หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"พระนคร๑๐๑" ครั้งที่ ๔
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 8 พ.ค. 2560, 15:37 น.
เข้าชมแล้ว 1377 ครั้ง

"พระนคร๑๐๑" ครั้งที่ ๔

“สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ย่านถนนกรุงเกษม ถนนลูกหลวงถึงสี่แยกมหานาค” การเปลี่ยนแปลงพื้นที่จากวัง วัด และบ้านพระราชทานสู่ย่านตลาด และชุมชนแออัดที่มีการศึกษาแห่งแรกของประเทศฯ และชุมชนมุสลิมดั้งเดิมนอกพระนคร

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ (นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์)

 

ในวันเสาร์ที่ ๒๙ เมษายน  ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า (เชิงสะพานปิ่นเกล้า ถนนเจ้าฟ้า) ในภาคทฤษฎีทำความเข้าใจพื้นฐานของย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ที่ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ได้ทำการศึกษาวิจัย จากการตั้งคำถามว่า "เมืองกรุงเทพฯ นั้นมีประวัติศาสตร์ของผู้คนอยู่หรือไม่?" และได้พบว่า ที่จริงแล้วกรุงเทพฯ นั้นยังมีโครงสร้างของความเป็นชุมชน โดยมีศาสนสถานเป็นศูนย์กลาง มีพื้นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกัน นอกจากนั้นยังมีประวัติศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ได้ บรรยายโดยวลัยลักษณ์ ทรงศิริ (นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์) ภายใต้ประเด็น "ประวัติศาสตร์สังคมคือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต"

 

บรรยากาศกิจกรรม "พระนคร๑๐๑" ในภาคทฤษฎี

 

การศึกษาประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ โดยผ่านแผนที่ สามารถเห็นถึงสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตของผู้คนผ่านสิ่งต่างๆ รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ใช้คำว่า “ภูมิวัฒนธรรม” มีความสำคัญคือการมองถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ ความสำคัญสามสิ่งที่กล่าวมานี้คือความเป็นชุมชน และความเป็นชุมชนดังกล่าวนั้นสามารถพบได้ในกรุงเทพฯ เช่น ชุมชนบ้านบาตร คือตัวอย่างชุมชนที่มีรูปแบบโครงสร้างของความเป็นชุมชนแบบเก่าของกรุงเทพฯ พบการใช้บ่อน้ำและศาลากลางบ้านสำหรับประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชน และยังสืบทอดมาได้ถึงปัจจุบัน

 

บรรยากาศกิจกรรม "พระนคร๑๐๑" ในภาคทฤษฎี

 

และได้พบว่าในกรุงเทพฯ นั้นมีการเข้ามาของกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ หลากหลาย ที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ลาว กลุ่มคนญวนทั้งเป็นญวนคริสต์ที่อยู่ทางชุมชนมิตรคามและญวนที่เป็นพุทธในบริเวณวันญวนสะพานขาว กลุ่มชาวมุสลิมทางภาคใต้ และกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เรื่อยมา แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองแบบ “พหุลักษณ์” มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม  

 

 

“พระนครชวนชม” กิจกรรมในวันที่ ๒

 

 

ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๐ ภายใต้กิจกรรม “พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๔ เป็นการลงพื้นที่จริงเพื่อคำความเข้าใจเพิ่มเติมจากในภาคทฤษฎีเบื้องต้น สำหรับจุดนัดพบแรกคือบริเวณอนุสาวรีย์พลเรือเอกเจ้าฟ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบกับคุณวรรณชัย (ชาวชุมชนนางเลิ้ง) บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของชุมชนนางเลิ้งที่มีต่อพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

 

คุณวรรณชัย (ชาวชุมชนนางเลิ้ง) 

 

“ชาวชุมชนถือว่าพระองค์ท่านเป็นบุคคลที่ชาวชุมชนในย่านนางเลิ้งให้ความเคารพนับถือ เพราะในยุคนั้นหากผู้ใดเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะมารักษายังเรือนหมอพร และจากประวัติศาสตร์บอกเล่าจากชุมชนว่า ท่านลงมาในพื้นที่ด้วยพระองค์เองทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ จึงขั้นขนานนามท่านเป็น "เสด็จเตี่ย" และยังสร้างศาลขึ้นในชุมชน บริเวณตลาดนางเลิ้งเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนจีนโพ้นทะเลสมัยนั้น”

 

เรือนหมอพร ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

 

“ตรอกใต้” ชุมชนแออัดที่มีการศึกษาแห่งแรกของประเทศฯ

อาจารย์อคิน (ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์) ได้มาทำการศึกษาชุมชนแออัดหรือสลัมเป็นวิทยานิพนธ์ทางมานุษยวิทยาปริญญาเอก ก่อนหน้านี้ตรอกใต้นั้นมีคนเข้ามาจับจองกันมาก โดยเฉพาะกลุ่มช่างปูกระเบื้องตั้งแต่สมัยมาสร้างพระที่นั่งอนันต์ฯ ส่วนบริเวณใกล้เคียงมีกลุ่มคนจีนไหหลำ ที่เรียกว่า “พวกโรงตู้” คือมีอาชีพทำพวกเฟอร์นิเจอร์ ตู้ เตียงต่างๆ หลังจากไฟไหม้ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่แถวๆ ซอยประชานฤมิตรที่เป็นถนนสายไม้ในปัจจุบัน แต่ก็ยังเหลือเจ๊หย่ง เจ๊วา อยู่ตึกปากตรอกใต้แต่เดิม หรือซอยลูกหลวง ๖ ขายขนมจีนไหหลำ

 

“พี่ใหญ่” หรือคุณคุณพณิฎา สกุลธนโสภณ

 

“วัดญวนสะพานขาว”

หรือวัดวัดสมณานัมบริหารเป็นวัดมหายานในสังกัดคณะสงฆ์อนัมนิกาย ได้พบกับ “พี่ใหญ่” หรือคุณคุณพณิฎา สกุลธนโสภณ ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนและเป็นโยมอุปฐากที่วัดญวนแห่งนี้ พี่ใหญ่บอกว่า “คนญวนก็ไม่มีแล้ว แต่ทางวัดญวนยังเหลืออาหารประจำถิ่นอยู่สองอย่างคือ ปอเปี๊ยะทอด กับมะเหง่ ที่บอกว่าใช้เส้นเหมือนขนมจีนไหหลำ”

 

วัดวัดสมณานัมบริหาร

 

"มะเหง่" ของดีของชาวชุมชนวัดญวนสะพานขาวเป็นอาหารที่ประยุกต์ระหว่างอาหารไทยกับเวียดนาม มีจุดเด่นคือน้ำพริกมะม่วง ที่มีส่วนผสมได้แก่ น้ำตาลปี๊บ มะนาว กระเทียม พริกขี้หนูและมะม่วงดิบซอย ราดได้ทั้งมะเหง่แห้งและน้ำ ส่วนเส้นมีส่วนผสมชนิดเดียวกับขนมจีนเพียงแต่มีเส้นที่ใหญ่กว่ามาก มีรสชาติคล้ายๆ ยำมะม่วงที่มีเส้นประกอบเข้าด้วย มีความหวานของน้ำตาล ความกลมกล่อมของน้ำปลา และมีรสเปรี้ยวจากมะม่วงมาตัด และชนิดน้ำจะมีเสน่ห์ที่น้ำซุปซึ่งมีรสชาติเข้มข้นและเคี่ยวจนกลมกล่อม ใส่เนื้อสัตว์สองแบบคือหมูและปลา ซึ่งปลานั้นต้องเป็นปลาช่อนจึงจะได้รสชาติที่อร่อยและดั้งเดิม

 

มะเหง่

 

พี่ใหญ่เล่าต่ออีกว่า "ทานมะเหง่มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นอาหารที่อยู่ในชุมชน และอาจจะมีมานานมากแล้วเพราะปัจจุบันพี่ใหญ่ก็มีอายุ ๖๔ ปีแล้ว และคงจะหาทานแบบนี้ได้ที่นี่ ที่เดียว" มะเหง่เป็นสิ่งหนึ่งที่หลงเหลือจากวัฒนธรรมของชาวเวียดนามที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่วัดญวนสะพานขาวแห่งนี้ เพราะในปัจจุบันผู้คนก็ได้มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมและได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

 

วังสะพานขาว

 

จากนั้นเดินข้างฝั่งคลองเข้ามายังวังสะพานขาว “พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๔ ถือเป็นโอกาสดีที่ทางกลุ่ม “พระนคร๑๐๑” เป็นกลุ่มคนภายนอกกลุ่มแรกได้เข้าเยี่ยมชมวังสะพานขาว ในปัจจุบันคือกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งแต่เดิมคือวังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกรสิ้นพระชนม์ลง กระทรวงมหาดไทยจึงได้ขอซื้อที่ดินพร้อมอาคารจากทายาทในปี พ.ศ.๒๔๙๓ เพื่อเป็นที่ตั้งของกรมประชาสงเคราะห์ และยังใช้เป็นที่ทำการของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อยู่หลายท่าน ปัจจุบันได้มีการอนุรักษ์และจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ตามห้องต่างๆ เสมือนจริง และพระองค์ท่านยังถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่และข้าราชการในหน่วยงานให้ความเคารพบูชา

 

วังสะพานขาว

 

พื้นที่สุดท้ายคือชุมชนมัสยิดมหานาค ชุมชนมุสลิมดั้งเดิมนอกพระนคร ได้พบกับวิทยากรในพื้นที่คือคุณลุงหริน คุณลุงได้พาชาวคณะเดินชมรอบๆ ดูความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมในชุมชน บ้านเก่า รวมไปถึงบ้านข้าราชการที่เคยอยู่ในชุมชน ซึ่งน่าเสียดายที่ชาวคณะไม่ได้ชมความงดงามของมัสยิด เนื่องจากปิดปรับปรุงซ่อมแซม แต่บริเวณด้านในสามารถเข้าไปเพื่อทำกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้บางส่วน

 

คุณลุงหริน ชาวชุมชนมัสยิดมหานาค

 

สิ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะมีโอกาสได้เข้ามาและตื่นเต้นสำหรับผู้คนส่วนมากที่เข้าร่วมกิจกรรมคือ การเข้าชม เข้าศึกษาในพื้นที่ “กุโบร์” คนมุสลิมในเมืองทั้งจากมัสยิดบ้านตึกดินและมัสยิดจักรพงษ์ก็ต้องนำศพไปฝังที่กูโบร์มหานาค ซึ่งถือว่าเป็นกุโบร์ขนาดใหญ่ที่อยู่กลางเมืองก็ว่าได้ และกุโบร์มหานาคแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ฝั่งศพของพี่ชายตนกูอับดุลเราห์มานผู้นำการเรียกร้องเอกราชและเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย

 

ภายในบริเวณกุโบร์มหานาค

 

บรรยากาศด้านในกุโบร์ค่อนข้างสงบหากเทียบกับพื้นที่ด้านนอกที่ผ่านมา มีผู้คนในชุมชนใช้พื้นที่สำหรับการนั่งเล่น พูดคุย ที่นอกเหนือจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นอกจากมีคุณลุงหรินที่ได้ให้ความรู้ในฐานะการเป็นเจ้าบ้านแล้ว เรายังได้ร่วมพูดคุยกับผู้ร่วมกิจกรรมที่เป็นมุสลิมจากต่างพื้นที่ บอกเล่าเรื่องราวที่หลายๆ ท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมอาจจะยังไม่ทราบ และปิดท้ายด้วยการสรุปกิจกรรมโดยผู้ร่วมกิจกรรมและวิทยากร สำหรับการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

 

อัพเดทล่าสุด 8 พ.ค. 2560, 15:37 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.