หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
การศึกษาผลกระทบสภาพแวดล้อมทางสังคม ESIA [Environmental Social Impact Assessment] กับการ สร้างถนนขนาบน้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ–นนทบุรี
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 7 ก.ค. 2560, 16:04 น.
เข้าชมแล้ว 6490 ครั้ง

 

ในช่วงรัฐบาล คสช. ร่วมสามปีมานี้ เกิดสิ่งใหม่ที่สะดุดความคิดเป็นอย่างมากก็คือคําว่า “ประชารัฐ” กับ “การสร้างถนนขนาบน้ำ เจ้าพระยา กรุงเทพฯ-นนทบุรี”

               

ประชารัฐไม่เคยพบมาก่อนที่ไหนในโลก แต่ที่มีคือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม คือ รัฐก็อยู่ด้านหนึ่ง สังคมอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่เรียกว่าประชารัฐ รัฐเป็นองค์กรคล้ายกันกับสมาคมที่ทำหน้าที่เพื่อความมั่นคงและอยู่รอดอย่างราบ รื่นร่วมกันของคนในสังคม ถ้าหากรัฐไม่ทำหน้าที่นี้และแปลกแยกกับแตกแยกกับสังคม ในตำราทางสังคมวิทยาบอกว่า รัฐนั้นเป็นรัฐทรราชย์

               

คำว่าสังคมดูครอบจักรวาล เพราะคนทุกกลุ่มเหล่าไม่ว่าคน ชั้นล่าง ชั้นบน ชั้นกลาง เป็นขุนนาง ข้าราชการ และพ่อค้านายทุนที่อยู่ในพื้นที่ของรัฐเดียวกันล้วนเป็นคนในสังคมเดียวกัน จึงต้องจำแนกรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น คือ “สังคม” ไม่ได้หมายถึงครอบครัวและชุมชน [Community] ชุมชนจึงกลายเป็นตัวแทนของคนทุกหน่วยเหล่าทางชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีความสัมพันธ์กัน จนมีสำนึกร่วมว่าเป็นผู้คนในพื้นที่เดียวกัน

               

สังคมไทยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง อันเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำลำคลอง เป็นสังคมเกษตรกรรมที่ผู้คนส่วนใหญ่ทำนาทำสวน ล้วนตั้ง ถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นชุมชนเรียงรายอยู่สองฝั่งแม่น้ำลำคลอง หันหน้าบ้านลงน้ำที่เป็นเส้นทางคมนาคม เพราะเดิมก่อนสมัยรัชกาลที่ ๔ ราว ๑๒๐ ปีขึ้นไป ไม่มีถนนมีแต่ทางน้ำต้องใช้เรือแพเป็นพาหนะ

 

        ผู้คนที่ใช้ชีวิตบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยอดีต (ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)                

 

โดยโครงสร้างทางกายภาพของแหล่งที่อยู่อาศัย แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางน้ำสายใหญ่ เป็นเส้นทางคมนาคมหลักผ่านบริเวณที่เป็นบ้านเมืองตั้งแต่ปากแม่น้ำขึ้นไปจนถึงพระนครศรีอยุธยาอันเป็นราชธานีของสยามประเทศ สองฝั่งแม่น้ำจะมีคลองขุดแยกจากลำน้ำที่ ไหลจากเหนือลงใต้ไปยังทุ่งกว้างทางตะวันตกและตะวันออก ตามสองฝั่งของลำคลองที่ขุดแยกจากแม่น้ำใหญ่ก็เป็นถิ่นฐานที่ตั้งของชุมชนบ้านและเมืองเป็นการกระจายจากฝั่งแม่น้ำไปทั้งทางฝั่งตะวันตกและตะวันออก

               

การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและชุมชนจากฝั่งแม่น้ำไปตามลำคลองดังกล่าวนี้ เรียกชื่อเป็นที่รับรู้ของคนแต่โบราณว่า “บาง” คือ หมายถึงการตั้งถิ่นฐานของผู้คนริมน้ำ ชุมชนหมู่บ้านเรียงรายอยู่สองฝั่งคลองตั้งแต่ตรงปากคลองที่สบกับแม่น้ำมักจะเป็นชุมชนใหญ่ที่เรียกว่า “เมือง” มีตลาดและศาสนสถานทั้งศาสนาพุทธ มุสลิม คริสต์ และลัทธิอื่นๆ เป็นศูนย์กลาง

               

ผู้ใดก็ตามที่ลงเรือล่องขึ้นหรือลงตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา จะสังเกตได้ว่าเรือที่นั่งมานั้นผ่านบรรดาคลองขุดทั้งหลายสองฝั่งแม่น้ำ  ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่าบางทั้งนั้น เช่น คลองบางพูด คลองบางขวาง คลองบางกรวย คลองบางใหญ่อะไรทำนองนี้ดังเห็นตัวอย่างจาก วรรณคดีของสุนทรภู่ เช่น นิราศภูเขาทอง ที่ผ่านบรรดาชุมชนตามลำคลองที่เรียกว่าบางมากมายหลายที่เป็นระยะๆ ไป ตามที่พรรณนามานี้ก็เพื่ออธิบายว่าบางแต่ละบางที่เป็นลำน้ำและถิ่นที่อยู่อาศัยนั้น คือ กลุ่มของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันที่เรียกว่า “บาง” และบางก็คือท้องถิ่นอันมีชุมชนต้ังถิ่นฐานร่วมกันในลักษณะเป็นเครือข่ายที่คนมีสำนึกร่วมกันว่าเป็นพื้นที่บ้านเกิดเมืองนอนของตน

               

เครือข่ายของชุมชนแต่ละถิ่นแต่ละบางดังกล่าวนี้ คือสิ่งที่ เรียกว่า “ประชาสังคม” [Civil Society] เพราะแลเห็นสังคมในลักษณะ ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าคำว่าสังคมลอยๆ

               

เท่าที่กล่าวมานี้ก็เพื่อทำความเข้าใจว่า รัฐกับสังคมหรือประชาสังคมนั้นไม่ได้อยู่รวมกันเป็นประชารัฐอย่างที่มีคนมโนขึ้นมา ในขณะนี้ รัฐคือองค์กรที่ทำหน้าที่ในการปกครองและบริหารสังคมให้อยู่กันอย่างมีระเบียบเรียบร้อยและราบรื่น หากมีเรื่องการขัดแย้งกันเกิดขึ้นก็จะมีกระบวนการทางยุติธรรมและศีลธรรมขึ้นมาจัดการเพื่อให้เกิดความสงบสุข แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมนั้นไม่มีน้ำหนักพอ ประชาสังคมก็สามารถรวมตัวกันออกมาคัดค้านแสดงพลังต่อรอง และขัดขืนอย่างมีสำนึกในทางศีลธรรมที่ไม่อาศัยความรุนแรงเป็น สิ่งที่เรียกว่า “ประชาขัดขืน” [Civil Disobedience] ที่มีผู้ไปแปลว่าอารยะขัดขืนอะไรทำนองนั้น เพราะดูเหมือนจะมีความคิดจินตนาการ  ไปเรื่องของอารยชนกับอนารยชนมากไปหน่อย ในความนึกคิดของข้าพเจ้าเห็นว่าคนในเมืองส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมและความคิดแบบอนารยชนอยู่ โดยเฉพาะคนเมืองที่อยากจะเรียกว่าเป็นอนารยชน คนเมือง [Urban Barbarian] ทีเดียว

               

เพราะไปเอา “ประชาชน” มาบวกกับ “รัฐ” เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้ ประชาสังคมจึงหมดไปและดูห่างไกลกับความเข้าใจของผู้มีอำนาจในรัฐเพิ่มขึ้น

               

ในการพัฒนาสังคมให้อยู่ดีกินดีมีสันติสุข ในความคิดของข้าพเจ้าอีกเช่นกันว่าประชารัฐนั้นดูไม่เห็นประชาชนที่เป็นคนธรรมดา เห็นเป็นเพียงแต่ผู้ถูกปกครอง ไม่มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจไปต่อรองอะไรกับรัฐในยามเกิดความขัดแย้งและเดือดร้อน เพราะ ประชารัฐคือการปกครองสมานฉันท์ของกลุ่มคนที่มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจเท่านั้น

 

           

 

โดยย่อก็คือพวกขุนนาง ข้าราชการ และนายทุน ซึ่งอาจจะรวมทั้งบรรดาปัญญาชนที่เป็นนักเรียนนอกที่ได้เล่าเรียนมาจากบรรดาระเทศทุนนิยมของประชาธิปไตยทางตะวันตก คนเหล่านี้คือคนที่แลเห็นว่าบ้านเมืองต้องมีการพัฒนาให้สวยงามและมั่งคั่งที่มีมาแต่สมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ลงมา ที่มีการสร้างแผนพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นอารยะแบบตะวันตก โดยชื่อของแผนเป็นแผนทางสังคม เศรษฐกิจ แต่โดยปฏิบัติในทางสังคมไม่มี กลับมีแต่เรื่องเศรษฐกิจที่ตามมากับการเมืองและการพัฒนาก็เป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิด เห็นดีเห็นประโยชน์ของคนภายนอกผู้มีอำนาจเหล่านี้ไป โดยที่คนในที่อยู่รวมกันเป็นชุมชนในท้องถิ่นไม่อาจหรือกล้าที่จะเรียกร้องการเข้ามามีส่วนร่วมได้

               

การพัฒนาที่เริ่มมาแต่สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้น คือการเปลี่ยนสังคมเกษตรกรรมชาวนาของประชาชนที่อยู่กันเป็นถิ่นฐานบ้านเมืองและบ้านเรือนที่ส่วนใหญ่ตั้งหลักแหล่งอยู่สองฝั่งแม่น้ำลำคลองที่อาศัยลำน้ำเป็นเส้นทางคมนาคม บ้านเรือนเหล่านั้นรวมทั้งบรรดาวัดวาอารามทางศาสนาก็หันหน้าลงแม่น้ำลำน้ำเป็นมาชั่วนาตาปี พอมาเกิดเป็นสังคมอุตสาหกรรมตามแบบอย่างตะวันตก สังคมเกษตรกรรมก็เริ่มสลายอันเนื่องมาจากการสร้างเส้นทางถนนขึ้นมาแทน ทำให้ทิศทางของบ้านเรือนของชุมชนต่างหันหลังให้แม่น้ำลำน้ำแล้วเอาหน้าบ้านรับถนน แม่แม่น้ำลำน้ำสังคมเกษตรกรรมนั้นเป็นยิ่งกว่าเส้นทางคมนาคมเดินเรือ หากเป็นเส้นชีวิตในการใช้น้ำอุปโภคบริโภคที่ผู้คนทั้งในท้องถิ่นและนอกถิ่นต่างใช้ประโยชน์ร่วมกันและแต่ละถิ่นก็ต้องรับผิดชอบในการดูแลความสะอาดสวยงาม ต่างถิ่นต่างช่วยกันดูแลจากต้นน้ำถึงท้ายน้ำเป็นระยะๆ ไป ก่อให้เกิด “ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม” [Cultural Landscape] ที่หลากหลายและต่อเนื่องของชุมชนในแต่ละท้องถิ่นที่ล้วนมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์

               

โดยเฉพาะสองฝั่งน้ำจ้าพระยาตั้งแต่เมืองพระนครศรีอยุธยามาจนถึงกรุงเทพฯ-ธนบุรี ไปออกปากแม่น้ำที่เมืองสมุทรปราการ บริเวณสองฝั่งน้ำล้วนเป็นที่ตั้งของบ้านเมืองที่มีมาแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ เกิดอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ-ธนบุรี พระประแดง และสมุทรปราการปากน้ำที่บรรดาเรือใหญ่น้อยทั้งจากโพ้นทะเลและจากท้องถิ่นต่างๆ ภายใน ต่างใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขึ้นล่องเป็นประจำ จนทิวทัศน์ที่เห็นของบ้านเมืองและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนทั้งสองฝั่งน้ำซึมซับอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ผ่านไปมา ที่เป็นปราชญ์เป็นกวีได้เขียนบทกวีและเรื่องราวเชิงสังวาสที่เรียกว่านิราศมาหลายยุคหลายสมัย อาทิ กำศรวลสมุทรที่ผู้รู้รุ่นเก่าๆ เรียกว่า กำศรวลศรีปราชญ์ แต่ในสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นนิราศเริ่มแรกของแม่น้ำเจ้าพระยาแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา

             

จนถึงสมัยธนบุรีกรุงเทพฯ ในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ บรรดากวีในราชสำนักที่สำคัญ เช่น สุนทรภู่ก็ได้เขียนบรรยายภาพพจน์ของชุมชนริมแม่น้ำลำคลองสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาได้อย่างละเอียด กล่าวถึงถิ่นฐานของแต่ละท้องถิ่นแต่ละย่านลำคลองที่มีประชาชนที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ และชีวิตความเป็นอยู่อย่างนับได้ว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สังคมได้ชัดเจน ซึ่งกวีนิพนธ์เหล่านี้เป็นที่รับทราบและเรียนรู้ของคนรุ่นหลังๆ ลงมาจนปัจจุบัน มีผลตามมาทำให้เกิดการท่องเที่ยวทิวทัศน์บ้านเมืองและชุมชนทั้งสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาจากกรุงเทพฯ ถึงนนทบุรี และอยุธยากันเรื่อยมา

               

สิ่งที่สร้างขึ้นทางวัฒนธรรมแลสังคมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำที่สะสมและเปลี่ยนแปลงกันเรื่อยมาตลอดเวลากว่า ๕๐๐ ปีดังกล่าวนี้ ก่อให้เกิดทิวทัศน์ของความศักดิ์สิทธิ์ [Sacred Landscape] ขึ้นจนเป็นที่รับรู้ของผู้คนในท้องถิ่นและคนจากภายนอกทั้งคนไทยและคนต่างชาติว่าเป็นบ้านเมืองทางน้ำเก่าแก่และมีอัตลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

               

ความพยายามของรัฐบาล คสช. ที่จะก่อสร้างถนนขนาบน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากเมืองกรุงเทพฯ-ธนบุรี ไปจนถึงเมืองนนทบุรีนั้น ได้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนเป็นจำนวนมากตื่นตระหนกและเศร้าใจว่ารัฐบาลคิดได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นมา เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมารัฐบาล คสช. เป็นเผด็จการที่ดี ได้ช่วยทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหลายๆ อย่างจากความพินาศฉิบหายที่ทำโดยนักการเมือง ชั่วร้ายที่อ้างการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเพื่อความชอบธรรมถูกกฎหมายต่างๆ นานา รัฐบาล คสช. กู้วิกฤติของสังคม และบ้านเมืองอย่างสอบผ่านมาโดยตลอด แต่พอมาถึงโครงการสร้างถนนขนาบน้ำดังกล่าวนี้กำลังทำให้สอบตกขนาด D- ก็ว่าได้ ก็เพราะว่าการดำเนินการดังกล่าวที่จะสร้างถนนขนาบน้ำนั้นส่งผลกระทบอย่างมหาศาลในทางลบต่อภูมิวัฒนธรรมและทิวทัศน์ของความศักดิ์สิทธิ์แห่งราชธานีสยามอันเป็นเมืองของน้ำให้มลายไป แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการทำลายบรรดาชุมชนบ้านเมืองและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนทั้งสองฝั่งแม่น้ำให้เกิดภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดโดยเฉพาะการไร้ที่อยู่อาศัย

 

 

จึงอยากทำความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ว่า มนุษย์นั้นหาใช่สัตว์เดรัจฉานที่เป็นปัจเจก [Individual] ที่จะไปอยู่ที่ไหนๆ ก็ได้ เช่น อยู่กันตามคอนโดมิเนียม หรือบ้านจัดสรรกันอย่างไม่มีหัวนอนปลายตีนและร้อยพ่อพันแม่อย่างที่ทั้งทางรัฐและทางทุนจัดสรร ให้แบบไม่เป็นชุมชนในขณะนี้ เพราะชุมชนหาได้สร้างหรือบันดาลได้ในพริบตาตามใจของผู้มีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ชุมชนบ้านเมืองแต่ละแห่งล้วนมีพัฒนาการทางโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรม อันเนื่องจากการอยู่ร่วมกันในท้องถิ่นเดียวกันอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๓-๔ ชั่วคนจึงเกิดขึ้นได้ และชุมชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีอายุเกินกว่าชั่ว ๓-๔ อายุคนตามที่กล่าวมา หากมีมากว่า ๕๐๐ ปีแล้ว

 

การสร้างถนนขนาบน้ำมีผลทั้งการเปลี่ยนแปลงทิวทัศน์ของความศักดิ์สิทธิ์และการไล่รื้อชุมชนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยรวมทั้งสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ทางความเชื่อและศาสนาอีกมากมายจะเกิดอันตรายอย่างแน่นอนในโลกนี้

 

ความพินาศทางสังคมบ้านเมืองมีสองสาเหตุใหญ่ๆ คือ จากความอดอยากในเรื่องอาหารการกินกับการไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งล้วนจะ ทำให้เกิดความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่นำไปสู่ความรุนแรงถึงฆ่าฟันกันเองภายในสังคมไทย ไม่มีภัยอันเกิดจากการอดอยากในเรื่องอาหารการกิน ปิดประเทศห้าปีคนก็อยู่ได้ แต่พวกนายทุนมีสิทธิ์ล่มจม แต่ถ้าผู้มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจทำให้เกิดคนไร้ชุมชนที่อยู่อาศัยแล้ว บ้านเมืองคงหนีความพินาศไม่พ้นเป็นแน่

 

เท่าที่ทราบมาโครงการสร้างถนนขนาบน้ำเจ้าพระยาครั้งนี้ ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า EIA [Environmental Impact Assessment] เลย แต่เริ่มการก่อสร้างแล้วอย่างค่อนข้างเร่งรีบทำให้เกิดความกังวลและกังขาในการดำเนินการเป็นอย่างยิ่ง เพราะโครงการของรัฐบาลในอดีตจำต้องมีการศึกษาผลกระทบซึ่งดีบ้างไม่ดีบ้างแต่ก็ยังมี 

               

พอมาในสมัยหนึ่งก็มีโครงการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพอนามัย หรือ EHIA [Environmental Health Impact Assessment] เพิ่มขึ้น เข้าใจว่าเป็นโครงการที่ริเริ่มและเกิดการเคลื่อนไหวทางฝ่าย นายแพทย์ประเวศ วะสี จึงทำให้ต้องมีการศึกษาผลกระทบทาง EHIA เพิ่มขึ้นก็นับว่าเป็นผลดีแก่ผู้คนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนึ่ง

 

ภาพจำลองแนวคิดการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาในอุดมคติที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้วส่วนหนึ่ง

 

แต่ก็ยังไม่พอจึงมีผู้เสนอให้มีการศึกษาผลกระทบทางสังคม ESIA [Environmental Social Impact Assessment] เพิ่มขึ้น ผู้ที่ทำการเคลื่อนไหวก็คือ ดร.สุรพล  สุดารา ซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งที่เคยเข้าร่วมหารือกัน แต่โครงการดังกล่าวนี้เงียบไปและดูเหมือนจะถูกปฏิเสธในทางพฤตินัย เพราะอาจมีผลกระทบกับผลประโยชน์ของรัฐและทุนผู้เป็นเจ้าของโครงการ

 

เพราะในการทำการศึกษาในเรื่องนี้หลีกเลี่ยงการเข้ามามี ส่วนร่วมของผู้คนในภาคประชาสังคมผู้ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดูเหมือนทุกรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการในประเทศไทยนี้ ไม่สนใจ ESIA แต่รัฐบาลไทยในยุคนี้กลับไม่ทำทั้ง EIA, EHIA และ ESIA ซึ่งดูหนักเข้าไปใหญ่

               

การทำการศึกษาผลกระทบทางสังคมคือสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ทางรัฐและผู้เกี่ยวข้องที่เป็นเจ้าของโครงการจะเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในชุมชนท้องถิ่น ผู้ที่จะต้องได้รับผลกระทบไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงและถูกอ้างโดยรัฐว่าได้สอบถามความคิดเห็นของคนท้องถิ่นแล้ว  โครงการอ้างบรรดานักวิจัย นักวิชาการ และนักศึกษา ตามมหาวิทยาลัยได้สำรวจและสอบถามความคิดเห็นสร้างภาพโน้มน้าวให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ในชุมชนเห็นพ้องด้วยกับโครงการ สิ่งเช่นนี้คือการจัดฉากเป็นประจำของรัฐที่อ้างประชาธิปไตย

 

ESIA คือเครื่องมือต่อรองที่สำคัญในโครงการพัฒนาใดๆ ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ประชารัฐที่ประกอบไปด้วยผู้มีอำนาจทางการเมืองเศรษฐกิจของรัฐและบรรดานายทุน  นักวิชาการ ข้าราชการ พบและต่อรองกับคนที่มีส่วนได้เสียที่เป็นประชาสังคม

 

สุดท้ายใคร่อ้างความคิดเห็นของอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ผู้เป็นบุตรชายของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงความล้มเหลวของโครงการเส้นทางรถไฟฟ้าที่เรียกว่า โฮปเวล  [Hope Well] เมื่อหลายปีที่ผ่านมาว่า นอกจากทำไม่สำเร็จแล้ว ยังคง เหลือแต่ซากตอหม้อไว้ให้เป็นอนุสรณ์ของความโง่จนในทุกวันนี้

 

เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๔ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๖๐)

อัพเดทล่าสุด 18 ก.ย. 2560, 16:04 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.