หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๑ เข้าใจพื้นที่และความเป็นชุมชนของกรุงเทพฯ ในฐานะ “บ้านของเรา เมืองของเรา ชุมชนของเรา”
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 25 เม.ย. 2560, 15:59 น.
เข้าชมแล้ว 2251 ครั้ง

         

กิจกรรมพระนคร ๑๐๑

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติ การ โดยใช้ชื่อกิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก โครงการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์สังคมย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ ที่ได้รับ การสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยใช้ระยะ เวลากว่า ๒ปีในการศึกษา ตลอดช่วงระยะเวลาการลงพื้นที่ศึกษา ทางมูลนิธิฯ ได้เปิดเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้ของชาวชุมชนต่างๆ ในเขต ย่านที่อยู่อาศัยหรือย่านเมืองเก่า เดือนละ ๑ ครั้ง เป็นจำนวน ๙ ครั้ง ในพื้นที่ลานกิจกรรมของชุมชนป้อมมหากาฬ

               

จากการศึกษาได้พบปัญหาต่างๆ ของแต่ละพื้นที่ชุมชนที่เป็น ผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของเมือง และประวัติศาสตร์สังคมของ เมืองกรุงเทพฯ นั้น ยังไม่ได้มีการศึกษาเท่าที่ควร ทำให้ขาดความเข้าใจ อย่างถ่องแท้และสร้างผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายการพัฒนาเมืองเก่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนและการจัดการเมืองประวัติศาสตร์อย่างมาก

               

มูลนิธิฯ ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อเน้นสร้างความรู้ ความ เข้าใจ ให้กับชุมชนได้รู้จักตนเองยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้าใจถึงความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงของชุมชน โดยจัดกิจกรรมมาจำนวน ๓ ครั้งด้วยกันในพื้นที่ย่านพระนคร และจะจัดตลอดระยะเวลา ๒ เดือนต่อครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้

               

กิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก คือภาคทฤษฎีเบื้องต้น เป็นการทำความเข้าใจความเป็นย่านเก่าของกรุงเทพฯ ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่ต่างๆ ด้วยแนวคิด “เมืองประวัติศาสตร์ต้องมีชุมชน” บรรยายโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ซึ่งการเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า “ประวัติศาสตร์สังคมคืออะไร?”

               

“ประวัติศาสตร์สังคม” ในทัศนะของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ คือ ประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องราวของผู้คนในชุมชนเดียวกัน เรียกว่า “ภูมิวัฒนธรรม” คือ ความเป็นชุมชนตามแบบธรรมชาติ รู้จักหน้าค่าตา และมีศาสนสถาน เป็นศูนย์กลางของชุมชน ซึ่งจะแตกต่างจากความเป็นชุมชนแบบใหม่ที่ แบ่งตามเขตพื้นที่การปกครอง การบริหารของส่วนราชการ แนวคิดเรื่อง พื้นที่ชุมชนนั้น คือความเป็นย่านต่างๆ ที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ เมืองกรุงเทพฯ

               

ความเข้าใจในแนวคิดเรื่องภูมิวัฒนธรรม ในความเป็นมา และจุดกำเนิดของพระนครทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในลักษณะของ การเป็น Delta หรือ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจุดกำเนิดของความเป็นกรุงเทพฯ มีความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่อดีต ความเป็น “เมืองท่า” ศูนย์รวมของผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เกิดย่านการค้าสำคัญ ต่างๆ และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยในความเป็นชุมชนคนจีน ชุมของชาว มุสลิม และอื่นๆ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นสังคมพหุลักษณ์มาตั้งแต่แรกเริ่ม

               

ความเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบต่างๆ ส่งผลกระทบต่อความวิถี ชีวิต วัฒนธรรมของผู้คน ชุมชนลุ่มน้ำค่อยๆ เลือนหายไปตามยุคสมัย จากอิทธิพลของตะวันตกเปลี่ยนวิถีทางของการสัญจรจากการคมนาคม ทางน้ำเป็นทางบก การถมคลองน้ำตามธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงในระยะต่างๆ ที่มีผลต่ อวิถีชีวิตของผู้คน การประกอบอาชีพหรือแม้แต่รูปแบบอาคารบ้านเรือน ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือประวัติศาสตร์สังคม ของกรุงเทพฯ ซึ่งต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เห็นพัฒนาการเมืองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและเห็นถึงรากเหง้าความเป็นชุมชนบางแห่งในย่านเก่าของกรุงเทพมหานคร               

              

“พระนครชวนชม”

                เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ในเชิงปฏิบัติการ โดยการนำกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าไปสัมผัสในพื้นที่จริงสอดรับกับความรู้ ความเข้าใจในภาคทฤษฎี

                “การเดิน” คือหนึ่งในกระบวนการการศึกษาที่ทางมูลนิธิฯ ได้ใช้ในการศึกษาเรื่องราวของกรุงเทพฯ จึงเห็นว่าวิธีการดังกล่าวจะทำให้ กิดการเรียนรู้ได้มากขึ้น

 

 ภาพกิจกรรมพระนคร ๑๐๑ ครั้งที่ ๑

 

“พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๑

พื้นที่ย่านบางลำพู ชุมชนวัดสามพระยา บ้านพาน บ้านบาตร “ชุมชนเก่าย่านวังหน้าย่านการค้าสำคัญของพระนคร บ้านดนตรีและย่านหัตถกรรม”

 

จัดขึ้นในวันที่ ๑๖-๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ มีวิทยากรใน พื้นที่ชุมชน ท่านแรกคือ คุณอรศรี ศิลปี หรือ “ป้านิด” ตัวแทนของย่าน บางลำพูที่อยู่อาศัยมาดั้งเดิมและเป็นผู้อาวุโส กล่าวถึงเรื่องที่มาของตรอกไก่แจ้ การเปลี่ยนแปลงของบางลำพู และประวัติความเป็นมารวมไปถึงบทบาทของสายตระกูล “ศิลปี”

               

จากนั้นได้มีการเข้าชมและศึกษาชุมชนมุสลิมเก่าแก่ในย่านพระนคร คือ “มัสยิดจักรพงษ์” มัสยิดนี้นอกจากจะเป็นพื้นที่ประกอบ ศาสนกิจแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านใช้สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ของ ชุมชนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิมหรือชาวพุทธ ได้พบปะพูดคุยกับ คุณโอภาส มิตรมานะ หรือครูซัน ผู้อาวุโสของชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ ในประเด็นการอยู่อาศัยการปรับตัวของชุมชนมุสลิมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมและผลกระทบจากการพัฒนาเมืองที่มีต่อคนในชุมชน

                 

ก่อนออกนอกพระนครไปทางฝั่งวัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร และวัดสามพระยา ได้รับความรู้จาก คุณพจนา ดุริยพันธุ์ เกี่ยวกับบ้านดนตรีแบบโบราณในย่านบางลำพู รวมถึงกิจกรรมการอนุรักษ์ดนตรีไทย ของมูลนิธิดุริยประณีตที่ได้มีการเปิดบ้านสอนดนตรีไทยมาอย่างยาวนาน จนถึงปัจจุบันมีกระบวนการฟื้นฟูและอนุรักษ์โดยใช้ความผูกพันทางสาย ตระกูลที่เหนียวแน่นเป็นแกนหลักในการดูแลกิจการของครอบครัว และกล่าวถึงความสัมพันธ์ของคนกับศูนย์กลางของชุมชน คือ วัดสังเวชวิศยา รามวรวิหารและวัดสามพระยา ตลาดต่างๆ ในย่านบางลำพูและวิถีชีวิต ของคนบางลำพูที่ผูกพันกับแม่น้ำลำคลอง

               

กิจกรรมช่วงบ่ายว่าด้วยการไขข้อสงสัยในความเข้าใจคลาดเคลื่อนของการขึ้นป้ายข้อมูลเพื่อการท่องเที่ยว “บ้านพานถม” ของ กทม. ซึ่งความจริงแล้วคำว่า “บ้านพาน” กับ “บ้านพานถม” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งพื้นที่และกรรมวิธีการผลิตงานหัตถกรรมดังกล่าว การทำพานของบ้านพานใช้การตีขันน้ำพานรองที่เป็นเครื่องเงิน นำมาดุนให้เกิด ลวดลายต่างๆ ตามต้องการ ส่วนการทำเครื่องพานถมใช้วิธีแกะลายลง ไปในเนื้อโลหะเช่นเงินแล้วถมด้วยน้ำยาเคลือบสีดำคนปัจจุบันเข้าใจว่า “เครื่องถม” ของร้านไทยนคร ซึ่งตั้งร้านอยู่ตรงข้างวัดตรีทศเทพจึงมีการเหมารวมเป็นคำว่า “บ้านพานถม”

               

นอกจากนั้นยังมีป้ายชื่อซอย “ตรอกบ้านหล่อ” ตั้งอยู่ที่ซอยบ้านพานหรือตรอกบ้านพานเดิม ทั้งที่บ้านหล่อนั้นอยู่บริเวณด้านหลังของตรอกบ้านพานที่ติดกับคูคลองเดิมคั่นกับวัดปรินายก จากนั้นเป็นการพูดคุยให้ความรู้เรื่องการทำพานเงิน โดยวิทยากรที่ท่านเป็นลูกหลาน “นายเตา” คือ คุณละออศรี พิพิธภัณฑ์ (รัชตะศิลปิน) ในเรื่องของการทำพาน ความนิยมของเครื่องเงินจนถึงยุคตกต่ำของอาชีพทำพานจนหายไปในที่สุด

               

แห่งสุดท้ายของกิจกรรม “พระนครชวนชม” คือ บ้านบาตร ที่ทราบกันอยู่แล้วว่าว่าชาวบ้านมีอาชีพหลักในการตีบาตร นอกจากนั้น ยังอยู่ใกล้กับเมรุปูนวัดสระเกศฯ และประตูผี ซึ่งเมรุปูนนั้นมีไว้สำหรับ ปลงศพเจ้านายและผู้มีฐานะ จึงมีมหรสพตามมา เรียกว่า “วิกลิเกเมรุปูน” มีการเล่นโขน ลิเก ละคร หุ่นกระบอก และเป็นการออกร้านขายของกิน มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

               

จากคำบอกเล่าของ คุณกฤษณา แสงไชย ว่าบ้านบาตรยัง อยู่ติดกับบ้านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ หรือ ศร ศิลปบรรเลง เป็นสำนักดนตรีที่มีชื่อเสียง โดยท่านอาศัยอยู่ในย่านบ้านบาตรตลอดจนท่านสิ้น ช่วงสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาวบ้านบาตรมีกิจกรรม “ร้องเพลงรำวงบ้านบาตร” อยู่ทุกเย็น ณ ลานบริเวณศาลากลางบ้าน และในปัจจุบันมีการรื้อฟื้นประเพณีร้องเพลงรำวงกันขึ้นมาใหม่ ชื่อคณะ “บ้านบาตรสามัคคี”

               

นอกจากนั้นยังได้พบกับ คุณสรินยา สุทดิศ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ หันมาฟื้นฟูอาชีพตีบาตรอีกครั้ง และผลักดันให้บ้านบาตรเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์ ก่อนจะเป็นการสรุปปิดกิจกรรมและการถอดบท เรียนจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม ถึงประเด็นการนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวันและสามารถนำไปถ่ายทอดอย่างไรได้บ้าง พร้อมทั้งยังพูดคุยถึงปัญหาของแต่ละสายอาชีพที่เข้าใจในประเด็นการท่องเที่ยวที่เข้าใจไม่ตรงกันและหาทางออกร่วมกันในวงเสวนา

 

ภาพกิจกรรมพระนคร ๑๐๑ ครั้งที่ ๒

 

“พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๒

พื้นที่ย่านนางเลิ้ง “การขยายตัวพระนครและย่านการค้า”

จัดขึ้นในวันที่ ๒๔ธันวาคม ๒๕๕๙ ณ ห้องประชุมชั้น ๖ สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และ “พระนครชวนชม” ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ เป็นการลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจและเห็นสภาพความ เปลี่ยนแปลงของพื้นที่ย่านนางเลิ้ง โดยการรับฟังข้อมูลปัญหาของทางชุมชนซึ่งได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ และเรื่องราวประวัติศาสตร์จากการบอกเล่าผ่านเรื่องราวชีวิตของคนในชุมชน ความเป็นชุมชนริมคลองครั้งอดีตที่ต้องรับเปลี่ยนสภาพบ้านเรือน วิถีชีวิตมาเป็นชุมชนริมถนน และเตรียมรับมือกับสิ่งใหม่ที่กำลังจะเข้ามานั้นคือ ทางรถไฟฟ้า

               

ในช่วงแรก ณ แยกจักรพรรดิพงษ์ตัดกับถนนนครสวรรค์ เป็นการอธิบายความเป็นมาของการขยายตัวเมือง โดยการขุดคลองผดุงฯ หรือคลองขุดใหม่ การสร้างหรือตัดถนนนครสวรรค์ และพัฒนาการเรื่อยมา โดยวลัยลักษณ์ ทรงศิริ และเรื่องราวของถนนจักรพรรดิพงษ์ ความสำคัญของพื้นที่ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และความเป็นชุมชนของย่านนางเลิ้ง โดยวิทยากรท้องถิ่น คุณรดาวรรณ ศิลปโภชากุล เจ้าของร้านกาแฟหน่ำเฮงหลี

               

“จุลนาค” ซึ่งเป็นทั้งชื่อคลองและชื่อโรงเรียนที่ตั้งอยู่ริมคลอง บัดนี้น้ำเน่าสนิทและตื้นเขินแทบไม่เหลือสภาพลำคลองในอดีต แล้วจึงชมโรงเรียนสตรีจุลนาคและบ้านของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี รับฟังการบอกเล่าชีวประวัติและความสำคัญของท่านที่มีต่อวงการการศึกษาไทย ผลักดันให้เกิดสถานศึกษาในระดับต่างๆ รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผลงานการประพันธ์ของท่านในนามปากกา “ครูเทพ” โดยคุณครูมรกต เทพหัสดิน ณ อยุธยา และคุณครูอรุณี เทศสุวรรณ

               

นอกจากนั้นยังได้พบกับแบบเรียนอ่านออกเขียนได้โดยเริ่มต้น จากการใช้อักษรกลางที่มีเฉพาะโรงเรียนสตรีจุลนาคที่ท่านเจ้าพระยาฯ คิดค้นขึ้นเป็น “แบบเรียนเร็วใหม่” ปัจจุบันโรงเรียนยังมีการเรียนการ สอนแบบเดิมอยู่เพราะคิดว่าการอ่านออกเขียนได้เป็นพื้นฐานสำคัญใน การเรียนของเด็กไทย แต่ยังมีเด็กไทยอีกหลายคนยังอ่าน เขียนช้า อาจจะเป็นเพราะการรับวิธีการเรียนการสอนเปลี่ยนไป เน้นการทดลองใช้วิธีต่างๆ ให้ดูทันสมัย จนลืมไปว่าตำราเก่าๆ ที่คนโบราณคิดไว้นั้น สามารถใช้ได้ดียังมีโรงเรียนในต่างจังหวัดให้ความสำคัญในการเรียนเขียน อ่านในแบบตำราของท่านเจ้าพระยาฯ มาติดต่อขอซื้อกับทางโรงเรียนอยู่หลายแห่ง

               

เดิมโรงเรียนสตรีจุลนาคเป็นโรงเรียนเอกชนที่ได้รับความนิยมจากผู้คนโดยเฉพาะในแถบย่านนางเลิ้ง และในหมู่ผู้มีฐานะทางสังคมดี เพราะครูมีความใส่ใจในรายละเอียดของเด็กนักเรียนและมีบางท่านจบการศึกษาจากต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของครอบครัวเทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งเป็นเชื้อสายของท่านเจ้าพระยาฯ จากนั้นเดินทางไปยังบ้านละครโขนคณะดํารงนาฏศิลป์พบกับ คุณฐานิยา โรหิตาจล บอกเล่าความเป็นมาของบ้านละครโขนและการปรับตัวในความเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน ก่อนจะไปถึง วัดสิตาราม (วัดคอกหมู) พูดคุยกับ คุณครูประทับใจ สุนทรวิภาต และ ชมการแสดงของเด็กและเยาวชนที่สร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนทั้งยังเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชุมชนนางเลิ้งให้คงอยู่ต่อไป

               

และเข้าชมย่านการค้าของนางเลิ้งที่เป็นหัวใจของย่านรวมถึงโรงหนังไม้นางเลิ้ง หรือศาลาเฉลิมธานี ได้มีการสรุปเนื้อหากิจกรรมแลกเปลี่ยนกิจกรรมระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งรุ่น ๑ และ ๒ กับ วิทยากรในพื้นที่ เพื่อจะหาทางออกในการท่องเที่ยวแบบใหม่ไม่ทำลาย วิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น และแนวทางในการรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจัยภาคนอกเข้ามาสู่ชุมชนหาวิธีการร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวของคนในชุมชนเอง

 

ภาพกิจกรรมพระนคร ๑๐๑ ครั้งที่ ๓

 

“พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๓

ความสำคัญของป้อมค่ายคูประตูเมือง และชุมชนชานพระนครจากป้อม มหากาฬ ประตูผี ถึงชุมชนชาวตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน ตรอกบวรรัง ษี และมัสยิดบ้านตึกดิน

ในวันเสาร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ในภาคทฤษฎี ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า และในวันที่ ๒ กิจกรรม “พระนครชวนชม” วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

               

ในภาคเช้า ณ บริเวณสวนในป้อมมหากาฬ เป็นการตั้งวงคุยทำความเข้าใจกับความเป็นชุมชนชานพระนครเริ่มจากการขุดคลองในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีการขุดคลองคูโดยรอบเพื่อเป็นการคมนาคม ชุมชน แถบนี้ข้างนอกกำแพงพระนครนั้นถูกเรียกว่า “ชุมชนชานพระนคร” หรือ “ชานกำแพงพระนคร” แถบนี้มีทั้งตลาดผลไม้ทั้งชุมชน เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนสร้างบ้านเรือนแถบชานพระนคร ซึ่งระบบนี้มีมาตั้งแต่สมัย อยุธยา ติดกำแพงบ้าง ติดป้อมบ้าง ปัจจุบันนี้เหลือป้อมเพียง ๒ แห่ง เท่านั้นในเกาะรัตนโกสินทร์ คือป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬ สาเหตุ คือ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการรื้อป้อมกำแพงออกเพื่อสร้างถนนขยายตัวเมือง อีกส่วนหนึ่งคือพังลงมาไม่นานนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๗ 

               

ส่วนเรื่องของคลองท่อคือ คลองขุดระบายน้ำ เดิมอยุธยามีคลองแบบนี้จำนวนมากแต่พังลงไปหมด เมื่อก่อนใช้ในการชลประทาน และการคมนาคม การขุดคลองผดุงกรุงเกษมเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ การก่อสร้างเมืองสอดรับเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ คลองเล็กๆ ย่อยๆ นั้น พอเสร็จหน้าสงครามแล้วเปิ ดพื้นที่ให้เป็นแหล่งเศรษฐกิจ เกษตรกรรม พร้อมทั้งยังร่วมพูดคุยกับ คุณธวัชชัย วรมหาคุณ หรือ “พี่กบ” ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ เกี่ยวกับชุมชนย่านเก่าในของกรุงเทพฯ และบริเวณ โดยรอบป้อมมหากาฬ พี่กบเล่าว่า “ใครมาอยู่แถบนี้ต้องมาไหว้พ่อปู่ป้อม มหากาฬ ให้ปกป้องคุ้มครอง ภายในป้อมมหากาฬมีศาลปู่ตา และบ่อน้ำบาดาล ไว้สำหรับทหารเวรที่ประจำอยู่หนีข้าศึกในเวลาจวนตัว ภายหลังมีนักวิชาการให้ความเห็นว่า บ่อน้ำมีไว้เพื่อดับไฟ เพราะในป้อมเป็นที่สำหรับเก็บดินปืน เผื่อไฟไหม้ แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีบ่อน้ำบาดาลและศาลพ่อปู่ เพราะรัฐบาลได้เอาสถูปมาสร้างทับไว้หมด เดือนเมษายนของทุกปีจะมีประเพณีของชาวป้อมมหากาฬ คือพิธีกรรมสมาพ่อปู่

               

รวมถึงแนะนำกิจกรรมของทางชุมชนที่ได้จัดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เคยใช้ในอดีตเช่น เครื่องมือของการผลิตเครื่องดนตรีไทยซึ่งบอกเล่าความสัมพันธ์ของบ้านดนตรีในยุครุ่งเรืองของพระนคร การชมบ้านเก่าตรอกพระยาเพ็ชรปาณี และเรื่องราวของย่านมหรสพที่ได้รับความนิยม

               

เดินข้ามถนนมหาไชยไปยังฝั่งวัดเทพธิดาราม เข้าชมกุฏิของ สุนทรภู่ ครั้งมาจำพรรษาอยู่วัดเทพธิดา ถือเป็นโอกาสดีของ “พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๓ได้เป็นเจ้าแรกในการเยี่ยมชมหลังการบูรณะและทำเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ขึ้นเป็นครั้งแรก เรื่องราวของสุนทรภู่ที่มีความสัมพันธ์กับย่านชุมชนวัดเทพธิดารามที่มาของ “การเล่นแร่แปรธาตุ” ซึ่งหลายท่านอาจจะนึกภาพไม่ออก วิทยากรท้องถิ่นคือ “ป้าเอื้อง” เป็นคนในชุมชนนี้และเป็นคณะกรรมการมูลนิธิวัดเทพธิดาราม ได้อธิบายกรรมวิธีต่างๆ ในการร่อนทองของคนในสมัยก่อน

               

จากนั้นป้าเอื้องได้นำพาคณะไปยังพื้นที่ต่างๆ ของชุมชน ค่ายมวยอันโด่งดังในอดีตหลังวัดเทพธิดาราม บ้านเดิมของดาราหนังหลายท่าน ไม่น่าเชื่อว่าจะยังคงหลงเหลืออยู่มาจนถึงปัจจุบันเป็นเพราะการจัดการพื้นที่ของชุมชนนั้น ขึ้นอยู่กับวัดที่ทางวัดให้ความเมตตาช่วยเหลือ ทำให้เห็นถึงบรรยากาศของความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนยังคงอาศัยเกื้อกูลกันอยู่เป็นอย่างดี

               

ออกมาด้านหน้าวัดคือ สำราญราษฎร์ รู้จักกันดีในปัจจุบัน คือ “ประตูผี” เป็นสถานที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพระนคร เนื่องจากเป็นเส้น ทางนำศพออกจากพระนคร ผ่านประตูผีไปยังวัดสระเกศ ส่วนชาวมุสลิม ก็ผ่านออกไปยังกุโบร์ มัสยิดมหานาค ป้าเอื้องเล่าว่า “ชื่อสำราญราษฎร์” เป็นชื่อที่เปลี่ยนความน่ากลัวของประตูผี ในอดีตหากบอกว่ามาประตูผี จะรู้สึกถึงความกลัว จึงให้ชื่อใหม่ใช้เรียกมาจนถึงปัจจุบัน เดิมพื้นที่ ตรงนี้เคยมีตลาดประตูผี แต่ปัจจุบันถูกรื้อถอนแล้ว เหลือเพียงร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ

               

ในพื้นที่ใกล้เคียงก็มีวังกรมพระสมมตอมรพันธ์ เดิมเป็นวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปัจจุบันบริเวณวัง กรมพระสมมตฯ นี้เป็นชุมชนมีผู้อยู่อาศัยโดยรอบ อยู่ในการดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

               

จากนั้นได้พบกับ คุณพิเชษฐ ปัทมินทร หรือ น้าเชษฐ พาเข้าชมวัดราชนัดดาฯ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชทานให้กับพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี และทรงสร้างเพื่อเป็นสถานปฏิบัติธรรมและเผยแพร่ศาสนาเพื่อต้านทานอำนาจของตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาในขณะนั้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นสวนผลไม้

               

น้าเชษฐเล่าเรื่องความสำคัญของวัดกับชุมชนผูกพันในฐานะเติบโตที่นี่ พร้อมทั้งพาเดินเข้าไปในชุมชน ชมบ้านของพระศรีสาคร ข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่คงความสวยงามและยังมีทายาทอยู่อาศัยในปัจจุบัน บริเวณด้านหน้าบ้านเดิมเป็นคลอง สามารถใช้สัญจร และเป็นคูน้ำของ “ตึกดิน” ซึ่งยังมีทางน้ำต่อลงคลองให้เห็นอยู่ ลักษณะคลองเล็กแบบนี้มีให้เห็นอยู่มากตามตรอกซอกซอยของชุมชนในย่านเก่า

               

หลังจากออกจากชุมชนวัดราชนัดดาฯ หรือชุมชนหลังศาลาว่าการ กทม. แล้ว ข้ามฝั่งไปยังตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน เข้ากราบนมัสการหลวงพระร่วงทองคำประดิษฐานอยู่ในวิหารของวัดมหรรณพารามวรวิหาร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์คู่ชุมชน มีความเชื่อว่า หากนำตระกร้อมาถวาย สิ่งที่ขอจะสมหวังดั่งใจปรารถนา

               

ก่อนจะข้ามถนนราชดำเนินไปยังตึกดินอีกแห่ง เป็นชุมชนมุสลิมที่มีความเก่าแก่แห่งหนึ่งในพระนคร ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่เคย ทราบมาก่อนว่ามีชุมชนมุสลิมที่เข้มแข็งอยู่ใจกลางของเมืองอย่างมัสยิดบ้านตึกดิน มีความสำคัญในการเป็นแหล่งรวมช่างทอง ช่างแกะเหล็ก รวมไปถึงเหรียญพระดังต่างๆ ที่ออกมาจากฝีมือของชาวมุสลิมในชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน

 

               พระนครชวนชมเดินชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน

 

คุณทำนุ เหล็งขยัน ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินเล่าว่า “เดิมชุมชนตึกดินนั้นมีพื้นที่ขนาดใหญ่ กินพื้นที่สองฝั่งของถนนราชดำเนิน ก่อนจะตัดถนนและสร้างโรงเรียนสตรีวิทยา” ตึกดินในสมัยก่อนคือที่สำหรับเก็บดินปืน มีระยะห่างจากวังพอสมควร ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ตัดถนนราชดำเนิน ตัดผ่านชุมชนตึกดิน ปัจจุบันจึงแยกออกเป็นสองข้างทางถนนราชดำเนิน ในฝั่งของโรงเรียนสตรีวิทยาแห่งหนึ่ง และฝั่งตรอกตึกดินอีกแห่งหนึ่งซึ่งคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนตึกดิน สมัยก่อนจะเป็นกลุ่มของข้าราชบริพารที่รับราชการในวัง

               

ชุมชนหลังวัดบวรนิเวศฯ ในตรอกบวรรังษีเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีคนหลายกลุ่มทั้งชาวมุสลิม ชาวพุทธ ชาวมอญ สามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี พบกับ คุณยายอุษา มีเสียงศรี อดีตครู อาศัยในพื้นที่มาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี บอกเล่าถึงบรรยากาศของชุมชนที่มีความเรียบง่าย มีบ้านเหล่าขุนนาง ข้าราชการหลายท่านในชุมชนนี้ บางบ้านได้ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเพราะพื้นที่ถูกเวนคืน แต่มีบางบ้านยังคงอาศัยอยู่ เช่นบ้านของพระญาณเวท ซึ่งเป็นโหรหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๖ ชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินนั้น ถือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง จากประวัติศาสตร์บอกเล่าของชุมชนที่เคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ แต่ชุมชนยัง สามารถดำรงอยู่ได้มาถึงปัจจุบัน และมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด ทั้งในชุมชนมุสลิมเองและชุมชนชาวพุทธหลังวัดบวรฯ

               

ในช่วงสุดท้ายเป็นการตั้งวงเสวนาสรุปกิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๓ ที่มัสยิดบ้านตึกดิน ต้อนรับอย่างอบอุ่นโดย ท่าน โต๊ะอิหม่ามกฤษฎา ศรีผล และชาวชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน ภายในวงเสวนาเป็นการแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงความเข้าใจและนำเสนอปัญหาของการเที่ยวชุมชนที่กำลังเป็นประเด็นน่าสนใจในขณะนี้ ทางกลุ่มของผู้ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยวพบโจทย์ของชาวต่างชาติที่ต้องการท่องเที่ยวชุมชนในแบบที่ได้เห็นถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของผู้คนไม่ใช่เพียงการชมวัด ชมวัง อย่างที่เราเข้าใจกันอีกต่อไป แต่หลายส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการท่องเที่ยวแบบชุมชน

               

พระนคร ๑๐๑ ครั้งที่ ๓ได้พบประเด็นใหม่ที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่พูดถึงประเด็นของการท่องเที่ยว คือปัญหาด้านการศึกษา ประวัติศาสตร์ชุมชน คุณครูหลายท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างกล่าวว่า ปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องเข้าใจยากเพราะเรียนรู้เรื่องที่ไกลตัว ควรจะให้เด็กศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตนเองก่อน ส่วนปัญหาการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือ ในปัจจุบันรูปแบบของโรงเรียนไม่เหมือนอดีตที่มีโรงเรียนใกล้บ้าน การที่โรงเรียนกับบ้านอยู่ห่างไกลกัน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหา เนื่องจากเด็กไม่มีสำนึก ความเป็นท้องถิ่นของพื้นที่นั้นๆ

               

กิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” เน้นการสร้างความเข้าใจต่อพื้นที่ชุมชนต่างๆ ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ เพราะในปัจจุบัน หลายภาคส่วนให้ความหมายของ “เมืองเก่า” แตกต่างกันออกไป การท่องเที่ยวเป็นสิ่งสร้างรายได้ที่สำคัญในตอนนี้ แต่จุดขายมีเพียง วัด พิพิธภัณฑ์ หากแต่มองข้ามวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่มีเสน่ห์ และสิ่งควรคำนึงเป็นสำคัญ คือโครงสร้างของคนในชุมชนว่ามีความพร้อมมากน้อย แค่ไหนสำหรับการรองรับการท่องเที่ยว เพราะอาจจะส่งผลทำให้หลายพื้นที่หลายอาชีพต้องเปลี่ยนสภาพไป

               

พื้นที่มัสยิดบ้านตึกดินคือตัวอย่างที่ดีที่นำไปสู่การเรียนรู้ในฐานะเป็นชุมชนเข้มแข็ง และสามารถดำรงความเป็นชุมชนที่มีโครงสร้างไว้ได้ อย่างเหนียวแน่น ทางมูลนิธิฯ ยังคงจะทำการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลดีๆ ต่างๆ เหล่านี้ เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจต่อไป และสามารถติดตาม “พระนคร ๑๐๑” ครั้งต่อไปได้เร็วๆ นี้

 

กิจกรรมพระนคร ๑๐๑ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๓ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๖๐)

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ย. 2560, 15:59 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.