หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงใช้แผนที่อย่างหนอน
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 26 ม.ค. 2560, 10:40 น.
เข้าชมแล้ว 272 ครั้ง

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับแผนที่

 

                บารมีคืออำนาจที่เกิดจากการกระทำดีที่แล้วเสร็จ เป็นผลให้ผู้รับเกิดความเลื่อมใสและเคารพรัก เป็นอำนาจที่มาจากเบื้องล่าง ขณะที่อำนาจจากเบื้องสูงคืออำนาจตามกฎหมาย หรือกติกา เป็นอำนาจของรัฐที่เป็นพระเดช แต่อำนาจบารมีเป็นอำนาจทางพระคุณ

 

                ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงไม่ทรงมีอำนาจในการจัดการบ้านเมืองใดๆ เพราะเป็นอำนาจของทางรัฐบาลที่ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะผู้นำทางสัญลักษณ์ที่ไม่ต้องทรงทำอะไรก็ได้ แต่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะทรงเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมของความรัก เมตตากรุณาต่อประชาชนที่มีความทุกข์ยาก หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทรงตระเวนไปทั่วทุกแห่งของบ้านเมือง ได้ทรงพบเห็นสภาพความล้าหลังของประเทศ และความยากจนเหลื่อมล้ำของผู้คนในสังคมที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยที่ได้คืนอำนาจในการปกครองและบริหารประเทศมาจากพระมหากษัตริย์

 

                รัฐบาลประชาธิปไตยตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบทุนนิยมตามแบบฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกาซึ่งเป็นรัฐบาลที่มองโลกจากคนชั้นกลางที่อยู่ดี กินดี มีเงินใช้ มีที่อยู่อาศัยอย่างเป็นบ้านเมืองที่มีตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางและเครื่องอำนวยความสะดวกแบบตะวันตกที่ต้องใช้ทุนเงินในการสร้างสรรค์ขึ้นมา หาได้สำเหนียกถึงความสุขและความทุกข์ยากของคนชั้นล่างที่เป็นชาวนาและกรรมกรแรงงานไม่ จึงเป็นรัฐบาลที่มองแต่เพียงการยกระดับบ้านเมืองใหม่ มีสภาพอยู่ดีกินดีตามมาตรฐานทางตะวันตกที่หัวใจในการพัฒนาประเทศอยู่ที่การมีเงินเป็นหัวใจ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”

 

                ความทุกข์และความสุขของประชาชนจึงเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นตัวกำหนดที่จะทำให้แลเห็นความจนและความรวย

 

                ตั้งแต่สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา มีแผนพัฒนาบ้านเมืองอย่างสืบเนื่องและมั่นคงที่มีมาจากความเชื่อแบบอเมริกันครอบงำว่า ความยากจนเหลื่อมล้ำนั้นมาจากลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังคุกคามสวัสดิภาพของประชาชนทั่วไปในประเทศ การทำสงครามกับคอมมิวนิสต์นั้นคือ การป้องกันความมั่นคงของบ้านเมืองที่ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรม [Industrialization] และการยกระดับความเป็นเมือง [Urbanization] ให้มากกว่าการเป็นชนบท โดยเฉพาะการพัฒนาทางเศรษฐกิจนั้นก็เพื่อให้มีการผลิตที่ทำให้คนมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น [GDP] จึงทำให้ในทุกวันนี้การเพิ่ม GDP จึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงความสุขมวลรวมผู้คนในสังคม อันเป็นความสุขทางวัตถุโดยแท้

 

                แต่ก็เป็นความสุขของคนชั้นกลางและนายทุนที่มีผลกระทบทางทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งสังคมของคนชั้นล่างที่ยากจนและด้อยโอกาส เกิดการล่มสลายของครอบครัวและความเป็นมนุษย์ ซึ่งคนที่เป็นวิญญูชนอาจแลเห็นและสำเหนียกได้ในทุกวันนี้

 

                ในขณะที่รัฐแทบทุกยุคทุกสมัยแม้ปัจจุบันก็ยังพัฒนาบ้านเมืองด้วยอำนาจและเงินที่มีสิทธิตามกฎหมายในด้านเศรษฐกิจที่ไม่เห็นทุกข์สุขที่แท้จริงของประชาชน ตามแบบตำราและทฤษฎีที่มาจากตะวันตก ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพัฒนาบ้านเมืองในส่วนพระองค์ด้วยเป้าหมายที่แตกต่างไป คือไม่ทรงมองที่เศรษฐกิจที่จะนำทางไปสู่การมีเงินทองในทางเพิ่มพูน GDP แต่ทรงมองที่คนชั้นล่างที่ด้อยโอกาสและอยู่ในสภาพของความยากจน

 

 

                โดยย่อก็คือมองที่คนเป็นตัวตั้งและความยากจนด้อยโอกาสก็ไม่ใช่ความยากจนที่เกิดจากการขาดแคลนในเรื่องเงินทอง แต่เป็นความยากจนขาดแคลนในสภาวะที่ไม่มีความสุขกายและใจในการดำรงชีวิต สภาพความยากจนดังกล่าวนี้ทรงพบเห็นจากการที่ได้เสด็จตระเวนไปยังท้องถิ่นต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรที่เป็นผลให้มีประชาชนเพรียกร้องไม่ให้พระองค์ทอดทิ้งประชาชน

 

                สืบเนื่องจากประสบการณ์ดังกล่าว ได้ทำให้พระองค์ได้บำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาสพ้นจากความยากจนและอยู่ดีกินดีทั้งกายและใจในรูปแบบที่เรียกว่า ความสุขมวลรวมประชาชาติ GNH [Gross National Happiness] ที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ GDP [Gross domestic product]

 

                พระราชกรณียกิจในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจทรงทำตลอดพระชนม์ชีพแทบจะไม่ทรงมีเวลาในส่วนพระองค์ตราบจนเสด็จดับขันธ์นี้ คือพระบารมีที่มาจากอำนาจของความรักและความเมตตาต่อประชาราษฎร์ของพระองค์ ทรงใช้ทุนทรัพย์และพระสติปัญญาและเวลาในส่วนพระองค์เป็นพื้นฐานโดยมีคนเป็นเป้าหมายไม่ใช่เงินที่ทำให้เกิด GDP

 

 

                ผลของพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือและดูแลทุกข์สุขของคนคือประชาชนทั้งประเทศดังกล่าวนี้ คือพระบารมีที่แผ่ไพศาลที่เห็นกันอย่างแจ่มชัดในทุกวันนี้ จากภาพบันทึกพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สื่อทั้งหลาย ทั้งของรัฐและเอกชนนำมาปะติดปะต่อให้เห็นเป็นภาพรวมทั้งหมดที่ปรากฏทุกวันหลังวันสวรรคต ซึ่งข้าพเจ้าได้นำมาเขียนวิเคราะห์เชิงมานุษยวิทยาไว้ ณ ที่นี้

 

                การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่มีมิติทางสังคมที่ผ่านมาโดยเน้นรายได้ทางเศรษฐกิจด้วยปรัชญาแบบ “งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข” เพื่อให้เกิดรายได้ต่อหัวที่เรียกว่า GDP คือสิ่งที่ทำลายชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นที่เคยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เครือญาติเหล่าตระกูล และชุมชนที่สัมพันธ์กับการจัดการทรัพยากรทั้งดิน น้ำและพืชพันธุ์ สิ่งที่มีชีวิตในนิเวศวัฒนธรรมที่เคยมีอยู่ร่วมกันอย่างมีดุลยภาพ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบล่มสลาย และผลที่ตามมาก็คือความทุกข์ยากของประชาชนทั่วไปในระดับล่าง ทำให้สังคมไทยทั่วประเทศอยู่ในสภาพความเหลื่อมล้ำในชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างคนรวยและคนจนที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะยากจน หิวโหย และเดือดร้อน

 

                แต่การพัฒนาตามแนวคิดและแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงพัฒนาจากข้างล่าง จากคนในท้องถิ่นที่ประสบความเดือดร้อนให้มาเชื่อมโยงกับการพัฒนาจากข้างบนหรือจากข้างนอก เพื่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างกัน ทรงมุ่งให้คนในที่อยู่รวมกันเป็นชุมชนมีชีวิตอยู่รวมกันในท้องถิ่นเป็นการพัฒนาที่มีมิติทางสังคม และเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในบริบททางสังคมและสภาพแวดล้อมที่เป็นนิเวศวัฒนธรรม

 

                ในความคิดเชิงมานุษยวิทยาที่ข้าพเจ้าได้เล่าเรียนมา คือการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งโลกธาตุที่แลเห็นทุกธาตุส่วนที่เป็นองค์ประกอบของโลก มี ๖ ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณธาตุ ที่หมายถึงสิ่งที่มีชีวิต อันได้แก่ คน สัตว์ ต้นไม้ เป็นต้น

 

 

                การมีชีวิตรอดอยู่ของสิ่งที่มีชีวิตโดยเฉพาะมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมจะดำรงอยู่ได้นั้น ทุกสิ่งที่เป็นธาตุต่างๆ ทั้ง ๖ ธาตุนี้จะต้องสัมพันธ์กันอย่างได้ดุลยภาพ แต่การจะพัฒนาได้นั้นจะทำไม่ได้ผลดี โดยการพัฒนาจากข้างบนหรือจากภายนอกที่ทำตามตำรา แม่บทและแนวคิดทฤษฎี แต่ต้องเป็นเรื่องของการลงไปศึกษาเก็บข้อมูลกัน ในพื้นที่หรือท้องถิ่นที่มีชุมชนมนุษย์อยู่ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงทรมานพระวรกายตรากตรำลงไปศึกษาเก็บข้อมูลข้อเท็จจริงด้วยพระองค์ตามท้องถิ่นที่ประชาชนประสบความเดือดร้อน แล้วนำมาวิเคราะห์ตีความเพื่อกำหนดเป็นแนวคิด แนวทางและวิธีการแก้ไขเพื่อการขจัดทุกข์ยากและความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าธาตุใดที่เป็นสาเหตุไม่ว่าจะเป็นดินน้ำลมไฟ อากาศ มนุษย์ สัตว์และต้นไม้ หรือสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ ก็จะทรงพยายามแก้ไขให้

 

                เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมจากข้างล่าง หรือจากคนในชุมชน ในท้องถิ่นตามที่กล่าวมานี้ พระองค์ต้องทรงริเริ่มและทำทุกอย่างด้วยพระองค์เองด้วยทุนทางสติปัญญาและทุนทรัพย์ในส่วนพระองค์ โดยไม่คาดหวังจากความร่วมมือจากทางรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาจากข้างบนและจากข้างนอก

 

                ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงพระราชดำริว่า “ต้องระเบิดจากข้างในก่อน”และการเข้าถึงด้วยแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”

 

                ในเรื่องนี้ทรงละไว้ให้เข้าใจกันเองว่าการเข้าถึงคือถึงอะไร ซึ่งในแนวปฏิบัติของพระองค์ก็คือ “เข้าถึงคน” แต่ไม่ใช่เป็นคนในฐานะปัจเจก หากเป็นคนที่อยู่ร่วมกันในครอบครัวเป็นตระกูล หมู่เหล่าที่แม้จะหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา แต่อยู่กันอย่างเป็นชุมชนในพื้นที่หรือท้องถิ่นเดียวกัน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ พระองค์เองได้แสดงการเข้าถึงอย่างไร เป็นตัวอย่างด้วยการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทลงไปยังท้องถิ่นเป้าหมายด้วยแผนที่แผ่นทาง สมุดบันทึกและกล้องถ่ายรูปออกไปเก็บข้อมูล ที่เห็นได้จากการสังเกตการณ์ได้ยินได้ฟังจากการสังสรรค์กับผู้คนในท้องถิ่นอย่างเป็นกันเองอย่างคนธรรมดาที่ไม่แสดงอาการเหลื่อมล้ำในลักษณะต่ำสูง ที่ทำให้ผู้คนเกิดความไว้วางใจเคารพรัก และให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือได้

 

 

                อันที่จริงในการใช้แผนที่แผ่นทางในการเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลดังกล่าวนี้ ก็มีนักวิชาการ นักพัฒนาทำกันอย่างกว้างขวาง แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในการปฏิบัติ

 

                คนทั่วไปส่วนใหญ่ใช้แผนที่แผ่นทางในลักษณะแบบนก [Bird eyes view] คือกางแผนที่แล้ววางแผน หรือถ้าหากจะต้องลงพื้นที่ก็ทำอย่างคร่าวๆ แบบขี่ม้าเลียบค่ายเลียบเมืองอะไรทำนองนั้น แต่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงทำแบบหนอน [Worm eyes view] ที่ทรงดำเนินด้วยพระบาทเข้าไปในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ยากลำบากและทุรกันดารอย่างไรเพื่อเข้าไปให้เห็นคน เห็นสัตว์กันได้ และสิ่งที่มีชีวิตที่สัมพันธ์กับดินน้ำลมและอากาศที่มีระดับสูงต่ำ และระดับอุณหภูมิที่เป็นจริง จึงทำให้ได้ทรงเข้าถึงเข้าใจในปัญหาของความเดือดร้อนที่จะต้องนำไปวางแผนแก้ไขในการพัฒนา ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นจากการดำเนินการแก้ไขในเรื่องการจัดการน้ำทั้งเพื่อการเกษตรกรรม การป้องกันน้ำท่วม ฝนแล้งและการส่งเสริมพืชพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งการสนับสนุนเลือกเฟ้น เน้นใช้และประดิษฐ์เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้แก่คนในชุมชนที่จะต้องพัฒนา

 

                ความต่างกันในแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นการพัฒนาจากข้างในกับการพัฒนาจากข้างนอก โดยทางรัฐและเอกชนทั่วไปก็คือ การพัฒนาที่ทำให้คนช่วยตัวเองและทำเองในลักษณะการเป็นพี่เลี้ยง แนะนำแนวคิดแนวทางและวิธีการที่เป็นไปได้ รวมทั้งการช่วยเหลือลงทุนค่าใช้จ่ายบ้างในด้านการลงทุนทางเทคนิคโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และทรงคิดประดิษฐ์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหมาะสม โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงแนะนำให้ความรู้ด้วยพระองค์เองตามท้องถิ่นต่างๆ พระราชทานแนวคิดและแนวทางตลอดมา

 

                วิธีการดังกล่าวนี้เรียกว่า การสร้างพลังทางสติปัญญาและความรู้ให้แก่ผู้คนให้สามารถพัฒนาด้วยตนเอง ดังในภาษาอังกฤษเรียกว่า Empowerment การเสด็จฯ ลงไปถึงผู้คนที่จะต้องพัฒนาในท้องถิ่นด้วยพระองค์เองก็คือ การเข้าถึง เข้าใจ ในความต้องการของความรู้กับศักยภาพ ความรู้ และสติปัญญาได้อย่างเด่นชัด อีกทั้งได้ทรงเข้าถึงในเรื่องโลกทัศน์และค่านิยมของผู้คนที่เป็นเหยื่อของวัตถุนิยมที่แพร่หลายจากชนชั้นปกครอง ชนชั้นกลางในโลกของทุนนิยมเสรีแบบทางตะวันตก ได้ทำให้ต้องทรงพระราชทานแนวคิดและปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นเพื่อให้เป็นรากฐานในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและมีคุณภาพ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

 

                โดยความเข้าใจของข้าพเจ้าคือ ปรัชญาของความพอเพียงในชีวิตของปัจเจกบุคคลที่มีทั้งความพอเพียงในทางวัตถุที่ได้ดุลยภาพกับความพอเพียงทางจิตใจอันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Self sufficiency เพราะความพอเพียงของแต่ละบุคคลนั้นไม่เท่ากัน เป็นความพอเพียงตามอัตภาพของแต่ละบุคคล อันนี้เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับส่วนรวมหรือในระดับชุมชน เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคมต้องอยู่รวมกันจึงจะมีชีวิตรอด การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนร่วมกันที่ทำให้เกิดความพอเพียงและยั่งยืน หรือเรียกว่า Sustainable economy หรือ Sustainable development คือ พอเพียงและยั่งยืนของคนในชุมชนร่วมกัน

 

                อีกสิ่งหนึ่งในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันมุ่งการพัฒนาจากข้างในที่แตกต่างไปจากการพัฒนาจากข้างบนหรือจากข้างนอกของคนในโลกวัตถุนิยมแบบตะวันตกก็คือ “การพัฒนาจิตใจในมิติทางจิตวิญญาณ” เป็นเรื่องของความเชื่อศาสนาและประเพณีพิธีกรรม ซึ่งแสดงออกให้เห็นจากการสร้างวัด สร้างโรงเรียนที่พระองค์ได้พระราชทานทุนทรัพย์ และเสด็จฯ ไปพบปะประชาชนและร่วมในประเพณีพิธีกรรมควบคู่กันไปเสด็จฯไปนมัสการบรรดาพระอริยสงฆ์และแสดงพระองค์เองเป็นพุทธมามกะในเรื่องสมาธิและวิปัสสนา

 

                และทั้งหมดนี้ แลเห็นจากการให้ความสำคัญกับโครงสร้างความเป็นชุมชนในสมัยใหม่ คือ บ้าน วัดและโรงเรียนที่เรียกกันย่อๆ ว่า “บวร” ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงบูรณาการให้สัมพันธ์กับการมีชีวิตร่วมกันของคนในชุมชนด้วยการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจด้วยการตรากตรำพระวรกายออกไปพบปะประชาชนที่เดือดร้อนในทุกแห่งหนของประเทศ และทรงคิดโครงการช่วยเหลือต่างๆ เป็นจำนวนมากเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาราษฎรด้วยพระสติปัญญาและทุนทรัพย์ส่วนพระองค์นั้น ได้เกิดบารมีที่ทำให้ทางรัฐและเอกชนขานรับโครงการพระราชดำริ เพื่อการพัฒนาให้เข้าถึงประชาชนรวมกว่า ๔,๕๐๐ โครงการตลอดเวลา ๗๐ ปี ที่ครองราชย์ เกิดหน่วยงานที่เป็นองค์การรองรับเป็นจำนวนมาก โดยพระองค์ทรงเฝ้าดูแลติดตามอยู่ตลอดเวลา

 

                บรรดาโครงการใหญ่ๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่มและได้ดำเนินการให้เป็นผลดีแก่ประชาราษฎร์ ที่สำคัญคือ การพัฒนาดิน น้ำ ลม และอากาศ เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่แห้งแล้ง ดินเค็ม ดินเปรี้ยวขาดน้ำให้กลับฟื้นขึ้นมาเป็นป่าเขาที่หลากหลายด้วยชีวภาพเป็นไร่ เป็นนา เป็นเรือกสวน แหล่งประมงน้ำจืดและน้ำเค็มที่สามารถเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลา สัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย และพืชพันธุ์ที่มีทั้งเป็นของในท้องถิ่นตามธรรมชาติและนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะพืชและไม้ผลฤดูหนาวที่นำมาให้คนบนที่สูง เช่น ทางภาคเหนือที่เป็นเผ่าพันธุ์อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และปลูกฝิ่นเป็นอาจิณ ผลสัมฤทธิ์ก็คือ คนต่างชาติพันธุ์เหล่านั้นกลายเป็นคนไทยที่มีอาชีพทำมาหากินอย่างสุจริต

 

                ณ ที่ใดที่ประชาชนทุกข์ร้อนในประเทศจะทรงดั้นด้นไป ทรงดูแลช่วยเหลือและฟื้นฟูให้มีชีวิตที่ดี มีสุขภาพและสวัสดิภาพ สิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่เหมือนใครในโลกก็คือ “พระราชวังที่ประทับหาได้มีความโอ่อ่าตระการตาไม่ หากกลายเป็นที่อยู่อาศัยของผู้บำเพ็ญกรณีธรรมดา” ที่เต็มไปด้วยพื้นที่ทดลองพันธุ์พืช ต้นไม้ และปศุสัตว์ รวมทั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สิ่งของจากการเกษตรปลอดสารและปลอดภัยออกมาจำหน่ายอย่างมีมาตรฐานในด้านความปลอดภัยและคุณภาพ

 

                ในสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าใคร่จบด้วยเรื่องของการใช้แผนที่แบบหนอนเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่ “เข้าถึงคน เข้าใจ และพัฒนา” นั้น จะมีผลต่อไปในอนาคต จะเกิดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นอนุสรณ์แห่งการเสด็จไปของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในแทบทุกท้องถิ่น และบางแห่งก็จะกลายเป็นศาลของเทพารักษ์ที่จะให้การดูแลปกป้องภัยและเป็นที่พึ่งของคนในชุมชนท้องถิ่น ดังเช่นศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ ของผู้นำวัฒนธรรม [Culture hero] อื่นๆ ที่จะเป็นที่ประกอบประเพณีพิธีกรรมในรอบปีของแต่ละท้องถิ่นต่อไป

 

เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๒ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙)

 

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 11 เม.ย. 2560, 10:40 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.