หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๓ : ความสำคัญของป้อมค่ายคูประตูเมือง และชุมชนชานพระนครจากป้อมมหากาฬ ประตูผี ถึงชุมชนชาวตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน ตรอกบวรรังษี และมัสยิดบ้านตึกดิน
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 27 ก.พ. 2560, 14:04 น.
เข้าชมแล้ว 3665 ครั้ง

“พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๓

ความสำคัญของป้อมค่ายคูประตูเมือง และชุมชนชานพระนครจากป้อมมหากาฬ ประตูผี ถึงชุมชนชาวตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน ตรอกบวรรังษี และมัสยิดบ้านตึกดิน

 

 

วันเสาร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดกิจกรรม "พระนคร ๑๐๑ " ครั้งที่ ๓ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า โดยเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ น. ก่อนที่จะเปิดกิจกรรมโดย คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า

 

 

 

จากนั้นเป็นการแนะนำกิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” ที่ทางมูลนิธิฯ ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่ย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ และได้จัดกิจกรรมดังกล่าวไปแล้ว ๒ ครั้ง โดยครั้งแรกจัดขึ้นในพื้นที่ย่านบางลำพู วัดสามพระยา บ้านพาน และบ้านบาตร ส่วนครั้งที่ ๒ จัดในพื้นที่ย่านนางเลิ้ง “การขยายตัวพระนครและย่านการค้า” จนมาถึงครั้งที่ ๓ นี้ ความสำคัญของป้อมค่ายคูประตูเมือง และชุมชนชานพระนครจากป้อมมหากาฬ ประตูผี ถึงชุมชนชาวตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน ตรอกบวรรังษี และมัสยิดบ้านตึกดิน ซึ่งพื้นที่ในแต่ละครั้งนั้นมีความสำคัญแตกต่างกันออกไป

 

 

ภายในกิจกรรมได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานและการเรียนรู้ของผู้ร่วมกิจกรรม ที่มีความหลากหลายในด้านอาชีพ การทำงาน และความสนใจเกี่ยวกับเรื่องย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ที่มีความแตกต่างกัน ถือเป็นการเปิดทัศนคติในการเรียนรู้และทำความเข้าใจความเป็นย่านเมืองเก่าไปอีกหนึ่งรูปแบบ

 

 

ในวันแรกภาคทฤษฎีเบื้องต้นเป็นการการทำความเข้าใจความเป็นย่านเก่าของกรุงเทพฯ ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่ต่างๆ ด้วยแนวคิด "เมืองประวัติศาสตร์ต้องมีชุมชน" บรรยายโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ การเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า “ประวัติศาสตร์สังคมคืออะไร”

 

 

“ประวัติศาสตร์สังคม” ในทัศนะของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ คือ ประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราวของผู้คนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ที่เรียกว่า “ภูมิวัฒนธรรม” ที่เป็นชุมชนตามแบบธรรมชาติ ซึ่งจะแตกต่างจากความเป็นชุมชนที่แบ่งตามเขตพื้นที่การบริหารของส่วนราชการ  ในช่วงแรกเป็นการบรรยายทำความเข้าใจในหัวข้อประวัติศาสตร์สังคม แนวคิดเรื่องพื้นที่ชุมชน ความเป็นย่านต่างๆ ที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์เมืองกรุงเทพฯ  จุดกำเนิดของพระนครที่รวมไปถึงพื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในลักษณะของการเป็นเดลต้า หรือ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ในการมีความสำคัญคือเป็นจุดกำเนิดของการเป็นกรุงเทพฯ ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่อดีต มีความเป็นเมืองท่า ที่เป็นศูนย์รวมของผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้เกิดย่านสำคัญต่างๆ เช่นย่านคนจีน ชุมของชาวมุสลิม และอื่นๆ ที่ทำให้เป็นกรุงเทพฯ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน จนกระทั่งมีความเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความวิถีชีวิตของผู้คน ความเป็นชุมชนลุ่มน้ำก็หายไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 

 

ในวันที่ ๒ กิจกรรม "พระนครชวนชม"

กิจกรรม “พระนครชวนชม” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” เนื่องจากวันแรกเป็นการพูดคุยทำความเข้าใจในภาคของทฤษฎีไปแล้ว การที่จะทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมเข้าใจในตัวเอกสารยิ่งขึ้นคือต้องมาเดินตรอก จึงจะเห็นถึงวิถีชีวิต ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ซึ่งถนนบางสายในชุมชนที่เราเห็นในปัจจุบันคือคลองน้ำในอดีต ที่ชาวบ้านได้ใช้เป็นเส้นทางสัญจร หรือแม้กระทั่งใช้ในการอุปโภคบริโภค และการเดินตรอกคือหนึ่งในกระบวนการศึกษา การทำงานที่ทางมูลนิธิฯ ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในย่านเก่าของกรุงเทพฯ ผ่านจากการสำรวจ สัมภาษณ์คนในชุมชนต่างๆ

 

 

ในภาคเช้า ณ บริเวณสวนในป้อมมหากาฬ เป็นการตั้งวงคุยทำความเข้าใจกับความเป็นชุมชนชานพระนคร โดยวลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

 

ในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีการขุดคลองคูโดยรอบเพื่อเป็นการคมนาคม ชุมชนแถบนี้ข้างนอกกำแพงพระนครนั้นถูกเรียกว่า "ชุมชนชานพระนคร" หรือ "ชานกำแพงพระนคร" ชานพระนครคือจะไม่เอากำแพงติดไว้ข้างในมากเพราะป้องกันยาก แถบนี้มีทั้งตลาดผลไม้ ทั้งชุมชน ชานพระนครคือบ้านคน เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนสร้างบ้านเรือนแถบชานพระนคร ระบบนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  ติดกำแพงบ้าง ติดป้อมบ้าง ปัจจุบันนี้เหลือป้อมเพียง ๒ แห่งเท่านั้นในเกาะรัตนโกสินทร์ คือป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬ สาเหตุคือ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการรื้อป้อมกำแพงออกเพื่อสร้างถนน ขยายตัวเมือง อีกส่วนหนึ่งคือพังลงมาไม่นานนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๗

 

ส่วนเรื่องของคลองท่อคือ คลองขุดระบายน้ำ เมื่อก่อนอยุธยามีคลองแบบนี้จำนวนมากแต่พังลงไปหมด เมื่อก่อนใช้ในการชลประทานและการคมนาคม การขุดคลองผดุงกรุงเกษมเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ การก่อสร้างเมืองสอดรับให้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ อย่างคลองเล็กๆย่อยๆ แต่พอเสร็จหน้าสงคราม ก็มีการเปิดยุทธศาสตร์ เปิดพื้นที่เริ่มต้นเศรษฐกิจ เกษตรกรรม

 

 

 

 

พร้อมทั้งยังร่วมพูดคุยกับคุณธวัชชัย วรมหาคุณ หรือ “พี่กบ” ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ เกี่ยวกับชุมชนย่านเก่าในของกรุงเทพฯ และบริเวณโดยรอบป้อมมหากาฬ พี่กบเล่าว่า "ใครที่มาอยู่แถบนี้ต้องมาไหว้พ่อปู่ป้อมมหากาฬ ให้ปกป้องคุ้มครอง ภายในป้อมมหากาฬมีศาลปู่ตา และบ่อน้ำบาดาล ไว้สำหรับทหารเวรที่ประจำอยู่หนีข้าศึกในเวลาที่จวนตัว ภายหลังอาจารย์สุจิตต์ให้ความเห็นว่า บ่อน้ำมีไว้เพื่อดับไฟ เพราะในป้อมเป็นที่ไว้ดินปืน เผื่อไฟไหม้ แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วบ่อน้ำบาดาลกับศาลพ่อปู่ เพราะรัฐบาลได้เอาสถูปมาสร้างทับไว้หมดแล้ว เดือนเมษาของทุกปีจะมีประเพณีของชาวป้อมมหากาฬ คือพิธีกรรมสมาพ่อปู่"

 

รวมถึงแนะนำกิจกรรมของทางชุมชนที่ได้จัดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เคยใช้ในอดีตเช่น เครื่องมือของการผลิตเครื่องดนตรีไทยซึ่งบอกเล่าความสัมพันธ์ของบ้านดนตรีในยุครุ่งเรืองของพระนคร การชมบ้านเก่า ตรอกพระยาเพ็ชรปาณี และเรื่องราวของย่านมหรสพที่ได้รับความนิยม

 

 

เดินข้ามถนนมหาไชยไปยังฝั่งวัดเทพธิดาราม เข้าชมกุฏิของสุนทรภู่ ในครั้งมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดา ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่กลุ่มของ “พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๓ ได้เป็นเจ้าแรกในการเยี่ยมชมหลังการบูรณะและทำเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ขึ้นเป็นครั้งแรก เรื่องราวของสุนทรภู่ที่มีความสัมพันธ์กับย่านชุมชนวัดเทพธิดาราม ที่มาของ “การเล่นแร่แปรธาตุ” ที่หลายท่านอาจจะนึกภาพไม่ออก วิทยากรพื้นที่คือ “ป้าเอื้อง” ซึ่งเป็นคนในชุมชนนี้และเป็นคณะกรรมการมูลนิธิวัดเทพธิดาราม ได้อธิบายกรรมวิธีต่างๆ ในการร่อนทองของคนในสมัยก่อน

 

 

จากนั้นป้าเอื้องได้นำพาคณะไปยังพื้นที่ต่างๆ ของชุมชน ค่ายมวยที่โด่งดังในอดีตหลังวัดเทพธิดาราม บ้านเดิมของดาราหนังหลายท่าน ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะยังคงหลงเหลืออยู่มาจนถึงปัจจุบัน เพราะการจัดการพื้นที่ของชุมชนนั้น ขึ้นอยู่กับวัด ที่ทางวัดให้ความเมตตา ช่วยเหลือ ทำให้เห็นถึงบรรยากาศของความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนยังคงอาศัย เกื้อกูลกันอยู่เป็นอย่างดี

 

ออกมาด้านหน้าวัดคือ สำราญราษฎร์ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน คือ “ประตูผี”  เป็นสถานที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพระนคร เนื่องจากเป็นเส้นทางที่นำศพออกจากพื้นที่ ผ่านประตูผีไปยังวัดสระเกศ ส่วนชาวมุสลิมก็ผ่านออกไปยังกุโบร์ที่มัสยิดมหานาค ป้าเอื้องเล่าว่า “ชื่อสำราญราษฎร์ เป็นชื่อที่เปลี่ยนความน่ากลัวของประตูผี  ในอดีตหากบอกว่ามาประตูผี จะรู้สึกถึงความกลัว จึงให้ชื่อใหม่ที่เรียกมาจนถึงปัจจุบัน” เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยมีตลาด แต่ปัจจุบันถูกรื้อถอนแล้ว เหลือเพียงร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ตามตึก

 

ในพื้นที่ใกล้เคียงก็มีวังกรมพระสมมตอมรพันธ์ เดิมเป็นวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปัจจุบันบริเวณวังกรมพระสมมตฯ นี้เป็นชุมชนที่มีผู้อยู่อาศัยโดยรอบ อยู่ในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

 

 

จากนั้นได้พบกับคุณพิเชษฐ ปัทมินทร หรือ น้าเชษฐ พาเข้าชมวัดราชนัดดาฯ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชทานให้กับพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี และทรงสร้างเพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมและเผยแพร่ศาสนาเพื่อต้านทานอำนาจของตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาในไทย บนพื้นที่ที่เคยเป็นสวนผลไม้

 

น้าเชษฐเล่าเรื่องความสำคัญของวัดกับชุมชนที่ผูกพันในฐานะที่เติบโตที่นี่ พร้อมทั้งพาเดินเข้าไปในชุมชน ชมบ้านของพระศรีสาคร ข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่ความสวยงามและยังมีทายาทอยู่อาศัยถึงปัจจุบัน บริเวณด้านหน้าบ้านเดิมเป็นคลองที่สามารถใช้สัญจรและเป็นคูน้ำของตึกดิน ซึ่งยังมีทางน้ำต่อลงคลองให้เห็นอยู่ ลักษณะคลองเล็กแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่มาตามตรอกซอกซอยของชุมชนในย่านเก่า

 

หลังจากออกจากชุมชนวัดราชนัดดาฯ หรือ ชุมชนหลังศาลาว่าการ กทม. แล้ว ข้ามฝั่งไปยังตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน เข้ากราบนมัสการหลวงพระร่วงทองคำ ประดิษฐานอยู่ในวิหารของวัดมหรรณพารามวรวิหาร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์คู่ชุมชน มีความเชื่อว่า "หากนำตระกร้อมาถวาย สิ่งที่ขอจะสมหวังดั่งใจปรารถนา"

 

ก่อนที่จะข้ามถนนราชดำเนินไปยังตึกดินอีกแห่งที่เป็นชุมชนมุสลิมที่มีความเก่าแก่แห่งหนึ่งในพระนคร ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีชุมชนมุสลิมที่เข้มแข็งอยู่ใจกลางของเมืองอย่างมัสยิดบ้านตึกดินที่มีความสำคัญในการเป็นช่างทอง ช่างแกะเหล็ก รวมไปถึงเหรียญพระดังต่างๆ 

 

 

คุณทำนุ เหล็งขยัน ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินเล่าว่า “เดิมชุมชนตึกดินนั้นมีพื้นที่ขนาดใหญ่ กินพื้นที่สองฝั่งของถนนราชดำเนิน ก่อนจะตัดถนนและสร้างโรงเรียนสตรีวิทยา” ตึกดินในสมัยก่อนคือที่สำหรับเก็บดินปืน มีระยะห่างจากวังพอสมควร ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ตัดถนนราชดำเนิน ตัดผ่านชุมชนตึกดิน ปัจจุบันจึงแยกออกเป็นสองข้างทางถนนราชดำเนิน ในฝั่งของโรงเรียนสตรีวิทยาแห่งหนึ่ง และฝังตรอกตึกดินอีกแห่งหนึ่งซึ่งคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนตึกดินสมัยก่อนจะเป็นกลุ่มของข้าราชบริพารที่รับราชการในวัง

 

ชุมชนหลังวัดบวรฯ นั้น เป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนหลายกลุ่มทั้งชาวมุสลิม ชาวพุทธ ชาวมอญ ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี พบกับคุณยายอุษา อดีตครู ที่อาศัยในพื้นที่มาตั้งแต่อายุ ๑๒ บอกเล่าถึงบรรยากาศของชุมชนที่มีความเรียบง่าย มีบ้านเหล่าขุนนางข้าราชการหลายท่านในชุมชนนี้ บางบ้านก็ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเพราะพื้นที่ถูกเวนคืน และบางบ้านยังคงอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่นบ้านของพระญาณเวท ซึ่งเป็นโหรหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๖

 

 

ชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินนั้น ถือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งและสามัคคี จากประวัติศาสตร์บอกเล่าของชุมชนที่มีการถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ แต่ชุมชนยังคงสามารถอยู่ได้มาถึงปัจจุบัน และมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด ทั้งในชุมชนมุสลิมเองและชุมชนชาวพุทธที่อยู่หลังวัดบวรฯ

 

ผู้คนในชุมชนสมัยก่อนมีอาชีพเป็นช่างแกะเหล็ก ทำเหรียญ เพราะสืบเชื้อสายการเป็นช่างจากการเป็นเจ้าหน้าที่ที่โรงกษาปณ์ ถึงแม้ปัจจุบันอาชีพเหล่านี้มีน้อยลงแต่รุ่นลูกหลานยังคงอนุรักษ์เครื่องมือ เครื่องใช้ไว้ได้เป็นอย่างดี

 

 

ในช่วงสุดท้ายเป็นการตั้งวงเสวนาสรุปกิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๓ ที่มัสยิดบ้านตึกดิน ต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยท่านโต๊ะอิหม่ามกฤษฎา  ศรีผล และชาวชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน ภายในวงเสวนาเป็นการแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงความเข้าใจและนำเสนอปัญหาของการเที่ยวชุมชนที่กำลังเป็นประเด็นที่น่าสนใจในขณะนี้ที่ทางกลุ่มของการประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยวพบโจทย์ที่ชาวต่างชาติต้องการเที่ยวชุมชนแบบที่ต้องการเห็นถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของผู้คน ไม่ใช่เพียงการชมวัด ชมวัง อย่างที่เราเข้าใจกันอีกต่อไป แต่หลายส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการท่องเที่ยวแบบชุมชน เพราะจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านไปอย่างมาก ควรที่จะต้องศึกษาและเข้าใจคนในพื้นที่

 

 

 พระนคร๑๐๑ ครั้งที่ ๓ ได้พบประเด็นใหม่ที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่พูดถึงประเด็นของการท่องเที่ยว คือปัญหาด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน คุณครูหลายท่านที่เข้ามาร่วมกิจกรรมต่างกล่าวปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยากเพราะเรียนรู้เรื่องที่ไกลตัว ควรจะให้เด็กศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตนเองก่อน และส่วนปัญหาการศึกษาประวิศาสตร์ท้องถิ่นคือ ปัจจุบันรูปแบบของโรงเรียนไม่เหมือนอดีตที่มีโรงเรียนใกล้บ้าน การที่โรงเรียนกับบ้านอยู่ห่างไกลกัน ทำให้ไม่เข้าถึงเนื้อหา เนื่องจากเด็กไม่มีสำนึกความเป็นท้องถิ่นของพื้นที่นั้นๆ

 

 

กิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” เป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างความเข้าใจของพื้นที่ชุมชนต่างๆ ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ เพราะในปัจจุบัน หลายภาคส่วนให้ความหมายของ “เมืองเก่า” แตกต่างกันออกไป การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ที่สำคัญในตอนนี้ แต่จุดขายที่มีเพียง วัด พิพิธภัณฑ์ หากแต่มองข้ามวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่มีเสน่ห์ และควรดูมองโครงสร้างว่าคนในชุมชนพร้อมหรือไม่ ที่จะรองรับการท่องเที่ยว เพราะอาจจะส่งผลทำให้หลายพื้น หลายอาชีพที่ต้องเปลี่ยนสภาพไป

 

พื้นที่มัสยิดบ้านตึกดินคือตัวอย่างที่ดีนำไปสู่การเรียนรู้ในฐานะเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง สามัคคี ทางมูลนิธิยังคงจะทำการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลดีๆ เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจต่อไป สามารถติดตาม “พระนคร ๑๐๑” ครั้งต่อไปได้เร็วๆ นี้

อัพเดทล่าสุด 24 พ.ค. 2560, 14:04 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.