หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เข้าใจพื้นที่และชุมชนคนกรุงเทพฯ..จากคำบอกเล่า “พระนคร ๑๐๑”
บทความโดย เรื่อง : จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ / ภาพ : สุรชาญ อุ่มลำยอง
เรียบเรียงเมื่อ 21 ก.ย. 2559, 14:09 น.
เข้าชมแล้ว 2893 ครั้ง

พิธีเปิดกิจกรรม "พระนคร ๑๐๑"

 

เมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “พระนคร ๑๐๑” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการวิจัยประวัติศาสตร์สังคมกรุงเทพฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยใช้ระยะเวลากว่า ๒ ปีในการศึกษาและได้สรุปปิดโครงการไปในวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมานี้ ณ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ลงพื้นที่ศึกษา ทางมูลนิธิฯได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ของชาวชุมชนต่างๆ ในเขตย่านที่อยู่อาศัยหรือย่านเมืองเก่า เดือนละ ๑ ครั้ง เป็นจำนวน ๙ ครั้ง ในพื้นที่ลานกิจกรรมของชุมชนป้อมมหากาฬ 

 

บรรยากาศภายในกิจกรรม "พระนคร ๑๐๑" ณ พิพิธบางลำพู

 

โครงการ “พระนคร ๑๐๑” มีวิทยากรทั้งจากมูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ คือคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริและวิทยากรซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ดังนี้ คุณอรศรี ศิลปี ประธานประชาคมเครือข่ายบางลำพู ,คุณโอภาส มิตรมานะ ปราชญ์ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ , คุณพจนา ดุริยพันธุ์ บุตรชายของครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ นักร้องขับเสภาชั้นครูแห่งกรุงรัตนโกสินทร์,คุณละออศรี (รัชตะศิลปิน) พิพิธภัณฑ์ ตัวแทนของพื้นที่ "บ้านพาน" ซึ่งเป็นผู้ที่เติบโตอยู่ในตระกูลช่างเครื่องเงินที่ทำพาน , คุณสรินยา สุทดิศและคุณกฤษณา แสงไชย ผู้ที่หันมาฟื้นฟูอาชีพตีบาตรที่บ้านบาตร

บรรยากาศภายในกิจกรรม "พระนคร ๑๐๑" ณ พิพิธบางลำพู

 

กิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” ในวันแรกนั้นเป็นการอบรมในภาคทฤษฎีเบื้องต้น เพื่อทำความเข้าใจในพื้นที่ชุมชนเก่าในย่านพระนคร โดยจัดขึ้นที่พิพิธบางลำพู กิจกรรมในช่วงแรกเป็นการแนะนำโครงการ  ได้รับเกียรติจาก คุณอรศรี ศิลปี (ป้านิด) ประธานประชาคมเครือข่ายบางลำพู มาเป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม และบรรยายให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับย่านเก่าในเมืองกรุงเทพฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนั้น ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมามีวิถีชีวิต วัฒนธรรมอย่างไร โดยวิทยากรจากมูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ คือ คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรม คุณภาสินี ญาโณทัย(ซ้าย) คุณพินิจ สุทธิเนตร (กลาง) และคุณ ทำนุ เหล็งขยัน (ขาว)

 

ส่วนช่วงบ่ายเป็นการเรียนรู้และทำความเข้าใจในพื้นที่ย่านชุมชน ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความสำคัญและมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปตามกลุ่มชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกลุ่มชุมชน นอกจากการทำความเข้าใจในพื้นที่ พร้อมทั้งยังได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นตัวแทนของแต่ละย่าน รวมไปถึงกลุ่มอาชีพต่างๆ ในประเด็นของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และปัญหาของทั้งผู้ท่องเที่ยวและผู้ถูกท่องเที่ยวคืออะไร มีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไร เพื่อปรับทัศนคติของหลายๆ ฝ่ายและนำไปประยุกต์ใช้กับอาชีพของตนเอง

 

 

 

กิจกรรม “พระนครชวนชม”

กิจกรรม "พระนครชวนชม" ในช่วงเช้า

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ วิทยากรจากมูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์

 

กิจกรรมในวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙  เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) โดยการลงพื้นที่ชุมชนจริง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีความเข้าใจในพื้นที่มากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการบรรยายและการเรียนรู้จากเอกสาร ซึ่งใช้ชื่อกิจกรรมย่อยนี้ว่า "พระนครชวนชม" กิจกรรมเริ่มต้นออกเดินทางจากสวนสันติชัยปราการ (ป้อมพระสุเมรุ) ไปยังตรอกไก่แจ้ที่ย่านบางลำพู โดยมีวิทยากรในพื้นที่ชุมชน ท่านแรกคือ คุณอรศรี ศิลปี หรือป้านิด ตัวแทนของย่านบางลำพูที่อยู่อาศัยมาดั้งเดิมและเป็นผู้อาวุโสในเขตพื้นที่นี้  กล่าวถึงเรื่องที่มาของตรอกไก่แจ้ การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่บางลำพู และประวัติความเป็นมารวมไปถึงบทบาทของสายตระกูล “ศิลปี”

 

คุณอรศรี ศิลปี หรือป้านิด ตัวแทนของย่านบางลำพู

 

บันทึกภาพรวม ณ ตรอกไก่แจ้

 

ช่วงเวลา ๑๐.๐๐ น. โดยประมาณ ได้มีการเข้าชมและศึกษาชุมชนมุสลิมที่เก่าแก่ในย่านพระนคร คือ "มัสยิดจักรพงษ์"  ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนจักรพงษ์ มัสยิดนี้นอกจากจะเป็นพื้นที่ของการประกอบศาสนกิจแล้วยังเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิมหรือชาวพุทธที่อาศัยอยู่ร่วมกัน พร้อมทั้งได้พบปะพูดคุยกับคุณโอภาส มิตรมานะ หรือครูซัน ปราชญ์ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ ในประเด็นการอยู่อาศัย การปรับตัวของชุมชนมุสลิมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม และผลกระทบจากการพัฒนาเมืองที่มีต่อคนในชุมชน

 

คุณโอภาส มิตรมานะ หรือครูซัน ปราชญ์ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์

 

หลังจากนั้นเป็นการลงพื้นที่ฝั่งนอกพระนครคือ ฝั่งวัดสังเวชวิศยารามวรวิหารและวัดสามพระยา ได้รับความรู้จากคุณพจนา ดุริยพันธุ์ เกี่ยวกับเรื่องบ้านดนตรีที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในแถบย่านบางลำพูมีที่ไปที่มาอย่างไร รวมไปถึงกิจกรรมการอนุรักษ์ดนตรีไทยของมูลนิธิดุริยประณีตที่ได้มีการเปิดบ้านสอนดนตรีไทยมาตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบันที่มีกระบวนการฟื้นฟูและอนุรักษ์โดยใช้ความผูกพันทางสายตระกูลที่เหนียวแน่นเป็นแกนหลักในการดูแลกิจการของครอบครัว และกล่าวถึงความสัมพันธ์ของคนกับศูนย์กลางของชุมชน คือ วัดสังเวชวิศยารามวรวิหารและวัดสามพระยา รวมไปถึงตลาดต่างๆ ในย่านบางลำพูและวิถีชีวิตของคนบางลำพูที่มีความผูกพันกับแม่น้ำลำคลอง

 

คุณพจนา ดุริยพันธุ์ 

 

บรรยากาศ ณ มูลนิธิดุริยประณีต

 

กิจกรรมช่วงบ่ายว่าด้วยการไขข้อสงสัยในความเข้าใจคลาดเคลื่อนของการขึ้นป้าย "บ้านพานถม" ของกทม. ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า “บ้านพาน” กับ “พานถม” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งพื้นที่และกรรมวิธีการทำ การทำพานของบ้านพานนั้นมีวัตถุดิบที่ใช้คือ เครื่องเงิน นำมาดุนให้เกิดลวดลายต่างๆ ตามต้องการ แต่เกิดความเข้าใจผิดกับคำว่า พานถม ซึ่งมาจากคำว่า “เครื่องถม” ของร้านไทยนคร ที่มาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมาตั้งร้านอยู่ตรงข้างวัดตรีทศเทพ เครื่องถมมีวิธีการทำโดยใช้ผงยาดำผสมน้ำประสานทองถมลงบนลวดลายที่แกะสลักบนภาชนะหรือเครื่องประดับแล้วขัดผิวให้เงา จึงมีการเหมารวมเป็นคำว่าบ้านพานถม นอกจากนั้นยังมีป้าย “ตรอกบ้านหล่อ” ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านพาน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่ผ่านไปผ่านมา จากนั้นเป็นการพูดคุยให้ความรู้เรื่องการทำพานเงิน โดยวิทยากรที่ท่านเป็นลูกหลาน "นายเตา" คือคุณละออศรี พิพิธภัณฑ์ (รัชตะศิลปิน) ในเรื่องของการทำพาน ความนิยมของเครื่องเงินจนถึงยุคตกต่ำของอาชีพทำพานจนหายไปในที่สุด

 

คุณละออศรี พิพิธภัณฑ์ (รัชตะศิลปิน)

 

กิจกรรม "พระนครชวนชม"ในช่วงบ่าย

 

พื้นที่สุดท้ายของกิจกรรม “พระนครชวนชม” คือ บ้านบาตรที่ทราบกันอยู่แล้วว่าว่าชาวบ้านมีอาชีพหลักในการตีบาตรมาตั้งแต่อดีต นอกจากนั้นยังอยู่ใกล้กับเมรุปูนวัดสระเกศฯ และประตูผี ซึ่งเมรุปูนนั้นมีไว้สำหรับปลงศพพระราชวงศ์ และผู้ที่มีฐานะ จึงมีมหรสพตามมา เรียกว่า “วิกลิเกเมรุปูน” มีการเล่นโขน ลิเก ละคร หุ่นกระบอก และมีการออกร้านขายของกินมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

 

ชุมชนบ้านบาตร

 

จากคำบอกเล่าของ คุณกฤษณา แสงไชย ว่าบ้านบาตรยังอยู่ติดกับบ้านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ หรือ ศร ศิลปบรรเลง เป็นสำนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในอดีต โดยท่านอาศัยอยู่ที่ย่านบ้านบาตรตลอดจนท่านสิ้นชีวิต ช่วงสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาวบ้านบาตรจะมีกิจกรรมคือ “ร้องเพลงรำวงบ้านบาตร” กันทุกเย็นที่ลานบริเวณศาลากลางบ้าน และในปัจจุบันมีการรื้อฟื้นประเพณีร้องเพลงรำวงกันขึ้นมาใหม่ ชื่อคณะ “บ้านบาตรสามัคคี”  

 

คุณสรินยา สุทดิศ

 

และได้พบกับคุณสรินยา สุทดิศ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่หันมาฟื้นฟูอาชีพตีบาตรอีกครั้ง และผลักดันให้บ้านบาตรเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์ด้วย

 

สรุปกิจกรรมบริเวณพื้นที่บ้านบาตร

 

จากนั้นเป็นการสรุปปิดกิจกรรม โดยคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ และการถอดบทเรียนจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม ว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและสามารถนำไปถ่ายทอดอย่างไรได้บ้าง พร้อมทั้งยังพูดคุยถึงปัญหาของแต่ละสายอาชีพที่เข้าใจในประเด็นการท่องเที่ยวที่ไม่ตรงกันและหาทางออกร่วมกันในวงเสวนา ทั้งนี้ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ คาดว่าจะมีกิจกรรมดังกล่าวอีก ๔-๕ ครั้ง และมีกิจกรรมครั้งใหญ่ โดยมีท่านอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นผู้สรุปความเข้าใจในเรื่อง “ย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ” ซึ่งจะเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ต่อในโอกาสต่อไป

 

 

บรรยากาศของการทำกิจกรรม "พระนคร ๑๐๑"

 

 

            

อัพเดทล่าสุด 21 ก.ย. 2559, 14:09 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.