หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
งานเสวนาเสน่ห์บางลำพู ธนารักษ์คู่ชุมชน
บทความโดย ขวัญจิรา ปานไธสงค์
เรียบเรียงเมื่อ 10 ส.ค. 2559, 16:05 น.
เข้าชมแล้ว 11301 ครั้ง

 

งานเสวนาเสน่ห์บางลำพู ธนารักษ์คู่ชุมชน

 

การจัดงานเสวนาเสน่ห์บางลำพู ธนารักษ์คู่ชุมชน เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ จัดขึ้นเพื่ออธิบายถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนในการสร้างสรรค์และร่วมแรงร่วมใจกันเปิดพิพิธภัณฑ์เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งความรู้และเพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการจัดโครงการอาคารพิพิธบางลำพูโดยกรมธนารักษ์ สังกัดกระทรวงการคลัง จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ เผยแพร่พันธกิจ และเจตนารมณ์ของกรมธนารักษ์และบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาของชุมชนบางลำพู ภายใต้การร่วมมือกันจากหลายหน่วยงาน โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่ได้เข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้ โดยมี คุณศรีรัตน์ วัฒนล้ำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน, คุณอมรรัตน์ กล่ำพลบ ผู้อำนวยการสำนักบริหารที่ ราชพัสดุกรุงเทพมหานคร, คุณวชารี เจริญสัมฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์ทรัพย์สิน  กรมธนารักษ์,  คุณอรศรี ศิลปี (ป้านิด) ประธานประชาคมบางลำพู และคุณสุภาพรรณ ช่อแสงชัย ผู้อำนวยการโครงการ ตัวแทนจาก บริษัท ไร้ท์แมน จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการงานพิพิธภัณฑ์

ช่วงแรก คุณอมรรัตน์ได้เล่าถึงการริเริ่มที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณบางลำพูให้เป็นที่รู้จักในเชิงประวัติศาสตร์ชุมชน โดยกล่าวถึงว่าบางลำพูเป็นย่านที่ใครต่างก็รู้จัก ถือว่าเป็นย่านท่องเที่ยวและเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งในอดีต ดังนั้นจึงอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นตัวแทนในการบอกกล่าวเรื่องราวของบางลำพู โดยก่อนที่จะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นนั้นได้มีการสำรวจลักษณะอาคารทั่วประเทศ ทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ศิลปกรรม เพื่อดูความเหมาะสมที่จะจัดตั้ง นอกจากนี้อาคารเรือนไม้ในพิพิธบางลำพูที่เห็นอยู่ ยังเป็นอาคารที่คนรุ่นเก่าสร้างไว้ ซึ่งทางสำนักบริหารที่ราชพัสดุกรุงเทพมหานครก็มีเจตนารมณ์และจุดประสงค์ที่จะรักษาความสวยงามของอาคารไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำคัญที่ทำควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ราชพัสดุ ตามนโยบายของกรมธนารักษ์ด้วย

 

คุณอมรรัตน์ กล่ำพลบ                                                                      คุณสุภาพรรณ ช่อแสงชัย 

ในส่วนการเข้ามามีบทบาทของบริษัทไร้ท์แมนช่วงแรกนั้น คุณสุภาพรรณกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเนื้อหาข้อมูลค่อนข้างมีความหลากหลาย ทำให้ดำเนินการจัดการได้ยาก ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องของพิพิธภัณฑ์เรื่องเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ใกล้ป้อมพระสุเมรุ ทางคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์จึงอยากให้นำเรื่องเล่าของป้อมและกำแพงเมืองเข้ามาให้ข้อมูล และอยากจะให้ที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่มีข้อมูลเกี่ยวกับกำแพงเมืองที่ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ อีกทั้งในแง่ข้อมูลของกรมธนารักษ์ก็อยากจะให้ไว้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงศูนย์รวมข้อมูลของกรมธนารักษ์ไว้เช่นกัน และที่ขาดไม่ได้คือ ที่นี่เกิดขึ้นที่บางลำพู ก็จะต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับชุมชนบางลำพูด้วย ซึ่งในการเข้าไปหาข้อมูลในชุมชนครั้งแรกนั้นก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เนื่องจากทางชุมชนเองก็ยังไม่ไว้ใจเท่าไหร่นัก แต่ช่วงหลังมา มีน้องๆ หลายหน่วยงานที่ไม่ใช่กรมธนารักษ์เข้าไปบ้าง แล้วก็ประสบความสำเร็จในการสอบถามข้อมูล ภายหลังมาก็มีน้องๆ ที่ป้านิดได้มอบหมายให้พาเราไปดูหลายๆ ชุมชน พาไปพบหัวหน้าชุมชนต่างๆ เพื่อเล่าข้อมูลอย่างละเอียด ทำให้เรามีเนื้อหาดีๆ ในการจัดเรียงและนำมาเสนอภายในพิพิธบางลำพู

นอกจากนี้แล้วบริษัทไร้ท์แมนยังพยายามที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ด้วยการจัดกิจกรรมหรือนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อเป็นการนำคนเข้ามาในพิพิธภัณฑ์อยู่เรื่อยๆ ซึ่งนิทรรศการแรกที่ทำ คือ นิทรรศการสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยสำคัญตรงที่อาคารตึกนี้สร้างเมื่อปีที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถประสูติพอดี จึงได้จัดทำขึ้นมาเพื่อเทิดพระเกียรติท่าน

 

คุณวชารี เจริญสัมฤทธิ์ 

 

ฝ่ายกรมธนารักษ์ ได้เสริมว่าพิพิธภัณฑ์ตรงนี้แตกต่างจากที่อื่นๆ ที่ได้ทำมา เนื่องจากที่ตรงนี้มีทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและภารกิจชุมชน และด้วยความที่อยากให้พิพิธภัณฑ์มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ในเบื้องต้นจึงได้จ้างบริษัทมืออาชีพจากข้างนอกเข้ามาช่วยบริหารจัดการ โดยกรมธนารักษ์ได้มอบหมายให้สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งในอนาคตนั้นก็ยังต้องปรับปรุงเรื่อยๆ เพื่อให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในช่วงนี้เป็นช่วงคืนความสุขให้ประชาชน ทางพิพิธภัณฑ์ได้เปิดให้เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นนโยบายที่มีระยะเวลา แต่ว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการตรงนี้ค่อนข้างสูง ทางกรมธนารักษ์ก็ยังต้องใช้งบประมาณของหลวงอยู่ ในส่วนค่าเข้าชมก็คงไม่มีส่วนขนาดที่จะนำมาใช้บริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ได้เท่าไหร่ ณ เวลานี้ ก็ยังต้องวางแผนกันต่อไปในอนาคต

 

คุณอรศรี ศิลปี (ป้านิด) 

 

ตัวของป้านิดเอง ซึ่งเป็นประธานประชาคมบางลำพูได้กล่าวว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนจะได้มาทำหน้าที่ตรงนี้ หลังจากอาคารไม้ตรงนี้ถูกปิดไป ทางคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ได้เห็นว่า สวนสันติชัยปราการกำลังจะเกิดขึ้น จึงอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นสวนเพื่อที่จะได้ต่อยอดกันไป แต่ทางชุมชนได้มองเห็นว่าน่าเสียดาย จึงได้ร้องขอให้เก็บไว้ เพราะว่าที่ตรงนี้มีประวัติมากมาย ทั้งด้านหน้าและด้านหลังนี้ก็มีหนังสือหลากหลาย เนื่องจากเป็นอาคารโรงพิมพ์เก่าแก่ อีกทั้งยังถือเป็นแหล่งปฏิวัติคนไทยให้ได้เรียนรู้หนังสือไทยทั้งประเทศ ซึ่งต่อมาพอได้รู้ว่ากรมธนารักษ์จะมาจัดพิพิธภัณฑ์ขึ้น ทางชุมชนก็ดีใจกันมากและยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ป้านิดเล่าเสริมอีกว่า ครั้งแรกที่ไปประชุมว่าทางชุมชนจะได้ใช้พื้นที่ตรงนี้นั้น ท่านรองอธิบดีที่นำประชุมได้เรียนว่า ทางกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ขอให้รื้อเรือนไม้ไปเพราะไม่แข็งแรง ทางชุมชนก็ยกมือกันใหญ่ ขอให้เอาไว้ เพราะมันไม่มีเรือนไม้อย่างนี้ในกรุงเทพฯ แล้ว อีกอย่างถ้าพูดเรื่องความแข็งแรงที่จะรับรองได้ เราก็รีบบอกว่าขอให้มาดูสักนิด เพราะว่าพื้นส่วนใหญ่ทั้งตึกเป็นไม้สัก ไม้ดีๆ ทั้งนั้นและยังแข็งแรง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราได้รับการยอมรับให้เรือนไม้หลังนี้ยังคงอยู่ในชุมชน ให้เราได้ภาคภูมิใจในพื้นที่ของเรา ซึ่งเท่ากับว่าชุมชนก็ได้มีสิทธิ์ในการออกเสียงและมีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ และการสร้างพิพิธบางลำพูนี้ขึ้นมาด้วย

การร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนเพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าแก่ไว้นั้นแม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ป้านิดได้เล่าเพิ่มว่า ยังมีเรื่องที่ทำให้คนในชุมชนห่อเหี่ยวอยู่บ้าง คือเรื่องของต้นลำพูที่โดนตัดทิ้งไป เนื่องจากเกิดน้ำท่วมในปี ๒๕๕๔ ทำให้ต้นลำพูที่มีประวัติยาวนานนั้นยืนต้นตาย ทางกทม.จึงมาตัดออกไม่เหลือแม้แต่ตอ ทางชาวบ้านเก็บไว้ได้แค่กิ่งเล็กๆ เป็นท่อนเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ทางบริษัทไร้ท์แมนได้เสริมว่า กิ่งต้นลำพูที่ชาวบ้านเก็บเอาไว้ได้ ทางประธานเกสรลำพู ได้มาปรึกษากับบริษัทว่าต้นลำพูที่เก็บมาได้กิ่งเดียวนั้นไม่รู้จะทำยังไง แต่ยังอยากเก็บไว้ ปัจจุบันเราจึงจำลองต้นลำพูขึ้นมาโดยมีกิ่งจริงๆ เป็นส่วนหนึ่งของต้นจำลองด้วย ได้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งตรงนี้คนอื่นอาจมองว่าไม่มีความหมาย แต่สำหรับคนบางลำพูนั้นถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญเลยทีเดียว

 

 

ทางชุมชนบางลำพูได้พยายามสืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเก่าแก่ที่มีมานานของบางลำพูให้คงอยู่ด้วยการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับชุมชนและมีกิจกรรมที่จัดตามเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นประเพณีสงกรานต์หรือประเพณีลอยกระทงที่จัดขึ้นแบบไทยแท้ การจัดกิจกรรมต่างๆ เล่านี้ ถูกจัดขึ้นภายใต้กลุ่มเกสรลำพู ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะคอยต่อยอดจากกลุ่มประชาคมบางลำพู โดยป้านิดได้เล่าความเป็นมาของกลุ่มนี้ว่า เป็นเด็กในชุมชนที่ได้ไปขอทุนจากยูนิเซฟมาทำประวัติศาสตร์ชุมชน โดยทางประชาคมได้ให้เด็กเริ่มจากการทำประวัติศาสตร์ชุมชนวัดสามพระยา ให้เขารู้ว่าชุมชนเรามีรากเหง้ายังไง มีของดียังไง แล้วเขาจะรักชุมชนอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเขาโตขึ้นแล้วพาพ่อแม่ปู่ย่าตายายออกไปจากชุมชน พวกที่ออกไปเขาก็ไม่ทราบว่าเขาเอาคนที่เล่าประวัติศาสตร์ได้ออกไปด้วย เราก็เหลือแต่คนมาใหม่ซึ่งไม่รู้เรื่อง ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่เราอยากชูให้เขาทำขึ้นมา โดยหลังจากนั้นก็มีเด็กในชุมชนมาร่วมกันทำ ทำให้พอโตขึ้นเขาก็ยังรักชุมชน มีความรู้สึกอบอุ่นและภูมิใจร่วมกับชุมชน ดังนั้นถ้าทางประชาคมหายไปหรือไม่มีแล้ว เราก็ยังมีเกสรลำพูต่อยอดไปได้


ชุมชนวัดสังเวชวิศยาราม

ซึ่งในภาคบ่ายนอกจากจะมีการจัดให้ผู้ร่วมเสวนาเข้าชมนิทรรศการภายในอาคารพิพิธบางลำพูแล้ว ยังได้พาเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชุมชนบางลำพูและบริเวณใกล้เคียงในสถานที่จริง โดยเริ่มตั้งแต่ ชุมชนวัดสังเวชวิศยาราม มูลนิธิดุริยประณีต บ้านดนตรีไทยวงปี่พาทย์สมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นบ้านศิลปินแห่งชาติ คุณครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว แต่ยังมีลูกศิษย์ลูกหาเปิดสอนการขับร้องดนตรีไทย เล่น ดนตรีไทย  และรำไทย  โดยเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น

 

ประตูและกำแพงเมืองพระนคร

ซากกำแพงเมืองเก่า ประตูเมืองพระนคร ในอดีตมี ๑๔ ประตู สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ตอนนั้นยังเป็นประตูไม้ ต่อมาได้ก่ออิฐถือปูนขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๓ ปัจจุบันนี้เหลือเพียงประตูเดียวหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร

 

มัสยิดจักรพงษ์

ในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีการเทครัวจากปัตตานีมา เรียกว่า ชาวแขกมลายู (แขกปัตตานี) ทำให้เกิดชุมชนอิสลามขึ้นตรงนี้ ในปัจจุบันมีมัสยิดจักรพงษ์เป็นศาสนสถานที่ชาวอิสลามใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาบริเวณย่านบางลำพู

 

                                              ป้าวรรณา นิ่มประเสริฐ                                                                            ผ้าห่มนางสีดา

ตรอกเขียนนิวาสไก่แจ้ ในบ้านปักชุดโขน ป้าวรรณา นิ่มประเสริฐ อายุ ๖๐ ปี ปักชุดโขนมาเป็นเวลาหลาย ๑๐ ปี ซึ่งยังคงวิธีการปักแบบเดิมไว้ในปัจจุบัน ที่เห็นปักอยู่ในภาพคือ ผ้าห่มนางสีดา ใช้ดิ้นทอง (จากอินเดีย) ในการปัก

 

ชุมชนบางลำพูเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่แสดงให้เห็นถึงความสามัคคี และการร่วมแรงร่วมใจในการอนุรักษ์วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนแบบเดิม ยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมให้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จากเดิมที่บางลำพูเป็นแหล่งเศรษฐกิจ ตอนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ซึ่งได้จากการร่วมมือกันของภาครัฐและคนในชุมชนที่ให้การสนับสนุนร่วมกันเป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ชุมชนบางลำพูหยัดยืนมาได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เพียงได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเข้มแข็งของชุมชนที่ร่วมกันต่อสู้มาตั้งแต่แรกเริ่ม และมีการวางแผนในการจัดการ อีกทั้งยังมองไปถึงอนาคตเพื่อที่จะสานต่อให้ชุมชนบางลำพูยังคงอยู่ต่อไป

 

อัพเดทล่าสุด 10 ส.ค. 2559, 16:05 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.