หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ข้อสังเกตเรื่อง “ความไม่เข้าใจเมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพมหานคร”
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 25 เม.ย. 2560, 08:58 น.
เข้าชมแล้ว 6852 ครั้ง

 

การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่เน้นศึกษาประวัติศาสตร์ที่ขาดช่วงไปแล้ว หมายถึงการค้นคว้าเรื่องราวในอดีตที่ปฏิเสธข้อมูลจาก ความทรงจำร่วมทางสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การเขียนเชิงพรรณาประวัติศาสตร์ [Historiography] ในยุคหลังสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี แล้วมักถูกเขียนเชิงพรรณาตามลำดับช่วงเวลา [History changes over time] หรือถูกเขียนเป็นกรณีๆ ไป เช่น ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทำสงคราม เพื่อปกป้องดินแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสนธิสัญญาเบาวริ่ง ประวัติศาสตร์ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น

               

แต่ประวัติศาสตร์ของผู้คนที่ยังอยู่สังคมเมืองกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบันนั้น มีรากเหง้าที่เต็มไปด้วยความทรงจำของบุคคลและความทรงจำร่วมที่ถูกเขียนเป็นบันทึกความทรงจำในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งปรากฏตามงานเขียนบันทึกความทรงจำของผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ที่เป็นชิ้นงาน ควรค่าเมือง เช่น “เด็กคลองบางหลวง” “กรุงเทพฯ เมื่อ ๗๐ ปีก่อน” ของ “กาญจนาคพันธุ์” เรื่องราวสารคดีชุดกรุงเทพฯ ของ “เทพชู ทับทอง” และของ “เอนก นาวิกมูล” ฯลฯ

               

แต่สิ่งที่กล่าวมานั้นยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการอธิบาย ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ทางกายภาพ หรือเขียนประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร [Bangkok historiography] ที่สัมพันธ์กับชีวิตทางสังคม ผู้คนที่อยู่อาศัยกันเป็นชุมชนต่างๆ ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากชุมชนอื่นใดแต่อย่างใด ควรถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์ของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในย่านต่างๆ ของนครหลวงแห่งนี้มามากกว่า ๒๐๐ ปีในแง่มุมของการพิจารณาใหม่อย่างยิ่ง [History rivisionism]

               

กรุงเทพมหานครในพื้นที่ดั้งเดิมนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง ๕๐ ปีที่ผ่านมา จากนครหลวงขนาดเล็ก [Capital city] กลายเป็นมหานคร [Metropolis] ซึ่งขยายออกไปเป็นกลุ่มๆ ตามการจัดการที่ดินแบบอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มมีการควบคุมการ ใช้ที่ดินและจัดการผังเมืองตามมาภายหลัง รวมทั้งการอนุมัติจัดตั้ง คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมาควบคุมการใช้พื้นที่ย่านเมือง ประวัติศาสตร์ที่เริ่มนำแนวคิดและวิธีการจัดการเมืองมาจากองค์กร ระหว่างประเทศที่ดูแลมรดกทางวัฒนธรรม [Cultural heritage] เช่น ยูเนสโก [UNESCO] หรือ “องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ” [United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization] ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒วัตถุประสงค์ก็เพื่อสร้างสันติภาพ ซึ่งจะต้องวางรากฐาน อยู่บนความร่วมมือทางภูมิปัญญา และจิตสำนึกของมนุษยชาติ มุ่งเน้นการส่งเสริมสันติภาพด้วยการส่งเสริมความร่วมมือของนานาชาติ ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม เพื่อให้ทั่วโลกเคารพในความยุติธรรม กฎหมาย สิทธิ และเสรีภาพ ที่มนุษย์พึงมีโดยไม่ถือเชื้อ ชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา โดยมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส

               

แนวทางการทำงานเพื่อพัฒนาของยูเนสโกในยุคหลังเริ่มที่ จะเพิ่มแนวคิดเรื่องการจัดการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรม [Cultural heritage] แต่ก็ยังติดอยู่กับการดูและรักษาสิ่งที่มองเห็นชัดและ จับต้องได้ [Tangible] เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ สิ่งปลูกสร้าง ต่างๆ ซึ่งเป็นผลให้ผู้ทำงานในประเทศไทยโดยเฉพาะ “คณะกรรมการ เกาะรัตนโกสินทร์” ที่เปลี่ยนชื่อเป็น “คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า” ในภายหลังจัดทำแผนงานที่เอื้อให้เกิดแต่การดูแลรักษา มรดกวัฒนธรรมที่เป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ โดยไม่ได้ศึกษา พื้นฐานของสิ่งก่อสร้างหรือโบราณสถานต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในย่านเมือง เก่า กรุงเทพมหานครว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และการมองเห็นแต่เพียง สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาแบบรูปธรรมเช่นนี้ทำให้เกิดนโยบายที่ต้องการ “เปิดพื้นที่โบราณสถาน” “สร้างพื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะ” โดย ย้ายผู้คน ย้ายตลาดบนริมทางเท้าออกไปจากพื้นที่อนุรักษ์ทั้งหมดโดย ไม่มีข้อแม้ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้คนที่อยู่อาศัยที่ต้องถูก โยกย้ายไปเพราะการพัฒนาหรือการกระทำให้เกิดการอนุรักษ์ เฉพาะหน้าเฉพาะสิ่งที่เห็นเท่านั้น

               

ราวทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรยูเนสโกเริ่มให้นิยามของ การพัฒนา “มรดกทางวัฒนธธรรมใหม่ เช่น ในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ จาก “What is Intangible Cultural Heritage?” [http://www.unesco.org/ culture/ich/en/what-is-intangible-heritage-00003] โดยนิยามคำว่า “วัฒนธรรมจับต้องไม่ได้” [Intangible cultural heritage] ให้หมาย ถึงมรดกทางวัฒนธรรมนั้นไม่ใช่เป็นการจบอยู่ที่โบราณสถานหรือโบราณ วัตถุต่างๆ แต่รวมไปถึงประเพณีและขนบธรรมเนียมหรือการอยู่อาศัย ที่แสดงถึงมรดกตกทอดที่ได้สืบผ่านต่อกันมาจากบรรพบุรุษสู่รุ่นลูก หลาน เช่น ประเพณีบอกเล่า [Oral traditions] ศิลปะการแสดง พื้นที่ ทางสังคมและการปฏิบัติการทางสังคม [Social spaces, Social practices] เหตุการณ์เฉลิมฉลอง ความรู้และความเข้าในในสภาพแวดล้อม ธรรมชาติ หรือความรู้และความชำนาญในการทำงานหัตถกรรม

               

จะเห็นได้ว่านิยามเหล่านี้ที่ถูกชี้นำจากองค์กรระหว่างประเทศ ถือเป็นแนวทางปฏิบัติสำคัญสำหรับการพัฒนาและอนุรักษ์มรดกทาง วัฒนธรรมทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยที่กระทรวงวัฒนธรรมเริ่มใช้คำว่า “มรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้” [Intangible cultural heritage] ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และการทำโครงการอนุรักษ์ต่างๆ

               

แต่โดยภาพรวมนั้นก็ยังไม่เห็นโครงการอนุรักษ์เมืองเก่าแห่งใดในประเทศไทยใช้นิยามของการอนุรักษ์วัฒนธรรมจับต้องไม่ ได้นี้อยู่ในจุดมุ่งหมายเพื่อการอนุรักษ์ของตนเองเป็นประเด็นใหญ่ นอกเหนือจากการอนุรักษ์อาคารและสถาปัตยกรรมโบราณสถานต่างๆ ในเมือง โดยเฉพาะคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าที่ยังมุ่งเน้นในการสร้างพื้นที่ใหม่รอบโบราณสถานต่างๆ โดยมีหน่วย งานของรัฐ เช่นกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติการเวนคืนและรื้อชุมชนและ จัดระเบียบผู้ค้าทางเท้า และหน่วยงานเช่นสำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ที่ปฏิบัติการซ่อมแซมอาคารและบำรุงรักษาพื้นที่ซึ่งอยู่ในอำนาจจัดการ และเป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวนโยบายของคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าที่ต้องการเปิดพื้นที่เพื่อแสดงถึงสถาปัตยกรรมอันสวยงาม

 

 

แผนที่ราว พ.ศ.๒๔๗๔ บริเวณกรุงเทพมหานครชั้นในตั้งแต่แรกสร้างพระนคร

และการขยายตัวออกไปในบริเวณแนวลำคลองขุดที่เป็นคลองคูเมืองในระยะต่างๆ 

 

ตามความเป็นจริงนั้น ถ้าไม่ต้องเดินตามแนวคิดเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมของยูเนสโกมากนัก หากแต่ใช้ความคิดในการศึกษาพื้นที่ต่างๆ ทางวัฒนธรรมทั่วไปก็จะพบว่า การศึกษาสังคมมนุษย์นั้น มุ่งเน้น “การศึกษาอย่างเป็นองค์รวม” [Holistic] ซึ่งยึดถือว่าในความเป็น มนุษย์นั้นต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มทางสังคม และมีโครงสร้างทางสังคมต่างๆ ทั้งการปกครอง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ในระหว่างเครือญาติ และความเชื่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมีความสัมพันธ์ร่วมกันในระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ในระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมและในระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ (อ้างจากศรีศักร วัลลิโภดม)

               

ซึ่งเป็นแนวคิดในการศึกษาสังคมมนุษย์ที่มีมานานแล้วทั้งในการศึกษาทางมานุษยวิทยา สังคมวิทยา และการศึกษาประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ที่เป็นงานด้านมนุษย์ศาสตร์ก็จะหลีกไม่พ้นแนวคิดในการ ศึกษารูปแบบดังกล่าว  จะเห็นได้ว่า หากมีการศึกษาเป็นองค์รวมแล้ว ก็ย่อมไม่จำเป็น ต้องแยกออกเป็น มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้และมรดกวัฒนธรรมที่จับ ต้องไม่ได้ ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากเกิดการเข้าใจ ผิดทำให้สังคมต่างๆ ศึกษาแต่เพียงงานสถาปัตยกรรม โบราณสถาน หรือโบราณวัตถุ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบในโครงสร้างทางสังคม และละทิ้งชีวิตวัฒนธรรมในสังคมของมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง

               

เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมากมายต่อสังคมของประเทศต่างๆ ที่มี เมืองเก่าและคงจะเช่นเดียวกับที่กรุงเทพมหานครประสบอยู่ จนจำเป็นต้องมีการปรับตัวใหม่ จึงเกิดนิยามและการเผยแพร่แนวคิดเรื่อง Intangble cultural heritage ในกลุ่มสมาชิกประเทศในยูเนสโกเป็นการใหญ่ นับแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลง ภูมิทัศน์ทางกายภาพและทางสังคมวัฒนธรรมครั้งสำคัญนั้นเกิดเมื่อครั้ง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองและชุมชน เกือบทั่วกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงก็เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สมัย การเป็นเมืองแบบตะวันตก [Urban space และ Urban community] แม้ว่าวัดและศาสนสถานในระบบความเชื่อยังดำรงอยู่ แต่สภาพ แวดล้อมและภูมิทัศน์ของเมืองเปลี่ยนไป ความเป็นเมืองทางน้ำใช้เส้น คมนาคมทางน้ำหมดไปหันมาใช้เส้นทางบก คือการสร้างถนนใหญ่เล็ก ขึ้นมาแทนที่ถนนใหญ่ๆ เกิดขึ้นจากการถมคลอง สร้างถนนทับ รวม ทั้งลำคูคลองที่เคยเข้าไปถึงชุมชนและวัดเพื่อการไปมาทั้งเดินเท้าและเรือ ขนาดเล็ก รวมทั้งเป็นทรัพยากรทำเพื่อการบริโภคอุปโภค

               

เกิดการตัดถนนหนทางซึ่งลบเอาชุมชนเดิมที่ส่วนใหญ่เป็น ชุมชนในกลุ่มชาติพันธ์หลายแห่งออกไปด้วย มีการสร้างที่ทำการรัฐบาล ลงบนวังเจ้านายแต่เดิมหลายแห่ง รวมทั้งสร้างวังใหม่ๆ พระราชทาน พระเจ้าน้องยาเธอและพระราชโอรสทรงกรมที่ทำประโยชน์แก่บ้านเมือง และเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างพระราชวัง นอกเมือง จนกลายเป็นการขยายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ออกไปยังบริเวณ ปริมณฑลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

               

หลังจากนั้นเป็นต้นมา จนถึงช่วงภายหลังการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการสร้างสถานที่สัมพันธ์กับ สัญลักษณ์และปณิธานของคณะราษฎร ที่ต้องการสร้างสัญลัษณ์ของ รัฐธรรมนูญอันเป็นอำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชนหลายประการ และละทิ้งการดูแลสภาพแวดล้อมของเมืองแบบเดิม โดยปล่อยทิ้งไม่ได้ช่วย เหลือทางการบำรุงรักษาแต่อย่างใด

               

จนถึงยุคสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็พยายามสร้างขนบประเพณีหลวงให้กลับมามีหน้าที่คล้ายดังเดิม และยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่สถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ต่างๆ ถูกเพิกเฉยในช่วงเวลายาวนาน จนหลายสิ่งที่มีผลต่อกายภาพของเมืองไม่มีการสืบทอดต่อไป เช่น วังของ พระราชวงศ์หลายแห่งกลายเป็นสถานที่ราชการและอยู่ในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ความรู้ความสามารถของ พระราชวงศ์หลายพระองค์ที่ได้รับการศึกษาชั้นเยี่ยมไม่สามารถนำมาบริหารประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปได้ การดูแลกรมช่างสิบหมู่ถูกยกเลิกไปและกลายมาเป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งของกรมศิลปากร ทำให้ทั้งงานฝีมือช่างหลวงและช่างชาวบ้านที่อยู่รายรอบพระนครต้องขาดผู้อุมถัมภ์ และสูญหายไปมาก แม้จะมีการอนุรักษ์ด้วยหน่วยงานศิลปาชีพบ้าง หรือวิทยาลัยในวังบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าสูญหายไปตามยุคสมัยช่วงหลัง สงครามโลกครั้งที่ ๒เป็นต้นมา และถูกเบียดขับจากผลิตภัณฑ์ผลิตทีละจำนวนมากจากโรงงานต่างๆ

               

เมื่อเมืองขยายอย่างใหญ่ออกไปทุกทิศทางและอย่างรวดเร็ว หลังกำเนิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในช่วง พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๔เป็นต้นมา ส่งผลให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง นับแต่โครงสร้างทางสภาพแวดล้อม ทรัพยากรทุกชนิดถูกกำหนดให้นำมาใช้อย่างมาก การส่งเสริมโรงงานจนกลายมาเป็นเขตอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษในปัจจุบัน สร้างให้เกิดการย้ายถิ่นฐานอย่างขนานใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ชุมชนเก่าในกรุงเทพมหานครที่ผู้คนส่วนใหญ่ย้ายออกไปจากบ้านที่ครอบครัวเคยอยู่อาศัยภายในระยะ ๕๐ ปีที่ผ่านมา จนทำให้บ้านเรือนเก่าเปลี่ยนสภาพเป็นบ้านเช่า คนจากท้องถิ่นอื่นมาเช่าเพื่ออยู่อาศัยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไป

               

และไม่มีการควบคุมขอบเขตการก่อสร้างและรูปแบบการ อยู่อาศัยของเมืองที่มีอายุกว่า ๒๐๐ ปีนี้ จนเมื่อมีความพยายามจะ อนุรักษ์สภาพแวดล้อมและอาคารตลอดจนโบราณสถานดั้งเดิมในเขต ย่านเก่าของกรุงเทพมหานครชั้นใน โดยจัดตั้งคณะกรรมการดูแลซึ่งปรับเปลี่ยนจนเป็น “คณะกรรมการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า” ที่มีหน่วยงานอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และมีหน่วยงานร่วมอีกจำนวนมาก โดยการให้คำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ส่วนใหญ่เป็นสถาปนิกและงานผังเมือง งานโบราณคดี และวิทยาศาสตร์ มีนโยบายอนุรักษ์พื้นที่และอาคารโบราณสถานต่างๆ

               

ในปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าเน้นการจัดการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ตามนิยามขององค์การยูเนสโกว่าเป็นวัฒนธรรมจับต้องได้ หรือการอนุรักษ์เฉพาะโบราณวัตถุและโบราณสถานโดยขาดบริบทของชุมชนและความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม จึงทำให้ผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่เข้าใจและหลงลืมย่านเก่าที่ถือเป็นจุดกำเนิดชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจของคนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการเมือง ประวัติศาสตร์

               

ดังนั้นสภาพแวดล้อมในปัจจุบันของกรุงเทพมหานครในย่านเมืองเก่านั้น จึงปรากฏเป็นความผิดปกติของเมืองที่กลายเป็นการอนุรักษ์เมืองเก่าเฉพาะงานสถาปัตยกรรมทั้งที่เป็นของเดิมเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ตึกอาคารต่างๆ โดยไม่รวมอาคารของเอกชนที่ต้องดูแลด้วยตนเอง และสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะทางจักรยาน พื้นทางเท้า แต่ละเลยมรดกวัฒนธรรมด้านอื่นๆ

               

การสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต ในย่านเมืองเก่า เช่น การย้ายสถานที่ราชการทั้งหมดโดยไม่คัดเลือก ให้คงอยู่บ้างกลายเป็นการย้ายผู้คนออกจากเมือง เศรษฐกิจจากพื้นที่ตลาดแบบดั้งเดิมถูกขับให้ออกไป การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมของคนกรุงเทพฯ ที่ทำให้เกิดการอพยพโยกย้ายของผู้คนเจ้าของพื้นที่ในชุมชนต่างๆ ออกไปจากถิ่นที่อยู่เดิมและทิ้งบ้านเรือนให้เป็นพื้นที่เช่าราคาถูก ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมจากการไม่ดูแลรักษาเพราะ ไม่มีแนวทางในการช่วยเหลือเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์แต่อย่างใด เป็นต้น

               

เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องยาวนานในช่วงระยะ เวลากว่ายี่สิบปีที่นโยบายของคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่าถูกนำมาใช้งานจนทำให้เกิดปัญหาการไล่รื้อชุมชนในย่านเก่า ดังเช่นกรณีชุมชนป้อมมหากาฬที่เคยอยู่ในละแวกที่เรียกว่า “ตรอกพระยาเพ็ชรฯ” มาก่อนและถูกขอให้ย้ายแบบเหมารวมออกไปทั้งหมด วัตถุประสงค์ก็เพื่อเปิดพื้นที่โบราณสถานให้เห็นทางฝั่งนอกเมืองและเพื่อสร้างสวนสาธารณะและเพิ่มสีเขียวให้เมืองโดยปราศจากชุมชน

               

ปัญหาใหญ่ของนโยบายนี้คือ การไม่ยอมรับผู้อยู่อาศัยในปัจจุบันว่าจะสืบทอดมาจากชุมชนดั้งเดิมเพราะไม่เข้าในประวัติศาสตร์ของชุมชน และไม่สามารถเข้าใจแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ที่ให้ชุมชน ดั้งเดิมอยู่ร่วมกันในพื้นที่อนุรักษ์ได้

               

ปัญหาพื้นฐานทางความคิดเรื่อง “ความดั้งเดิม ความแท้จริง” [Authenticity] ในการอนุรักษ์เมืองเก่าของประเทศไทยทำให้เกิดความขัดแย้งในการอนุรักษ์และศึกษาเรื่องเมืองประวัติศาสตร์หรือย่านเก่า ต่างๆ คือ ผู้มีหน้าที่อนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์จะเข้าใจว่า ชุมชนเหล่านั้นต้องสืบสายเลือดสืบตระกูลมาจากคนในยุคสร้างบ้านแปลงเมือง และยังต้องทำงานช่างหัตถกรรมต่างๆ เช่นเดียวกับชุมชนในตำแหน่งที่ระบุไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์

               

ในขณะที่ชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปนั้นทราบและรับรู้ว่าชุมชนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา [Living community] มีผู้ย้ายเข้าและย้ายออกไปโดยเหตุต่างๆ กลุ่มคนดั้งเดิมเป็นใคร และกลุ่มคนที่ย้ายเข้ามาใหม่คือใคร โดยยอมรับผู้มาใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนจาก การช่วยเหลือและทำกิจกรรมในชุมชนร่วมกันจนกลายเป็นการยอมรับให้เป็นคนในชุมชนเดียวกัน แต่กลายเป็นรัฐเห็นว่าบุคคลที่ย้ายเข้ามาเป็นบุคคลอื่น แม้จะอยู่มานานกว่า ๔๐ ปี โดยมีสิทธิเต็มที่ตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ เช่นในรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชนฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐

               

ทำให้เกิดปัญหาเมื่อต้องพิจารณาว่าชุมชนใดควรถูกไล่รื้อหรือ ชุมชนใดควรได้รับการสงวนไว้ และมีสิทธิโดยชอบธรรมในที่อยู่อาศัย นั้น แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินก็ตาม และการประเมินคุณค่าของชุมชน ต่างๆ โดยไม่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลโดยรอบด้านว่ามีกำเนิดและที่มาตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ อย่างไร

               

เมื่อไม่เข้าใจ จึงสนใจแต่เฉพาะสิ่งที่เห็นประจักษ์คือ โบราณสถานหรือโบราณวัตถุ และสิ่งที่จับต้องได้ ตามองเห็นเท่านั้น

 

ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๓ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๖๐)

 

 

อัพเดทล่าสุด 11 ก.ค. 2560, 08:58 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.