หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"พินิจ สุทธิเนตร" กับงานต่อชีวิตวัฒนธรรม "บ้านนราศิลป์"
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 3 พ.ค. 2559, 13:58 น.
เข้าชมแล้ว 1841 ครั้ง

ย่านตรอกละครชาตรีที่อยู่ฝั่งใต้วัดแคริมถนนหลานหลวงทุกวันนี้ ยังคงมีกลุ่มบ้านละครและดนตรีหลายหลังและบางบ้านเป็นคณะผู้จัดโขนละครซึ่งยังมีกำลังทำงานตามแบบบรรพบุรุษในสภาพสังคมที่ไม่เหมือนเดิมก็ยังสู้อุตสาหะทำสืบต่อกัน

 

หากผ่านไปทางถนนหลานหลวง คงเห็นบ้านไม้งามริมถนนอยู่หนึ่งหลัง หน้าบ้านเขียนป้ายไว้ว่า “บ้านนราศิลป์” มีซุ้มต้นไม้สวยๆอยู่หน้าบ้านโดยเฉพาะซุ้มดอกพุดดูสดชื่น ร่มรื่นร่มเย็น ดูแตกต่างไปจากถนนด้านนอกที่มีแต่รถติดตลอดวัน

 

พินิจ  สุทธิเนตร  แห่งบ้านนราศิลป์

 

“พินิจ สุทธิเนตร” หรือ พี่ปู แห่ง “บ้านนราศิลป์” เล่าให้ฟังว่า บ้านนราศิลป์กำเนิดจาก “นายแม่” คุณละม่อม สุสังกรกาญจน์ ที่เป็นนายห้างเจ้าของแป้งตราสโนว์  แล้วมาใช้พื้นที่ย่านบ้านละครแถบวัดแคนี้จัดสร้างคณะละครขึ้นมาตั้งแต่เมื่อราวรัชกาลที่ ๖

 

บ้านคุณละม่อมอยู่ที่สำเหร่ ทางฝั่งธนฯ แต่มาทำบ้านนราศิลป์ทางนี้ซึ่งอยู่ในย่านละครชาตรี ลิเก โขนทางวัดแค นางเลิ้งและวัดสิตารามหรือวัดคอกหมู มีผู้ดูแลคู่ใจคือคุณป้าของพี่ปู และคุณแม่ของพี่อ๋อย คือคุณจินดา ปานสมุทร์ ที่เป็นคนทำงานในโรงงานแป้งมาช่วยดูแลอีกแรง คุณแม่และคุณป้าของพี่ทั้งสองคนเป็นคนทางตรอกทำพาย ซึ่งน่าจะอยู่ใกล้ๆ ย่านนี้แต่ไม่ทราบกันแล้วว่าอยู่ที่ไหน ทั้งคู่ไม่เป็นวิชาละครหรือโขนแต่อย่างใด เพียงแต่รักและชอบการแสดงเท่านั้น บ้านนราศิลป์รับจัดงานแสดงโขนกลางแปลง โขนหน้าจอ ละครชาตรีและดนตรีไทยรวมถึงได้ก่อตั้งบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ไทยในยุคแรกๆ ชื่อ “นราศิลป์ภาพยนตร์” เรื่องนางลอย มีครูอาคม สายาคมเป็นพระเอก แต่ไม่ได้มาทางสายนี้มากนัก ต่อมาก็ช่วยงานโขนธรรมศาสตร์ตั้งแต่แรกเริ่ม รวมทั้งงานองค์พระปฐมเจดีย์ที่เป็นงานใหญ่ประจำปีจัดกันกว่า ๗ วัน ๗ คืน รุ่นนี้คุณจินดาก็เป็นคนคุมงานแทนแล้ว

 

การเป็นโต้โผหรือผู้จัดการแสดงลักษณะนี้ ทำให้ต้องมีการสร้างเครื่องละครและเครื่องแต่งกายโขนและศีรษะโขนจำนวนมาก บ้านนราศิลป์จึงเป็นแหล่งขึ้นชื่อในการให้เช่าชุดรำ ชุดละคร โขนต่างๆ สำหรับเด็กนาฏศิลป์หรือเด็กๆ ที่เรียนนาฏศิลป์ตามโรงเรียนต่างๆ มาโดยตลอดจนทุกวันนี้

 

คนในบ้านนั่งปักงานดิ้นต่างๆ อยู่ในบ้านอยู่ ชุดเหล่านี้ลงทุนสูง ใช้เวลามาก ใช้เพียงสองสามครั้งก็เริ่มหมอง แม้จะซักได้ก็เพียงครั้งสองครั้ง และราคาให้เช่าก็ถูกเสียเหลือเกิน ครั้งที่ยังมีคนในบ้านไม่น้อย การเช่าชุดหรือแต่งเครื่องละครต่างๆ ก็มักมีคนช่วยแต่ง ช่วยจัดการดูครบวงจรไปหมด

 

ทุกวันนี้ บ้านนราศิลป์ยังเปิดให้เช่าชุดโขน ละครอยู่ ส่วนการขัดโต้โผงานโขน ละครมีบ้างเป็นครั้งคราว ลูกหลานต่างรับราชการเป็นอาชีพหลัก การจัดงานโขนหรือละครมีบ้างเป็นครั้งคราวในนามของบ้านนราศิลป์

 

คุณพินิจ สุทธิเนตร ผู้เป็นหลานคุณจินดา ปานสมุทร์ ใช้วิชาในการเป็นผู้จัดสืบทอด ต่อมาเป็นผู้กำกับศิลป์ฝ่ายละครทีวี รับตัดต่อ จัดให้เช่าเครื่องเสียง จอภาพ ฯลฯ ส่วนน้องชายก็เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ เช่น ทำเอฟเฟกต์ของภาพยนตร์ แต่งหน้าเอฟเฟกต์ต่างๆ

 

ที่สำคัญคือจัดการตนเองทุ่มเทค้นคว้าข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบ้านนราศิลป์ จัดเป็นพื้นที่เปิดศูนย์ข้อมูลทางวัฒนธรรม จัดทำฐานข้อมูลเป็นซีดีทั้งเรื่องทั้งรูป มอบให้กับผู้สนใจเด็กๆ นักศึกษาที่มาขอสอบถามกันเป็นประจำ การพูดคุยนี้คือทัศนคติของคุณพินิจ สุทธิเนตรที่มีต่อมรดกทางวัฒนธรรมของบ้านนราศิลป์ และมุมมองต่อการอนุรักษ์ชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในยุคปัจจุบัน

 

ภุมรี  ปานสมุทร์  บุตรสาวของคุณจินดา  ปานสมุทร์ ผู้ดูแลคณะบ้านนราศิลป์ในยุคก่อนหน้านี้

 

.... ถนนหลานหลวงเส้นนี้มาถึงย่านสะพานขาว นี่คือย่านของศิลปวัฒนธรรม เมื่อก่อนมีอีกหลายบ้านที่เป็นผู้จัด เช่น คณะละครสายใจ แต่ก็เลิกไปหมด เมื่อก่อนรอบบ้านเราทำกับข้าวกับปลาแจกจ่ายกันไปทั่ว  เดี๋ยวนี้กลายเป็นไม่รู้จักกันเลยทั้งที่อยู่บ้านติดกัน สังคมเปลี่ยนไปเยอะมาก แล้วคนรุ่นใหม่เข้ามา คนรุ่นเก่าก็ตายไป บ้านของผมจึงพยายามรักษาไว้

 

บ้านเราทำเครื่องละครมาตั้งแต่รุ่นคุณป้า ก็จะมีอุปกรณ์ประกอบให้เช่า เช่น ละครเวทีเราก็ทำ ละครร้องเราก็ทำ แต่คนไม่ค่อยรู้ บ้านเราค่อนข้างจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง สมัยช่อง ๔ บางขุนพรหม เราก็จะทำคอสตูม แล้วคุณพ่อผมเป็นนักแสดงด้วย “คุณเสริมพันธ์ สุทธิเนตร” ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างช่อง ๔ ก็มีทางกันตนาเป็นผู้ชักชวนเข้าไป และตอนนั้นนาฏศิลป์สัมพันธ์ยังไม่มีเครื่องก็มาเอาเครื่องของเราไป

 

เมื่อก่อนนี้เราก็เริ่มจากเป็นคณะละครเล็กๆ แล้วก็มาทำโขน นายแม่ละม่อม  สุสังกรกาญจน์เป็นผู้ก่อตั้ง สอนและสืบทอดมาให้ทั้งหมดท่านเก่งมาก เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ในสมัยนั้น ชอบขี่ม้า ยิงปืน เข้าป่า ขับรถเอง พายเรือ เลี้ยงสัตว์ บ้านท่านที่สำเหร่เลี้ยงหมี เสือ ชอบเต้นรำ ชอบออกสังคมตลอด ถ้าท่านมีชีวิตอยู่อายุน่าจะประมาณ ๑๕๐ ปีถึงปัจจุบันนี้ ช่วงนั้นการละเล่นในสมัยรัชกาลที่ ๖ อาจจะอยู่ในช่วงปลายๆ รัชกาลไม่ว่าโขนละครกำลังเฟื่องฟู ท่านเลยสร้างขึ้นมาบ้าง โดยเอานาฏศิลป์แถวตรอกละครนี้มาร่วมเล่น ส่วนคุณแม่จินดา ปานสมุทร์ ก็ศึกษามาพร้อมนายแม่ คล้ายกับเป็นเลขา นายแม่ทำอะไร คุณป้าก็ทำด้วย ช่วงนั้นมีคณะเรืองนนท์ กับบ้านตาฮวดแล้วก็มีบ้านครูวงศ์ท่านอยู่ตรอกทำพายซอยติดกันกับที่ตั้งบ้านนราศิลป์ ตรอกนี้ชาวบ้านเคยทำพายส่งขายตลาดมหานาค ซื้อไม้สักมาจากแถบวัดสระเกศ แล้วมาเหลาเป็นพายเรือพายแจว

 

บ้านนราศิลป์เป็นธุรกิจที่ท่านรักมากกว่า แต่ถ้าใครหาก็ไปโดยพื้นฐานท่านไม่มีความรู้เรื่องการแสดงละครหรือโขนแต่อย่างใดเลย แต่ว่าท่านเป็นคนใฝ่เรียนใฝ่หา รักในการค้นคว้ามาก ต่อมาก็เริ่มศึกษาทางด้านภาพยนตร์ ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายภาพยนตร์

 

 

นายแม่ท่านเอาพวกโขนที่สืบทอดจากในวังมาทำเป็นคณะโขนในสมัยนั้นรัชกาลที่ ๖ ท่านจะโปรดละครร้อง นายแม่ท่านก็ทำคณะละครร้องต่อมา ตอนนั้นเราก็ได้ป้าเพียงใจมาช่วย แล้วก็มีมนัส บุญเกียรติ, ศรีนวล แก้วบัวสาย รุ่นใหญ่ทั้งนั้นที่มาอยู่ พวกปี่พาทย์ก็เป็นพวกดุริยางค์นักแสดงส่วนหนึ่งก็มาจากกรมศิลปากรเรามีครูหัดของเราเองด้วย และอีกส่วนเขาเรียก “โขนในคลอง” จะเป็นพวกครูมาจากคลองบางกอกน้อยมีความแตกต่างกัน โขนในคลองจะเดินเรื่องเร็ว เป็นแบบชาวบ้าน

 

โขนของนราศิลป์เป็นโขนประยุกต์ระหว่างโขนกรมศิลป์ฯ ที่เนิบช้า กับโขนในคลองที่รวดเร็วเอามารวมกันคนจะชอบดูโขนบ้านนราศิลป์ เพราะเดินเรื่องเร็ว แล้วมีจังหวะจะโคน เครื่องสวยเป็นจุดเด่น คุณพ่อพี่ก็จบนาฏศิลป์รุ่นเดียวกับอาจารย์เสรี หวังในธรรม เป็นคนพื้นเพมาจากวัดดุสิดารามฯ คลองบางกอกน้อย ก่อนที่สะพานปิ่นเกล้าจะตัด แถบนั้นทั้งหมดก็คือเป็นที่ของทางบ้านรุ่นบรรพบุรุษ พอสะพานปิ่นเกล้าตัดก็ขาย ตอนนี้เหลืออยู่หน่อยเดียว เป็นคนสวน บ้านนั้นเป็นที่พระราชทานจากตระกูลสุทัศน์ ณ อยุธยา คุณย่าพี่เป็นหม่อมหลวง คุณพ่อคุณแม่พบกันเพราะเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ เป็นคนโขน คุณพ่อเป็นพวกยักษ์ คุณแม่เป็นคนจัดการเครื่องโขนเครื่องละคร แล้วเราก็มีโรงโขนเองด้วย และคุณพ่อก็มาเล่นที่นี่

               

ข้าราชการกรมศิลปากรส่วนใหญ่ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เคยผ่านการร่วมงานกับบ้านนราศิลป์แทบทุกคน อาจารย์เสรี (หวังในธรรม) ดึงมาบ้าง เวลามีโขนเอานักแสดงในกรมฯ มาเล่น คนในกรมฯ ไปรับงานก็มาเอาเครื่องบ้านเราเพราะสมัยนั้นเครื่องแต่งกายของกรมฯ จะเอาเครื่องออกมาไม่ได้ งานที่รับส่วนใหญ่จะเน้นงานศพ เมื่อก่อนใครมีฐานะเสียชีวิตก็ต้องมีโขน

 

ที่บ้านนี้แต่เดิมคนในคณะบางส่วนก็นอนกันที่นี่ ยามว่างโขนว่างละครก็มานั่งสะดึงกัน สะดึงเครื่องโขนไม่ต้องจ้างใคร แต่บ้านอื่นอาจจะมาเช่าชุด  เช่น วันนี้มี ๗ ตัว พออีกงานหา ๑๐ ตัว ไม่มีให้เช่าจึงต้องสร้างอีก ๑๐ ตัวก็ติดมาถึงลูกหลาน เราต้องสร้างใหม่เสมอ แม้แต่ดาราก็มาเช่าดูแบบอย่างจากในกรมศิลป์ฯ บ้างในวังบ้าง มาปักเองคนในบ้านต้องทำงานจึงจะได้ค่าแรง  แม้แต่ไปทำที่อื่นก็ยังมานั่งปักสะดึง

 

 

ยุคที่เหนื่อยสุดก็คือช่วงราว พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาให้ช่วยทำโขนธรรมศาสตร์ จึงต้องทำผลิตเครื่องโขนทั้งหมด แล้วต้องตระเวนไปกับท่านด้วย ต่อมาก็มีงานในงานประจำปีพระปฐมเจดีย์ที่นครปฐม ทำติดต่อกันราว ๖-๗ ปี มีโขนกลางแปลงฉากเหมือนกรมศิลป์ ละครร้องก็เกิดที่นครปฐม แต่พวกเราค่อนข้างทันสมัยก็เข้าสู่วงการทีวี วงการภาพยนตร์ด้วย ทำเรื่องโขนด้วยทุนของเราเอง แต่ก็หยุดแค่นั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ 

 

เมื่อคุณพ่อไปที่ช่อง ๔ บางขุนพรหมในยุคแรกเริ่มเพื่อเป็นนักแสดงบ้านนราศิลป์ก็เข้าไปพร้อมกัน มีนักแสดงรุ่นเยาว์ไปแสดง ภายหลังก็มาทำเป็นละครทีวีก็ไม่ได้ปรับอะไรเลยเอาโขนเล่นเป็นตอนๆ เหมือนลิเกบ้างมีรายการเพลง มีละคร นักแสดงทั้งหมดก็จะมาเป็นโฆษกเป็นนักร้อง เพราะว่าเป็นสถานีแรก การเรียนรู้ต้องปรับ ปรับใหม่หมด ทุกคนออกมาเชี่ยวชาญมาแล้ว ผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้      ครูบุญยงค์-บุญยัง เกตุคงก็เคยมาเล่นให้ที่บ้านนี้ เพราะบ้านนราศิลป์จะมีเครื่องดนตรีครบหมดมีอุปกรณ์พร้อมครูมามาแต่ตัวทุกคนซึ่งต่างจากที่บ้านอื่น แล้วเราเป็นคนเลือกบท เพราะเขาจะเล่นได้ทุกบทอยู่แล้วส่วนใหญ่เขาไม่มีเครื่องเลยมาตัวเปล่า มารับบทที่เราจัดเตรียมไว้ให้

               

ละแวกนี้นอกจากบ้านนราศิลป์ก็จะมีบ้านเรืองนนท์ เขาจะหนักไปทางพวกเครื่องยี่เก แต่พอมาหลังๆ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗-๒๕๓๘ ก็จะมีบ้านมาอีกบ้านโปร่งน้ำใจ ก็ทำอยู่ด้วยกัน ช่วงสงกรานต์ช่วงงานเทศกาลพวกนักศึกษาอะไรต่ออะไรก็จะมาเช่าจากบ้านเราไป นางนพมาศบ้าง นางสงกรานต์บ้าง ความต้องการไม่ได้ขาดไปเพียงแต่ว่าจะมากหรือน้อย

               

ช่วงราว พ.ศ. ๒๕๑๑ เรื่อยมาเฟื่องฟูมากที่สุดแต่พอหลังจากฟองสบู่แตก ราว พ.ศ. ๒๕๔๐ คนที่จะมาดูโขนดูละครลดน้อยลงไป อย่างงานศพเขาก็เอาพวกดนตรีไปเรายังโชคดี จ้างแต่น้อย ไม่จ้างเลยไม่มี บ้านเราทำเครื่องละครมาโดยตลอด พอเวลาไม่มีคนมาจ้างไปเล่น เขาก็มาเช่าเครื่องเพราะเรามีเครื่องให้เช่า เกือบทุกวันนี้ก็ยังมีเป็นปกติก็ทำให้บ้านนราศิลป์อยู่ได้ เป็นงานในครอบครัวเราจ้างเป็นงานๆ ไป พอเสร็จงานก็จ่ายค่าตัว

 

คนละครเขามีเอกลักษณ์ส่วนตัวของแต่ละบ้านเรามีแต่พึ่งพาอาศัยกัน ในของแวดวงอื่นไม่รู้ แต่แวดวงนาฏศิลป์ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกันหมด อย่างบ้านโน้นเครื่องไม่พอก็เอาเครื่องบ้านเราไป อย่างบ้านเราตัวไม่พอก็เอาตัวบ้านเขามา จะเป็นอย่างนี้ส่วนใหญ่รับคนละแนวด้วยบางทีมาบ้านโน้นไม่มีโขน มาบ้านนราศิลป์ สมมุติบ้านเราจะเอาละครชาตรีหรือละครแก้บน เราก็ให้ไปเลยโดยไม่ต้องมาหักค่าใช้จ่าย เป็นการให้กัน ทำงานร่วมกันมากกว่า

               

บริเวณนี้ (ถนนหลานหลวง ใกล้วัดแค นางเลิ้ง) เป็นย่านที่ เจริญในอดีต แต่ปัจจุบันเมื่อจะมีการสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ผมคิดว่าบ้านนราศิลป์ไม่โดนเวนคืนเราต่อสู้กันมาเยอะ เพราะแต่เดิมเขาจะเอาตั้งแต่บ้านนี้ไปถึงสี่แยกหลานหลวง ซึ่งไม่มีความจำเป็น แค่ระยะทาง ๘๐๐ เมตรถ้าทำตรงนี้ประโยชน์สูงสุดคือโรงแรมพริ้นเซสเท่านั้นเองเราก็รวมตัวไป แต่อย่างไรเรารู้เสมอเราสู้ไม่ได้ หนักเป็นเบาแค่นั้น อย่างถนนราชดำเนินเขาก็แอบทำเรียบร้อยไปหมดแล้ว ก็เหลือตรงนี้ที่เขายังต้องจัดการอยู่

               

ตึกสวยๆ ที่ถนนราชดำเนิน ไม่เห็นจำเป็นต้องทุบเลย เอาไว้แบบเดิมแล้วเจาะภายล่างลงไป โครงสร้างเดิมก็ยังเหมือนเดิม หากที่นี่ถูกรื้อไปก็ต้องทำใจอย่างเดียว สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาน้อยมากเขาฟัง แต่เขาไม่ทำตาม หลอกพวกเราด้วยซ้ำไป ทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ผ่าน สัดส่วนของความเจริญก้าวหน้ามันควรจะมีช่องว่างบ้าง ไม่ใช่ว่าทำสิ่งหนึ่งเพื่อทำลายอีกสิ่งหนึ่งเราไม่รู้ว่าช่วงระยะเวลา ๔ ปีที่เขาทำ คนอยู่ไม่ได้หรอก ต้องไปอยู่ที่อื่น เขาบอกว่าพอสร้างเสร็จแล้วค่อยย้ายกลับมา

               

มีพื้นที่บ้านเรือน ๒ ส่วน ที่ได้รับผลกระทบแน่ๆ มีค่าใช้จ่ายคืนมาให้ แต่ก็ไม่คุ้มหรอก เอาไปซื้อที่ใหม่ก็ไม่ได้ ส่วนที่ไม่ได้เวนคืนก็อยู่ไป ทุบตึงๆ นอนไม่ได้แล้วทุกวันนี้ถนนแถวนี้ก็นรกดีๆ นี่เอง รถติดช่วงเช้าถ้าเผื่อมาทำตรงนี้เข้าไปอีกครึ่งเลน ไม่อยากจะคิด แล้วต้องปิดถนนแต่ยื้อเรื่องงบประมาณ แต่เขาก็เริ่มทำแล้ว

               

แต่บ้านผมออกแบบรองรับไว้หมดแล้วทำให้แข็งแรงขึ้นในรูปแบบเดิมทำให้ดีขึ้นมากกว่าเดิม เราทำกันหลายองค์กร ข้างตึกมีเด็กมาทำกิจกรรมกันเราเอาย่านเก่าทั้งหมดย่านโขน ย่านโรงหนัง เราพยายามดูว่าของดีในส่วนต่างๆ ทำร่วมกันหมด เหมือนองค์กรที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันผมจะไม่ขัดแย้งกับใครเลย

               

ถ้าจะแก้ปัญหาที่แท้จริงเรื่องการทำตลาดน้ำต้องทำแบบตลิ่งชัน ตลาดน้ำนางเลิ้งต้องทำให้เป็นตลาดน้ำจริงๆ ทำให้คนมาเที่ยวจริงๆ ไม่ใช่ทำแค่ชั่วครั้งชั่วคราว

 

คนย่านเก่า : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๙ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๙)

 

อัพเดทล่าสุด 1 พ.ย. 2560, 13:58 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.