขายทวีมากขึ้นเมื่อมีโรงสีในช่วงเวลานั้น

 

จากการผลิตกึ่งยังชีพกึ่งขายกลายเป็น การทำการเกษตรเพื่อขายทั้งหมดเริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๒๘  เกษตรตำบลได้นำพันธุ์ข้าวที่รัฐส่งเสริม ให้ชาวนาปลูกคือ ข้าวพันธุ์ กข ที่ให้ผลผลิตที่ดีกว่าและมีความทนทานน้ำเค็มเทียบเท่าข้าวขาวมะแขกที่เป็นข้าว พันธุ์ท้องถิ่น อีกทั้งยังขายได้ราคาดีกว่า คนในชุมชนทะเลน้อยจึงหันไปปลูกข้าวพันธุ์ กข กันหมดหมู่บ้านในปีถัดไป แต่การปลูกข้าวพันธุ์ กข จำเป็นต้องพึ่งการใช้สารเคมีในการปลูก และมีศัตรูพืชที่เข้ามาแพร่พันธุ์ชนิดใหม่ คือ หอยเชอร์รี่ ทำให้ต้องใช้สารเคมีฆ่าศัตรูพืช เปรียบเทียบกับการปลูกข้าวสมัยก่อนคนในชุมชนใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกข้าว ศัตรูพืชมีเพียงปูดำกับหอยโข่งที่ไม่มีผลกระทบมากนักทำให้เมื่อปลูกข้าวพันธุ์ กข เริ่มมีผลกระทบตามแหล่งน้ำและพื้นที่ป่าโกงกาง 

               

ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งสำคัญของคนในชุมชนบ้านทะเลน้อยหลายด้าน เพราะราว พ.ศ. ๒๕๓๐ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เข้ามากว้านซื้อที่ดินของคนในชุมชนเพื่อทำบ่อกุ้งขนาดใหญ่ มีคนในหมู่บ้านเองปรับตัวเป็นนายหน้า ขอซื้อที่ดินจากคนในชุมชน คนในชุมชนบ้านทะเลน้อยส่วนมากตัดสินใจขายที่ของตนเพราะต้องการนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว และทางบริษัทก็ให้ราคาดี มักช่วยขนน้ำจืดไปให้ชาวบ้านทุกวันเพื่อเป็นการซื้อใจชาวบ้านไม่ต่อต้านและเต็มใจที่จะขายที่ดินให้ และในเวลานั้นยังมีอีกหลายบริษัทที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินในหมู่บ้านเช่นกัน 

               

จนชาวบ้านขายที่ดินไปทั้งหมดราวๆ ๑,๘๐๐ ไร่ ภายใน ระยะเวลา ๒ ปี มีการซื้อที่ดิน ไถหน้าดิน ขุดบ่อ ใช้เครื่องจักรและคนงานกว่า ๕๐๐ คน ที่บริษัทนำเข้ามาภาพเดิมของบ้านทะเลน้อย เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เวลานั้น เช่น สภาพแวดล้อม จากทุ่งนากลายเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งแทน ที่นาจากเดิมทั้งหมด ๙,๓๔๖ ไร่ ภายในระยะเวลาอันสั้นกลายเป็นบ่อกุ้งซึ่งมีพื้นที่เกินครึ่งของพื้นที่นาเดิมทั้งหมดในหมู่บ้าน สภาพป่าไม้ของชุมชนหายไปมากส่วนหนึ่งเป็นเพราะรถก่อสร้างเข้ามาในพื้นที่ได้กวาดไถพื้นที่ป่าเพื่อเตรียมสร้างบ่อกุ้ง 

    

ลุงบุญมี  จำเนียร  คนหมู่บ้านทะเลน้อย ที่ให้คำแนะนำในเรื่องวิถีชีวิตของคนในชุมชนทะเลน้อย           

 

การขุดบ่อขนาดใหญ่กั้นทางน้ำหรือมือคลองหรือคลองย่อย จากลำน้ำใหญ่ที่มีมาตั้งแต่อดีตสูญหายไปทำให้ภาพวิถีชีวิตเดิมของ คนในชุมชนที่พึ่งพามือคลองเป็นท่าจอดเรือหรือแหล่งหาสัตว์น้ำหายไปด้วย  สภาพวิถีชีวิตของคนบ้านทะเลน้อยเปลี่ยนแปลงจากมีที่นาปลูกข้าวไว้กินและขาย แต่หลังจากปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา เงินที่ได้มาบางคนก็ได้นำเงินไปปรับปรุงพื้นที่ทำกิน บางคนก็หนีหายออกจากหมู่บ้าน หรือไปซื้อที่ดินในหมู่บ้านอื่นเพื่อทำสวนยางพารา บ้างก็ออกไปรับจ้างทั่วไป

               

การทำธุรกิจกุ้งของบริษัทเอกชนเริ่มส่งออกซื้อขายกุ้งได้กำไรมาก ซึ่งคนในบ้านทะเลน้อยให้ความสนใจพากันลงทุนเพื่อที่จะทำตามในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นต้นมา ช่วงแรกๆ ขายได้กำไรดีมากมีพ่อค้าคนกลางมาซื้อกุ้งถึงบ้านเหมาทั้งบ่อ และขายเป็นกิโลกรัม ส่วนพันธุ์กุ้งก็มีพ่อค้ามาเร่ขายตามหมู่บ้าน รายได้ในการขายกุ้งดีกว่าการทำนามาก ต่อมาในระยะหลังเกิดปัญหากุ้งที่เลี้ยงนั้นเกิดโรค เพราะบ่อที่เลี้ยงกุ้งหลายครั้งเริ่มมีสารเคมีตกค้าง น้ำที่สูบเข้ามาในบ่อปนเปื้อนจากน้ำเสียที่ถ่ายออกมาจากบ่ออื่นๆ ด้วย คูและคันคลองที่บริเวณเลี้ยงบ่อกุ้งเริ่มมีน้ำเสียรวมไปถึงกุ้งเกิดโรคระบาดจนบริษัทและชาวบ้านเริ่มขาดทุน การปล่อยลูกกุ้งใหม่ในบ่อเดิมแต่ละครั้งจึงเป็นการสุ่มเสี่ยงว่ากุ้งจะติดโรคระบาดหรือไม่ โรคที่ติดเชื้อทำให้ผลผลิตกุ้งเสียหายอย่างรุนแรง บริษัทจึงไม่สามารถเลี้ยงกุ้งขายได้ ถึงแม้จะมีการว่าจ้างนักวิชาการมาตรวจสภาพบ่อควบคุมคุณภาพน้ำและดิน แต่ก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ท้ายที่สุดบริษัทจึงตัดสินใจยุติการทำบ่อกุ้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ บ่อกุ้งถูกทิ้งร้างไว้อยู่นาน จนประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๐ บริษัทจึงได้ให้คนในหมู่บ้านเช่าบ่อเลี้ยงกุ้ง ราคาค่าเช่าบ่อละ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี

               

ในช่วงนี้เป็นต้นมาผู้คนจึงได้เริ่มกลับมาเลี้ยงกุ้งอีกครั้ง มีการเลี้ยงแบบยังชีพ แรกๆ ชาวบ้านได้ผลสำเร็จจากการขายกุ้ง เนื่องจาก ได้เปลี่ยนพันธุ์กุ้งจากกุ้งกุลาดำมาเป็นกุ้งขาว เพราะเลี้ยงง่ายเจริญเติบโตรวดเร็วหลายคนหันมาเลี้ยงกุ้งขาวกันมากขึ้น 

               

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังชาวบ้านเริ่มมีปัญหาการเลี้ยงกุ้งเหมือนเดิม คือปัญหากุ้งติดโรคไม่สามารถนำออกไปขายได้เท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็ยังเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพหลักต่อไป แม้บางคนจะขาดทุนในการเลี้ยงกุ้งติดต่อกันหลายครั้งเพราะต้นทุนในการลงทุนสูง ทั้งค่าไฟ ค่าเครื่องมือ ค่าเปลี่ยนน้ำ ค่าอาหาร เป็นต้น

 

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ มีบริษัทเข้ามาใหม่เพื่อทำบ่อกุ้ง โดยเข้ามาซื้อพื้นที่บ่อกุ้งเดิมของบริษัทเก่า ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการเลี้ยงกุ้งยังประสบปัญหาเช่นเดิมคือกุ้งที่เลี้ยงเกิดโรค การส่งออกเมื่อเทียบกำไรกับต้นทุนแล้วอยู่ในปริมาณที่คงตัว

               

ปัจจุบันแม้ว่าการเลี้ยงกุ้งจะประสบปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ต้นทุนสูง กุ้งเกิดปัญหาติดเชื้อโรค แต่คนในชุมชนส่วนใหญ่รวมถึงคนภายนอกที่เข้ามาอยู่ใหม่ก็ยังทำการเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพหลัก เพราะวิถีชีวิตถูกเปลี่ยนไปแล้วไม่สามารถกลับไปเป็นอย่างเดิมได้

               

ในปัจจุบันสภาพพื้นที่ของหมู่บ้านทะเลน้อยซึ่งเหลือพื้นที่เพื่อทำการเกษตรน้อยมาก และสภาพนิเวศตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ ของพื้นที่ซึ่งไม่เหมือนเดิมแล้ว.

 

กิตติคุณ  โพธิ์ศรี, พชรพงษ์  พุฒซ้อน : นิสิตฝึกงานภาควิชาประวัติศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๔ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๖๐)

 

อัพเดทล่าสุด 18 ก.ย. 2560, 16:22 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.