หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“มิตรคาม” ย่านวัดเขมรและวัดญวนสามเสนชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต้องถูกไล่รื้อ
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ เรื่อง ภูวนาท เช้าวรรณโณ, สุรชาญ อุ่มลำยอง ภาพ
เรียบเรียงเมื่อ 27 ก.ย. 2559, 16:40 น.
เข้าชมแล้ว 10265 ครั้ง

 

เมื่อมีการจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษาและออกแบบทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าของโครงการคือกรุงเทพมหานคร ระยะแรก๑๔ กิโลเมตร และมีการเปิดเผยแผนงาน ๑๒ แผน ทำให้เห็นภาพวาดว่าเดินตามข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง [TOR] ที่กำหนดให้สร้างเส้นทางเลียบแม่น้ำแบบตอกเสาเข็ม ซึ่งรับน้ำหนักรถพยาบาลได้ ซึ่งแตกต่างจากที่คณะทำงานปฏิเสธแก่ชุมชนรอบแม่น้ำตลอดมาว่าไม่ได้สร้างเส้นทางใดๆ นอกจากเส้นทางลำลองเป็นทางเดินวิ่งและจักรยาน เป็นต้น

 

การประชาสัมพันธ์ของโครงการฯ [Chao Phraya for All] ที่สร้างเป็นเพจทางเฟซบุ๊กอ้างว่า “ได้ออกแบบโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้รองรับอนาคตของการสืบสานวัฒนธรรมคุณภาพชีวิต สังคมชุมชน และเศรษฐกิจ โดยการทำกระบวนการประชุมกับชาวบ้านหลายชุมชนและหลายครั้ง อ้างอิงถึงการศึกษาทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และทำให้เห็นไปในทิศทางว่าชาวบ้านยินดีกับการก่อสร้างในโครงการนี้”

 

แผนที่แสดงพื้นที่ชุมชนต่างๆ บริเวณตรอกบ้านญวนสามเสน

 

ส่วนการศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ โดยเฉพาะ “ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” นั้นไม่มีปรากฏอย่างชัดเจน นอกจากการอ้างว่าจะมีการปลูกพืชพันธุ์ไม้ป่าชายเลนอยู่บ้าง ส่วนเรื่องการกัดเซาะชายตลิ่ง การสร้างเขื่อนกั้นน้ำชายตลิ่ง และผลกระทบจากน้ำขึ้นลงจากเขื่อนหรือกรณีน้ำท่วมที่ต้องปล่อยน้ำจากเขื่อนต้นน้ำต่างๆ ที่สร้างผลกระทบอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมานั้นไม่มีการกล่าวถึงแต่อย่างใด แม้จะมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ถึงกรณีถนนริมแม่น้ำที่ทรุดพังลงเขื่อนกั้นน้ำคอนกรีตหลายแห่งดึงเอาสิ่งก่อสร้างริมน้ำทรุดลงไปด้วยหรือแม้กระทั่งบ้านเรือนริมแม่น้ำที่สร้างมาหลายสิบปีทรุดจมลงริมตลิ่งในแม่น้ำเจ้าพระยา

 

ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสูงปิดกั้นน้ำท่วมไม่ให้เข้าสู่ชุมชนริมน้ำได้เปลี่ยนรูปแบบชีวิตริมแม่น้ำไปจนหมดสิ้นในหลายชุมชนสำคัญตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมาทั้งที่เป็นน้ำท่วมจากฝีมือมนุษย์เสียเป็นส่วนใหญ่

 

จากการศึกษาเรื่อง “นิเวศวัฒนธรรม” มาอย่างยาวนานด้วยวิธีการทำความเข้าใจกับสภาพนิเวศตามธรรมชาติที่สัมพันธ์กับชีวิตของผู้คน สังคม ความเชื่ออย่างเป็นองค์รวม ทำให้กังวลถึงผลกระทบจากโครงการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในสยามประเทศที่อยู่อาศัยโดยใช้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสำคัญมานานหลายร้อยปีและเป็นศูนย์กลางของการเมือง สังคม วัฒนธรรมที่ไม่อาจทำให้สูญเสียหรือเสียหายไปได้มากกว่านี้

 

จึงได้ลองสำรวจข้อมูลและเข้าไปพูดคุยไถ่ถามผู้อยู่อาศัยทั้งที่บ้านญวนสามเสนและชาวมิตรคามที่อยู่อาศัยอยู่ริมน้ำและเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดสำหรับชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในโครงการฯ บริเวณใกล้ท่าวาสุกรีไปจนถึงแนวสะพานซังฮี้ เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

จากการแข่งกันประชาสัมพันธ์ทั้งฝ่ายต้านและฝ่ายสร้างอย่างที่ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อน และการทำประชาสัมพันธ์ของผู้สร้างงานศึกษานั้นก็ดูจะไม่สามารถกล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบได้อย่างครบถ้วน ทั้งใช้เวลาสั้นๆในการทำความเข้าใจและนำเสนอเป็นข้อมูล ทำให้คิดว่า “นิเวศวัฒนธรรมของผู้คนริมแม่น้ำเจ้าพระยา” จะมาถึงจุดที่ถูกทำลายไปอย่างไม่เข้าใจโดยเร่งรีบ และไม่สามารถเรียกคืนแม้จะตัดสินใจยกเลิกโครงการเพื่อฟ้นื ฟูแม่น้ำในช่วงระยะเวลาอันสั้นต่อไปในอนาคต

 

การออกแบบโดยไม่มีข้อมูลพร้อมทุกด้านจึงกลายเป็นปัญหาของวิชาชีพที่ต้องใช้ในการศึกษางานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพใดๆหากการออกแบบนั้นไม่เป็นไปตามที่คิดฝันเอาไว้แต่แรก ความรับผิดชอบเหล่านี้จำเป็นต้องมีการกล่าวถึงและมีหน่วยงานหรือบุคคลเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน หากผลที่ออกมานั้นเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมมากกว่า “การสืบสานวัฒนธรรมคุณภาพชีวิต สังคมชุมชน และเศรษฐกิจ” ดังที่โฆษณากันไว้

 

ความเป็นมาของชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านวัดเขมรและวัดญวนสามเสน

จากท่าน้ำวัดสมอรายหรือวัดราชาธิวาสเรื่อยไปจนถึงบริเวณริมน้ำวัดส้มเกลี้ยงหรือวัดราชผาติการามในปัจจุบัน มีชาวบ้านตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยริมน้ำ ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา ชุมชนแรกเริ่มคือกลุ่มบริเวณตรอกบ้านเขมร บ้านญวนสามเสนมีที่มาคือ มีครัวเขมรเข้ารีตเป็นคริสตังราว ๔๐๐-๕๐๐คนที่ติดตามเจ้านายคือ “นักองเอง” ออกมาจากบ้านเมืองที่กำลังมีปัญหาศึกสงครามระหว่างกรุงเทพฯ และเวียดนาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกับชาวบ้านเชื้อสายโปรตุเกสจากกรุงศรีอยุธยาที่อพยพมาอยู่ ณ กรุงเทพฯ หลังจากเสียกรุงฯศูนย์กลางของชุมชนคือ “วัดคอนเซ็ปชัญ” กลุ่มของวัดคอนเซ็ปชัญอยู่บริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยการนำของบาทหลวงชาวโปรตุเกส จากนั้นหมู่บ้านโปรตุเกสที่นี่จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า“บ้านเขมร” และ “วัดคอนเซ็ปชัญ สามเสน” ก็ถูกเรียกว่า “วัดเขมร” ไปในภายหลัง

 

(ภาพซ้าย) เรือที่พักอาศัยลำสุดท้ายของชุมชนมิตรคาม

(ภาพขวา) คุณยายวัย ๘๐ ปีที่อาศัยอยู่บนเรือภายในชุมชนมิตรคาม

 

(ภาพซ้าย) บ้านเรือนของชาวบ้านชุมชนมิตรคาม ๒

(ภาพขวา) ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมง

 

ชุมชนบ้านเขมรริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถบวัดคอนเซ็ปชัญนี้มีนายแก้วที่เป็นผู้ชำนาญการวิชาปืนใหญ่ เนื่องจากเคยได้เรียนกับชาวโปรตุเกส ต่อมาได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นที่พระยาวิเศษสงคราม รามภักดี จางวางกรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายแก้วเขมรนี้เป็นหัวหน้าดูแลชาวหมู่บ้านคอนเซ็ปชัญด้วย ต่อมาบุตรหลานได้รับราชการสืบต่อมาเป็นลำดับ เชื้อสายสกุลพระยาวิเศษสงครามภักดี (แก้ว)ปรากฏอยู่คือ “วิเศษรัตน์” และ “วงศ์ภักดี”

 

ในระหว่างรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีศึกสงครามรบกับญวนอยู่หลายปี มีชาวญวนเข้ารีตคริสตังแถบเมืองเจาดกขอเข้ามาอยู่ในเมืองสยาม จึงนำมาอยู่เหนือบริเวณบ้านเขมรอีกกลุ่มหนึ่ง และแยกกลุ่มชาวญวนที่นับถือพุทธศาสนาไปอยู่ตรงบริเวณ“วัดญวนสะพานขาว” ในปัจจุบัน

 

ภายหลังผู้คนในบ้านเขมรมีมากขึ้นดังจากเหตุดังกล่าวจึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานขยายเขตหมู่บ้านเขมรออกไปอีก ทิศเหนือจรดวัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง)ทิศใต้จรดวัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) ทิศตะวันออกติดถนนสามเสนทิศตะวันตกจรดแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนพวกญวนขยับจากที่เดิมไปตั้งบ้านเรือนทางด้านเหนือ และสร้าง “วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์

สามเสน” เป็นศูนย์กลางของชุมชนอีกแห่งหนึ่งเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๙๖ ซึ่งทั้งสองวัดที่เป็นคริสตังนี้เป็นที่พระราชทานทั้งสิ้น

 

นอกเหนือจากกลุ่มชาวคริสต์แล้วยังมีกลุ่มคนจีนไหหลำที่เดินเรือมาค้าขาย แล้วตั้งรกรากรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ทับทิมตรงสะพานซังฮี้ ซึ่งเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมที่เก่าแก่ที่สุด

 

ส่วนชาวบ้านกลุ่มคนที่อยู่ริมแม่น้ำที่เรียกกันในปัจจุบันว่า“มิตรคาม ๑ และ มิตรคาม ๒” รวมทั้งชุมชนซังฮี้หรือชุมชนราชผาทับทิมเป็นกลุ่มคนที่นับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่พื้นเพเดิมเป็นชาวเรือล่องเรือมาจากทางพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรีสิงห์บุรี ชัยนาท เป็นต้น

 

ชุมชนราชผาทับทิม อดีตชาวเรือที่เข้ามาอยู่อาศัยใหม่ จึงต้องปลูกบ้านบนลำน้ำ

 

ชาวบ้านเหล่านี้ประกอบอาชีพประดาน้ำหาของเก่าทำประมงและค้าขายหลังจากการเดินเรือขึ้นล่องเริ่มหมดหน้าที่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เรือที่เคยใช้เดินเรือขนส่งสินค้า เช่น ข้าว ถ่านขนทราย หรือแม้แต่การใช้เรือลากซุงลงมาตามแม่น้ำ เดิมทีชาวบ้านอาศัยอยู่บนเรือ ก่อนการสร้างบ้านที่เห็นเรียงรายอยู่ปัจจุบันนี้ก็ได้ลองค้นวิธีสร้างที่อยู่อาศัยในแบบต่างๆ ใช้วัสดุอุปกรณ์เท่าที่สามารถหาได้ แต่หลังจากเรือจอดอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ไม้เรือก็ผุพังไป จึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นแพ ใช้ลูกบวบจากลำไม้ไผ่ช่วยพยุงน้ำหนักแพ จนที่สุดจึงตัดสินใจยกบ้านขึ้น ปักเสา จนสร้างเป็นที่อยู่อาศัยถาวร

 

ลักษณะการจับจองที่อยู่คือ หากเดิมเรือจอดอยู่ตรงไหนก็จะสร้างบ้านอยู่ตรงนั้น เรือใครจมก่อนก็ยกเป็นบ้านขึ้นก่อน ส่วนไม้ที่เป็นส่วนประกอบหลักก็ใช้ไม้จากเรือลำเก่าที่ผุพัง และซื้อมาเพิ่มจากเศษไม้ตามโรงเลื่อยริมแม่น้าใกล้ๆ บางบ้านแทบจะไม่ต้องลงทุนซื้อวัสดุเลยนอกจากตะปู

 

จากการสอบถามชาวบ้านที่เป็นคริสตังในชุมชนริมน้ำเล่าว่าแม้บรรพบุรุษสามารถขึ้นไปอยู่บนบกได้อย่างชอบธรรม เพราะเป็นคนครสิต์เ่นเดียวกับผู้ที่อยู่รอบวัด แต่เลือกที่จะไม่ไปเพราะมีอาาชีพหลักคือการทำประมงจับปลา เดิมสภาพพื้นที่ในกรุงเทพฯ จะเป็นคลองน้ำอยู่คู่กับชุมชน แต่เมื่อมีการพัฒนาเมืองเรื่อยมา ถมคลองให้เป็นถนนจนในที่สุดไม่มีคลองจึงต้องอพยพครอบครัวถอยร่นลงมาติดแม่น้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 

ชุมชนมิตรคาม ๑ และ ๒ เป็นการแบ่งโดยการเข้ามาทำงานของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ในภายหลัง ส่วนชุมชนข้างบนตลิ่งที่เป็นกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแบ่งออกเป็น ๒ ชุมชน คือ “ชุมชนบ้านญวน” และ “ชุมชนบ้านเขมร”ซึ่งเป็นการแบ่งแยกกับชุมชนริมน้ำอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของการจัดการชุมชนที่เป็นหมู่บ้านขึ้นกับวัด

 

กรณีโครงการสร้างทางเลียบริมแม่นำ้ เจ้าพระยา ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจกับโครงการรัฐที่จะเข้ามาจัดการพื้นที่ ไม่ได้ทราบข่าวอะไรเลย นอกจากจะเป็นเพียงข่าวลือที่คุยกันเองภายในชุมชนและไม่มีใครกล้าที่จะต่อต้านเพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่และเงินค่าชดเชยการรื้อถอน

 

ศาลเจ้าแม่ทับทิมตรงสะพานซังฮี้ (เป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมที่เก่าแก่ที่สุด) ในประเทศ

 

บ้านเรือนในหมู่บ้านวัดเขมรหรือวัดคอนเซ็ปชัญ

 

พร้อมกล่าวว่าหากสั่งให้ย้ายก็จำเป็นต้องย้าย บ้านบางส่วนในชุมชนมิตรคาม ๒ มีความยินดีที่จะย้ายเพราะบ้านเดิมทรุดโทรมลงมาก ไม่สามารถซ่อมแซมหรือปลูกขึ้นมาใหม่เพราะไม่มีกำลังทุนทรัพย์แต่อย่างใด แต่บางส่วนไม่อยากย้ายเพราะงานประจำอยู่แถวนี้ บางคนก็ประกอบอาชีพในแม่น้ำ เช่น ประมงจับปลา และคนดำน้ำแต่ส่วนของชาวบ้านที่ไม่ได้รับผลกระทบกลับเห็นด้วย เพราะจะสามารถทำให้พื้นที่เจริญขึ้น เดินทางเข้าออกสะดวกจากริมแม่น้ำได้เลย

 

วัดคอนเซ็ปชัญ

 

ทาง พอช. ได้ลงพื้นที่ทำงานกับชุมชนริมแม่น้ำที่มิตรคามนี้มาสักระยะหนึ่ง โดยการเตรียมแผนตั้งแต่เริ่มมีการทำกลุ่มออมทรัพย์ในอดีต และจากบทความของ “สุวิทย์ กิขุนทด” เรื่อง “ปิดตำนานเรือนแพและบ้านริมน้ำ ความเปลี่ยนแปลงที่มากับโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา” กล่าวถึงสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)หรือ พอช. ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่นเดียวกับแผนงานที่อยู่อาศัยของชาวริมคลองลาดพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม โดยผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า พอช.ได้ลงสำรวจพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากสะพานพระราม ๗ ถึงสะพานพระปิ่นเกล้าพบว่ามีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด ๑๐ ชุมชน รวม ๒๘๕ ครัวเรือน ประชากรทั้งหมดประมาณ ๙๐๐คน นอกจากนี้ยังจัดประชุมชาวบ้านแต่ละชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือและการจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ

 

ชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำออกมาจากชายตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน ๑๐ ชุมชน ประกอบด้วย เขตบางซื่อชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ ๑๒ ครัวเรือน ชุมชนวัดสร้อยทอง๑๔ ครัวเรือน เขตบางพลัด ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี ๑๐ ครัวเรือนเขตดุสิต ชุมชนเขียวไข่กา ๒๑ ครัวเรือน ชุมชนศรีคราม ๑๐ ครัวเรือน ชุมชนราชผาทับทิม ๓๒ ครัวเรือน ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม ๓๒ครัวเรือน ชุมชนมิตรคาม ๑, ๖๖ ครัวเรือน ชุมชนมิตรคาม๒, ๕๕ ครัวเรือน ชุมชนวัดเทวราชกุญชร ๓๓ ครัวเรือน อนึ่งแต่ชุมชนนี้ยืนยันว่าชุมชนของตนเดิมปลูกสร้างอยู่บนพื้นดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาโดยมีหนังสือการเช่าที่ดินจากวัดเทวราชกญุชรเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นหลักฐานมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เนื่องจากพื้นที่ริมฝั่งถูกกระแสน้ำกัดเซาะเป็นเวลานาน จึงทำให้บ้านเรือนกลายสภาพเป็นบ้านที่ปลูกสร้างในแม่น้ำเจ้าพระยา

 

พอช. ยังเสนอต่อไปอีกว่าจากการสอบถามความต้องการของชาวบ้านและการสำรวจข้อมูลทั้ง ๑๐ ชุมชนพบว่า มีแนวทางในการรองรับที่อยู่อาศัยอยู่ ๖ แนวทาง คือ ๑. ย้ายขึ้นแฟลตกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) ๒. ขอเช่าที่ดินวัดเพื่อสร้างบ้านใหม่๓. ขอเช่าที่ดินรัฐ ๔. ซื้อที่ดินเอกชน ๕. หาที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ เช่น บ้านเอื้ออาทร และ ๖. ขอรับเงินเยียวยาและหาที่อยู่อาศัยเอง

 

ดังนั้นจึงแสดงอย่างชัดเจนได้ว่า รัฐบาลโดย พอช. เป็นกลไกหลักที่จะรองรับปัญหาจากการย้ายชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งที่อยู่ในผืนน้ำและที่อยู่ริมตลิ่งให้ออกไปนอกเส้นทางโครงการ และยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนว่า เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่เมื่อใดหรือเป็นชุมชนดั้งเดิมเก่าแก่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐอย่างไม่มีทางเรียกร้องขัดขืนแต่อย่างใดหรือไม่ จะเห็นว่าไม่มีรายละเอียดสำหรับการศึกษาผลกระทบทางภูมิวัฒนธรรมของชาวบ้านในพื้นที่

 

คำสัมภาษณ์ของคนในชุมชน

อ่านบทสัมภาษณ์จากการไปสำรวจพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยานี้สักสองสามรายพอให้เห็นมิติของผู้คนยังไม่ได้ตรวจสอบหรือสอบถามพูดคุยวิเคราะห์ผลกระทบต่อประชาชนในกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้น

 

๑. ชัยยา ค่อยประเสริฐ, อยู่อาศัยในที่ดินวัดญวน สามเสน, อายุ ๖๒ ปี

ผมอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เกิด คุณตาผมเกิดที่นี่ แต่คุณพ่อ (ทวด) ท่านมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ไปตีเขมรรบกับญวน แล้วจึงอพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านคาทอลิก ส่วนบ้านญวนที่อยู่นางเลิ้งจะนับถือพุทธ จะให้ไปอยู่ทางโน่น ส่วนญวนอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ที่พระราม ๖ แต่ตอนนี้ย้ายไปแล้ว หมู่บ้านนี้เป็นคริสตัง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โบสถ์นี้ (วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ สามเสน) เป็นหลังที่ ๓ อายุ ๑๗๕ ปี สมัยก่อนเป็นไม้แล้วปรับปรุงใหม่ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดิม หลังนี้สร้างได้ ๑๗๕ ปี เมื่อก่อนผมประกอบอาชีพขายของชำ ตอนนี้ผมก็ขายของตอนเช้า

 

บ้านเขมรจะเก่ากว่า เพราะย้ายมาก่อนประมาณ ๑๐๐ ปี ประมาณสมัยรัชกาลที่ ๑ โดยที่มีชาวโปรตุเกสพามา เสมือนเป็นคนดูแล แต่เชื้อสายตรงนั้นได้หมดไปแล้ว เขาเรียก “วัดเขมร” แต่คนทางโน้นจะไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนเขมรจะบอกว่าเป็น “โปรตุเกส”แต่เราก็ยังเรียกทางนั้นว่า “วัดเขมร”

 

สมัยก่อนตรงนี้คนประกอบอาชีพอยู่ ๓ อาชีพ คือ เลี้ยงหมู ทำประมง และต้มเหล้า ตรงนี้เมื่อผมเกิดยังเป็นน้ำกร่อยอยู่ ยังมีปลาตีนให้เห็น เลี้ยงหมูสำหรับไว้กินในครัวเรือน ต้มเหล้าก็เช่นกันรุ่นผมไม่เห็นแล้วการต้มเหล้าจะเห็นเพียงแต่ทำเรือ ทำประมงและเลี้ยงหมู

 

แต่ก่อนมีซากอาคารโบราณเหลือแต่ประตู ตรงนี้มีคลองที่ลงแม่น้ำ สามารถมองเห็นโบสถ์ คล้ายๆ เป็นประตูซุ้ม หายไปประมาณ ผมอายุ ๑๕ บ้านชาวริมแม่น้ำเพิ่งสร้างขึ้นมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๘ คนข้างบนจะค้าขาย ส่วนที่อยู่ริมน้ำทำประมง สมัยก่อนทุกคนจะมาตั้งแผงขายของกันที่ริมถนน เหมือนเป็นตลาดของหมู่บ้าน

 

บ้านผมเป็นที่วัด คือเป็น “โฉนดรวมของวัด” โดยมีพื้นที่ ๒๐๐ ไร่ สมัยก่อนเป็นที่ดินพระราชทานจะมีการแบ่งให้ผู้คนอยู่ ภายหลังต้องขึ้นเป็นที่มีโฉนด วัดจึงไปทำเป็นโฉนดรวม สมัยก่อนไม่เสียค่าเช่าแต่มีการเสียภาษีที่ดิน วัดรับภาระไม่ไหวจึงมีการเก็บค่าเช่า ๒๐๐-๓๐๐ บาท แต่เริ่มเก็บภาษีโรงเรือนมาไม่ถึง ๒๐ ปี ก่อนที่เขาจะให้เสียภาษี คนที่นี่บางส่วนไม่อยากเสีย เพราะถือมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย บางคนเขารู้กฎหมายก็ไปยื่นเรื่องขอแบ่งที่ดินเขาสามารถทำได้ แต่ของบ้านผมคุณยายเสียไปก็ต้องบริจาคพื้นที่คืนวัดในฐานะที่เปน็ ลกู หลานก็จำ เป็นต้องเช่าวดั ซื้อที่วัดกลับมา ทีต่ รงนั้นของยาย ผมซื้อในราคา ๔ แสนกว่าบาท

 

ชัยยา  ค่อยประเสริฐ  อยู่อาศัยในที่ดินวัดญวน สามเสน

 

กิจกรรมกับทางวัดเรามีการเข้าโบสถ์ปกติทั่วไปทุกวันอาทิตย์วันฉลองวัด เป็นกฎที่เราต้องยึดถือปฏิบัติมา เวลาเกิดหลังจากที่แจ้งเกิดกับระบบราชการแล้วก็ต้องมาแจ้งที่โบสถ์เพื่อทำพิธีรับศีลล้างบาปมีใบรับรองว่าเป็นลูกวัดที่นี่ เด็กส่วนมากก็เรียนที่นี่ สมัยก่อนคนน้อยทางวัดสร้างโรงเรียนขึ้นมาพวกผมเรียนฟรี แต่พอระยะหลัง ๓ คนเสีย ๒ คน ฟรีหนึ่งคน

 

พวกเราไม่มีประธานชุมชน เราปิดตัวเองเพราะไม่ใช่ชุมชนเราเป็น “หมู่บ้านคาทอลิก” คนที่อยู่ในชุมชนส่วนมากอาศัยอยู่ไม่ถึง๔๐ ปี ก่อนหน้านี้มีบ้างแต่ไม่มาก จากเคยมี ๑๐ หลังคาเรือนจนกลายมาเป็นมีมากกว่า ๒๐๐ หลังคาเรือน

 

คนที่อยู่ริมน้ำ ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกับเรา เพราะมาจากอยุธยาล่องเรือมาแล้วมาขอทางวัดจอดเรือ มีมากขึ้นก็เริ่มมาปักหลักฐานจากนั้นก็มีญาติพี่น้องตามกันมาเรื่อยๆ สมัยก่อนเขาไม่ให้จอด เมื่อก่อนอาณาเขตทั้ง ๒ วัดจะเป็นที่โล่งไปจนถึงท่าวาสุกรี เมื่อก่อนมีท่าน้ำลงไป มีขี้เลน อยู่ตามริมน้ำจึงได้เริ่มต้นสร้างสะพานตรงนั้น จากนั้นก็มีชาวเรือมาจอดเรือแล้วมาขออยู่ จึงมาตั้งเสียบเรือขึ้นเทิน มีการสร้างบ้านหลังจากนั้นเป็นต้นมา

 

คนที่อยู่หลังเขื่อนหรือด้านล่างเขาจะรู้ว่าควรจะปลูกบ้านระดับนั้น เขาหากินกันทางน้ำ เขาจะรู้ว่าควรสร้างบ้านแบบไหน น้ำจะไม่ท่วม ข้างล่างมีบ้านเลขที่ มีไฟฟ้า น้ำประปาทุกอย่าง กลุ่มหลังๆที่มาส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ

 

สมัยก่อนคนเรือที่มาทำการค้าหากเป็นโรมันคาทอลิกจะมาวัดประจำ พูดง่ายๆ คือที่มาอยู่ตรงนี้ได้เพราะเป็นคาทอลิกทั้งจากอยุธยาและอ่างทอง จนกลายมาเป็นลูกวัดทางนี้โครงการเลียบแม่น้ำได้ยินพูดกันมานานแล้ว แต่งบประมาณการสร้างอาจจะยังไม่มี ผมได้ยินเรื่องนี้มาประมาณ ๓ ปีแล้วแต่เขตนี้ไม่โดน จากบ้านตึกตรงนั้นออกไปอีกประมาณ ๒๐ เมตร จะไม่โดนรื้อมีบ้านไม้เก่าอยู่ตรงนั้นสองหลังที่หลังคาเป็นสังกะสี เป็นบ้านของคนค้าไม้ในสมัยก่อน เมื่อก่อนมีโรงเลื่อยก็จะมีท่อนซุงลอยนำมาส่งที่โรงเลื่อยโครงการนี้ถ้าพูดถึงความเจริญก็ดีนะ เขาเอาท่องเที่ยวเข้ามา เอาทัศนียภาพที่ดีก็อีกเรื่องหนึ่ง ส่วนตัวผมก็คิดว่าดีเพราะบ้านอยู่ตรงนี้จะได้เจริญขึ้นเข้าออกได้หลายทางแต่ไม่เคยเข้าไปฟังการชี้แจงเพราะไม่ใช่ผู้ที่รับผลกระทบโดยตรง

 

ยายฉลวย  ละมุน ชุมชนมิตรคาม ๑

 

๒. ยายฉลวย ละมุน, ชุมชนมิตรคาม ๑, อายุ ๘๑ ปี

อยู่ที่นี่มา ๔๐ กว่าปีแล้ว ย้ายมาจากอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมัยแรกๆ มาโดยเรือยนต์ ๒ ชั้น เป็นเรือสายผักไห่-กรุงเทพฯ จอดที่ท่าเตียน มาตอนแรกก็มาขายถ่าน รับจากบางลี่แล้วก็ล่องเรือมาเรื่อยๆ จะมีคนมารับไปขาย มาขายกับสามีหลังจากที่แต่งงานแล้วตอนนั้นอายุ ๔๐ ปี เพราะมีพี่สาวขายถ่านอยู่ก่อนหน้าแล้ว พี่สาวเลิกขายและเซ้งกิจการไว้ให้ จึงมาขายต่อตั้งแต่นั้น

 

บริเวณนี้เป็นเรือทั้งนั้น เมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่ผ่านมามีอยู่ประมาณ ๒๐ กว่าลำ มีทั้งเรืออยู่อาศัยและเรือค้าขาย เวลาทำบุญจะข้ามฝั่งไปทำบุญทางโน้น (วัดภคินีนาถฯ) แต่ทางนี้หากเพื่อนมีกิจกรรมที่เป็นคริสต์ก็ไปวัดคริสต์ที่นี่ คนเป็นคริสต์ที่มาจากอยุธยาพอวันอาทิตย์เขาก็เข้าโบสถ์ เขานับถือกันต่อมาจากพ่อแม่

 

พอถ่านจากทางโน้นไม่มีก็เริ่มเปลี่ยนมาขายกับข้าวเช่น ของสดต่างๆ ไปรับมาจากตลาดเทเวศร์ เวลาขายก็ขึ้นไปขายอยู่บนฝั่งที่เป็นทางเดินลงมาสู่ชุมชน ตรงถนนวางแผงขายของกัน ก่อนหน้านี้เมื่อก่อนเป็นคลองตรงประตูน้ำ ปัจจุบันถมเป็นถนนหมดแล้วสมัยแรกใช้กระดานไม้เป็นสะพานสำหรับคนเดินข้าม ไม่มีรถวิ่งเพราะไม่สามารถวิ่งได้ เมื่ออาชีพขายถ่านหมดไปก็เริ่มเปลี่ยนจากเรือขึ้นมาเป็นบ้าน เมื่อประมาณอายุ ๖๐ กว่าๆ เริ่มปลูกบ้าน เดิมทีเป็นแพใช้ลูกบวบ ทางโน้นเป็นเรือ แต่พื้นที่เล็กไม่พอ เพราะบ้านนี้อยู่กันตั้ง ๑๐ คน ส่วนมากก็ย้ายมาจากอยุธยา ฉันยังกลับไปที่อำเภอเสนาอยู่เพราะมีพี่ชายอยู่ที่นั่น น้องชายก็ยังอยู่ที่ผักไห่

 

เรือลำอื่นๆ ที่มาก่อนฉันเยอะ ฉันมาทีหลัง ตอนฉันมาฉันก็มาโดดเดี่ยวนอกจากจะมีพี่ที่มาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ระยะหลังก็รับพ่อแม่มาอยู่ด้วย  สมัยก่อนจะไปซื้อเศษไม้ที่โรงเลื่อยจากบางโพมาสร้างบ้านเอาเองหลังจากการขายถ่าน เวลาไปซื้อก็ล่องเรือไปแล้วเอาไม้ผูกข้าง ไปทีก็ซื้อทีละต้น สองต้น เพราะมีเงินน้อย คนอื่นๆ เขาทำงานก่อสร้างเขาก็ทำขึ้นเองเรื่อยๆ นอกจากขายถ่ายก็ทำประดาน้ำหาของเก่า มีช่างรับเหมาก่อสร้าง ที่มีมานานมากกว่า ๔๐ ปีแล้ว นักดำน้ำสมัยแรกๆ เขาได้ของดีๆ ได้เพชรได้ทองเยอะแยะ

 

ทะเบียนบ้านนั้นได้ภายหลัง แต่ไม่มีโฉนดที่ดิน เพราะที่ตรงนี้เป็นของกรมเจ้าท่า ไม่เสียค่าเช่า เสียเพียงแต่ค่าน้ำค่าไฟ คล้ายๆ ว่าให้อาศัยอยู่เพราะเป็นคนจน คนแถวนี้เป็นคนต่างจังหวดั ทั้งนั้น คนอยุธยาคนสุพรรณบุรี คนสิงห์บุรี เวลาทำมาหากินก็ล่องมาเรื่อยๆ พอเจอที่ตรงนี้มีคนอยู่เยอะก็ชวนกันปักหลักปักฐานกันที่นี่ สมัยแรกๆ ไม่มีแบ่งเป็นมิตรคาม ๑ หรือ ๒ มาแยกช่วงหลังๆ เพราะมีการแบ่งชุมชน ที่นี่ถ้ามีน้ำขึ้นสูงก็ท่วม ท่วมมากที่สุดก็ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕

 

ข่าวเรื่องไล่ที่ เป็นข่าวที่พวกเราลือกันเอง แต่ถ้าไล่จริงๆ ก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น เป็นความลำบากของเราที่ต้องโยกย้าย ตรงนี้เราก็เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน อาศัยกัน ถ้าย้ายก็ไม่รู้จะไปอยู่อย่างไร

 

โสภี  แพรเอี่ยม  ชุมชนมิตรคาม ๑

 

๓. โสภี แพรเอี่ยม ชุมชนมิตรคาม ๑, อายุ ๕๘ ปี

ตอนนี้ไม่ได้ประกอบอาชีพแล้ว เดิมที่บ้านประกอบอาชีพขายถ่าน คุณยายเป็นคนอ่างทอง เรือขนถ่านมาจากบางลี่ ศรีประจันต์แล้วจะมีคนมารับถ่านใส่เรือเล็กพายไปขายตามคลองต่างๆ ตอนฉันอายุ ๒๐ กว่าๆ ที่บ้านก็เลิกขายถ่านทางเรือแล้วเพราะเริ่มมีรถเข้ามาฉันเกิดที่โรงบาลวชิระ ตอนอายุ ๑๐ กว่าปีก็เริ่มขึ้นจากเรือมาอยู่เป็นบ้านแล้ว คือเรือใครจมก่อนก็ขึ้นก่อน เรือสมัยก่อนต้องขึ้นคานเรือที่สามเสนซึ่งมีราคาแพง ถ้าไม่ขึ้นคานก็จะนำเรือมาจอดอยู่แถวนี้ พ่อแม่ซื้อเรือลำหนึ่งเพื่อให้ลูกไปโรงเรียน

 

ก๋งฉันเป็นคนจีนไหหลำ แซ่โง้ว มาจากเมืองจีน สมัยก่อนเขาไปดูงิ้วที่ศาลเจ้าตรงนี้ ก๋งฉันเมื่อก่อนทำอาชีพนับติ้วข้าว แต่ยายฉันเป็นคนไทยที่ขายถ่าน น้องชายของยายก็ล่องเรือข้าว มาจอดที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม แถวนี้จะมีเรือถ่านเป็นส่วนใหญ่ มีเรือทราย เรือข้าวขึ้นอยู่ที่ท่าวัดราชาฯ เรือเล็กๆ ก็จะมารับไปขายอีกทอดหนึ่ง

 

ส่วนอาชีพนักประดำน้ำก็มีมาพร้อมๆ กัน พวกประดาน้ำจะมาจากผักไห่ มาจอดเรืออยู่แถวนี้ โดยคุณพ่อที่วัดคาทอลิกจะสร้างสะพานไม้ไว้ให้ ข้างบนก็จะมีการขายผักต่างๆ นอกจากนั้นก็มีเรือที่เป็นคริสต์ที่มาไล่ๆ กัน บางบ้านก็มีอาชีพหาปลา

 

ช่วงที่ฉันอายุ ๒๐ ปี คนขายถ่านเริ่มลดลงไปเพราะคนใช้แก๊สกันเยอะและเรือก็มีน้อยไม่เหมือนเดิม คนจากเรือก็กระจายขึ้นบกไปประกอบอาชีพอื่นๆ อย่างฉันก็ไปขายของอยู่ข้างโรงเรียน ส่วนลูกฉันท้ำงานประจำกินเงินเดือน สมัยก่อนจอดเรือเรียงๆ เป็นตับๆจนถึงวัดราชาฯ แถวนี้มีประมาณ ๑๐๐ กว่าหลังคาเรือน ตอนที่เป็นเรือก็มีจำนวนประมาณเท่านี้ นอกจากขายถ่านแล้วยังมีเรือขายผักขายก๋วยเตี๋ยว ขายกาแฟ บ้าง ส่วนมากที่อยู่ที่นี่เป็นเครือญาติกัน ไม่ได้มีงอกเงยมาก แถบนี้ก็มีทั้งคาทอลิกกับพุทธ

 

ทราบมาว่ารัฐจะทำการอนุรักษ์อาชีพนักประดาน้ำไว้ เพราะสมัยนี้ไม่มีที่อื่นแล้ว กลุ่มชุมชนมิตรคามไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชุมชนแต่เป็นชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจได้ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายกับกรุงเทพมหานคร แต่เราตั้งหัวหน้าชุมชนกันขึ้นมาด้วยตัวเอง

 

เวลาทำบุญต้องข้ามฝั่งไปทางโน้น เช่น งานศพ เพราะฝั่งนี้ไม่มีเมรุ เมื่อก่อนจะมีพระพายเรือมารับบาตร แต่ปัจจุบันพายไม่ไหวแล้วเพราะคลื่นเยอะพายลำบาก การสร้างบ้านเมื่อก่อนต้องเอาไม้จากเรือมาสร้าง นำแพมาพยุงเรือไว้สองข้างโดยใช้ลูกบวบเพราะขึ้นคานไม่ไหว ระยะหลังลูกคลื่นแรงกระทบเรือก็แตกได้ เลยแยกชิ้นส่วนเรือกลายมาเป็นบ้าน

 

ทางรัฐเขาก็มีการหาที่หาทางให้ มีการประชุมที่ศาลเจ้าชาวบ้านก็รับรู้ เขาเรียกไปประชุมก็ไปฟัง ทาง สจล. บอกว่าจะมาพัฒนาตรงนี้แล้วจะไม่ไล่ชุมชนออก จริงๆ ก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้ารัฐจะพัฒนาจริงๆ เราก็ไม่สามารถไปขัดขวางความเจริญได้ ไม่ทราบว่าใครเป็นคนพูดรู้แต่ว่าเป็นอาจารย์จากที่ไหนสักแห่ง

 

แต่หากจะไล่จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าต้องไปอยู่ไหน แล้วนักประดาน้ำจะไปทำมาหากินอะไร เพราะทุกวันนี้เขาก็ยังประกอบอาชีพนี้กันอยู่ เขาก็ดำไปทั่ว ทางสาทรก็ไป ไปเรือเล็กนี่แหละ มีประมาณ๒๐ ครอบครัว ถือว่าเป็นอาชีพเก่าแก่ของชุมชนพอสมควร

 

ผ่องศรี  บัวศรี ชุมชนมิตรคาม ๑

 

๔. ผ่องศรี บัวศรี, ชุมชนมิตรคาม ๑, อายุ ๔๙ ปี

ในชุมชนยังมีบางหลังที่ไม่ได้ขึ้นกับชุมชน แต่เราก็ยังดูแลเขาเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเขาไม่มีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้นตรงข้างๆ บ้านไทยรัฐเป็นโรงไอติมเก่าทั่วไป มิตรคาม ๒ เขาไม่ได้เข้าร่วมชุมชนมานานแล้ว แต่เขายังมีผู้นำของเขาอยู่คือ พี่อี๊ด

 

พื้นที่ที่เป็นเรือที่ขึ้นมาคือจุดนี้ ชุมชนนี้ครอบครัวเก่ามีประมาณ ๗๐ หลังคาเรือน ถ้าจะนับครอบครัวขยายจะมีประมาณร้อยกว่า เท่าที่รู้จากผู้ใหญ่มิตรคาม ๒ มีอาชีพค้าถ่าน ขายข้าวส่วนมิตรคาม ๑ ก็มีขายถ่าน ขายข้าว หาปลา ขายของพวกก๋วยเตี๋ยวเรือที่พายเรือ กาแฟ ส่วนประดาน้ำเป็นอาชีพที่ต่อมาจากอาชีพขายถ่าน

 

คุณตาบ้านนั้นบอกว่าที่เลิกขายถ่านเพราะว่าทางรัฐเริ่มเรียกภาษีแพงขึ้น พวกภาษีไม้ และมีการเริ่มควบคุมป่าไม้จึงทำให้ถ่านลดน้อยลง เขาเลยเลิกเพราะมันไม่คุ้มค่า ล่องแต่ละทีนี้ต้องจ้างเรือไปลากมาก

 

บ้านเรานี่แรกเริ่มคุณตาท่านเป็นคนหาปลา เป็นกลุ่มคนญวนที่อพยพมาจากอยุธยา กลุ่มญวนก็มีหลายกลุ่มญวนพุทธก็ไปอยู่ฝั่งของญวนพุทธส่วนญวนคริสต์ก็จะอยู่บริเวณนี้ สมัยรัชกาลที่ ๓ ท่านพระราชทานที่ดินให้ แต่คนเขมรนั่นมาก่อน มีมาตั้งแต่สามร้อยกว่าปีแล้ว ตรงนี้เพียงแค่ ๑๘๐ ปี พระราชทานเป็นที่ของกลุ่มญวนอพยพจริงๆ แล้วญวนเขาจะอยู่ข้างบนเป็นส่วนใหญ่มีแค่ไม่กี่หลังที่อยู่ตรงนี้

 

เมื่อก่อนเขาก็อยู่เรือกัน หาปลา อยู่ตั้งแต่ข้างบนมีบ้านไม่กี่หลัง แม่บอกว่าสาเหตุที่ไม่เลือกขึ้นไปอยู่ข้างบนเพราะว่าทำอาชีพหาปลาต้องการอยู่เรือ ก็มีการถอยเรือลงมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ริมน้ำ เมื่อก่อนถนนเส้นสามเสน ๑๓ เป็นคลองยาวมาจนถึงหน้าโรงเรียนพาณิชย์ต่อมาก็ถมมาเรื่อยๆ จนคุณตาต้องถอยเรือลงมาอยู่ตรงนี้จนไม่มีที่จากเดิมที่เรือจะจอดตามซอกคลอง พอเขาถมเราจึงต้องถอยออกมา

 

บางคนที่ค้าถ่าน พอเลิกค้าไปแล้วก็จอดเรือปักหลักกันอยู่ที่นี่อย่างคุณตาบ้านนั้นพอขึ้นจากเรือแกก็มาอยู่เป็นแพ แต่เหมือนกับว่าเรือด่วนวิ่งแล้วคลื่นแรงก็อยู่ไม่ได้ จนได้สร้างขึ้นมาเป็นบ้านเป็นเสาขึ้นมา ถ้าเป็นเรือตรงมิตรคาม ๒ จะมีคุณยายอยู่ลำหนึ่ง ลำสุดท้ายแล้ว

 

การจะเข้าทางเข้ามิตรคามสองต้องปีนขึ้น เพราะเขาทำเขื่อนส่วนพื้นที่ที่จอดรถด้านนอกนั้นเป็นของวัดเขมร วัดคอนเซ็ปชัญ  ชุมชนญวน เขมรข้างบน เท่าที่ทราบบาทหลวงท่านไม่ให้เรียกว่าชุมชน ให้เรียกเป็นหมู่บ้าน เรื่องของพื้นที่ถ้าจะเปรียบเทียบพื้นที่กับโครงเดิมทุกอย่างยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเรื่องของภาษาภาษาญวนจะน้อยลงไปแล้ว ส่วนภาษาเขมรหายไปเลย ไม่ได้ยินแล้วกลืนไปหมดกับปัจจุบันแล้ว ภาษาญวนปัจจุบันคนที่เป็นญวนกับญวนก็จะใช้สื่อสารกันอยู่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่คุณแม่สามีเสีย เขายังมีการสวดเป็นภาษาญวนอยู่ตอนเย็น หลังจากนั้นสองปีก็เลิกใช้ไปเหมือนกับว่าบาทหลวงแต่ละองค์จะปฏิบัติไม่เหมือนกัน เปลี่ยนกฎใหม่ไปเรื่อยๆ พื้นที่ของโบสถ์เขมรจะยาวไปจนถึงวัดราชาฯ เลยโดยจะมีคลองกั้น

 

ส่วนชาวพุทธที่อยู่ในชุมชนเวลาไปทำบุญจะข้ามฝั่งไปฝั่งทางโน้น อย่างวันนี้มีงานศพเขาก็ไปวัดภคินีฯ ส่วนใหญ่ก็จะไปเผากันที่นั่นเพราะวัดราชผาฯ และวัดราชาฯ เป็นวัดหลวงไม่มีเมรุเผา ส่วนใหญ่ก็จะไปตักบาตรหรือทำบุญกันนิดหน่อย

 

ความสัมพันธ์กับพื้นที่ด้านบนจะมีกิจกรรมร่วมกันคือกิจกรรมศาสนาเท่านั้น เพราะเป็นคริสต์เหมือนกัน ส่วนเราก็จัดพิธีของเราเช่นกัน อย่างเช่น เทศกาลคริสต์มาสเพื่อต้อนรับคุณพ่อบาทหลวงและพระกุมาร จะมีการแห่โดยจะมีบาทหลวงมีสัตบุรุษที่จะเดินลงมาหาเรา สิ้นปีก็มีการแห่แม่พระเพื่อขอพร เราก็มีการจัดแท่นพระไว้คอย และกิจกรรมเฉพาะในชุมชนของเราที่ไม่ได้เกี่ยวกับข้างบนคือกิจกรรมวันเด็ก แต่เด็กที่อื่นก็มีมาร่วมส่วนกิจกรรมที่เป็นทางการ อย่างมีการประชุมก็จะแยกกันไปเลย

 

ปัจจุบันทั้งเขมรและญวนอยู่ปะปนกันก็มี อย่างบางบ้านที่มีการแต่งงานกัน บางคนก็ไปอยู่เขมร บางคนก็ไปอยู่ญวน ปัจจุบันนี้เขาอยู่ร่วมกันได้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยถูกกัน วัยรุ่นสมัยก่อนจะไม่ถูกกัน

 

โครงการเลียบแม่น้ำเราได้ทราบ อาจารย์จากลาดกระบังก็เข้ามา มีการเรียกตัวแทนเข้าไปประชุม ทางอาจารย์ลาดกระบังเห็นว่าเฉพาะกลุ่มมิตรคามกลุ่มเดียวเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์และน่าสนใจอย่างเช่นอาชีพนักประดาน้ำซึ่งหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว การประดาน้ำของเขาเป็นการใช้วิธีแบบภูมิปัญญาชาวบ้านและต้องการจะอนุรักษ์อาชีพนี้ไว้ ซึ่งชาวบ้านเขาก็เห็นด้วยเพราะไม่อยากไปจากตรงนี้ โดยที่ได้ทำข้อตกลงกัน อาจารย์ท่านบอกว่าต้องการให้จัดศูนย์การเรียนรู้ไว้สักมุมหนึ่ง มีคนหนึ่งพ่อเขามีเรือเก่าและพร้อมจะยกพื้นที่ให้เป็นศูนย์อนุรักษ์ซึ่งกำลังจะทำ เวลานักท่องเที่ยวมาจะได้นำของที่งมมาได้ไปจัดโชว์ไว้ตรงนั้น

 

แต่ล่าสุดมีความรู้สึกกึ่งๆ ว่าจะสามารถอยู่ต่อได้จริงไหม ซึ่งตอนแรกมีความมั่นใจว่าอยู่ได้แน่นอน แต่หลังจากการประชุมทุกครั้งก็มีความเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง แต่อาจารย์ก็พยายามให้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อมาต่อรองกับรัฐบาล ว่ามีการปรับภูมิทัศน์ของบ้านเมืองแล้วจะสามารถอยู่ต่อได้หรือไม่

 

เห็นว่าเขาจะมีการตอกเสาเข็มจากพระรามเจ็ดเป็นต้นมาตอนนี้เขายังไม่ได้จัดหาที่อยู่ใหม่ให้เรา เพียงแต่เขายื่นข้อเสนอให้เราจัดศูนย์การเรียนรู้ไปก่อน ตรงชุมชนราชผาฯ เขายื่นแล้ว เขาไม่ได้ยื่นข้อเสนอให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพราะกลุ่มทางนั้นไม่มีเอกลักษณ์ในการต่อรอง มิตรคาม ๒ ก็เช่นกัน มีเฉพาะมิตรคาม ๑ เท่านั้น แต่มิตรคาม ๒ และ ชุมชนราชผาฯ เขาจะไม่ยอม ไม่ใช่อยู่ๆ เขาจะมาเสนอข้อเสนอให้ อันดับแรกเขาให้เราตั้งกลุ่มออมทรัพย์กันขึ้นมาเพื่อที่จะไปช่วยในเรื่องของบ้านมั่นคง ตอนนี้เราก็ตั้งกันได้ปีนึงแล้ว โดยเก็บเดือนละ ๕๐๐ บาท ซึ่ง ๒ กลุ่มนั้นเขาเคยตั้ง แต่ว่าเกิดความล้มเหลวในการจัดการของเขา แต่ของเราเรารวมตัวกันจัดตั้งขึ้นมา มีบัญชีเฉพาะของกลุ่มนี้อยู่

 

ถ้าจะให้เราไป ต้องยื่นข้อเสนอมาว่าจะให้เราไปอยู่ตรงไหนอยู่แบบไหน สถานที่จะให้เราไปอยู่เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะให้ไปอยู่ริมแม่น้ำที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ มากนัก เพราะคนที่เขามีวิถีชีวิตกับแม่น้ำอย่างคนหาปลา คนดำน้ำ เขาก็ต้องการจะอยู่ริมน้ำเพราะสามารถจอดเรือได้ และจัดกลุ่มให้เราใหม่ ช่วยเหลือเราไม่ใช่อยู่ๆ จะไล่เราไปไม่มีการช่วยเหลือเรา แต่ฟังมายังงงอยู่เลย เหมือนกับว่าจะให้เราไปอยู่แฟลตของการเคหะฯ และยังต้องไปเสียค่าผ่อนอีก คือบางคนที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ไม่เพียงพอกับค่าผ่อน จะต้องทำอย่างไร และให้เราไปนี่จะให้ค่ารื้อถอนหรือค่าเยียวยาเราแบบไหน

 

คือพวกเรามันคนจน ถ้าไม่มีการช่วยเหลือที่เพียงพอเราจะทำกันอย่างไร แทนที่จะเอาเงินงบประมาณหลายสิบล้านไปทำอย่างอื่น เอามาเยียวยาพวกเราบ้างไม่ได้หรือ เราเคยเสนอไปแล้วว่าถ้าจะให้เราไป เราขอเป็นที่ เราไม่อยากได้แฟลต เพราะเป็นที่สามารถทำมาหากินได้ด้วย อีกอย่างพวกเราไม่เคยอยู่แฟลตถึงแม้ว่าเราจะอยู่กันแบบจนๆ แบบนี้ ยังโล่งโปร่ง ไม่เหมือนการอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแบบนั้น คนที่นี่คือคนกลุ่มเดิม ที่รู้จักกันหมดเป็นชุมชนกันแล้ว

 

ถ้าข้อเสนอไม่ชัดเจนเราก็จะไม่รับ ส่วนใหญ่ยังเหนียวแน่นกันอยู่เพราะมีวิถีชีวิตกันอยู่ที่นี่ ทั้งอาชีพต่างๆ ลูกก็ยังเรียนหนังสือกันแถวนี้ โรงพยาบาลก็อยู่แถวนี้ ทุกคนยังอยากอยู่ที่นี่ ให้เขาทำอะไรเขาก็จะทำ ให้จัดศูนย์การเรียนรู้ก็จะทำ

 

สุชาติ  พวงเข้ม  ชุมชนซังฮี้

 

๔. สุชาติ พวงเข้ม, ชุมชนซังฮี้, อายุ ๖๘ ปี

ผมเป็นคนอยุธยา คนที่นี่ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดทั้งนั้น มากันทางเรือ มาค้าขาย รุ่นผมเอาเรือเป็นที่อยู่และบ้านที่อยู่อยุธยาก็ยังมี สมัยก่อนตอนอายุ ๑๕-๑๖ ปี ได้ไปอยู่แถวริมคลองเทเวศร์ เรือที่อยู่กันลำไม่ใหญ่จุอย่างเก่งก็ประมาณสิบกว่าเกวียน เกวียนหนึ่งประมาณพันกิโล

 

สมัยก่อนเรือนั้นจะจอดที่ไหนก็ได้ เช่น สามเสนนี่จอดได้ทั้งสองฝั่งก็เลยอยู่กันในเรือมาตลอด

 

เริ่มต้นที่มาอยู่ที่นี่เพราะตรงคลองเทเวศร์เมื่อก่อนเขายิงกัน เลยต้องย้ายออกมา มาตั้งหลักที่ใต้สะพาน พื้นที่ตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นคนจีน ตรงศาลเจ้านั้น การค้าขายกับเรือเริ่มอยู่ไม่ได้แล้ว เพราะเรือเราลำเล็ก เรือที่เริ่มเข้ามาจอดช่วงนั้นไม่เยอะ เมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีก็เริ่มเยอะมากขึ้น เพราะอยู่เรืออยู่ไม่ไหวแล้ว เริ่มรั่วก็หาอะไรมาอุดกัน จำเป็นต้องทิ้งเรือ รุ่นนั้นมีการนำพื้นเรือขึ้นมาสร้างที่อยู่บางคนแทบไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ลงทุนเพียงแค่ตะปู เพราะเมื่อก่อนไม้มีเยอะ มากับน้ำที่พัดมา ตรงนี้เริ่มมีมาประมาณ ๒๐ กว่าปี คือเรือใครจมคนนั้นก็ขึ้นก่อน เอาที่ตรงที่เรือจอดนั่นแหละเป็นที่ของตัวเอง

 

หลังจากที่ไม่อยู่เรือแล้วก็แยกย้ายกันทำอาชีพบนบก ทำงานกทม.บ้าง ค้าขายบ้าง อย่างผมนี่ก็ขายของที่ตรงเทเวศร์ ขายพวกของกิน แถวๆ คลองผดุงฯ ทางฝั่งไก่ย่าง

 

ตรงนี้เพิ่งจะมาเป็นชุมชนได้แค่ประมาณ ๑๕ ปีเท่านั้น โดยที่รัฐไม่ได้จัดการให้ พวกเราจัดการกันเอง กระทั่งทะเบียนบ้านชั่วคราวเราก็ช่วยกัน แต่ตรงมิตรคามนั่นเป็นพื้นที่แน่นแฟ้น เขาอยู่กันมานานบ้านแต่ละหลังๆ มีหลักฐานกันทั้งนั้น บ้านที่พวกผมอยู่เป็นหลักลอยเท่านั้น นี่ก็เพิ่งทำได้ไม่กี่ปี จะทำอะไรกันขึ้นมาหน่อยกรมเจ้าท่าก็เข้ามาเตือนแล้ว

 

มิตรคามมีสองโซน โซนหนึ่งมี ๕๕ หลัง อีกโซนหนึ่งประมาณ ๖๐ หลัง ตรงนี้ใช้ชื่อชุมชมว่าชุมชนซังฮี้ ฝั่งสะพานทางโน้นเป็นชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจ นี่เพิ่งจะมาตั้งรวมกันได้ประมาณ ๒๐ กว่าปี ศาลเจ้าแม่ทับทิมมีมานานแล้ว เรามาอยู่ทีหลัง เรื่องความสัมพันธ์กับศาลก็เป็นเรื่องของแต่ละคน คือคนในชุมชนก็แยกย้ายกันไปทำมาหากินตอนเย็นก็เข้ามานอนแค่นั้น ชุมชนนี้มีประมาณสามสิบหลัง คือใครมีพี่น้องก็ตามกันเข้ามาอยู่ มีอยู่บ้านหลังหนึ่งที่มาก่อนผมซึ่งตอนนี้แกอายุ ๘๐ แล้ว เมื่อก่อนมากับเรือเหมือนกัน พอเรือพังก็ขึ้นมาตรงนี้เลย

 

ชุมชนมิตรคามเลยเขื่อนออกไป เขามาอย่ก่อนทางฝั่งทางนี้ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีเขื่อนมีมากกว่านี้ พอมีเขื่อนเขาก็เอาบ้านออกไปด้วย เขื่อนเพิ่งจะมาแค่ไม่กี่ปีนี่เอง เมื่อวานรู้สึกว่าเขาจะมาประชุมอยู่ข้างในนี้ แต่ผมไม่ได้เข้าไป เหมือนกับว่าจะมาจัดสรรที่ให้อยู่ อยู่ทางบางใหญ่ พุทธมณฑลสาย ๓ นครชัยศรี และเขาจะตกลงกันอย่างไรไม่รู้ แต่ส่วนตัวผม ผมไม่เอาด้วยเพราะถ้าจะย้ายจริงๆ ผมจะกลับต่างจังหวัด

 

เขามาสองคน เหมือนกับมาช่วยเหลือหาที่ให้และให้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ แต่ทางนี้ไม่เหมือนทางมิตรคาม เพราะมิตรคามเขามีการรวมกลุ่มกัน ส่วนทางเรานี้ต่างคนต่างอยู่ หากเขาให้ย้ายจริงๆก็คงต้องย้าย เรื่องที่อยู่แบบนี้มีคนเข้ามาคุยสองรอบแล้ว

..........

 

ข้อมูลจากการสำรวจเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณนี้นั้นมี ที่มาต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มคือ ชุมชนดั้งเดิมที่มีเชื้อสายชาวเขมรและชาวญวนที่ถูกอพยพโยกย้ายมาตั้งแต่ต้นกรุงฯ และเป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก เป็นชุมชนที่ไม่ได้อยู่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ และมีอาชีพที่ไม่ต้องพึ่งพาริมแม่น้ำแต่อย่างใด รวมทั้งพื้นที่อยู่อาศัยนั้นขึ้นอยู่กับทางวัดซึ่งจะมีสังกัดการจดทะเบียนลงบันทึกที่แน่นอน และยังคงใช้ทั้งกรรมสิทธิ์ร่วมจากทางวัดและแยกกรรมสิทธิ์

 

กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มทางชุมชนมิตรคามที่ไม่ได้เป็นชุมชนจดทะเบียนกับกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด เป็นชาวเรือที่เคยใช้เรือรับขนส่งสินค้าจากทางชุมชนริมแม่น้ำในเขตภาคกลางขึ้นมาค้าขายและอยู่อาศัยมานานราว ๔๐ กว่าปีแล้ว มีทั้งที่เป็นชาวคริสตังและชาวพุทธ โดยมาขอสิทธิ์อยู่อาศัยกับทางวัดทั้งสองแห่ง มีอาชีพที่น่าสนใจ คือการรับจ้างดำน้ำแบบโบราณ การอยู่อาศัยในน้ำเพราะเดิมใช้เรือมาก่อนแล้วจึงกลายมาเป็นแพและกลายมาเป็นบ้านบนน้ำในภายหลัง  ซึ่งกรุงเทพมหานครถือว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยไม่เห็นพัฒนาการของชุมชนและสังคมบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปและไม่มีพื้นที่รองรับสำหรับชาวเรือผู้เดินทางค้าขายเร่ร่อนและไม่มีที่อยู่อาศัยถาวร กลุ่มนี้ถูกบอกเล่าจากทาง สจล. ว่าจะสงวนไว้สำหรับทำข้อมูลเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่ชาวบ้านมารับรู้ภายหลังว่าคงไม่น่าจะมีการยกเว้นการไล่รื้อแต่อย่างใด และยังกังวลเรื่องการทำมาหากินที่มีอาชีพเป็นชาวน้ำกันอยู่โดยมาก

 

อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ทางแถบสะพานซังฮี้ เป็นชาวเรือเช่นกัน แต่ขึ้นจากน้ำเนื่องจากการขนส่งทางเรือหมดสิ้นลงอย่างสมบูรณ์และไม่สามารถยกเรือขึ้นคานเพราะราคาสูงและไม่สามารถไปจอดเรืออยู่ในริมคลองที่ใดๆ ได้อีกในราว ๑๕ ปีที่ผ่านมา เป็นชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ นอกจากบุกรุกพื้นที่ริมตลิ่งที่ดูแลโดยกรมเจ้าท่าและจำต้องรับสภาพถ้ามีการไล่รื้อชุมชนริมแม่น้ำต่อไป

 

นอกจากนี้ยังพบว่า ชาวบ้านจำนวนมากไม่รับรู้ข้อมูลจากโครงการของรัฐที่แน่นอนจากที่ สจล. อ้างอิงถึงการศึกษาจนกลายเป็นงานนำเสนอในสื่อโทรทัศน์ เช่น การอธิบายความเป็นชุมชนในบริเวณนี้จากผู้รับผิดชอบทำโครงการศึกษาและออกแบบ หรือการนำเสนอภาพการออกแบบที่ปรากฏเผยแพร่ในเพจประชาสัมพันธ์ของโครงการ เช่น การสร้างเรือกำปั่นของชาวโปรตุเกสเป็นจุดสังเกต ซึ่งบริเวณนี้เป็นเพียงพื้นที่วัดที่ชาวบ้านเชื้อสายโปรตุเกสจากกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้ายเข้ามาพำนัก ที่ก็ยังมีที่วัดกัลหว่าร์และวัดซางตาครู๊สอีกด้วยอีกทั้งอยู่ประชิดกับ “ท่าวาสุกรี” ที่เป็นท่าเรือหลวงสำหรับงานพระราชพิธีของพระนคร จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้อง ออกแบบใหม่การจอดเรือกำปั่นจำลองดังกล่าวที่ไม่มีข้อมูลในงานประวัติศาสตร์รองรับ

 

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเป็นข้อปลีกย่อยที่ท้วงติงอีกมากที่ทยอยออกมาเรื่อยๆ ถือเป็นความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลอย่างยิ่งทีเดียวสำหรับการออกแบบสิ่งที่สำคัญและน่าจะมีผลกระทบมากต่อสังคมไทยถึงในระดับรากเหง้าวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงที่ยากจะแก้ไขทีเดียว

 

ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๑ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๕๙)

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ : เรื่อง

ภูวนาท เช้าวรรณโณ, สุรชาญ อุ่มลำยอง : ภาพ

 

อัพเดทล่าสุด 24 พ.ค. 2560, 16:40 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.