หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับการพัฒนาจาก "ข้างใน"
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 10 เม.ย. 2560, 10:39 น.
เข้าชมแล้ว 6790 ครั้ง

 

การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมตามแผนพัฒนาแต่ละยุคแต่ละสมัยของรัฐที่ผ่านมานับแต่สมัยต้น พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่นับเนื่องกว่าครึ่ง ศตวรรษแล้วนั้น เป็นการพัฒนาที่มักประกาศเสมอว่าเป็นการพัฒนาแบบวางแผน  [Planned change] ที่ประชาชนมีส่วนร่วม แต่โดยการปฏิบัติและการกระทำเป็นการพัฒนาจากบนลงล่าง [Top down] แบบบังคับให้เปลี่ยนแปลง  [Forced change] ในทำนองเดียวกับประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และเป็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจล้วนๆ แม้ว่ามีคำว่า “สังคม” พ่วงท้ายอยู่ก็ตาม เป็นการพัฒนาตามตำรา แนวคิด ทฤษฎีที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศมหาอำนาจในระบบทุนนิยมเสรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการจัดองค์กรการดำเนินการเป็นสภา ทบวง กรม กองต่างๆ ที่บุคลากรได้รับการอบรมมาจากตะวันตก รวมทั้งกระบวนการในการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ จนถึงการประเมินผล การพัฒนาคือการเปลี่ยนแปลงที่เป็นการปะทะสังสรรค์กันของคนสองกลุ่ม กลุ่มที่จะไปเปลี่ยนแปลงนับเป็นคนจากข้างนอก คือ จากข้างบนในระดับการกำหนดวัตถุประสงค์ การวางนโยบายและยุทธศาสตร์ให้กับข้าราชการผู้ออกไปปฏิบัติตามหน้าที่ของกรม กอง หรือหน่วยงานที่ทาง รัฐจัดตั้ง เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตทางเศรษฐกิจ คนอีกกลุ่มที่อยู่ข้างล่างคือ ประชาชนและผู้คนในชุมชนท้องถิ่นที่เรียกกันว่า “คนใน”

 

การพัฒนาของรัฐบาลแบบนี้แทบไม่แลเห็น “คนใน” ที่เป็น เป้าหมายแท้จริงในการพัฒนาเลย แม้ว่าจะมีการอ้างการมีส่วนร่วมของ คนในท้องถิ่นก็ตาม แต่เป็นการนำเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่ให้อำนาจในการตัดสินใจ [Decision making]

 

โดยย่อก็คือการพัฒนาโดย “คนนอก” ที่จะไปเปลี่ยนแปลงโดย ไม่แลเห็นคนใน เพื่อการยกระดับชีวิตวัฒนธรรมให้อยู่ดีกินดี และมีความ สุขทั้งด้านกายและใจ การพัฒนาที่มุ่งแต่เนื้อหาทางเศรษฐกิจเพื่อการมีเงิน มีรายได้เป็นสำคัญนั้น สะท้อนให้เห็นจากนโยบายการเศรษฐกิจ เพื่อการส่งออก เพื่อทำให้เกิดรายได้ประชาชาติต่อหัว [GDP] ที่ทั้งภาค รัฐและเอกชนร่วมกันดำเนินการมาจนทุกวันนี้ เป็นการพัฒนามิติทาง เศรษฐกิจที่มีคำว่า “สังคม” เป็นคำประดับให้สวยงาม เมื่อไม่สนใจใน มิติทางสังคมที่หมายถึงชีวิตวัฒนธรรมของคนในชุมชนท้องถิ่นซึ่งเคยอยู่ กันมาช้านาน แต่สมัยสังคมเกษตรกรรมแบบชาวนา [Peasant society] และสังคมเกษตรกรรมแบบกสิกร [Farmer] ที่มีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านมาโดยธรรมชาติ

 

สังคมชาวนาคือสังคมของคนในท้องถิ่นที่มีชีวิตร่วมกันในชุมชนแบบที่มีมาแต่ดั้งเดิมนับพันปี เป็นสังคมที่คนอยู่กันด้วยความสัมพันธ์ทางครอบครัว เหล่าตระกูลและเครือญาติของคนใน หลายชาติพันธุ์ ต่างศาสนาและที่มาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งพากันมา ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ต่างใช้ทรัพยากรร่วมกันในการอยู่อาศัย และทำกินอย่างมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดูแลทุกข์สุขกันเพื่อการมีชีวิตรอด ร่วมกันของมนุษย์ ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม ไม่ใช่สัตว์เดี่ยว เช่น สัตว์เดรัจฉานที่เป็นปัจเจก ทั้งหมดนี้คือการมีชีวิตร่วมกันในชุมชน เป็นชีวิตวัฒนธรรมแบบพอเพียง [Self contain]

 

การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่มีมิติทางสังคมที่ผ่านมา เน้นรายได้ ทางเศรษฐกิจด้วยปรัชญาแบบ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” เพื่อให้เกิดรายได้ต่อหัวที่เรียกว่า GDP คือสิ่งที่ทำลายชีวิตวัฒนธรรม ของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นที่เคยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เครือญาติ เหล่าตระกูลและชุมชนที่สัมพันธ์กับการจัดการทรัพยากรทั้งดินน้ำและพืชพรรณ สิ่งมีชีวิตในนิเวศวัฒนธรรมที่เคยมีอยู่ร่วมกันอย่างมีดุลยภาพ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบล่มสลาย และผลที่ตามมาก็คือความทุกข์ยากของประชาชนทั่วไปในระดับล่าง ทำให้สังคมไทยอยู่ในสภาพความเหลื่อมล้ำในชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างคนรวยกับคนจน ที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะยากจนหิวโหยและเดือดร้อน

 

แต่การพัฒนาตามแนวคิดและแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นั้น ทรงพัฒนาจากข้างล่างจากคนในท้องถิ่นที่ประสบความเดือดร้อนให้มาเชื่อมโยงกับการพัฒนาจากข้างบนหรือจากข้างนอกเพื่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างกัน ทรงมุ่งที่คนในซึ่งอยู่รวมกันเป็นชุมชนในท้องถิ่นเป็นการพัฒนาที่มีมิติทางสังคม และเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่อยู่ในบริบททางสังคมและสภาพแวดล้อมที่เป็นนิเวศวัฒนธรรม ในความคิดเชิงมานุษยวิทยาที่ข้าพเจ้าได้เล่าเรียนมา คือ การพัฒนาแบบองค์รวมทั้งโลกธาตุ ที่แลเห็นทุกธาตุส่วนที่เป็นองค์ประกอบ ของโลก มี ๖ ธาตุ คือ ดิน น้ำลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ ธาตุที่หมายถึงสิ่งที่มีชีวิตอันได้แก่ คน สัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ การมีชีวิตรอดของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมจะดำรงอยู่ได้นั้น ทุกสิ่งที่เป็นธาตุต่างๆ ทั้ง ๖ ธาตุนี้จะต้องสัมพันธ์กันอย่างมีดุลยภาพ

 

แต่การจะพัฒนาได้นั้น จะทำไม่ได้ผลดีโดยการพัฒนาจากข้างบนหรือจากภายนอกที่ทำตามตำราแม่บทและแนวคิดทฤษฎี แต่ต้องเป็นเรื่องของการลงไปศึกษาเก็บข้อมูลกันในพื้นที่หรือท้องถิ่นที่มีชุมชนมนุษย์อยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ต้องทรงตรากตรำพระวรกายในการศึกษาเก็บข้อมูลข้อเท็จจริงด้วยพระองค์ ในท้องถิ่นที่ประชาชนประสบความเดือดร้อน แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป็นแนวคิด แนวทางและวิธีการแก้ไข เพื่อขจัดทุกข์ยากและความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าธาตุใดที่เป็นสาเหตุไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ หรือมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็จะทรงพยายามแก้ไขให้

 

เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจในการพัฒนา เศรษฐกิจสังคมจากข้างล่าง หรือจากคนในชุมชนในท้องถิ่นตามที่กล่าวมา พระองค์ต้องทรงริเริ่มและทำทุกอย่างด้วยพระองค์เอง ด้วยทุนทางพระสติปัญญาและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โดยไม่คาดหวังความร่วมมือจากทางรัฐบาล ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาจากข้างบนและข้างนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างในก่อน” และการเข้าถึงด้วยแนวทางเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา     

 

ในเรื่องนี้ทรงละไว้ให้เข้าใจกันเองว่า การเข้าถึงคือถึงอะไร ซึ่งในแนวปฏิบัติของพระองค์ก็คือ เข้าถึงคนแต่ไม่ใช่เป็นคนในฐานะปัจเจก หากเป็นคนที่อยู่ร่วมกันในครอบครัว เป็นตระกูล หมู่เหล่า ที่แม้จะหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา แต่อยู่กันอย่างเป็นชุมชนในพื้นที่หรือท้องถิ่นเดียวกัน ที่สำคัญที่สุดก็คือพระองค์ได้แสดงการเข้าถึงอย่างไรเป็นตัวอย่าง ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทลงไป ยังท้องถิ่นเป้าหมายด้วยแผนที่ สมุดบันทึก และกล้องถ่ายรูปออกไป เก็บข้อมูล ที่เห็นได้จากการสังเกต ได้ยินได้ฟังจากการสังสรรค์กับผู้คน ในท้องถิ่นอย่างเป็นกันเองอย่างคนธรรมดาที่ไม่แสดงอาการเหลื่อมล้ำ ในลักษณะต่ำสูง ทำให้ผู้คนเกิดความไว้วางใจเคารพรัก และให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือได้          

 

อันที่จริงในการใช้แผนที่ในการเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลดังกล่าว ก็มีนักวิชาการและนักพัฒนาทำกันอย่างกว้างขวาง แต่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในการปฏิบัติ คนทั่วไปส่วนใหญ่ใช้แผนที่ในลักษณะแบบนก [Bird eyes view] คือกางแผนที่แล้ววางแผนหรือถ้าหากจะต้องลงพื้นที่ก็ทำอย่างคร่าวๆ แบบขี่ม้าเลียบค่ายเลียบเมือง อะไรทำนองนั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงใช้แบบหนอน [Worm eyes view] โดยเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทุรกันดารอย่างไร เพื่อเข้าไปให้เห็นผู้คนและสิ่ง มีชีวิตที่สัมพันธ์กับดิน น้ำ ลม และอากาศ ที่มีระดับสูงต่ำและระดับอุณหภูมิที่เป็นจริง จึงทรงเข้าถึงและเข้าใจในปัญหาของความเดือดร้อนที่จะต้องนำไปวางแผนแก้ไขในการพัฒนา ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นจากการดำเนินการแก้ไขในเรื่องการจัดการน้ำทั้งเพื่อการเกษตรกรรม การป้องกันน้ำท่วม ฝนแล้ง และการส่งเสริมพืชพรรณต่างๆ รวมทั้งการสนับสนุน เลือกเฟ้น เน้นใช้ และประดิษฐ์เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้แก่คนในชุมชนที่จะต้องพัฒนา

 

ความต่างกันในแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นการพัฒนาจากข้างใน กับการพัฒนาจากข้างนอกโดยรัฐและเอกชนก็คือ การพัฒนาที่ทำให้คนช่วยตัวเองและทำเองในลักษณะการเป็นพี่เลี้ยง แนะนำแนวคิด แนวทาง และวิธีการที่เป็นไปได้ รวมทั้งการช่วยเหลือลงทุนทางเทคนิคและค่าใช้จ่ายบ้าง โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตลอดจนทรงคิดประดิษฐ์เทคโนโลยีใหม่ๆที่เหมาะสม โดยเสด็จไปแนะนำให้ความรู้ด้วยพระองค์เองตามท้องถิ่นต่างๆ แนวคิดและแนวทาง ตลอดจนวิธีการดังกล่าวเรียกว่าการสร้างพลังทางสติปัญญาและความรู้ให้แก่ผู้คนให้สามารถพัฒนาด้วยตนเอง ดังที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Empowerment

 

การเสด็จลงไปถึงผู้คนที่จะต้องพัฒนาในท้องถิ่นด้วยพระองค์เอง ก็คือการเข้าถึงและเข้าใจในความต้องการของคน รู้ถึงศักยภาพ ความรู้และสติปัญญา และความขัดข้องได้อย่างแจ่มชัด อีกทั้งได้ทรงเข้าถึงในเรื่องโลกทัศน์และคำนิยมของผู้คนที่เป็นเหยื่อของวัตถุนิยม ที่แพร่หลายจากชนชั้นปกครอง ชนชั้นกลาง ในโลกของทุนนิยมเสรีแบบทางตะวันตก ทำให้ต้องทรงพระราชทานแนวคิดและปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น เพื่อให้เป็นรากฐานในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและมีคุณภาพ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน โดยความเข้าใจของข้าพเจ้าคือปรัชญาของความพอเพียงในชีวิตของปัจเจกบุคคล ซึ่งมีทั้งความพอเพียงในทางวัตถุที่ได้ดุลยภาพกับความพอเพียงทางจิตใจอันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Self-sufficiency เพราะความพอเพียงของแต่ละบุคคลนั้นไม่เท่ากัน เป็นความพอเพียงตามอัตภาพของแต่ละบุคคล อันนี้เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับส่วนรวมหรือในระดับชุมชน เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกันจึงจะมีชีวิตรอด การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนร่วมกัน ที่ทำให้เกิดความพอเพียงและยั่งยืน หรือเรียกว่า sustainable economy หรือ sustainable development คือ พอเพียงและยั่งยืนของคนในชุมชนร่วมกัน และตัวอย่างที่เป็นเลิศในความพอเพียงก็อาจแลเห็นได้จากวิถีทางใน การดำรงพระชนม์ชีพของพระองค์จากสื่อวิดีโอและภาพยนตร์

 

อีกสิ่งหนึ่งในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่มุ่งการพัฒนาจากข้างในแตกต่างไปจากการพัฒนาจากข้างบนหรือจากข้างนอกของคนในโลกวัตถุนิยมแบบตะวันตกก็คือการพัฒนาทางศีลธรรมจริยธรรม ในมิติทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อศาสนาประเพณีและพิธีกรรมที่แสดงออกให้เห็นจากการสร้างวัดสร้างโรงเรียนที่พระองค์ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ เสด็จไปเยี่ยมประชาชนและร่วมในประเพณีพิธีกรรมควบคู่กันไป ตลอดจนเสด็จนมัสการพระอริยสงฆ์และแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะในเรื่องสมาธิและวิปัสสนา ทั้งหมดนี้แลเห็นจากการให้ความสำคัญกับโครงสร้างความเป็นชุมชนสมัยใหม่ คือ บ้าน วัด และโรงเรียน ที่เรียกกันย่อๆ ว่า “บวร” ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงบูรณาการให้สัมพันธ์กับการมีชีวิตร่วมกันของคนในชุมชน

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพระราชกรณียกิจเสด็จพระราชดำเนินเพื่อดำเนินงานพัฒนาพื้นที่อย่างจริงจังและรู้ แจ้งตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วไป ไม่เฉพาะเพียงข้าราชการ คือการทำงานร่วมกับ “คนใน” เพื่อสร้างพลังทางสติปัญญา และความรู้ให้แก่ผู้คนให้สามารถพัฒนาด้วยตนเอง

 

ด้วยการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจเสด็จเยี่ยมประชาชนที่เดือดร้อนทุกแห่งหนของประเทศ   เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรด้วยพระสติปัญญาและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นั้นส่งผลให้ทางรัฐและเอกชนขานรับโครงการพระราชดำริ เพื่อการพัฒนาให้เข้าถึงประชาชนกว่า ๔,๕๐๐ โครงการ ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีที่ทรงครองราชย์ เกิดหน่วยงานที่เป็นองค์การรองรับมากมายโดยทรงเฝ้าดูและทรงติดตามตลอดเวลา บรรดาโครงการใหญ่ๆ ที่ทรงริเริ่มและได้ดำเนินการให้เป็นผลดีแก่ประชาราษฎร์ ที่สำคัญคือการ พัฒนาดิน น้ำลม และอากาศ เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่แห้งแล้ง ดิน เค็ม ขาดน้ำให้กลับฟื้นขึ้นมาเป็นป่าเขาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นไร่ เป็นนา เป็นเรือกสวน แหล่งประมงน้ำจืดและน้ำเค็มที่สามารถเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลา สัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย และพันธุ์พืชที่มีทั้งในท้อง ถิ่นตามธรรมชาติและนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะพืชและไม้ผลฤดูหนาวที่นำมาให้คนบนที่สูงทางภาคเหนือ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและปลูกฝิ่นเป็นอาจิณ ผลสัมฤทธิ์ก็คือคนต่างชาติพันธุ์เหล่านั้น กลายเป็นคนไทยที่มีอาชีพและทำมาหากินอย่างสุจริต ณ พื้นที่ใดที่ประชาชนทุกข์ร้อน จะเสด็จพระราชดำเนินไปช่วย เหลือและฟื้นฟูให้มีชีวิตที่ดีมีสุขภาพและสวัสดิภาพ สิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่เหมือนใครในโลกก็คือ พระราชวังอันเป็นที่ประทับหาได้มี ความโอ่อ่าตระการตาไม่ หากเป็นที่อยู่อาศัยของผู้บำเพ็ญกรณีย์ที่เต็มไปด้วยพื้นที่ทดลองพันธุ์พืช ต้นไม้ และปศุสัตว์ รวมทั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สิ่งของจากการเกษตรปลอดสารพิษออกมา จำหน่ายอย่างมีมาตรฐานในด้านคุณภาพและความปลอดภัย

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นทั้งผู้นำและผู้ปฏิบัติ ในความคิดที่ประเทศไทยต้องเป็นสังคมเกษตรกรรมด้วย เศรษฐกิจพอเพียง จึงจะอยู่รอดในโลกที่กำลังถูกทำลาย ด้วยการเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่มุ่งการผลิตจนเกินกำลังของดิน น้ำ อากาศ และทรัพยากรที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ดังทรงเคยมีพระราชดำรัสว่า “ไม่จำเป็นต้องเป็นเสือ” ให้กับคนในวงการของรัฐและธุรกิจเอกชน ที่มุ่งความเป็นเสือ ซึ่งเรียกกันว่า นิกส์ [NIC] อย่างเป็นแฟชั่นนิยม จนประสบความล่มจมหมดตัวเมื่อเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ใน พ.ศ. ๒๕๔๐

 

พระองค์ทรงสังเกตว่าก่อน พ.ศ. ๒๕๔๑ คนไทยพอมี พอกิน แต่หลังปี พ.ศ. ๒๕๔๑ แล้วไม่พอกินพอเพียง ซึ่งในช่วงเวลาของการพอมีพอกินนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นช่วงเวลาหลังทรงขึ้นครองราชย์ที่พระองค์เสด็จไปพัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐานตามท้องถิ่นต่างๆ เพราะก่อนหน้านี้ บ้านเมืองแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเรื่อยมาอยู่ในสภาพความเหลื่อมล้ำระหว่างชนบทกับเมือง ระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นล่าง ความยากจนจึงเป็นเรื่องของการด้อยโอกาสและไม่พอมีพอกิน ในขณะที่รัฐบาลแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความร่ำรวยทางวัตถุและเงินตรา เพราะเงินคือความปรารถนาสูงสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพัฒนา “คนใน” ที่เป็นรากหญ้าให้มีชีวิต ที่พอมีพอกินในเรื่องอาหารและสิ่งจำเป็นในการบริโภคอุปโภค ไม่เน้นความร่ำรวยในเรื่องเงินตราและวัตถุ

 

แต่ยุคหลังฟองสบู่ที่คนชั้นกลางซึ่งร่ำรวยเงินตราประสบความหายนะ ภาวะความยากจนอันเนื่องจากการไม่มีเงินก็ระบาดทั่วไป ในบรรดาคนชั้นกลาง และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุนนิยมข้ามชาติครอบงำประเทศไทย คนรวยที่เป็นชนชั้นกลางกลับฟื้นคืนใหม่ ประเทศไทยก็เข้าสู่การเป็นสังคมอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว ความเจริญเติบโตเป็นบ้านเมืองทันสมัยทางวัตถุแต่ไร้ศีลธรรม และจริยธรรมก็เข้ามาแทนที่การเกษตรกรรม ซึ่งบรรดาอุตสาหกรรมหนักและเบาทั้งหลาย ทำให้คนในสังคมเกษตรกรรมแต่เดิมไร้ที่ทำกิน ผันตัวเป็นแรงงานเข้าไปทำงานในเมืองและแหล่งนิคมอุตสาหกรรมที่แพร่หลายไปแทบทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ ทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างซับซ้อน จนเกิดความขัดแย้งและความไม่พอเพียงไปทั่ว.

 

เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธ์ ปีที่ ๒๑ ฉ.๑๑๓ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๖๐)

อัพเดทล่าสุด 11 เม.ย. 2560, 10:39 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.