หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
นิวกรุงเทพฯ นิวรัตนโกสินทร์ : การพัฒนาบ้านเมืองที่ไม่เห็นมนุษย์
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 28 ก.ย. 2559, 16:22 น.
เข้าชมแล้ว 10616 ครั้ง

ตรอกพระยาเพชรปาณีฯ ชุมชนป้อมมหากาฬ

 

ข้าพเจ้าพูดตอกย้ำมาตลอดเวลากว่า ๓๐ ปี ที่ผ่านมาว่า  การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่มีแผนพัฒนาแต่ครั้งรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์    ธนะรัชต์ เป็นต้นมาตั้งแต่แผนแรกจนแผนปัจจุบันนั้น เป็นการพัฒนาจากข้างบนลงล่างในลักษณะการบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลง [Forced change] แบบแผนพัฒนาของประเทศที่เป็นสังคมนิยม หาเป็นการพัฒนาที่เป็นการวางแผน [Planned Change]          แบบประเทศเสรีประชาธิปไตยที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของคนในท้องถิ่นที่เป็นพื้นที่ในการพัฒนาไม่

 

กล่าวคือการพัฒนาเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น ต้องได้ “ดุลยภาพต่อรองกันระหว่างการพัฒนาจากข้างบนกับการพัฒนาตนเองจากคนในพื้นที่ซึ่งอยู่ข้างล่าง” เพราะการพัฒนาคือการเปลี่ยนแปลงทั้งคนในพื้นที่และพื้นที่ จำเป็นต้องให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ [Decision Making] ด้วย

 

แต่ที่ผ่านมา การพัฒนาในสังคมไทยนั้นเป็นการพัฒนาจากข้างบนที่การตัดสินใจมาจากคนข้างบนและคนข้างล่างโดยไม่เห็น “คนใน” ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ตรงข้ามกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา” นั่นคือการเข้าไม่ถึงคนและไม่เข้าใจคนในพื้นที่ซึ่งจะได้รับการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

 

การพัฒนาแบบจากบนลงล่างที่ผ่านมาร่วมกึ่งศตวรรษ แลไม่เห็นหัวคนในพื้นที่ดังกล่าวนี้ ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” อย่างที่เรียกกัน หากเป็น “การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมือง” มากกว่า

 

และทุกครั้งที่ผ่านมาทุกหนแห่งในประเทศ คือ การสร้างนิเวศทางเศรษฐกิจและการเมืองทับลงไปยังนิเวศทางสังคมวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ของท้องถิ่นตลอดเวลา

 

ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงล่มสลายของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในสังคมเกษตรกรรมและความเป็นมนุษย์ของคนในท้องถิ่นที่อยู่กันมาเป็นครอบครัว เครือญาติ และชุมชนทั้งในระดับบ้านและเมือง ดังเห็นได้ว่า ก่อนยุคโลกาภิวัตน์อันเป็นยุคสงครามเย็นนั้น การพัฒนาเป็นเรื่องการเปลี่ยนประเทศและสังคมให้เป็นสังคมอุตสาหกรรมที่มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร มีการสร้างถนน การชลประทานเขื่อนพลังงานไฟฟ้าและแหล่งเมืองใหม่ พร้อมกับการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของคนในสังคมเกษตรกรรมที่อยู่ติดที่เป็นชุมชนบ้านและเมือง [Local Communities] มาหากินเป็นแผนงานและผู้ประกอบการในเมือง เช่น แหล่งโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งธุรกิจ และสถานที่บริการ

 

ริมคลองเมือง คลองโอ่งอ่าง-บางลำพู ที่ยังพบว่าเป็นชุมชนชานพระนครแห่งสุดท้ายของกรุงเทพ

 

การพัฒนาทำให้เกิดสถานที่ทางอุตสาหกรรมและบ้านเมืองใหม่ในระยะแรกเริ่ม คือการพัฒนาแบบจากบนลงล่างโดยอำนาจของรัฐ อย่างเช่น การสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้า ถนนหนทางที่ทำให้เกิดการเวนคืนจนเกิดความเดือดร้อนของคนในท้องถิ่น จนมีการออกมาเดินขบวนคัดค้านเรียกร้อง เป็นต้น

 

โดยย่อก็คืออำนาจที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงพื้นพัฒนานั้นเป็นอำนาจของรัฐเสียเป็นส่วนใหญ่

 

แต่มาถึงยุคโลกาภิวัตน์แต่สมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ เป็นต้นมา เป็นยุคของการลงทุนที่มาจากภายนอก ซึ่งอำนาจในการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาหาได้มาจากอำนาจรัฐอย่างแต่เดิมไม่ หากมาจากอำนาจของทุนทั้งจากภายนอกและภายในที่เหนือทั้งตลาดและรัฐ

 

สังคมไทยเปลี่ยนเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาเพื่อการลงทุนทั้งด้านอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเบาที่หมายถึง “การท่องเที่ยว” เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดรายได้ประชาชาติ [GDP] แก่ประเทศชาติอย่างมากมาย เป็นผลให้เกิดการฟื้นฟูบ้านเมืองเก่าแก่และท้องถิ่นทางประวัติศาสตร์ให้ขานรับการท่องเที่ยวไปเกือบทุกทั่วภูมิภาคในประเทศ

 

เมืองประวัติศาสตร์หลายเมืองถูกปรับปรุงใหม่ [Renovation] ที่ทำให้เกิดผังเมืองใหม่ ที่มีทั้งการอนุรักษ์และพัฒนา อย่างเช่น อยุธยา เชียงใหม่ สุโขทัย กำแพงเพชร และกรุงเทพฯ-ธนบุรี ซึ่งเป็นผลให้เกิดการกระทบกระเทือนกับผู้คนในชุมชนบ้านเมืองที่อยู่กันมาช้านาน

 

    สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ที่มีคอนโดมิเนียม อาคารร้านค้าเกิดขึ้นมามากมาย

 

โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และธนบุรี อันเป็นเมืองราชธานีที่ตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีผลกระทบเรื่อยมาไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ที่ผ่านมา เริ่มแต่การตัดถนนหนทางใหม่ทั้งสองฝั่งน้ำสร้างคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร โรงแรม ภัตตาคาร อาคารร้านค้าขึ้น มาตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม [Culture Landscape] ของบ้านเมืองสองฝั่งน้ำที่ใช้แม่น้ำเจ้าพระยา และบรรดาคลองขุดที่เป็นคลองซอยสองฝั่งน้ำที่มีมาแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ อย่างแทบไม่แลเห็นรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ทางสังคม และวัฒนธรรมของบ้านเมืองแต่สมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์

 

กระแสการพัฒนาบ้านเมืองในทางเศรษฐกิจแบบจากบนลงล่างเพื่อให้มีรายได้ทางเศรษฐกิจดีให้มี GDP มากๆ นั้นมีสองอย่างที่สำคัญในขณะนี้คือ

๑) การเปิดพื้นที่แหล่งทรัพยากรในแทบทุกภูมิภาคของประเทศให้มีนักลงทุนจากภายในและภายนอกประเทศเข้ามาลงทุนทางอุตสาหกรรม เกษตรอุตสาหกรรม สถานที่ประกอบธุรกิจย่านการค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และแหล่งที่อยู่อาศัยที่เป็นคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร แหล่งรื่นรมย์บริการต่างๆ ในรูปของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ที่มีผลทำให้เกิดการเวนคืนที่ดินไล่รื้อชุมชนบ้านเมืองแต่เดิมในสังคมเกษตรกรรม ทำให้คนในท้องถิ่นที่อยู่กันอย่างเป็นชุมชนมาช้านานต้องบ้านแตกสาแหรกขาด โยกย้ายถิ่นฐานไปเป็นแรงงาน ประกอบอาชีพทำมาหากินในเมืองทั้งแหล่งอุตสาหกรรมหนักและแหล่งอุตสาหกรรมเบา

 

๒) การพัฒนาแหล่งเมืองประวัติศาสตร์และแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดีให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวจนเกิดตัณหาความอยากของคนในท้องถิ่น อยากทำให้เป็น “แหล่งมรดกโลก”กันอย่างแพร่หลาย กระแสการพัฒนาบ้านเมืองเก่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนี้ดูรุนแรงกว่าการพัฒนาในเรื่องอื่นๆ ขณะนี้  ทำให้ผู้คนชาวบ้านชาวเมืองที่อยู่กันอย่างเป็นชุมชนมาแต่เดิมได้รับความเดือดร้อน โดยที่ทางรัฐและผู้มีอำนาจทางการเมืองเศรษฐกิจ หาเคยสำเหนียกไม่ เป็นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเห็นคนและความเป็นมนุษย์ของคนที่เป็นไพร่บ้านพลเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติ

 

กรุงเทพมหานคร-ธนบุรี และบ้านเมืองริมสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาและลำคลองใหญ่น้อยที่เป็นบริวาร ของบ้านเมืองพื้นที่และผู้คนที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาจากข้างบนโดยอำนาจรัฐและอำนาจทุน โดยเฉพาะภายในเกาะเมืองกรุงเทพฯ ที่เป็นราชธานีมีคูน้ำที่เป็นคลองเมืองและกำแพงเมืองล้อมรอบ ได้รับการคุกคามเรื่อยมาแต่ครั้งรัฐบาลประชาธิปไตยเผด็จการรัฐสภาของพรรคการเมืองหนึ่ง เสนอให้มีการพัฒนาถนนราชดำเนินให้เป็นแบบถนนชองเอลิเซ่ของฝรั่งเศสที่จะทำให้เกิดการรื้อไล่บ้านเรือนราษฎรและร้านค้าทั้งสองฝั่งถนนให้เป็นแบบใหม่เพื่อการท่องเที่ยว

 

ตามไปด้วยการที่จะขุดไชรอบกำแพงเมืองและถนนรอบเมืองให้เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน รวมทั้งการทำรถไฟฟ้าผ่าเมืองไปยังฝั่งธนบุรี

 

แต่ที่รุนแรงก็คือการทำทางรถไฟฟ้าและสถานีผ่านย่านไชน่าทาวน์ตามแนวถนนเยาวราช ราชวงศ์ไปข้ามฝั่งน้ำเจ้าพระยาในเขตคลองสานฝั่งธนบุรี ที่จะมีผลให้เกิดย่าน ศูนย์การค้าการท่องเที่ยวและสถานที่ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาแทนที่บ้านช่องที่คนกรุงเทพฯ ย่านไชน่าทาวน์ เช่น เวิ้งนครเขษม ฯลฯ ต้องมีอันบ้านแตกมาถึงทุกวันนี้

 

ในยุครัฐบาล คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าดีกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยของนักธุรกิจการเมืองที่แล้วมา การคุกคามไล่รื้อชุมชนบ้านเมืองของคนกรุงเทพฯ ก็หาได้ลดราไปไม่ ทำนองตรงข้ามกลับมากมายและซับซ้อนกว่าแต่เดิ

 

เพราะมีหน่วยงานของทางรัฐไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพมหานคร กรมศิลปากร องค์กรอิสระ เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พระคลังข้างที่ ราชพัสดุ กลุ่มทุน และกลุ่มนักวิชาการไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมผังเมืองจากหลายมหาวิทยาลัย สร้างโครงการต่างๆ เพื่อปรับปรุงกรุงเทพมหานครและบริเวณโดยรอบในลักษณะคล้ายกันกับการสร้างใหม่ [Renovation] ด้วยเหตุผลนานาประการ โดยอ้างเหตุผลความชอบธรรมจากหลักฐานทางกฎหมายบ้าง การอ้างการดำริเห็นชอบจากผู้นำรัฐบาลและบุคคลสำคัญในคณะ คสช. ด้วยการออกข่าวทางสื่อหลายๆ ทาง

 

การดำเนินการตามโครงการเหล่านี้ทั้งออกหน้าและเบื้องหลัง ถ้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว คนไทยทั้งประเทศคงได้แลเห็นความเป็นบ้านเมืองเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร สภาพแวดล้อม และทิวทัศน์ทางวัฒนธรรมสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาของกรุงรัตนโกสินทร์ในส่วนรวมกลายเป็น “นิวกรุงเทพฯ” และ “นิวรัตนโกสินทร์” อย่างแน่นอน

 

ชุมชนมิตรคาม ชุมชนเก่าแก่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะถูกไล่รื้อ

 

และที่เลวร้ายอย่างสุดๆ ก็คือการถูกขับไล่ออกไปของคนกรุงเทพฯ คนเก่าสองฝั่งน้ำเจ้าพระยา และตามลำคลองหลายแห่งที่เคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชุมชนบ้านเมืองมากว่าสามร้อยปี

 

ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า การดำเนินการตามโครงการต่างๆ ของหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ กลุ่มทุน และกลุ่มนักวิชาการผังเมืองและประวัติศาสตร์ที่จะบันดาลให้เกิด “นิวกรุงเทพฯ” และ“นิวรัตนโกสินทร์” นี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรม เพราะแลไม่เห็นคนกรุงเทพฯ คนรัตนโกสินทร์ที่อยู่กันอย่างเป็นชุมชนบ้านเมืองมาไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ปี

 

ถ้าหากสำเร็จเป็นประสิทธิผลจะกลายเป็นตราบาปของประเทศชาติในเรื่องมนุษยธรรม

 

เหตุที่การพัฒนาเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองแต่ละครั้งนับแต่อดีตมายังเป็นเช่นนี้ล้วนเป็นการพัฒนาและการดำเนินการที่แลไม่เห็นความเป็นมนุษย์และผู้คนในพื้นที่ และก็เพราะการให้การศึกษาทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองที่มีมาแต่อดีตจนปัจจุบันเป็นประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองในเรื่องสถานที่ เศรษฐกิจ การเมืองและศิลปวัฒนธรรม ดังเห็นได้จากการอ้างเหตุผลหรือความคิดของนักวิชาการโดยเฉพาะพวกสถาปัตยกรรมที่มีแต่โครงสร้างรูปแบบ และวัตถุที่ดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดหมดจดเหมือนกันกับการสร้างบ้านเมืองเนรมิต โดยหามีมิติของความสกปรกไม่เรียบร้อยของบ้านเรือนและชุมชนที่คนทั่วไปหลายระดับชั้นอยู่ไม่

 

สภาพบ้านเรือนส่วนหนึ่งที่ยินยอมให้รื้อถอนออกไป

 

ตัวอย่างที่เป็นอุทาหรณ์ได้ในเรื่องนี้ก็คือ เรื่อง “ชุมชนป้อมมหากาฬ” และชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ซึ่งทางกรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการอย่างเด็ดขาดในการไล่รื้อให้หมดไป โดยอ้างอำนาจความถูกต้องตามกฎหมายที่ล้วนสร้างขึ้นมาหลังการเกิดของชุมชนเป็นร้อยปี

 

ในการศึกษาของข้าพเจ้าเรื่องผังเมืองกรุงเทพฯเมื่อแรกสร้างในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นเกาะเมืองเหมือนพระนครศรีอยุธยาคือเป็นเมืองที่มีแม่น้ำลำคลองล้อมรอบ ใช้แม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมและการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค มีลำน้ำเจ้าพระยาเป็นคูเมืองด้านตะวันตก ทางด้านตะวันออกเป็นคูขุดให้เรือเดินเข้าออกได้ ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่า “คลองเมือง” เพราะใหญ่กว่าการเป็นคูน้ำธรรมดา

 

การมีลำน้ำล้อมรอบที่ใช้ประโยชน์ในการคมนาคมขนส่งทำให้ทั้งกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ มีพื้นที่ว่างริมตลิ่งเป็นที่เรือแพมาจอดเทียบได้ เป็นที่มีผู้คนพลเมืองมาตั้งเรือนแพและบ้านเสาสูงอยู่อาศัย พื้นที่ล่างระหว่างริมตลิ่งน้ำและกำแพงเมืองดังกล่าวนี้เรียก “ชานกำแพงพระนคร” เป็นเช่นเดียวกันกับเมืองอยุธยาและเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ในสมัยอยุธยา

 

จากชานกำแพงมาถึงกำแพงเมืองที่มีทั้งประตูใหญ่ตามทิศสำคัญและประตูช่องกุดที่มีถึง ๑๖ ประตู เพื่อให้คนในเมืองผ่านออกไปลงเรือขึ้นเรือริมฝั่งน้ำได้สะดวกโดยไม่ต้องรอใช้การเข้าออกทางประตูใหญ่ ก่อนการรื้อกำแพงเมืองพระนครเลียบคลองเมืองด้านตะวันออกนี้ ภายในเมืองเป็นที่ตั้งของวัดและวังของเจ้านายที่ทรงกรมมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ บรรดาเจ้านายเหล่านี้ออกจากวังมาที่ลำ คลองเมืองเพื่อการเดินทางโดยประตูใหญ่และประตูช่องกุดกันทุกวัง และมีบรรดาข้าราชบริพารและประชาชนมาสร้างที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนเรียงรายอยู่ตามชานกำแพงเมืองที่มีทางเดินจากประตูเมืองและประตูช่องกุดตัดผ่านไปลงลำน้ำ

 

ชุมชนตามชานกำแพงเหล่านี้จึงมีทั้งบุคคลที่เป็นข้าราชบริพาร ขุนนาง พวกเจ้านาย และประชาชนจากที่ต่างๆ ที่มาตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย ชุมชนเหล่านี้จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เป็นต้นมาแต่ดูเป็นปึกแผ่นที่แลเห็นความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างกันมาแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอันเป็นสมัยเวลาที่มีการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ภูเขาทองขึ้น ณ วัดสระเกศ

 

ยิ่งกว่านั้นบริเวณชานกำแพงเมืองตรงป้อมมหากาฬเป็นท่าจอดเรือสำหรับเจ้านายและคนภายในกำแพงเมืองผ่านประตูช่องกุดมาขึ้นเรือจากคลองเมืองไปคลองมหานาค ที่ผ่านวัดสระเกศไปทางตะวันออก ผ่านคลองเมืองผดุงกรุงเกษมที่ขุดครั้งรัชกาลที่ ๔ ออกไปติดต่อกับชุมชนตามสองฝั่งคลอง ผ่านปทุมวันไป ไปผสานกับคลองแสนแสบ

 

ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นชุมชนที่อยู่ต่อกันอย่างสืบเนื่องมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ดังเห็นได้จากความสัมพันธ์ทางสังคมของคนรุ่นแรกผ่านครอบครัวและตระกูลในรุ่นลูกหลานลงมาอย่างสืบเนื่อง ความเป็นปึกแผ่นแลเห็นได้ชัดจากบรรดาบ้านเรือนที่เป็นไม้ทั้งชั้นเดียวและสองชั้นที่มีทั้งบ้านไทยแบบเดิมหลังคาทรงหน้าจั่ว และเรือนรุ่นหลังหลังคาทรงปั้นหยาและบังกะโลตามลำดับ ทุกครัวเรือนอยู่กันอย่างมีพื้นที่ มีถนนติดต่อถึงกันด้วยการเป็นตรอก นับเป็นชุมชนชาวตรอกที่สะท้อนให้เห็นความเป็นชุมชนแบบเดิมได้เป็นอย่างดี

 

ภายในบริเวณชุมชนมีศาลเจ้าพ่อป้อมพระกาฬ อันเป็นแหล่งพิธีกรรมในเรื่องความเชื่อของคนในชุมชน สิ่งที่โดดเด่นของการเป็นชุมชนคนกรุงเทพฯ ที่เก่าแก่ของเมืองกรุงเทพมหานครก็คือ การที่ยังรักษาต้นไม้ใหญ่ๆ แต่เดิมนานาชนิดที่คนสมัยก่อนนิยมปลูกไว้ได้ดีกว่าพื้นที่ทุกแห่งภายในพระนครในทุกวันนี้  โดยย่อก็คือเป็นพื้นที่สีเขียวธรรมชาติที่ดีกว่าการจัดสวน การจัดสภาพแวดล้อมเป็นสวนของนักวิชาการผังเมืองที่ดีแต่อวดอ้างกันอยู่ในขณะนี้

 

ในการศึกษาของข้าพเจ้าเห็นว่าชุมชนป้อมมหากาฬคือชุมชนที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ ที่ควรแก่การอนุรักษ์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิต เพื่อให้ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยวได้มาเห็นและได้เรียนรู้

 

ป้อมมหากาฬปราการกำแพงเมืองประตูช่องกุดและชานกำแพงที่ยังเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์

 

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คุณค่าความสำคัญของป้อมมหากาฬในลักษณะที่เป็นหลักฐานป้อมปราการกำแพงเมืองประตูช่องกุดและชานกำแพงที่ยังเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์ที่สัมพันธ์กับชุมชนคนกรุงเทพฯที่ดีที่สุดกว่าแห่งอื่นๆ ของเมืองกรุงเทพฯ ในขณะนี้ หน่วยราชการที่มีหน้าที่ดูแลและอนุรักษ์หาได้เข้าใจไม่ ทำนองตรงข้ามกลับพยายามเปลี่ยนแปลงรื้อถอนแล้วทำสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาแทน

 

หน่วยงานราชการที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ฯ ความบกพร่องของกรมศิลปากรอยู่ที่ความคับแคบในการขึ้นทะเบียนโบราณสถานที่เน้นเฉพาะตำแหน่งของโบราณสถานแต่เพียงอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงพื้นที่สภาพแวดล้อมทางศิลปวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับตัวโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียน นั่นคือขึ้นทะเบียนแต่กำแพงเมืองและป้อมมหากาฬ โดยไม่คำนึงถึงว่าป้อมกำแพงเมือง ประตูช่องกุดล้วนสัมพันธ์กับพื้นที่ชานกำแพงเมืองที่มีผู้คนสร้างที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ และปล่อยให้ทางกรุงเทพมหานครมีสิทธิเป็นเจ้าของจะไปใช้ทำอะไรก็ได้

 

ประตูเมืองพระนครที่เหลืออยู่แห่งเดียวหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร

ความบกพร่องนี้เป็นเช่นเดียวกันกับการขึ้นทะเบียนกำแพงเมืองและประตูเมืองพระนครที่เหลืออยู่แห่งเดียวที่หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่สำคัญเช่นเดียวกับป้อมมหากาฬและป้อมพระอาทิตย์ การขึ้นทะเบียนรักษาแต่เพียงประตูเมืองและกำแพงเมืองโดยไม่คำนึงถึงพื้นที่ชานกำแพงจากประตูเมืองไปยังฝั่งคลองเมือง (คลองบางลำพู) ทำให้ชานกำแพงตกเป็นของเอกชน แต่พื้นที่ชานกำแพงตรงประตูเมืองแห่งนี้เผอิญไม่มีชุมชนอาศัยอยู่แต่ก่อน มีเพียงโรงเลื่อยโรงไม้ที่ขนถ่ายสิ่งของจากลำคลองเท่านั้น จึงนำไปสร้างอาคารที่พักอาศัยและสถานที่ประกอบการค้าเป็นตึกขนาดใหญ่หลายชั้นคลุมพื้นที่ชานกำแพงเมืองอันเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ บดบังประตูเมืองและกำแพงเมืองที่เป็นทางลงสู่ลำคลองเมืองจนเป็นทัศนอุจาดไป

 

หน่วยงานอันดับสองที่มีความบกพร่องไม่ด้อยไปกว่ากรมศิลปากรก็คือ คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ที่ประกอบด้วยนักวิชาการสถาปัตยกรรมผังเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกรมศิลปากรที่ส่วนใหญ่เกษียณราชการ เป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญทางโบราณคดีเป็นอาทิ ผู้ที่เป็นกรรมการที่รับผิดชอบเหล่านี้ไม่เคยสำเหนียกแม้แต่น้อยในเรื่องการมีอยู่ของชานกำแพงเมืองและไม่เคยนำเอามาพิจารณา เช่น ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของผังเมืองกรุงเทพมหานคร

 

แต่ที่สำคัญอย่างสุดๆ ก็คือ คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ฯเหล่านี้คิดว่า ผังเมืองและความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานครนั้นมีแต่สิ่งที่เป็นพื้นที่และสถานที่ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น หาได้คิดหรือไม่ว่ากรุงเทพมหานครก็เป็นเมืองที่มีมนุษย์อยู่ และรัชกาลที่ ๑ ไม่ได้ทรงสร้างเมืองให้เป็นเมืองเทพเมืองสวรรค์ที่ไม่มีคนอยู่

 

แต่ข้อบกพร่องในการพัฒนาบ้านเมืองทางประวัติศาสตร์ใดๆ ในขณะนี้ก็คงไม่ต้องตกอยู่กับคณะกรรมการฯ ชุดนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวหากยังรวมไปถึงนักประวัติศาสตร์และวงการประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง ที่เวลาศึกษาประวัติศาสตร์ใดๆ ก็ตาม มักเป็นประวัติศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมไปหมดไม่มีพื้นที่ว่างกับประวัติศาสตร์ทางสังคมที่เป็นเรื่องของผู้คนในชุมชนและชีวิตวัฒนธรรมแต่อย่างใด

 

โดยย่อก็คือขาดมิติทางสังคมที่เป็นเรื่องของคนในชุมชนและชีวิตวัฒนธรรมนั่นเอง  บาปของการไม่มีมิติทางสังคมและชุมชนนี้จึงไปตกอยู่กับบรรดาหน่วยงานและองค์กรที่ต้องการพัฒนาบ้านเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่จะต้องรับผิดชอบเป็นอันดับสามในที่นี้

 

กรุงเทพมหานครไม่มีความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ เช่น ชานกำแพงพระนครและการมีอยู่ของชุมชนประวัติศาสตร์อย่างเช่น ชุมชนป้อมมหากาฬในขณะนี้ จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการไล่รื้อขึ้นในความทรงจำของข้าพเจ้าเรื่องเกี่ยวกับป้อมมหากาฬนี้มีมานาน ครั้งแรกก็มีนายทุนทำภัตตาคารอาหาร เสนอขอเช่าใช้ป้อมมหากาฬให้เป็นสถานที่ขายอาหารและมีการแสดงมหรสพแต่ถูกคัดค้านเลยยุติไป ต่อมาในสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครก็เริ่มด้วยโครงการเวนคืนที่ดินและให้ชุมชนออกไปเพื่อเอาพื้นที่ให้เป็นสถานที่ออกกำลัง เต้นแอโรบิกของคนเมืองจึงเกิดการขัดแย้งขึ้น แต่ก็สามารถชักนำให้คนส่วนใหญ่ในชุมชนยอมให้เวนคืนที่อยู่อาศัยและรับเงินค่าชดใช้ไปอยู่ในที่ใหม่ทางถนนฉลองกรุง

 

แถบเขตลาดกระบังที่ทางกรุงเทพมหานครจัดหาไว้ แต่ก็อยู่ไม่ได้ก็เลยกลับมาที่ป้อมมหากาฬแบบเดิม ซึ่งทางกรุงเทพมหานครไม่ยินยอมและดำเนินการจัดการในการไล่ที่ต่อมาอย่างสืบเนื่องด้วยกระบวนการทางกฎหมาย และอ้างว่าสภาพของพื้นที่อยู่อาศัยในขณะนี้ไม่มีความเป็นชุมชน มีคนนอกจากที่อื่นที่ไม่มีสิทธิ์ในที่ดินและที่อยู่เข้ามาอยู่เป็นส่วนมากการกระทำของกรุงเทพมหานครได้รับการขานรับจากบรรดาหน่วยงานทางกฎหมายและคนบางส่วนบางกลุ่มของสังคม โดยเฉพาะสื่อมวลชน นักวิชาการผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมและผังเมืองที่มีส่วนได้เสียในการออกแบบสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ของกรุงเทพมหานคร แต่บรรดานักวิชาการในหลายๆ สถาบันและคนกรุงเทพฯ ทั่วไปรวมทั้งข้าพเจ้าด้วยไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกรุงเทพมหานครที่ไม่ชอบธรรมมาโดยตลอด

 

กรุงเทพมหานครและหน่วยงานราชการทางกฎหมายและผู้สนับสนุนไม่เข้าใจคำว่า “ชุมชนและความเป็นชุมชน” จึงทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มเวนคืนที่ดินและชดใช้ค่าเสียหาย เพราะผิดกติกาในการรื้อย้ายชุมชน ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายที่เป็นอารยะนั้น การโยกย้ายชุมชนไม่ใช่การให้เงินชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายทั่วไปในลักษณะปัจเจก เช่นให้ไปอยู่ตามลำพังแต่อย่างเดียวในพื้นที่ซึ่งไม่อาจเป็นชุมชนได้ จำเป็นต้องหาพื้นที่จัดโครงสร้างให้เป็นชุมชนใหม่ขึ้นมาทดแทน แล้วติดตามดูการตั้งถิ่นฐานใหม่ของคนที่ย้ายมาจากชุมชนเก่าจนกระทั่งความเป็นอยู่ที่เป็นชุมชนจะเกิดขึ้นมาคล้ายๆ กันกับชุมชนเดิมก่อนที่จะย้ายมา แต่กรุงเทพมหานครไม่ทำในสิ่งที่เป็นกติกาแบบนี้คนที่ย้ายออกไปจึงกลับเข้ามาอยู่ในชุมชนเดิมและรวมตัวกันอย่างมีสำนึกร่วมที่แสดงให้เห็นว่าชุมชนป้อมมหากาฬยังมีตัวตนอยู่หาได้เป็นไปตามที่กรุงเทพมหานครกล่าวไม่

 

สิ่งที่ดูเป็นตลกร้ายในส่วนตัวข้าพเจ้าก็คือ กรุงเทพมหานครยังดื้อแพ่งอย่างสม่ำเสมอว่า “คนที่อยู่ที่ป้อมมหากาฬในทุกวันนี้ไม่เป็นชุมชน” เพราะมีคนขายที่ออกไปอยู่ที่อื่นและมีคนใหม่เข้ามา

 

ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจถึงความเป็นชุมชนนั้นย่อมทราบดีว่าความเป็นชุมชนไม่ได้อยู่ที่เพียงคนเก่าออกไปอยู่ที่อื่นคนใหม่มาแทนหากความเป็นชุมชนอยู่ที่คนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันมาหลายชั่วคน อย่างเช่นกลุ่มก้อนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นครอบครัว เครือญาติและเหล่าตระกูลที่มีสำนึกร่วมในพื้นที่บ้านเกิดเดียวกันมาหลายชั่วคน และอยู่กินกันอย่างมีแบบแผน ประเพณีวัฒนธรรมร่วมกันอย่างสืบเนื่อง

 

การมีคนย้ายออกย้ายเข้านั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนที่ยังอยู่อย่างสืบเนื่องทางวัฒนธรรมนั้นสามารถบูรณาการให้คนใหม่คนนอกที่เข้ามาใหม่ให้เป็นคนป้อมมหากาฬ หรือคนในชุมชนป้อมมหากาฬอันเดียวกันได้ ท้ายสุดการที่กรุงเทพมหานครยังยืนยันความถูกต้องทางกฎหมายนั้น คือไม่ถูกต้อง เพราะชุมชนป้อมมหากาฬมีตัวตนอยู่เรื่อยมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ก่อนการออกกฎหมายต่างๆที่กรุงเทพมหานครอ้างมาใช้นั้นทั้งสิ้น ซึ่งในสายตาของคนที่เป็นวิญญูชนทั่วไป กรุงเทพมหานครกำลังใช้อำนาจรัฐอย่างไม่ชอบธรรมแก่ผู้คนในชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร

 

การต่อสู้คัดค้านการขับไล่ชุมชนของคนป้อมมหากาฬครั้งนี้คือ “การแสดงประชาขัดขืน” [Civil Disobedience] อย่างแท้จริง

 

และเมื่อกรุงเทพมหานครใช้อำนาจความถูกต้องตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ความรุนแรงอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจะนำไปสู่การไล่รื้อขับไล่ชุมชนคนกรุงเทพฯ ในย่านต่างๆ ทั่วทั้งพระนคร โดยกรุงเทพมหานครและองค์กรอื่นๆ รวมทั้งการหวังผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่มีบรรดานักวิชาการทั้งด้านกฎหมายด้านผังเมือง ด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย ดังเช่นโครงการขนาดใหญ่ที่ถ้าสำเร็จก็คือการทำลายทั้งชุมชนคนกรุงเทพฯ และภูมิวัฒนธรรมบ้านเมืองสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของฝั่งพระนครและธนบุรี

 

โครงการมหาวิบัติดังกล่าวนี้มีโครงการพัฒนาสร้างถนนขนาบน้ำสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาที่นอกจากจะทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีสภาพเป็นคลองชลประทานขนาดใหญ่ขนาบด้วยเขื่อนคั่นถนนสองฝั่งน้ำที่ต้องไล่รื้อชุมชนที่เป็นบ้าน เป็นบาง มีวัดวาอารามเป็นศูนย์กลางจนความเป็นกรุงเทพมหานครเมืองสองฝั่งน้ำที่มีแม่น้ำและลำคลองเป็นเส้นชีวิตให้หมดไป แล้วมีการสร้างบ้านเมืองแบบใหม่ๆ ที่ไม่มีชุมชน ไม่มีมนุษย์ที่มีหัวนอนปลายเท้าจากที่ต่างๆ จากภายนอกทั้งในเมืองไทยและต่างชาติเข้ามาสิงสู่แทน

 

เมื่อนั้นเราคงได้เห็น “นิวกรุงเทพฯ นิวรัตนโกสินทร์”เป็นแน่แท้

 

แต่สำหรับข้าพเจ้าผู้เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดและตระกูลการพัฒนาบ้านเมืองแบบที่เป็นอยู่นี้คือ “It’s the doom of Bangkok”

-- (มันเป็นชะตากรรมของกรุงเทพฯ)

 

เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๑ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๕๙)

 

อัพเดทล่าสุด 24 พ.ค. 2560, 16:22 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.