หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของชาวซิกข์
บทความโดย พัชรินธร เดชสมบูรณ์รัตน์
เรียบเรียงเมื่อ 16 ม.ค. 2560, 16:58 น.
เข้าชมแล้ว 1702 ครั้ง

                ภาพจากเพจ : THAI SIKH NEWS CHANNEL

 

                ในช่วงค่ำของวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ มีการแถลงข่าวจากสำนักพระราชวังถึงการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในรอบหลายทศวรรษ โดยมีเนื้อความสำคัญกล่าวถึงการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ แห่งพระราชวงศ์จักรี ซึ่งสร้างความสูญเสียให้กับคนไทยทั่วทั้งประเทศทุกคนครั้งใหญ่หลวง

 

                ข่าวการสูญเสียของมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเรานี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความโศกเศร้าเฉพาะคนเชื้อสายไทยที่อาศัยอยู่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่และทำงานในประเทศไทยด้วย อาทิ แรงงานชาวพม่าทางภาคตะวันตกที่ร่วมสวมเสื้อผ้าชุดดำ เพื่อแสดงความอาลัยแก่การจากไปของพระองค์ หรือชาวตะวันตกที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยหลายคนร่วมสวมเสื้อผ้าสีดำและงดการเลี้ยงสังสรรค์ไปพร้อมๆ กับคนไทย ด้วยความเข้าใจใสถานการณ์ของเมืองไทยในเวลาเช่นนี้และเพื่อไว้อาลัยให้กับพระองค์เช่นกัน

 

ชาวซิกข์ร่วมแจกอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ผู้คนที่มาร่วมถวายสักการะพระบรมศพที่บริเวณท้องสนามหลวง

ภาพจากเพจ : THAI SIKH NEWS CHANNEL

 

                คนไทยหลายกลุ่มได้จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การแปรอักษร เพื่อแสดงความจงรักภักดี ร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อหลวง รวมถึงกิจกรรมสาธารณะที่สนามหลวงด้วย หลายกลุ่มเข้าไปเป็นจิตอาสา แจกอาหารและเครื่องดื่มที่บริเวณสนามหลวง ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มชาวมุสลิมที่ทำอาหารอิสลามและนำไปแจกให้กับผู้คนที่มาร่วมถวายสักการะพระบรมศพที่บริเวณท้องสนามหลวง เช่นเดียวกันกับชาวไทยซิกข์ หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

                ชาวไทยซิกข์เข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ อาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนและค้าขายผ้าบริเวณย่านสำเพ็ง ถนนราชวงศ์

 

                กลุ่มชาวไทยซิกข์จัดกิจกรรมเพื่อถวายแด่องค์รัชกาลที่ ๙ ตั้งแต่วันที่ท่านเสด็จสวรรคตจนถึงทุกวันนี้ คือ การสวดมนต์ถวายส่งเสด็จให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยชั้นสูงสุด ณ คุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา (วัดซิกข์) ทั่วประเทศ ซึ่งตามหลักคำสอนของศาสนาซิกข์เอง สวรรค์ชั้นสูงสุด มีความหมายถึงการขอให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์เสด็จไปประทับอยู่ ณ เบื้องบาทของพระผู้เป็นเจ้าและยุติการเวียนว่ายตายเกิดดังเช่นการนิพพานในศาสนาพุทธ

 

                นอกจากกิจกรรมทางด้านศาสนาของชาวซิกข์ทั่วประเทศแล้วยังมีกิจกรรมทางด้านสาธารณะด้วย อาทิเช่น การแจกอาหารที่สนามหลวงและหัวลำโพง โดยเยาวชนชาวซิกข์

 

                การสูญเสียครั้งใหญ่หลวงนี้ทำให้ประชาชนหลายคนย้อนกลับไปนึกถึงภาพของในหลวง เมื่อครั้งที่ทรงงานเพื่อราษฎรของพระองค์ ทรงเสด็จฯ ลงพื้นที่ตามสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะเดินทางไปด้วยความลำบากเท่าใดก็ตาม เพื่อจุดประสงค์ในการเสด็จเยี่ยมเยือนพบปะและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนของพระองค์ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นภาพที่ติดตาและอยู่ในใจของประชาชนทุกคนเป็นอย่างดี ไม่เว้นแม้แต่ในใจของชาวซิกข์เอง

 

คุณธารินทร์  จำปี ผู้อาวุโสในคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา (วัดซิกข์)

 

                คุณธารินทร์ จำปี ผู้อาวุโสในคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา (วัดซิกข์) กล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไว้ว่า

                “ชาวซิกข์รักในหลวงพระองค์นี้มาก สิ่งที่จะนึกถึงถ้าพูดถึงในหลวง คือ บารมีของพระองค์ที่มากล้นเกินบรรยาย ความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกร และการปกครองบ้านเมืองอย่างทศพิธราชธรรม อันนี้คือสิ่งสูงสุดที่ทำให้ชาวซิกข์รักพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มากเป็นพิเศษ

                พวกเราไม่เคยมีความรู้สึกเลยว่า เราคือที่สองเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ให้สิทธิเสรีภาพ เสมอภาค และรับศาสนาซิกข์ไว้ในพระอุปถัมภ์ของพระองค์ด้วยและพระองค์เป็นเอกอัครราชูปถัมภกบำรุงศาสนาซิกข์ ชาวซิกข์ซาบซึ้งมาก การพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยครั้งนี้ชาวซิกข์เสียใจ น้ำตาไหลแทบทุกคนบางคนไม่ยอมรับ บอกว่าพระองค์ไม่ได้ไปไหนแต่อยู่ในใจเรา เราเก็บพระองค์ไว้ในหัวใจตลอดชีวิตของเรา จนอายุเท่านี้เราอยู่ร่มเย็นเป็นสุข เพราะความเมตตาของพระองค์ท่านทั้งสิ้นและได้เป็นประชาชนของพระองค์โดยแท้ ซึ่งความจริงเราเรียกพระองค์ว่าเป็นพ่อหลวงอยู่แล้ว แล้วพระองค์ก็เป็นพ่อหลวงจริงๆ พระองค์ไม่ได้เป็นแค่เพชรเม็ดงามแค่ภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเพชรเม็ดงามของโลก ท่านเป็นเหมือนเทพเป็นผู้ให้ ไม่มีการแบ่งชนชั้นว่าจะต้องให้คนไทยก่อน ท่านให้เพื่อมนุษยชาติ พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ไหนที่นั่งคลุกฝุ่น เข่ายันพื้น ทรายติดกางเกง ภาพพวกนี้ทำให้เกิดความประทับใจในใจพวกเรา พระองค์ท่านทรงเหนื่อยกับพวกเรามามากแล้ว เพราะตลอดชีวิตท่านไม่เคยอยู่วัง ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินองค์ไหนทำได้แบบนี้ วังของท่านอยู่บนป่าเขา พระองค์เสด็จไปช่วยเหลือคนที่ช่วยตนเองไม่ได้ให้กลายเป็นคนเก่งและช่วยเหลือผู้อื่นได้”

 

                พระองค์ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงบำรุงศาสนาถึง ๕ ศาสนาในประเทศของพระองค์อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกหรือให้สิทธิในศาสนาใดศาสนาหนึ่งมากไปกว่ากัน

 

                “นอกจากทรงเป็นขวัญเป็นกำลังใจให้ชาวซิกข์มีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข สุขสบายแล้ว พระองค์ยังทรงช่วยเหลือศาสนาซิกข์ด้วยชาวซิกข์เคยจัดงานเฉลิมฉลองพระศาสดา ศาสนาครบ ๕๐๐ ปี พระองค์ทรงพระกรุณาเสด็จไปเป็นประธานเปิดให้ ยังประทับใจชาวซิกข์จนทุกวันนี้

                ไม่ใช่แค่ชาวซิกข์ในไทยเท่านั้นแต่เป็นชาวซิกข์ทั่วโลกที่ได้ยินได้ฟังว่าพระเจ้าแผ่นดินของเราเป็นแบบนี้ ไม่มีประเทศไหนที่ทำได้แบบนี้ ชาวซิกข์ต่างแดนเขาเคยถามว่าประเทศไทยมีความเป็นอยู่อย่างไร เราก็บอกสุขสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเอง พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นพระบิดาช่วยทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด ทั้งสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน ความอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศนี้ไม่มีการกดขี่ข่มเหง มีแต่ให้สิทธิเสรีภาพ และให้ความรัก”

 

                ความซาบซึ้งต่อการจากไปขององค์พระมหากษัตริย์ไทยอันเป็นที่รัก ซึ่งทรงเป็นผู้สร้างคุณูปการทุกๆ ด้านให้แก่ประชาชนชาวไทยมาตลอด ๗๐ ปีที่ครองราชย์ ทั้งโครงการต่างๆ ที่ทรงสร้างขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพและพัฒนาชีวิตได้ด้วยตนเอง ทรงสร้างแบบแผนการใช้ชีวิตตามแบบ “พอเพียง” พร้อมกับการสร้างหลักคำสอนมากมายสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคนไทยทุกคน แม้แต่ละคนจะมีรูปแบบความทรงจำที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่คล้ายคลึงกันคือ พวกเราทุกคนต่างรู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักมากแค่ไหนและทำเพื่อใคร ถ้าไม่ใช่เพื่อประชาชนคนไทยของพระองค์เอง

 

คุณสุเทพ  ซิงห์  เลขาธิการสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา

 

ในหลวงในความทรงจำ

สุเทพ ซิงห์ อายุ ๘๑ ปี

                “ตอนผม ๘ ขวบ ผมจำได้ว่า รัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙ ทรงเหมือนเด็กนักเรียนธรรมดา ตอนนั้นในหลวงท่านน่าจะมีพระชนมพรรษาประมาณ ๑๘-๑๙ พรรษา ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จฯ มาที่สำเพ็ง เพื่อมาเยี่ยมเยียนประชาชน เพราะสมัยนั้นถนนราชวงศ์ สำเพ็งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ พระองค์เสด็จมาแบบธรรมดาไม่ได้มีคนติดตามมาเยอะ รัชกาลที่ ๘ เพิ่งจะเสด็จกลับขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ ๘ ทรงนิ่งมาก ส่วนรัชกาลที่ ๙ ทรงซนมาก นี่เป็นความทรงจำของผม”

 

ธารินทร์ จำปี อายุ ๗๗ ปี

                “เมื่อ ๖๐ กว่าปีที่แล้ว ตอนผมอายุประมาณ ๑๙-๒๐ ปี ผมไปทำมาหากินอยู่ที่หาดใหญ่ ตอนนั้นในหลวงและสมเด็จพระราชินีเสด็จประพาสภาคใต้ ช่วงนั้นมีชาวซิกข์อยู่ในพื้นที่ประมาณ ๑๐-๒๐ ครอบครัวเองเท่าที่ผมจำได้ ผมได้มีโอกาสมารับเสด็จและเข้าเฝ้าในหลวงที่พระที่นั่ง โดยทางราชการกำหนดให้มีการร้องเพลงถวาย ผมมีโอกาสเป็นตัวแทนชาวซิกข์ดีดออร์แกนมือ ซึ่งตอนนั้นผมไม่ค่อยถนัดด้วย เพิ่งจะหัดเล่นตอนนั้นเลย กระท่อนกระแท่นพอสมควรและกะทันหันด้วย ตัวผมกับพระองค์ท่านอยู่ห่างกันประมาณ ๑๐ กว่าเมตรได้ ขณะที่ผมดีดแล้วมองพระพักตร์ของทั้งสองพระองค์ ทั้งสองพระองค์ทรงแย้มพระสรวลแล้วก็มองผมด้วย เหมือนกับว่าการดีดแบบถูกๆ ผิดๆ และการร้องเพลงอินเดียกระท่อนกระแท่นของผม ท่านก็คงจะเมตตา ผมก้มลงกราบที่พื้นแล้วนึกในใจว่าในหลวงผมขออภัย แต่ผมก็ร้องเพลงถวายท่านด้วยหัวใจครับ ทำให้ดีที่สุด รอยแย้มพระสรวลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังเป็นภาพประทับใจของผมอยู่จนตอนนี้เลย ตอนนี้ผ่านมา ๖๐ ปี ภาพนั้นยังไม่ลบไปจากใจผมเลย นึกทีไรผมก็สบายใจว่าครั้งหนึ่งผมเคยร้องเพลงถวายพระองค์ท่าน ถึงจะผิดจะถูกยังไง ท่านไม่เคยถือสาเลย ผมไม่มีหลักฐานเป็นภาพถ่าย ไม่อย่างนั้นผมจะเอามาโชว์ให้ทางราชการดูเลยครับว่าครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่านใกล้ขนาดนี้และได้ร้องเพลงถวายหน้าพระที่นั่งแบบนี้”

 

พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๒ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙)

 

อัพเดทล่าสุด 25 ก.ย. 2560, 16:58 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.