หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พระผู้ทรงทัดดินต่างปิ่นเกล้า
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 16 ม.ค. 2560, 08:42 น.
เข้าชมแล้ว 4309 ครั้ง

                เมื่อวันอังคารที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ อาจารย์ศรีศักรวัลลิโภดม ได้ร่วมสนทนารำลึกพระกรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ใน “รายการแสงจากพ่อ” ช่วงใต้เบื้องพระยุคลบาท ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในประเด็นหัวข้อ “พระผู้ทรงทัดดินต่างปิ่นเกล้า”

                กองบรรณาธิการจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์เห็นเป็นประเด็นในการสร้างความเข้าใจในพระราชภารกิจได้ลึกซึ้งจึงถอดความการสนทนาของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม มานำเสนอ ณ โอกาสนี้

 

                                                            นโมพุทธายะ ทศนัขคุณเทศ

                                                            พกาแก้วเกต สพมรกษัตริย์

                                                            ทัดดินต่างปิ่นเกล้า เป็นทองมกุฎ

                                                            สุดใจดินใจฟ้า......

                                                            (จารึกวัดส่องคบ จังหวัดชัยนาท)

 

                ปรากฏการณ์เนื่องในวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ยิ่งใหญ่มากซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ของกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งแรกนั้นเมื่อวันสวรรคตของรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีคนร่ำไห้ทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่แค่คนไทย ยังรวมถึงชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ผู้ดีมีจนต่างร่ำไห้หมด ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองคือ “ในหลวงภูมิพล” เหตุการณ์แบบนี้ไม่ปรากฏเฉพาะในพระมหากษัตริย์สองพระองค์นี้ เพราะทรงอุทิศพระองค์ให้กับการดูแลบ้านเมือง บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน เข้าถึงประชาชนทุกแห่งหน ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เกิดทันในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่ก็ยังมีเรื่องราวที่เล่าขานกันมาปากต่อปาก มีสถานที่สำคัญคือการเสด็จประพาสต้น ทำให้เห็นความทรงจำของคนในท้องถิ่นต่างๆ หากเราไปตามหมู่บ้าน รูปที่เด่นที่สุดบนหิ้งบูชาคือในหลวงรัชกาลที่ ๕

 

                มาถึงในหลวงภูมิพลก็เช่นเดียวกัน พระองค์ท่านเข้าถึงประชาชน การที่ทางรายการโทรทัศน์ได้นำพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านออกมาเผยแพร่ ทำให้เราเห็นท่านตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี และภาพที่เห็นนั้นไม่ได้เห็นในปราสาทราชวัง แต่เห็นในถิ่นที่ทุรกันดาร บางพื้นที่คนธรรมดายังไม่อยากจะไปเสียด้วยซ้ำ แต่ท่านก็ยังบุกไป เวลานี้คนจึงจำสถานที่ที่ท่านเสด็จ เมื่อเกิดเหตุการณ์การสวรรคตขึ้นประชาชนจึงรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่

 

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 

                สำหรับในหลวงรัชกาลที่ ๕ ท่านทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ยังไม่ครบ ๒๐ พรรษา ส่วนในหลวงภูมิพลขึ้นครองราชย์เมื่อ ๑๙ พรรษา ซึง่ ยังไม่บรรลุนิติภาวะเช่นกัน ต้องอยู่ภายใต้ผู้สำเร็จราชการ ตลอดชีวิตของท่านอยู่ภายใต้ความขัดแย้งที่พระองค์ต้องต่อสู้ ซึ่งทั้งสองพระองค์มีความคล้ายคลึงกัน สิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในวังเพียงอย่างเดียว

 

                ในหลวงรัชกาลที่ ๕ กว่าจะได้ขึ้นครองราชย์นั้นมีความขัดแย้งมากมาย ต่อมาในภายหลังก็ต้องพัฒนาประเทศเพื่อที่จะจัดการกับภัยคุกคามของตะวันตก เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียด นำไปสู่การประชวรและเสด็จสวรรคต ท่านครองราชย์ ๔๐ ปี ยืนยาวกว่ากษัตริย์องค์อื่นๆ ส่วนในหลวงภูมิพลนั้นครองราชย์ถึง ๗๐ ปี ซึ่งยาวนานที่สุดในโลก ท่านอุทิศชีวิตของท่านแทบทุกวันให้แก่บ้านเมือง งานของในหลวงภูมิพลฝรั่งเรียก “Salvation” คือท่านตรากตรำมาเป็นเวลานาน

 

                บางคนไม่ได้ร้องไห้ออกมาแต่ก็ซึมหม่นหมอง ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เพราะว่าพระองค์ท่านเข้าถึงหมด และประชาชนเห็นสิ่งที่ทำนั้นช่วยทุกอย่าง เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมืองร้ายแรงก็สามารถสงบได้ สังคมไทยเป็นสังคมที่เชื่อผู้นำ คนข้างล่างให้ความสำคัญกับผู้นำ หากมีผู้นำดีบ้านเมืองก็ไปได้ดี และผู้นำที่สำคัญนั้นคือพระมหากษัตริย์

 

                ที่จริงแล้วผู้คนรู้ ผู้คนเตรียมใจ แต่ยังหลอกตัวเองโดยการสวดมนต์ และหลายคนบอกว่ามีปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น ท้องฟ้ามืดครึ้ม น่าประหลาดคือมีผู้คนพากันออกมาอย่างล้นหลามแบบมิได้นัดหมาย ทุกหมู่เหล่า ทุกอายุ ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทย

 

อาจารย์ศรีศักร  วัลลิโภดม  ในรายการแสงจากพ่อ :

พระผู้ทรงทัดดินต่างปิ่นเกล้าช่วงใต้เบื้องพระยุคลบาท ทางไทยพีบีเอส เมื่อวันอังคารที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙

 

                พระมหากษัตริย์ท่านเป็นองค์ศาสนูปถัมภก สร้างวัดวาอาราม แม้กระทั่งโบสถ์หรือมัสยิด ท่านก็ช่วยเป็นการกุศล ซึ่งวัดวาอารามนั้นเป็นหัวใจของชุมชน เมื่อสร้างแล้วผู้คนได้ใช้เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อของศาสนา ฉะนั้นคนจึงรำลึกถึงพระคุณตรงนี้ คนในสมัยก่อนเชื่อมั่นในพระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนสมมติเทวราช ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระเจ้าแผ่นดินไม่ใช่เทวราชแต่เป็นสมมติเทพที่ผู้คนยกย่อง ผู้คนจะทำอะไรจึงนึกถึงท่าน พระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่เข้าถึงประชาชน มีเมตตาช่วยเหลือ จึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

 

                “ทัดดินต่างปิ่นเกล้า” คือการนำเอาความทุกข์ยากของประชาชนมาไว้ที่พระเศียร นับว่าเป็นสิ่งที่กินใจมาก คนสมัยโบราณเขาคิดกันอย่างนี้ เขาเชื่อมั่นในพระมหากษัตริย์

 

                กษัตริย์นั้นมีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งคือเป็น “ราชาธิราช” ใช้พระเดชขับไล่ข้าศึกศัตรู เป็นผู้พิชิตโลก หรือ “World Conquerer” อีกมิติหนึ่งคือเป็นผู้ที่บำเพ็ญพระราชกรณียกิจที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ประชาชน ให้ความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้เป็น “ธรรมราชา” แต่ว่าความเป็นธรรมราชานั้นต้องละทิ้งโลกเป็น “World Renounce”

 

                การจะเป็นพระมหากษัตริย์ได้นั้นต้องผ่านพิธีบรมราชาภิเษกและเมื่อผ่านพิธีบรมราชาภิเษกแล้วจึงจะถูกยกระดับจากบุคคลธรรมดามาเป็นสมมติเทพ ในหลวงภูมิพลเคยตรัสกับสมเด็จพระราชินีว่า “เราต้องทำให้สมที่เขายกเราเป็นสมมติเทพ” สิ่งนี้อาจจะเป็นเงื่อนไขว่าพระองค์ต้องทำแบบนี้ให้สมกับที่ได้รับการยกย่อง สมกับที่ผ่านพิธีบรมราชาภิเษกมา

 

                ในมิติทางพระพุทธศาสนาที่เป็นเถรวาท เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเป็นสามัญชนธรรมดาแต่ได้บำเพ็ญกรณีที่ดี ก็จะถูกยกย่องให้อยู่เหนือมนุษย์ การเป็นสมมติเทพ การเป็นกษัตริย์อยู่ดีๆ จะมาแต่งตั้งกันเลยไม่ได้ ต้องผ่านพิธีบรมราชาภิเษก ทศพิธราชธรรมนั้นมีมาแต่โบราณแล้ว เป็นเรื่องของศีลธรรม แทบจะทุกศาสนาต้องมีเพียงแต่จะเรียกต่างไป

 

ประชาชนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เข้าถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ณ ท้องสนามหลวง พระบรมมหาราชวัง

 

                “สมมติเทวราชคือสมมติเทพ” ที่ถูกสมมติให้เป็นเทพเจ้า สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตำนาน เป็นความเชื่อ มีเรื่องราว เช่น ในชาดกที่พูดถึงเรื่องการบำเพ็ญตนทศบารมี นี่คือหนึ่งในธรรมที่พระมหากษัตริย์ควรจะมี เช่น ในพระมหาชนกคือความเพียร ฉะนั้นเวลาอบรมจึงนำชาดกมาอบรม ผู้ที่เป็นพระมหากษัตริย์จะต้องมีทศบารมี ในสมัยอยุธยามีการนำชาดกพระเจ้าสิบชาติที่เน้นเรื่องของพระมหากษัตริย์ และชาติสุดท้ายที่สำคัญคือ “มหาเวสสันดรชาดก” จะเห็นได้ว่าทานบารมีเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประชาชนจึงเห็นท่านเป็นพระโพธิสัตว์ การบำเพ็ญชาติสุดท้ายทานบารมีจึงได้เป็นพระพุทธเจ้า

 

                ในหลวงภูมิพลพระองค์ท่านสอนอยู่ตลอดเวลาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งที่ต้องมีคือ “ความเพียร” เพราะเหตุใดพระองค์ท่านจึงพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกขึ้นมา เพราะว่า นั่นคือสิ่งหนึ่งที่จะแสดงทศพิธราชธรรม คือทศบารมี พระมหากษัตริย์ต้องมีความเพียร มีวิริยะ มีขันติ ท่านไม่เคยไปทะเลาะกับใคร ท่านทำในสิ่งที่ดีงามเท่านั้น เป็นแบบอย่างที่ดี

 

                เมืองไทยถือเป็นการทดลองเศรษฐกิจแบบมหภาคแบบทุนนิยมกับเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งเป็นศัตรูกัน แต่ในหลวงท่านไม่ได้ทำให้เป็นศัตรูกัน ทำให้อยู่ด้วยกันในระดับล่างที่คนยังจัดการไม่ได้ ข้างบนจะทำอย่างไรให้สมดุล แต่อย่างพวกนายทุนจะเน้นแต่เศรษฐกิจมหภาค

 

                เศรษฐกิจพอเพียงเป็น “Way of Life” ที่จะเห็นถึงชุมชนไม่ใช่ปัจเจก เมื่อก่อนนี้เราอยู่กันเป็นชุมชน การอยู่ในชุมชนอาจจะมีความหลากหลายในเรื่องของชาติพันธุ์ หลากหลายเรื่องศาสนามาอยู่รวมกัน แต่มีสำนึกร่วมในพื้นที่และอยู่แบบเอื้ออาทรต่อกันในแบบเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้คือแบบของเดิมที่มีมา ในหลวงท่านไม่ได้คิดอะไรใหม่ เพียงแต่ท่านค้นพบว่ามันมีอยู่แล้ว

 

                เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งปรัชญา ทั้งทฤษฎี ทั้งแนวทาง ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของพระองค์ที่ได้ทรงเสด็จตามสถานที่ต่างๆเห็นชีวิตประชาชน พื้นฐานของท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ สิ่งทั้งหลายที่ท่านสร้างนั้นเป็นนวัตกรรม หมายความว่าชีวิตของเราต้องมีความพอเพียงตามอัตภาพของแต่ละคน แต่การจะพูดถึงเศรษฐกิจต้องพูดถึงความยั่งยืน ความยั่งยืนคือต้องแบ่งปันกันไป เช่น การทำการเกษตร นั่นคือการพัฒนาที่ถูกต้อง เพราะเวลานี้เราพัฒนาประเทศกันแบบ “Top-Down” แต่ในหลวงท่านเข้าถึงประชาชนก่อน ถามว่าเขาต้องการอะไร อย่างไร แล้วจึงแนะนำวิธีการ นี่จึงเป็นการพัฒนาจากข้างใน ท่านไม่ได้ไปพัฒนาให้ เพียงแต่ช่วยเหลือแนะนำให้ชาวบ้านพัฒนาตนเอง เป็นการให้พลัง เมื่อเขาช่วยตัวเองได้ เขาก็มีความสุขสติปัญญาเกิดขึ้นมา ท่านทำให้เกิดความมั่นใจ

 

                ในหลวงไม่ได้พัฒนาเฉพาะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เน้นในเรื่องของมิติศาสนา จริยธรรม ฉะนั้นจะเห็นว่าที่ใดที่ในหลวงเสด็จไป จะเห็นโดยรวมว่ามีวัดวาอาราม ผู้คนร้องรำทำเพลง ไม่ได้เน้นในเรื่องของวัตถุ มีอาหารการกิน โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน เป็น GNH [Gross National Happiness] ไม่ใช่ GDP [Gross Domestic Product] แต่ในขณะที่เรามอง GDP ก็เกิดการทะเลาะกัน แต่ท่านก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะไปคัดค้าน GDP แต่ท่านเน้นว่าอยู่เบื้องล่าง และนี่คือเราเห็นชีวิตวัฒนธรรมร่วมกันของคน คนอยู่ได้เพราะสิ่งเหล่านี้

 

                การพัฒนาประเทศต้องมองจากข้างล่าง ต้องเข้าถึงคนในหลวงท่านมีพระราชดำรัสว่า “เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา” พระองค์เวลาไปพัฒนาชาวบ้าน ท่านเข้าถึงคนโดยให้คนพัฒนากันเองเป็นที่ประจักษ์กันเอง ที่ไหนในหลวงเสด็จที่นั่นเจริญ สถานที่ที่ท่านเสด็จ ท่านไม่ได้มองถึงความอันตราย แต่ท่านมองถึงความเป็นอยู่เพียงแต่พื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่อันตราย และอีกอย่างคือในหลวงท่านรักธรรมชาติ ท่านไม่ได้รักวัตถุ ท่านมีความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติมาก คนจึงอยู่กับธรรมชาติ ก่อนท่านขึ้นครองราชย์ท่านก็เสด็จไปหลายแห่ง

 

                การที่ประชาชนร้องบอกว่า “ท่านอย่าทิ้งประชาชน” นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ท่านได้ทำสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ท่านทำได้จากประสบการณ์ ท่านเสด็จไปภาคกลางก่อน อาจจะเสด็จไปประพาส แต่ตอนหลังไม่ใช่ ท่านได้คิดที่จะพัฒนา เพราะเห็นถึงความเดือดร้อนเห็นความเหลื่อมล้ำที่ไม่เท่ากัน จากภาคกลางไปภาคอีสาน จากภาคอีสานไปภาคเหนือขึ้นไปตามเขาแล้วไปเจอกับคนที่ตอนนั้นไม่ใช่คนไทย พวกเขามาปลูกฝิ่น อาจจะเป็นอันตรายได้ แต่ท่านก็ได้ใช้วิธีที่นุ่มนวลโดยการปรากฏตัวในฐานะเป็นคนธรรมดา ไปถาม ไปแนะนำสิ่งต่างๆ จนเขาเปลี่ยนแปลงได้ หากเป็นที่อื่นจะต้องไล่เพราะเป็นคนต่างชาติ แต่ท่านไม่ใช่ ท่านเอาคนเหล่านี้เข้ามาเป็นคนไทย ปัจจุบันพวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น และยังนึกถึงท่าน การพัฒนาต้องให้เห็นเป็นรูปธรรม จะเห็นได้ว่าบางแห่งที่ล้าหลังนั้นเป็นเพราะอะไร ท่านมีความรู้ ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านเข้าใจสิ่งเหล่านี้ และท่านเข้าใจพื้นที่ว่าทำไมจึงทุรกันดารและจะแก้ไขอย่างไร

 

                เมื่อก่อนคนไทยเรียนหนังสือ ไม่เคยเห็นแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ เพราะเป็นความลับส่วนราชการ คนอื่นอาจจะใช้เพื่อวางแผน อย่างเช่นพวกนักผังเมืองใช้ขีดเส้น ไม่เห็นคน ไม่เห็นถึงสภาพแวดล้อม แต่ในหลวงท่านใช้แผนที่แล้วเดินไปตามท้องถิ่น รู้ว่าสภาพเป็นอย่างไร อุณหภูมิเป็นอย่างไร ท่านจึงสามารถแก้ปัญหาได้ นี่คือการพัฒนาจากประสบการณ์ของท่าน หากเปรียบเทียบกันแล้วในการใช้แผนที่มีแบบที่มองจากข้างบนลงมาข้างล่าง แต่ในหลวงท่านใช้แบบที่มองจากด้านล่างขึ้นมา ท่านจึงสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้ เช่น การจัดการน้ำในกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ เพราะถนนอยู่หน้าภูเขาน้ำก็ท่วมถนน ท่านจึงให้ไปเจาะถนนน้ำจึงออกได้

 

                แม้กระทั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ท่านรู้ว่าน้ำกำลังจะมา มีทั้งน้ำหนุนจากทะเล มีทั้งน้ำเหนือ ท่านจึงได้ไปจัดการกับคลองลัดโพธิ์ คลองลัดโพธิ์นั้นเป็นการขุดลัดลำน้ำคด สมัยก่อนนั้นมีการขุดคลองเชื่อม เช่น การขุดคลองบางกอก บางกรวย แต่ที่นี่มีน้ำเค็มเข้า พอน้ำเค็มเข้าก็ได้ทำลายสภาพแวดล้อมไร่สวนประชาชน ท่านจึงคิดทำประตูน้ำที่ระบายน้ำเมื่อมีความจำเป็น แต่หากน้ำลดก็กันไว้ เป็นอัจฉริยภาพอย่างหนึ่งของพระองค์ท่าน จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านเข้าใจในดินฟ้า อากาศดี

 

                ในหลวงท่านไม่ได้หนุนทำให้เกิดโรงพลังงานไฟฟ้า แต่ท่านหนุนเขื่อนเพื่อการชลประทาน และเขื่อนที่ว่าคือเขื่อนขนาดเล็กที่เรียกว่า “แก้มลิง” แก้มลิงนั้นคือหนองน้ำธรรมชาติที่รักษาไว้ มีทั้งน้ำเข้าและน้ำออก ขณะที่น้ำเข้าก็เก็บไว้ แต่เมื่อเวลาน้ำออกก็ระบายออกไปควรจะสละที่ว่างไว้สำหรับกักน้ำไว้ใช้ในการทำเกษตร แบบที่ศรีลังกาทำ แต่ในหลวงท่านเข้าใจทำและนำมาทำใช้ได้ผลจริงๆ

 

                สิ่งที่พระองค์ท่านทำจึงชนะใจประชาชน จึงได้เกิดการร่ำไห้ของประชาชนมากมาย นี่คือการชนะที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ชนะแบบเป็นราชาธิราช คือการโน้มตัวลงมาเอาชัยชนะ มักจะใช้คำนี้กับพระพุทธเจ้า กษัตริย์หลายองค์ก็เป็นแบบนี้ เช่น พระเจ้าอโศกมหาราชที่มีศีลธรรมที่ดี ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็เป็นเช่นนี้ รัชกาลที่ ๕ ก็เป็นเช่นนี้ ท่านไม่ได้ชนะด้วยพระเดช แต่ท่านชนะด้วยพระคุณ พระคุณชนะโลก

 

                ปรากฏการณ์นี้ทำให้เห็นแล้วว่ามีคนมาร่ำไห้กันอย่างมากมาย สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดสำนึกทางศีลธรรม เหตุการณ์วันสวรรคตครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเห็นถึงความปรองดองเห็นความเสียสละต่างๆ ออกมาทางสื่อ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดี และในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านไม่ใช่เพียงแต่พัฒนา ท่านยังจัดการในเรื่องของศาสนา โดยที่ท่านเป็นตัวอย่างท่านได้วิปัสสนา ท่านได้ศึกษา สนับสนุนในการสร้างวัด

 

                เมื่อเร็วๆ นี้มีการสร้างวัดพระราม ๙ เป็นวัดเล็กๆ เป็นโบสถ์ท้องถิ่น ไม่ได้มีอะไรที่อลังการเลย แต่มีต้นไม้ มีคนหนุ่มสาวไปปฏิบัติธรรม เป็นสถานที่สงบ ซึ่งจะแตกต่างจากที่อื่นที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ท่านสร้างของเล็กๆ ที่กินถึงจิตใจ

 

                สถานที่ทรงงานของพระองค์เป็นที่เล็กๆ ในปัจจุบันยุควัตถุนิยมนั้นคนจะหวนกลับมาได้แค่ไหน แม้แต่เรื่องการเคลื่อนไหวทางศาสนาก็ตาม เราเคลื่อนไหวทางศาสนาไปทางอภินิหาร ความเชื่อไสยศาสตร์ แต่ในหลวงท่านเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติธรรม ไปกราบไหว้พระอริยสงฆ์หลายองค์ และพัฒนาเรื่องวัด เสด็จออกไปพิธีเปิดวัดต่างๆ และไม่ใช่เฉพาะเรื่องของพระพุทธศาสนาเท่านั้น พระองค์ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ ทำให้หลายศาสนายอมรับฉะนั้นเป็นเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองพระมหากษัตริย์แยกจากศาสนา

 

                “บ้าน วัด โรงเรียน” คือโครงสร้างของการเป็นสังคมมนุษย์ เมื่อก่อนวัดคือศูนย์กลางของชุมชน ไม่ใช่เขตหมู่บ้าน อำเภอ ตำบล ทุกคนมาทำบุญ พบปะกัน มีประเพณีต่างๆ ในวัด โรงเรียนอยู่ในวัด วัดอยู่ ในชุมชน วัดก็เป็นสถานที่ที่รักษาผู้ป่วย ผู้ยากไร้ มีความเป็นชุมชนแต่เวลานี้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ไม่เห็นความเป็นชุมชน แต่สิ่งที่ในหลวงทำคือเน้นความเป็นชุมชน และท่านได้พัฒนาจากตรงนั้น

 

                สิ่งต่างๆ ที่ทางสื่อได้แสดงพระราชกรณียกิจ เปรียบคล้ายท่านได้ออกไปทรมานร่างกายเพื่อให้คนอื่นได้เรียนรู้ การที่เราเรียนเรื่องศาสนาเราเรียนถึงความทุกข์ยากของศาสดา เช่น เรื่องของพระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก ท่านก็เป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกับที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ไม่ได้แสดงความยิ่งใหญ่ ท่านออกไปตามถิ่นที่ทุรกันดารต่างๆ เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่อภินิหาร แต่การรับรู้ของผู้คนนั้นท่านคือ “ผู้เหนือมนุษย์” และจะเป็นตัวอย่างที่จะกระตุ้นให้คนคิดได้

 

                ในโลกนี้ไม่ใช่ง่ายๆ ที่คนจะปฏิบัติเช่นนี้ได้ เพราะในโลกนี้เราถูกครอบงำไปด้วยวัตถุนิยม ทุกอย่างจะต้องยิ่งใหญ่ แต่ในหลวงองค์นี้ไม่ใช่ ท่านไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ

 

                การที่ประชาชนเรียกในหลวงว่า “พ่อ” เพราะพระองค์ท่านไม่ได้ใช้ราชาศัพท์ และนี่จะเป็นตำนาน เวลาคนมีความทุกข์จะคิดถึงท่าน จะนึกถึงคำสอนของท่าน ในขณะที่บ้านเมืองของเราถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม แต่ยังมีหลายแห่งที่สามารถฟื้นขึ้นมา อย่างอีสานมีหลายจุดที่ท่านได้ไปพัฒนา ผู้คนที่มองท่านไม่ได้มองเหมือนเทพเจ้า แต่มองเหมือนอย่างพ่อ

 

                สุดท้ายภาพของในหลวงจะกลายเป็น “Culture Hero” หรือผู้นำทางวัฒนธรรม และความหมายของผู้นำทางวัฒนธรรมนั้นคือ ผู้ที่ประกอบคุณงามความดีไว้จนเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั้งหลาย เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วจะถูกยกย่องให้เป็นเทพ ปรากฏการณ์แบบนี้ปรากฏอยู่ในสมเด็จเจ้ากรุงธนบุรีเช่นกัน

 

                จึงขอนำโคลงที่เคยกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักของประชาชนในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยเปรียบเทียบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเฉกเช่นเดียวกันในหนังสือ “สามกรุง” พระนิพนธ์ของพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจำรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หรือ น.ม.ส. ว่า

 

                                                       “สยามมินทร์ปิ่นธเรศเจ้า      จุลจอม จักรเอย

                                           นึกพระนามความหอม                                          ห่อหุ้ม

                                           อวลอบกระหลบออม                                           ใจอิ่ม

                                           เพราะพระองค์ทรงอุ้ม                                          โอบเอื้อเหลือหลาย”

 

ถอดความ :จารุวรรณ  ด้วงคำจันทร์

จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๒ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙)

 

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 16 ม.ค. 2560, 08:42 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.